บทที่ 278 บรรลุเป้าหมายการรีโหลดกระสุน [ฟรี]
บทที่ 278 บรรลุเป้าหมายการรีโหลดกระสุน [ฟรี]
มณฑลกวางตุ้ง
เขตไป๋อวิ๋น นิคมรีสอร์ทฝูหรงจ้าง
สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง คลอเคล้าไปกับเสียงคำรามกึกก้องของเหล่าซอมบี้
ทว่าภายในกำแพงแห่งนี้ กลับเงียบสงัดไร้สุ้มเสียง
เปรี้ยง! ครืนนน
เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นกึกก้อง ผ่าความมืดมิดของรัตติกาล แสงแลบแปลบปลาบส่องสว่างวาบไปทั่วท้องนภา
แสงจากสายฟ้านั้นสาดส่องเข้าไปในห้องห้องหนึ่งภายในกำแพง
ท่านผู้เฒ่าเย่ คลุมเสื้อตัวนอกไว้หลวมๆ ค่อยๆ เดินมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตู
อาจเป็นเพราะอากาศที่เย็นลงจากฝนที่ตกหนัก ชายชราผู้มีร่างกายผ่ายผอมจึงส่งเสียงไอโขลกขลากออกมาเป็นระยะ
แสงฟ้าแลบส่องกระทบเข้ามาในห้อง เผยให้เห็นชายชราเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เริ่มขุ่นมัวคู่นั้นเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งประสบการณ์และความผันผวนของชีวิต ทว่าในยามที่ดวงตานั้นกวาดมองไปรอบๆ กลับแผ่ซ่านอำนาจบารมีอันน่าเกรงขามออกมาอย่างน่าประหลาด
ชายคนหนึ่งที่ยืนเข้าเวรอยู่หน้าประตู เมื่อเห็นชายชราเดินออกมาก็รีบก้าวเข้าไปหาทันที
ท่านผู้เฒ่าเย่ทอดสายตามองท้องฟ้าที่กลับมามืดมิดสนิทอีกครั้งหลังแสงฟ้าแลบเลือนหายไป ก่อนจะหันมามองผู้คุ้มกันข้างกายแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่นว่า
"เสี่ยวหลิว นายก็กลับไปพักผ่อนเถอะ"
ชายฉกรรจ์ร่างกำยำผู้ทำหน้าที่เข้าเวรได้ยินดังนั้น ก็สังเกตเห็นเส้นเลือดฝอยแดงก่ำในดวงตาของชายชรา จึงเอ่ยตอบว่า
"ท่านผู้เฒ่าเย่ ผมไม่เป็นไรครับ ท่านต่างหากที่ควรต้องพักผ่อนให้มากๆ"
ท่านผู้เฒ่าเย่ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้ตอบรับอะไร
หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ท่านผู้เฒ่าเย่ก็เอ่ยถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า
"ยังไม่มีข่าวคราวของพวกเหล่าหลัว อีกหรือ?"
ชายฉกรรจ์ยิ้มขื่นๆ ก่อนตอบว่า
"ยังไม่มีเลยครับท่านผู้เฒ่าเย่ เป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจจะ..."
เวลาผ่านไปนานขนาดนี้แล้ว อดไม่ได้ที่จะทำให้คนคิดไปในทางร้าย เพียงแต่ชายฉกรรจ์พูดได้เพียงครึ่งเดียว เมื่อเห็นใบหน้าอันเหนื่อยล้าของท่านผู้เฒ่าเย่ เขาก็ไม่กล้าเอ่ยคำพูดที่เหลือออกมา
สีหน้าของท่านผู้เฒ่าเย่ยังคงเรียบเฉย เขาหันไปถามเสี่ยวหลิวที่ยืนอยู่ข้างๆ ว่า
"แล้วทางฝั่งตาเฒ่าหม่า เป็นยังไงบ้าง? ฝนตกหนักขนาดนี้ แรงกดดันในการป้องกันฐานฝั่งนั้นคงหนักหนาน่าดู"
เสี่ยวหลิวรายงานว่า
"หัวหน้าหม่าไม่ได้นอนมาสองวันแล้วครับ แถมเมื่อเช้านี้ในฐานก็มีคนก่อเรื่องอีก เป็นพวกผู้รอดชีวิต ที่เราเพิ่งรับเข้ามาหลบฝนรอบนี้นั่นแหละครับ สาเหตุมาจากแย่งบิสกิต ชิ้นเดียว..."
ท่านผู้เฒ่าเย่ถอนหายใจเฮือกใหญ่
"ตอนนี้เหตุการณ์สงบลงหรือยัง?"
"สงบแล้วครับ แต่บรรยากาศโดยรวมของทุกคนดูหดหู่กันมาก"
ท่านผู้เฒ่าเย่มองออกไปในความมืดมิดของท้องฟ้ายามค่ำคืน แล้วเอ่ยขึ้นช้าๆ ว่า
"เสี่ยวหลัวออกไปข้างนอกแล้ว... รออีกหน่อยเถอะ เสบียง ของเรายังยืนระยะได้อีกนานแค่ไหน?"
เสี่ยวหลิวครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ
"สองสัปดาห์ครับ"
คิ้วของท่านผู้เฒ่าเย่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ตอนนี้ลำพังแค่เสบียงสำหรับคนของพวกเขาเองก็แทบจะไม่พออยู่แล้ว เมื่อครู่เขายังมีความคิดแวบหนึ่งว่าจะเจียดเสบียงไปแจกจ่ายให้ผู้รอดชีวิตเหล่านั้นบ้าง แต่พอได้ยินว่าเสบียงสำรองเหลืออยู่ไม่ถึงสองสัปดาห์
ตนเองยังเอาตัวไม่รอด คงช่วยใครไม่ได้
ท่านผู้เฒ่าเย่กระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น แล้วหยิบร่มที่วางอยู่มุมห้องมาคันหนึ่ง เสี่ยวหลิวเห็นดังนั้นจึงรีบตามไปทันที
"ท่านผู้เฒ่าเย่ จะไปไหนครับ?"
ชายชราไม่หันกลับมามอง เขาเดินฝ่าความมืดมิดย่ำเท้าไปตามทางอย่างทุลักทุเล มุ่งหน้าไปยังประตูใหญ่
"ไปดูพวกตาเฒ่าหม่าหน่อย"
.......
ฝนฤดูใบไม้ผลินั้นมีค่าดั่งทองคำ
แต่ทว่าฝน ในแถบเจียงหนานนี้ กลับน่ารำคาญเป็นที่สุด พอเข้าสู่ฤดูนี้ ไม่ว่าจะในร่มหรือกลางแจ้ง อากาศจะเต็มไปด้วยไอน้ำและความชื้น
หมอกน้ำปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่ง
แม้แต่ผนังห้อง หากลองเอามือลูบดู ก็จะรีดน้ำออกมาได้เป็นชั้นๆ
ณ ฐานต้นไทรโบราณ เมืองชั้นใน
ภายในห้องของหลี่อวี่ เครื่องลดความชื้น กำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น
หลังจากเพิ่มจำนวนแบตเตอรี่สำรอง ขึ้นอีกหลายเท่าตัว ต่อให้ไม่มีการผลิตไฟฟ้าเพิ่ม พลังงานในแบตเตอรี่เหล่านี้ก็เพียงพอให้ใช้งานได้นานกว่าหนึ่งเดือน
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้กังหันลมผลิตไฟฟ้าก็ยังทำงานอยู่อย่างต่อเนื่อง และที่สระน้ำบนภูเขา กลางป่าทั้งสองลูก น้ำฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้ปริมาณน้ำเอ่อล้น ไหลลงมาตามความต่างระดับของพื้นที่ราบ ซึ่งมีการติดตั้งเครื่องปั่นไฟพลังน้ำ ไว้หลายเครื่อง แม้กำลังการผลิตจะไม่มาก แต่ก็ผลิตกระแสไฟฟ้าได้อย่างสม่ำเสมอ
สถานการณ์ปัจจุบัน พลังงานของฐานต้นไทรโบราณจึงไม่ได้ขาดแคลนแต่อย่างใด
ก่อนหน้านี้ การผลิตไฟฟ้าก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมากนัก ปัญหาหลักอยู่ที่การกักเก็บพลังงานที่ยุ่งยากซับซ้อน
แต่หลังจากที่พวกเขาเพิ่มจำนวนแบตเตอรี่ สถานการณ์ก็ดีขึ้นและปัญหาได้รับการแก้ไขในที่สุด
ภายในห้องของหลี่อวี่จึงไม่ได้อับชื้นแต่อย่างใด เครื่องลดความชื้นพวกนี้ เขาตุนมาจากการซื้อแบบกลุ่มในอินเทอร์เน็ตช่วงก่อนวันสิ้นโลก ซื้อมาเยอะมากทีเดียว
ตอนนี้ในโกดังใต้ดินขนาดใหญ่ ก็กำลังเปิดเครื่องลดความชื้นใช้งานอยู่เช่นกัน
เพราะของบางอย่างข้างในจำเป็นต้องเก็บรักษาในสภาพแห้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ขึ้นรา
ภายนอกฐาน ฝูงซอมบี้อัดแน่นกันยั้วเยี้ย แต่ที่ระยะห่างจากกำแพงออกไปสิบกว่าเมตร มีคูเมืองที่ขุดล้อมรอบฐานเอาไว้ ลึกถึงสองเมตรครึ่ง
ในเวลานี้ ภายในคูเมืองเต็มไปด้วยซอมบี้ที่ตกลงไป แต่ก้นบ่อนั้นเต็มไปด้วยขวากหนามแหลมคม ซอมบี้เหล่านั้นจึงถูกเสียบทะลุร่าง
ส่วนน้อยถูกเสียบทะลุหัวจนตายคาที่ แต่ส่วนใหญ่ถูกเสียบทะลุตามร่างกายส่วนอื่น ทำให้ขยับไปไหนไม่ได้
พวกมันทำได้เพียงเงยหน้าขึ้นจากก้นหลุม อ้าปากกว้าง ปล่อยให้น้ำฝนตกลงไปในปาก
กรรรร...
แอ๊ด...
ประตูห้องของหลี่อวี่ถูกผลักเปิดออก หลี่อวี่ได้ยินเสียงจึงหันกลับไปมองที่ประตู
เมื่อเห็นชัดว่าใครมา มุมปากของเขาก็ยกยิ้มขึ้นทันที
"มาแล้วเหรอ" หลี่อวี่เอ่ยเสียงเบา
อวี่ถง พยักหน้า เดินเข้ามาข้างกายหลี่อวี่ เธอเห็นรอยยิ้มของเขา แต่ก็สังเกตเห็นว่าภายใต้รอยยิ้มนั้น คิ้วของเขายังคงขมวดมุ่นด้วยความกังวลบางอย่าง
เธอพูดเสียงเบาว่า
"พวกผู้กองหลี่ อยู่บนกำแพง ค่ะ เรื่องเครื่องกลึงไม่ต้องรีบร้อนหรอก รอฝนหยุดค่อยว่ากัน"
"เมื่อกี้ตอนเดินมาฉันได้ยินว่าอาสาม ทดสอบเครื่องแล้วนะคะ ใช้เครื่องกลึงที่เหอเปิง เอามา ประกอบเข้ากับอุปกรณ์รีโหลดกระสุน ตอนนี้เราสามารถรีโหลดกระสุน ใช้เองได้แล้วค่ะ!"
หลี่อวี่ได้ยินดังนั้นถึงกับตะลึง หลุดปากถามออกมาว่า
"จริงเหรอ?"
อวี่ถงพยักหน้ายืนยันด้วยสีหน้าจริงจัง
เมื่อมั่นใจว่าเธอไม่ได้ล้อเล่น คิ้วที่ขมวดมุ่นของหลี่อวี่ก็คลายออก ราวกับเมฆหมอกสลายหายไปจนเห็นยอดเขา
เยี่ยม! เยี่ยม! เยี่ยม!
หลี่อวี่พูดคำว่าเยี่ยมติดต่อกันสามครั้ง แล้วลุกขึ้นเตรียมจะเดินไปหาอาสามทันที แม้ตอนนี้จะทำได้แค่รีโหลดกระสุนเก่า แต่นี่คือก้าวสำคัญและเป็นข่าวดีที่สุดสำหรับพวกเขา
"ไป ไปดูกันเถอะ" หลี่อวี่พูดจบก็เตรียมจะออกไปดูให้เห็นกับตาว่าทำได้จริงหรือไม่
อวี่ถงไม่ได้ปฏิเสธ เธอเดินตามหลี่อวี่ออกไปข้างนอก
ณ โรงงานแห่งหนึ่งภายในฐาน ผู้คนกำลังมุงดูกันอย่างคับคั่ง สายตาจับจ้องไปที่อาสามซึ่งกำลังง่วนอยู่กับอุปกรณ์ตรงหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ภายใต้การควบคุมของอาสาม ปลอกกระสุนเก่าที่ยิงไปแล้วและถูกทิ้งร้าง บัดนี้ได้ผ่านกระบวนการตามขั้นตอน และกลายสภาพกลับมาเป็นกระสุนลูกใหม่ในเวลาอันรวดเร็ว
ทุกคนที่เห็นภาพนั้นต่างพากันส่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี
หลี่อวี่และอวี่ถงเดินฝ่าสายฝนเข้ามา ได้ยินเสียงเชียร์นั้นพอดี
เมื่อหลี่อวี่เดินเข้ามาถึง เขาตรงเข้าไปหาอาสาม มองดูการทำงานของเครื่องแล้วเอ่ยถามว่า
"อาสามครับ เครื่องนี้ชั่วโมงหนึ่งรีโหลดได้กี่นัด?"
อาสามที่กำลังจดจ่ออยู่กับงาน เงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงหลานชาย แล้วตอบว่า
"ถ้าทำเร็วๆ และมีคนช่วยกันหยิบจับ ชั่วโมงหนึ่งน่าจะได้สัก 60 นัด "
พอได้ยินตัวเลขนี้ ความตื่นเต้นที่ลุกโชนตลอดทางเดินเมื่อครู่ของหลี่อวี่ก็สงบลงทันที
ในใจเขาคิดขึ้นมาว่า เครื่องนี้เป็นแค่เครื่องกลึงขนาดจิ๋ว ถึงจะใช้ได้ แต่ประสิทธิภาพยังไม่สูงพอ ดูท่าเครื่องกลึงขนาดใหญ่ที่เมืองข้างๆ นั่น เขาจำเป็นต้องไปเอามาให้ได้
.......
หลังจากออกจากโรงงาน หลี่อวี่ก็แวะขึ้นไปตรวจดูสถานการณ์บนกำแพงรอบหนึ่ง
เมื่อมองดูคลื่นซอมบี้ ภายนอกฐาน เนื่องจากฝนเพิ่งตกได้ไม่นาน จำนวนซอมบี้จึงยังอยู่ในระดับที่รับมือได้
ยังไม่ถึงขั้นมหาศาลจนทำให้รู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก
ฝนยังคงตกกระหน่ำไม่ขาดสาย
นี่คือฤดูฝนแห่งวสันตฤดู สายฝนไหลรวมลงสู่ท่อระบายน้ำใต้ดินของฐาน และถูกระบายออกสู่ภายนอกอย่างต่อเนื่อง
ในขณะเดียวกัน ณ สถานที่ไม่ไกลจากโรงเลี้ยงหมู
ภายในห้องสอบสวน การทรมานอย่างโหดเหี้ยมกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด
เฮยเชอ สาบานกับตัวเองว่า ถ้าสวรรค์ให้โอกาสเขาอีกครั้ง เขาจะไม่มีวันนึกครึ้มอกครึ้มใจลงมาหาคลังเสบียงสำรองที่ภาคใต้เด็ดขาด
ถ้าไม่ลงมาภาคใต้ ก็คงไม่เจอพวกหัวหน้าหลัว และคงไม่ถูกหลี่อวี่ซ้อนแผนตลบหลังแบบนกขมิ้นจ้องอยู่เบื้องหลัง แบบนี้
และคงไม่ต้องสูญเสียทุกอย่าง จนต้องตกอยู่ในสภาพน่าสมเพชเช่นนี้
เขาเสียใจจริงๆ กับสิ่งที่ตัดสินใจทำลงไป
แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ ต่อให้เขาไม่ลงมาภาคใต้ หลี่อวี่ก็วางแผนจะขึ้นเหนือไปตามล่าพวกเขาอยู่ดี
"แกยังมีอะไรที่ลืมบอกอีก รีบคายออกมาให้หมด" ต้าเพ่า ถือแส้หนังอยู่ในมือ
แส้เส้นนี้มีหนามเล็กๆ ติดอยู่เต็มไปหมด ทุกครั้งที่ฟาดลงไป เนื้อหนังย่อมแตกยับเยิน
เฮยเชอที่ถูกมัดแขนขาขึงพืดอยู่กับเสา ท่อนบนเปลือยเปล่า เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงโรยแรงว่า
"ไม่มีแล้วจริงๆ ช่วยสงเคราะห์ให้ผมตายสบายๆ ทีเถอะ"
ต้าเพ่าถามย้ำว่า
"แกบอกว่าตอนแรกมีกันสี่คน คนหนึ่งคือแก อีกคนแซ่หวัง ส่วนอีกสองคนยังอยู่ในคุก ใช่ไหม?
ตอนนี้ในคุกยังมีคนอยู่อีกร้อยกว่าคน กับปืนอีกสิบห้ากระบอก ข้อมูลนี้ถูกต้องไหม?"
ต้าเพ่าทวนคำตอบที่เค้นออกมาจากปากของเฮยเชอตลอดสองวันที่ผ่านมาให้ฟังอีกครั้ง
สองวันที่ผ่านมา เฮยเชอไม่ได้กินอะไรเลย ร่างกายอ่อนแอถึงขีดสุด ความเจ็บปวดทางกายยังพอทน แต่การไม่ยอมให้หลับให้นอนนี่สิ ตอนนี้เขากำลังถูกบีบคั้นทั้งร่างกายและจิตใจอย่างหนัก
เมื่อได้ยินคำถามซ้ำซากของต้าเพ่า เขาพยักหน้าอย่างเหม่อลอยเหมือนหุ่นยนต์ แล้วตอบซ้ำๆ ว่า
"ใช่ ใช่ ใช่"
ริมฝีปากที่แห้งผากเต็มไปด้วยรอยแตก
ทั่วทั้งร่างกาย ไม่มีผิวหนังส่วนไหนที่สมบูรณ์เลยแม้แต่ตารางนิ้วเดียว
ต้าเพ่าเห็นสภาพของมันแล้ว ก็ไม่ได้ลงมือทรมานต่อ
เขาจดบันทึกข้อมูลทุกอย่างที่ได้จากการสอบสวนเฮยเชอตลอดสองวันนี้ลงในกระดาษ
แอ๊ด...
ประตูห้องสอบสวนถูกผลักเปิดออก หลี่อวี่เดินเข้ามา ต้าเพ่าเห็นดังนั้นจึงเดินเข้าไปหา พร้อมส่งมอบกระดาษข้อมูลที่ได้จากการสอบสวนให้หลี่อวี่
หลี่อวี่รับมาดู แล้วเหลือบมองร่างของเฮยเชอที่ดูไร้ซึ่งสัญญาณแห่งชีวิต ก่อนจะเอ่ยถามต้าเพ่าว่า
"มันตายหรือยัง?"
ต้าเพ่าส่ายหน้า "ยังไม่ตายครับ แต่ก็ร่อแร่เต็มที"
หลี่อวี่จึงก้มลงอ่านกระดาษในมือ บนนั้นระบุข้อมูลเกี่ยวกับคนอีกสองคนที่เหลือ และสถานการณ์ของเรือนจำ ที่อยู่ชานเมืองของเมืองเอก
เมื่อเห็นตัวเลขคนกว่าร้อยคน กับปืนสิบห้ากระบอก หลี่อวี่ก็หรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วถามว่า
"ข้อมูลนี้ ชัวร์ไหม?"
ต้าเพ่าตอบว่า
"น่าจะชัวร์ครับ สองสามวันนี้ผมงัดทุกวิธี ทุกกระบวนท่ามาใช้แล้ว ก็ได้คำตอบเดิมตลอด
อีกอย่าง ผมลองไปสอบสวนไอ้คนเสียงแหลม ที่ถูกจับมาพร้อมกัน คำตอบก็ตรงกันครับ
ไม่น่าพลาด"
หลี่อวี่พยักหน้าพลางมองชายอีกคนที่ถูกทรมานจนแทบไม่เหลือเค้ามนุษย์เช่นกัน
เขาเชื่อมั่นในฝีมือการสอบสวนของต้าเพ่า
จึงหันไปพูดกับต้าเพ่าว่า
"สองวันนี้ลำบากนายแย่เลย"
ต้าเพ่าส่ายหน้า เป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร เพราะเขาเป็นคนลงมือทรมาน ไม่ใช่คนโดนทรมานสักหน่อย
จากนั้น ต้าเพ่าก็มองไปที่เฮยเชอแล้วถามว่า
"แล้วจะเอายังไงกับมันต่อครับ?"
หลี่อวี่นิ่งคิดไปไม่กี่วินาที ก็พูดออกมาตรงๆ ว่า
"ในเมื่อสิ่งที่ควรรู้ก็รู้หมดแล้ว มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรอีก ฆ่าทิ้งซะเถอะ"
ได้ยินคำสั่งของหลี่อวี่ ต้าเพ่าไม่ได้แปลกใจแม้แต่น้อย
เก็บไว้ก็ไร้ประโยชน์ เปลืองข้าวเปลืองน้ำเปล่าๆ
ฆ่าทิ้งคือทางออกที่ดีที่สุด
ต้าเพ่าพยักหน้ารับคำ "ได้ครับพี่อวี่ เดี๋ยวผมจัดการให้"
หลี่อวี่พยักหน้า แล้วเดินออกจากห้องสอบสวนไปทันที
พอเดินพ้นประตู ลมฝนก็ปะทะเข้าที่ลำคอจนรู้สึกเย็นวาบ
ลมหนาวในฤดูใบไม้ผลิ กับฝนที่ตกติดต่อกันหลายวัน
ทำให้ฤดูใบไม้ผลินี้ ยังคงหลงเหลือกลิ่นอายความหนาวเหน็บของฤดูหนาวปีที่แล้วอยู่จางๆ
หลังจากออกจากห้องสอบสวน หลี่อวี่ก็ตรงกลับห้องพัก
พรุ่งนี้เขาต้องเข้าเวร เห็นฝนตกไม่หยุดแบบนี้ เขาคงต้องรีบพักผ่อนเอาแรงเสียหน่อย
พอกลับถึงห้อง เขาก็ชงชาร้อนๆ ดื่มไล่ความหนาว
แล้วเอนกายลงนอนบนเก้าอี้ตรงระเบียงห้อง
มองดูพายุฝนและลมกรรโชกนอกหน้าต่าง ปล่อยใจให้ล่องลอย แล้วค่อยๆ ผล็อยหลับไป
ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ช่วงหัวค่ำ ระหว่างทานมื้อเย็น ต้าเพ่าก็มารายงานว่าจัดการเก็บพวกเฮยเชอเรียบร้อยแล้ว ศพก็จัดการทำลายหลักฐานแล้วเช่นกัน
หลี่อวี่พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
หลังทานข้าวเสร็จ เห็นว่าเวลายังไม่ดึกมากนัก
นึกขึ้นได้ว่าเมื่อสองวันก่อน เขาบอกพวกคนที่อยู่เมืองชั้นนอก ว่าจะให้รางวัล
พอนึกเรื่องนี้ได้ หลี่อวี่เลยเรียกหลี่หยวน ให้ไปช่วยหาบุหรี่ในโกดังมาสองคอตตอน เหล้าอีกจำนวนหนึ่ง และเสื้อผ้าที่เคยไปกวาดต้อนมาจากข้างนอกก่อนหน้านี้
เสื้อผ้าพวกนี้ ได้มาตั้งแต่ช่วงแรกที่วันสิ้นโลกเพิ่งระเบิดขึ้น
ใครก็ตามที่ได้สิทธิ์เข้ามาอยู่ในเมืองชั้นในของฐานต้นไทรโบราณ หลี่อวี่จะแจกจ่ายของพวกนี้ให้ทุกคน
นอกจากของพวกนี้ หลี่อวี่คิดไปคิดมา สุดท้ายก็ไปแล่เนื้อหมูแช่แข็ง จากในโกดังออกมาอีกครึ่งตัว
ของสิ่งนี้ ในวันสิ้นโลกถือเป็นของล้ำค่ายิ่งกว่าทอง
ลำพังแค่ข้าวสารอาหารแห้งก็หายากเลือดตาแทบกระเด็น คนจำนวนมากต้องอดอยาก อย่าว่าแต่เนื้อสัตว์เลย
พวกเฮ่อเชา ในตอนนี้ ไม่ค่อยขาดแคลนเรื่องอาหารการกินเท่าไหร่แล้ว
ผ่านความพยายามมาหลายครั้ง ร่วมออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา รวมถึงภารกิจที่หลัวเถียนเหยียน ครั้งก่อน พวกเขาก็สร้างผลงานไว้ไม่น้อย
แม้แต่เรื่องการค้นพบกลุ่มหัวหน้าหลัว และการจับตัวพวกเฮยเชอได้ในครั้งล่าสุด ก็เป็นความดีความชอบของพวกเขา
มีผลงานก็ต้องมีรางวัล ยิ่งเมื่อสองวันก่อนหลี่อวี่รับปากไว้แล้วว่าจะให้รางวัล
คนเราพูดแล้วต้องไม่คืนคำ
หลี่อวี่จึงนำของรางวัลเหล่านี้ เดินนำขบวนมุ่งหน้าไปยังเมืองชั้นนอกอย่างเอิกเกริก
ชีวิตช่วงนี้ของเฮ่อเชาถือว่าดีมาก มีภารกิจจากฐานก็ออกไปช่วยจัดการ
เวลาอยู่ข้างนอก ผู้รอดชีวิตกลุ่มอื่นๆ พอรู้ว่าเขาเข้าร่วมกับฐานต้นไทรโบราณ แถมยังได้รับมอบหมายให้ดูแลงานบางอย่าง ก็พากันให้ความเคารพยำเกรง
ส่วนชีวิตในฐาน พี่น้องทุกคนต่างก็หลุดพ้นจากความหิวโหย ถึงจะไม่กินหรูอยู่สบายเหมือนราชา แต่รับประกันได้ว่าไม่มีใครต้องท้องกิ่ว
การ ไม่อดตาย เป็นความต้องการที่เรียบง่าย แต่กลับทำได้ยากยิ่งในวันสิ้นโลกเช่นนี้
แถมถึงจะต้องออกไปทำภารกิจเสี่ยงตายบ่อยๆ แต่พอกลับเข้ามาในฐาน กำแพงสูงตระหง่านนั่นก็มอบความรู้สึกปลอดภัยให้อย่างเปี่ยมล้น
แม้กระทั่งเวลานอน ก็หลับสนิทได้เต็มตื่น ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ต้องคอยระแวง สะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะกลัวจะมีตัวอะไรโผล่มา
ขวัญผวา จนไม่กล้าข่มตานอน
แต่สิ่งที่ทำให้เขาพึงพอใจที่สุดคือ เมื่อวานเขาได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเมืองชั้นใน เพื่อไปเยี่ยมเสี่ยวหยา ลูกสาวของเขา
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาหารการกินในฐานดีเกินไป หรือเพราะเด็กกำลังโต เขาเห็นเสี่ยวหยาที่เมื่อก่อนผอมแห้งจนผมเหลืองเพราะขาดสารอาหาร ตอนนี้ตัวสูงขึ้นตั้งเยอะ แถมผมเผ้าก็ดำขลับเงางาม
และที่สำคัญ เสี่ยวหยาเล่าว่าเธอกำลังได้เรียนหนังสือ เรื่องนี้ทำให้คนเป็นพ่ออย่างเขาดีใจจนแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่
ต่อให้โลกจะพังทลายลงแค่ไหน เขาก็ไม่อยากให้ลูกสาวต้องเติบโตมาเป็นคนไม่รู้หนังสือ