บทที่ 145 จับตัวเองต้มซะเลย? [ฟรี]
บทที่ 145 จับตัวเองต้มซะเลย? [ฟรี]
"ฮ่าๆๆ ทุกคนได้ยินหรือยัง? พวกมันไม่ยอมพาเราไปด้วย"
โดยรอบ ทุกสายตาจับจ้องมาที่จุดนี้ พอได้ยินคำพูดของผู้ชายคนนั้น บางคนก็กระชับหอกในมือแน่น เดินย่างสามขุมเข้ามาด้วยท่าทางไม่ประสงค์ดี
สองพี่น้องหันมาสบตากัน
ซวยแล้ว!
จะให้คนพวกนี้รู้ไม่ได้เด็ดขาด ถ้าพวกมันรู้ เกิดหลี่อวี่กับพรรคพวกปฏิเสธที่จะรับพวกเราจะทำยังไง?
ขืนให้รู้ พวกมันต้องแห่ตามไปแน่ๆ
และถ้าพวกมันรู้ จุดจบก็คงไม่ต่างจากฐานทัพที่ทะเลสาบโผหยางนั่นหรอกหรือ?
การไปหาพวกหลี่อวี่จะไม่ใช่การไปขอความช่วยเหลืออีกต่อไป แต่มันคือการนำความพินาศไปให้
เมื่อเผชิญหน้ากับฝูงคนที่เดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
สองพี่น้องไม่ลังเลเลยแม้แต่วินาทีเดียว
พวกเขาตัดสินใจทันที
คนเราต้องรู้จักตอบแทนบุญคุณ
น้ำเพียงหยดเดียว ตอบแทนด้วยน้ำพุ หลี่อวี่เคยช่วยชีวิตและให้อาหาร นี่คือบุญคุณใหญ่หลวง!
กายังรู้ป้อนอาหารกลับให้พ่อแม่ แพะยังรู้คุกเข่าดูดนมแม่
เป็นคน ต้องรู้จักสำนึกบุญคุณ
ดังนั้น สองพี่น้องจึงพูดขึ้นพร้อมกันว่า "ฉันบอกแล้ว!"
สิ่งที่สองพี่น้องเรียนรู้จากการมีชีวิตรอดมาจนถึงตอนนี้คือ ผู้ที่รู้รักษาตัวรอดคือยอดคน
คนอื่นตาย ดีกว่าเราตาย
การเนรคุณหรือศีลธรรม... มันกินได้ที่ไหน?
ดูวัฒนธรรมจีนอันลึกล้ำสิ
ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน ก็มักจะหาคำคมของคนโบราณมาสนับสนุนความชอบธรรมในการกระทำของตัวเองได้เสมอ
ฝูงชนชะงักฝีเท้า ดาบยาวและหอกในมือยังคงไม่ลดลง รอคอยคำตอบ
"พวกเราไม่รู้เรื่องคลังเสบียงหรอก แต่เรารู้ว่าทางทิศใต้ไม่ไกลจากนี้ น่าจะมีฐานทัพอยู่แห่งหนึ่ง คนที่นั่นอาจจะมีอาหาร" พี่สาวกล่าว
"เหรอ? แล้วพวกเราจะรู้ได้ไงว่าเธอไม่ได้โกหก?" ใครคนหนึ่งถามขึ้น
พี่สาวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่าความจริงออกมาหมดเปลือก ตั้งแต่เรื่องที่ถูก 'พี่เซิง' จับตัวไป จนกระทั่งถูกกลุ่มของหลี่อวี่ช่วยไว้และมอบอาหารให้
"ไอ้จีเหมา นังนี่พูดจริงไหม? เมื่อคืนแกเป็นคนเปิดประเด็นคนแรก" ชายคนหนึ่งหันไปถามชายร่างผอมเกร็ง
ชายผมบางคนนั้นเกาหัวแกรกๆ แล้วตอบว่า "ได้ยินไม่ค่อยถนัด ได้ยินแค่ว่า 'อยู่ไม่ไกล' 'จะเข้าร่วมกับพวกเขา' แล้วก็ 'อาหารเยอะมาก' จับใจความได้แค่นี้แหละ"
ทุกคนจ้องมองสองพี่น้อง เขม็ง สุดท้ายชายคนหนึ่งก็พูดขึ้น "ช่างหัวมันเถอะว่าจริงไม่จริง ในเมื่อพวกแกบอกว่าอยู่ไม่ไกล งั้นพวกเราก็จะตามพวกแกไป หวังว่าคงไม่เล่นตุกติกนะ"
สองพี่น้องพยักหน้า
น้องชายรีบเสริม "ยังไงซะ ตอนอยู่ทะเลสาบโผหยางพวกเราก็เคยผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว คนเยอะย่อมมีพลัง ถึงตอนนั้นเราก็บุกเข้าไปพร้อมกัน พอเจออาหาร ทุกคนก็จะได้กิน จะได้รอดตายกันหมด"
น้องชายปลงตกแล้ว จะให้แอบหนีคงเป็นไปไม่ได้ จะไม่พูดอะไรเลยก็เป็นไปไม่ได้แล้วเช่นกัน
สองพี่น้องแค่ต้องการอาหาร แค่ต้องการมีชีวิตรอด
ส่วนเรื่องที่ว่าจะพาคนไปบุก แล้วจะเกิดผลกระทบอะไรกับพวกหลี่อวี่บ้าง
ขอโทษที พวกเขาไม่อยากเก็บมาคิด
เพื่อนตายช่างมัน ตัวฉันรอดเป็นพอ
ตอบแทนบุญคุณเหรอ? มันกินได้ไหม? มันช่วยให้รอดตายได้หรือเปล่า?
"ใช่ๆ ทุกคน เดี๋ยวพวกเราสองพี่น้องจะนำทางเอง แต่เราไม่รู้พิกัดที่แน่นอนนะ แค่รู้สึกว่าฐานทัพของพวกเขาน่าจะอยู่แถบนั้น ถึงตอนนั้นพวกเราก็ช่วยกันหาเนอะ ฮ่าๆ" พี่สาวพยายามดึงทุกคนมาเป็นพวก ตีเนียนเข้ากลุ่มไป
แต่สายตาของทุกคนยังคงจ้องมองพวกเขาอย่างเย็นชา
ยุคนี้ อาหารสำคัญที่สุด
คำพูดสวยหรูไม่มีน้ำหนัก
ในเมื่อรู้ว่าข้างหน้ามีอาหาร แรงจูงใจก็พุ่งสูงขึ้น
ออกเดินทาง
คลื่นผู้อพยพเคลื่อนขบวนอย่างยิ่งใหญ่
มุ่งหน้าลงใต้
.......
ทางด้านทิศใต้ หลี่อวี่จามออกมาสองครั้งติดๆ ร่างกายสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ความรู้สึกถึงวิกฤตบางอย่างแล่นพล่านเข้ามาในใจ แต่กลับนึกไม่ออกเลยว่าเป็นเรื่องอะไร
นับตั้งแต่สังหารกองกำลังกอบกู้โลกในครั้งนั้น กลุ่มน้องสาวที่ซ่งหมิ่นพามาด้วยก็เริ่มหัดยิงปืน
คนงานเหล่านี้เริ่มเรียนรู้วิธีใช้ปืนกันมาสักพักแล้ว ส่วนสมาชิกครอบครัวของหลี่อวี่ในฐานทัพ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ในเมื่อกระสุนมีเพียงพอ ทุกคนก็เริ่มฝึกใช้ปืนกันหมด
ในตอนนี้ ทั่วทั้งฐานทัพที่มีสมาชิกราว 70 คน ยกเว้นคนที่เด็กเกินไปหรือแก่เกินไป ก็มีประมาณ 50-60 คนที่สามารถใช้อาวุธปืนได้
แต่ทว่า ปืนเหล่านี้ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด
ยกเว้นตอนเกิดคลื่นซอมบี้ครั้งก่อน ที่มีการติดตั้งปืนกลเบาไว้ที่ประตูหน้าและประตูหลังเพื่อกันไม่ให้ประตูถูกตีแตก
เวลาอื่น หากจะใช้ปืนต้องได้รับอนุญาตจากหลี่อวี่ก่อนเท่านั้น
อาวุธปืนถูกคุมเข้ม ไม่อนุญาตให้ใช้พร่ำเพรื่อ
เรื่องตลกร้ายก็คือ นับตั้งแต่มีปืน จำนวนคนที่ถูกปืนฆ่า กลับมีมากกว่าซอมบี้เสียอีก
ในวันสิ้นโลก สิ่งที่อันตรายไม่ได้มีแค่ซอมบี้ แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่า... อาจจะเป็นมนุษย์!
.......
วันที่ 16 กรกฎาคม
กลุ่มผู้ลี้ภัยเดินทางมาเต็มๆ หนึ่งวัน และพักผ่อนมาหนึ่งคืน
เช้าวันนี้พวกเขาจึงออกเดินทางต่อ
ชายฉกรรจ์นับสิบคนที่รายล้อมสองพี่น้องเริ่มแสดงสีหน้าหงุดหงิดชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
"ไหนบอกว่าแค่ไม่กี่วันไง? ทำไมยังไม่ถึงอีก" ชายคนหนึ่งบ่น
"พวกแกสองคนหลอกพวกเราหรือเปล่าวะ? หา? ไอ้เวรเอ๊ย" ชายอีกคนที่มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ แม้ในสถานการณ์อดอยากเช่นนี้เขาก็ยังดูบึกบึนได้ขนาดนี้ ทั้งหมดล้วนมาจากการแย่งชิง
ทันใดนั้น เขาก็พุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อน้องชายลอยขึ้นจากพื้น ใบหน้าถมึงทึงดุร้าย
ราวกับว่าวินาทีถัดไป เขาจะฆ่าสองพี่น้องนี้ทิ้งซะ
"อย่าใจร้อนน่า ต้าจ้วง" ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม บนใบหน้ามีกลิ่นอายของชายวัยกลางคนที่ดูภูมิฐานและมีเสน่ห์
พอต้าจ้วงได้ยินเสียงชายด้านหลัง ร่างกายที่ใหญ่โตบึกบึนกลับสั่นเทาขึ้นมาเล็กน้อย
เขารีบปล่อยมือ แล้วถอยหลังออกมา
"พวกเธอบอกมาซิ ว่าต้องใช้อเวลาอีกประมาณเท่าไหร่" ชายมาดสุขุมถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ราวกับกำลังคุยกับเพื่อน
พี่สาวมองชายแววตาลึกล้ำคนนี้ ไม่รู้ทำไม ทั้งที่เขาดูสุภาพอ่อนโยน แต่เธอกลับรู้สึกหวาดกลัวจนหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ
เธอมั่นใจว่า ถ้าคำตอบไม่เป็นที่พอใจของเขา พวกเธอสองพี่น้อง... จะต้องตายอย่างทรมานที่สุด!
พี่สาวมองซ้ายมองขวา ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างระมัดระวัง "เดินอีกครึ่งชั่วโมง ไม่ไกลแล้วค่ะ ไม่ไกลแล้วจริงๆ
พอไปถึงแถวนั้น น่าจะอยู่ละแวกนั้นแหละค่ะ เราต้องช่วยกันหา เราไม่รู้ตำแหน่งเป๊ะๆ แต่พวกเขาต้องอยู่แถวนั้นแน่ๆ"
"ฮ่าๆ ไม่ต้องเกร็ง แค่ถามดูเฉยๆ ไม่เป็นไร ถ้าหาไม่เจอก็ไม่เป็นไร ทำตัวตามสบาย" ชายมาดสุขุมพูดด้วยท่าทีของผู้ดี
ท่ามกลางวันสิ้นโลกและฝูงผู้ลี้ภัยที่หิวโหย เขายังคงรักษามาดสุภาพบุรุษไว้ได้อย่างน่าประหลาด
แต่สิ้นเสียงลงไม่ทันไร น้ำเสียงทุ้มลึกก็ดังขึ้นอีกครั้ง "พวกเธอสองพี่น้อง นำทางให้ดีๆ ไม่ต้องรีบ เอาตามที่พวกเธอบอก... ครึ่งชั่วโมง"
"อีกครึ่งชั่วโมง ถ้ายังไม่ถึงที่ที่ว่า ฉันให้เวลาเพิ่มอีกหนึ่งชั่วโมง ถ้ายังหาไม่เจอ... พวกเธอ ก็จับตัวเองต้มกินซะนะ"
จับตัวเองต้มกิน?
สองพี่น้องรู้ดีว่า ชายมาดสุขุมที่หวีผมเรียบแปล้ สวมเสื้อโปโลคนนี้ ไม่ได้ล้อเล่น
การกินคน... มีอะไรน่าแปลก
เพียงแต่ทุกคนยังยึดถือคติว่า ถ้าไม่จำเป็นก็อย่ากินคนเลย
เพราะยังไงซะ เนื้อแบบนี้... กินมากไปก็ไม่ดีต่อสุขภาพ
สองพี่น้องเหงื่อแตกพลั่ก ผงกหัวรัวๆ
แล้วรีบจ้ำอ้าวพากลุ่มมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ พวกเขาต้องเดินให้ไวขึ้น
หาให้ไวขึ้น
.......
ห่างจากฐานทัพไม่ไกลนัก
ฝูงชนเคลื่อนตัวอย่างมืดฟ้ามัวดิน สภาพของพวกเขาแทบไม่ต่างจากซอมบี้ ขาดน้ำ ผมเผ้ารุงรัง
แววตาไร้ประกาย
เสื้อผ้าขาดวิ่น ริมฝีปากซีดขาว
ร่างกายผอมแห้งจนหนังหุ้มกระดูก ใบหน้าแผ่กลิ่นอายแห่งความตาย
นี่คือสภาพของเหล่าผู้ประสบภัย
เดินตามกระแสคนข้างหน้าไปอย่างมืดบอด
ไร่นาข้างทางแห้งแล้งจนดินแตกระแหง ราวกับทรายดูด
ต้นไม้บางต้นใบร่วงโรยจนเหลือแต่กิ่ง
สองพี่น้องหยุดลงที่จุดหนึ่ง ซึ่งอยู่บนทางหลวงนอกฐานทัพ ห่างออกไปไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร
"น่าจะอยู่แถวๆ นี้แหละ แกจำได้ไหม?" พี่สาวหยุดเดินแล้วหันไปถามน้องชาย
น้องชายมองสิ่งปลูกสร้างรอบๆ แล้วมองไปที่นาข้าว เขาจำได้ว่าตอนนั้นฝนตก ทุ่งนาและต้นไม้รอบๆ ยังดูชุ่มชื้น แต่ตอนนี้แห้งแล้งมานาน ต้นไม้บางต้นยืนต้นตายไปแล้ว
แม้แต่วัชพืชริมทางก็ไม่โต เพราะแห้งตายไปหมด
"น่าจะที่นี่แหละ แต่ตอนนั้นฝนตกเลยมองไม่ค่อยชัด แต่คงไม่หนีไปจากแถวนี้หรอก" น้องชายยืนยัน
ทั้งสองหันกลับไป
กลุ่มชายฉกรรจ์ที่จ้องเขม็งอยู่ด้านหลังเดินเข้ามาใกล้
ชายมาดสุขุมเอ่ยถาม "ถึงแล้วเหรอ?" น้ำเสียงอ่อนโยนราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ
"ถึงแล้ว" สองพี่น้องตอบพร้อมกัน
ชายสวมเสื้อโปโลหวีผมเรียบ ยกยิ้มที่มุมปาก "ถึงแล้วสินะ งั้นก็หาเลยสิ?"
สองพี่น้องพยักหน้า กำลังจะผละออกไปช่วยค้นหาบริเวณรอบๆ
"เดี๋ยว พวกเธอรออยู่ตรงนี้แหละ ให้พวกเราหาเอง" ชายมาดสุขุมสั่ง
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งการลูกน้องที่ติดตามมาสิบกว่าคน คนเหล่านั้นหันไปตะโกนบอกฝูงผู้ลี้ภัยด้านหลัง เพียงครู่เดียว ฝูงชนก็แตกฮือ
ด้วยจำนวนคนที่มาก พวกเขากระจายตัวกันออกไปค้นหาร่องรอยของฐานทัพทันที
สองพี่น้องยืนตัวเกร็งอยู่กับที่ เริ่มไม่มั่นใจว่าใช่ที่นี่จริงหรือเปล่า
และที่สำคัญที่สุด พวกเขาไม่แน่ใจว่าฐานทัพมันอยู่แถวนี้จริงๆ ไหม
แต่ร่างกายของพวกเขาก็ล้าเต็มที ใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว ไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน ประทังชีวิตด้วยผักป่าและเปลือกไม้
ถ้าหาไม่เจอ ก็ให้มันเป็นไปเถอะ...
ผู้ลี้ภัยเหล่านี้กระจายตัวออกไปเหมือนรังมดแตก
บางคนเดินมุ่งหน้าไปทางทิศที่ตั้งของฐานทัพพอดี
เนื่องจากกลุ่มผู้ลี้ภัยประกอบด้วยคนร้อยพ่อพันแม่ แบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ ไม่ได้มีความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียว ดังนั้นบ่อยครั้งที่ต่างคนต่างอยู่ อาจมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่คนอื่นก็แค่ยืนดูเฉยๆ
.......
ภายในฐานทัพ วันนี้เป็นเวรเฝ้ายามของ 'เสี่ยวล่าถา' และหลี่อวี่ ทั้งสองคนอยู่บนกำแพง รู้สึกเบื่อหน่ายเล็กน้อย
คุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยเปื่อย
"เสี่ยวอวี่ ถ้าวันหนึ่งวันสิ้นโลกจบลง นายอยากทำอะไรที่สุด?" เสี่ยวล่าถาเปิดบทสนทนา
หลี่อวี่ได้ยินดังนั้นก็ครุ่นคิด เขาคิดไม่ออก
งานอดิเรกของเขาเรียบง่าย แค่อ่านหนังสือ ตกปลา แล้วก็วาดรูป ดูหนัง
มีอะไรอีกนะ?
ไม่รู้สิ ชาติที่แล้วตอนอยู่เมืองเซี่ยงไฮ้ ใช้ชีวิตเร่งรีบในเมืองใหญ่ ยุ่งวุ่นวายทุกวัน แม้จะเคยไปเที่ยวสถานที่ดังๆ ไปบาร์ใต้ดินที่ลึกที่สุด หรือไปคลับระดับท็อป แต่มันดูน่าเบื่อไปหมด
ในสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายแบบนั้น ทุกอย่างดูไม่จริงเลยสักนิด
กลับกัน พอได้กลับมาอยู่ชนบท ใจของเขากลับสงบลงได้อย่างน่าประหลาด
ในวันสิ้นโลกแบบนี้ ได้สร้างฐานทัพแห่งนี้ขึ้นมา
ได้ยิงธนู ได้ยิงปืน ได้ขึ้นเขาเก็บผลไม้ป่า ลงสระน้ำว่ายน้ำเล่น
ได้ดูหนังกินขนมในห้องใต้ดิน อยากกินบาร์บีคิวจิบเหล้าตอนไหนก็จัดได้เลย
พ่อแม่ เพื่อนฝูง พี่น้อง อยู่กันพร้อมหน้า
แม้จะต้องเผชิญอันตรายจากซอมบี้ แต่ภายใต้การปกป้องของกำแพง มันก็ไม่ได้อันตรายขนาดนั้น
ถือว่าเป็นดินแดนบริสุทธิ์ท่ามกลางยุคโกลาหล
ดูเหมือนว่า เขาได้ใช้ชีวิตในแบบที่อยากเป็นแล้ว
ถ้าวันสิ้นโลกไม่มาถึง ทุกคนอาจจะไม่สามัคคีกันขนาดนี้ ไม่ได้มารวมตัวใช้ชีวิตด้วยกันแบบนี้
ถ้าวันสิ้นโลกไม่มาถึง ทุกคนคงคิดแต่เรื่องสอบ เรื่องเรียนต่อ เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ จบมาก็ทำงานงกๆ จนเหนื่อยล้า พบว่าการหาเงินมันยากแค่ไหน สังคมทำงานซับซ้อนแค่ไหน ต้องเรียนรู้อีกเยอะ และการมีชีวิตอยู่มันเหนื่อยแค่ไหน
นอกจากพื้นฐานพวกนี้ ยังต้องมาคอยเปรียบเทียบกับคนอื่น กังวลสายตาชาวบ้าน คิดนู่นคิดนี่สารพัด
แต่พอวันสิ้นโลกมาถึง ดูเหมือนสิ่งสำคัญที่สุดคือการมีชีวิตรอด และพวกเขาก็ยังใช้ชีวิตกันได้ดี
ใช้ชีวิต ไม่ใช่แค่หายใจทิ้งไปวันๆ
วันสิ้นโลก... ก็ดีเหมือนกันนะ
หลี่อวี่เงียบไปนานไม่ยอมตอบ
เสี่ยวล่าถาเห็นเขาเงียบ จึงพูดขึ้นว่า "ถ้าวันสิ้นโลกจบลง ฉันจะต้องไปเที่ยว รอบโลกเลย ฉันจะไปให้ครบ"
ได้ยินเสียงหวานใสข้างๆ หลี่อวี่ยิ้มออกมา แล้วพูดว่า "เอาสิ ถึงตอนนั้นฉันจะไปเป็นเพื่อน ขับรถบ้านไปเลย! ฮ่าๆ"
เสี่ยวล่าถาหันไปมองรถ 'ยูนิม็อก' ที่จอดอยู่ในป้อมหน้าประตู ประกายโลหะเย็นยะเยือกแผ่ซ่านความรู้สึกปลอดภัยอันเปี่ยมล้น
เธอพยักหน้า
ไม่นานนัก ก็ถึงเวลาเที่ยงวัน
หลี่หางนำข้าวมาส่ง เมนูวันนี้ไม่ซับซ้อน มีผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาว และผัดไตหมู พร้อมข้าวโพดต้มคนละสองฝัก กลิ่นหอมฉุย
ในฐานทัพ ภรรยาของไล่ตงเซิงเคยเป็นแม่ครัวโรงอาหาร ทำกับข้าวหม้อใหญ่มาก่อน
ต้องบอกเลยว่า รสมือดีจริงๆ
ควันไฟลอยเอื่อย กลิ่นหอมลอยฟุ้งออกไปนอกฐานทัพ
ภายนอกฐาน ห่างออกไปไม่ถึงร้อยเมตร บางคนได้กลิ่นกับข้าว น้ำลายสอทันที
พวกเขา... ไม่ได้กลิ่นข้าวปลาอาหารแบบนี้มานานมากแล้ว
ก่อนวันสิ้นโลก ช่วงเวลาอาหารมักจะได้กลิ่นกับข้าวจากบ้านข้างๆ ลอยมาเสมอ
กลิ่นนี้แหละ... คือกลิ่นอายแห่งชีวิต
บางคนได้กลิ่นถึงกับน้ำตาไหลพราก
กลิ่นนี้ปลุกความทรงจำก่อนวันสิ้นโลก พวกเขาไม่ได้สัมผัสกลิ่นแบบนี้มานานเหลือเกิน
เกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา เหมือนความฝันอันเลือนราง มันยากลำบากเกินไป
วันวานผ่านไปดั่งสายลม ทำให้พวกเขาถวิลหาจับใจ
พวกเขามุ่งหน้าไปตามกลิ่นหอมนั้น
ไม่กี่นาที ก็มาถึงด้านนอกฐานทัพ
ภาพที่เห็นคือ ห่างออกไป 30 เมตร กำแพงสีเทายาวเหยียดดุจมังกรยักษ์ทอดตัวขวางอยู่เบื้องหน้า มองจากมุมนี้ ไม่เห็นจุดสิ้นสุดของกำแพง
กำแพงสูงเกือบ 4 ชั้น ด้านบนยังมีลวดหนามไฟฟ้า
ประกายไฟที่แลบแปลบปลาบเป็นระยะ ราวกับจะบอกเตือนผู้มาเยือนว่า รั้วนี้มีไฟฟ้า
ผู้ลี้ภัย A: นี่มันนิยายแฟนตาซีชัดๆ
ผู้ลี้ภัย B: ฉันอยากกินข้าว หอม... หอมเหลือเกิน
ผู้ลี้ภัย C: น่าตื่นตะลึงเกินไปแล้ว
ผู้ลี้ภัย D: เหอะ พวกบ้านนอกไม่เคยเห็นโลกกว้าง ไม่เหมือนฉันหรอก
ผู้ลี้ภัย E: ...
ชั่วขณะหนึ่ง พวกเขายืนตะลึงงันอยู่กับที่ นึกไม่ถึงว่าในชนบทแบบนี้ จะมีสิ่งปลูกสร้างขนาดนี้ตั้งอยู่
ถ้าไม่ใช่เพราะกลิ่นอาหาร พวกเขาคงหาที่นี่ไม่เจอแน่ๆ
ซ่อนพรางได้แนบเนียนเหลือเกิน ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางป่าเขาแบบนี้ หาเจอยากจริงๆ