บทที่ 288 ทำไมกล้ามอกนายถึงได้ใหญ่แบบนี้!? [ฟรี]
บทที่ 288 ทำไมกล้ามอกนายถึงได้ใหญ่แบบนี้!? [ฟรี]
เปลวเพลิงจากน้ำมันเบนซินลุกโชน ควันสีดำและสีขาวลอยคละเคล้ากันไปในอากาศ
ท่ามกลางหมอกควัน เหล่าฉินยืนสูบบุหรี่ ร่างกายดูแก่ลงไปหลายปีในชั่วพริบตา
หลี่อวี่และอาสามยืนสงบนิ่งอยู่ข้างๆ ไม่ได้พูดอะไร
บุหรี่มวนนั้นมอดลงอย่างรวดเร็ว
เหล่าฉินยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้ามาหาอาสามและหลี่อวี่ แล้วเอ่ยขึ้น "ผู้กอง คุณหลี่ ขอบคุณมากครับที่ช่วยเหลือ ตอนนี้ขนย้ายของเรียบร้อยแล้ว
พวกเรา... ทางเราไม่มีอะไรจะต้อนรับพวกคุณเลย"
ความขัดเขินปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา ก่อนจะพูดต่อ "พวกคุณช่วยเราตามหาคนงานจนเจอ ขอบคุณจริงๆ ครับ"
หลี่อวี่สบตากับอาสาม เขารู้ทันทีว่าอาสามคิดอะไรอยู่
อันที่จริงเรื่องนี้เขาคิดไว้แล้ว และเมื่อครู่ตอนที่เหล่าฉินยืนเหม่อ เขาก็ปรึกษากับอาสามว่าจะชวนเหล่าฉินเข้าร่วมฐานทัพต้นไทรโบราณ
เพียงแต่เพื่อความยุติธรรม จะให้พวกเขาย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองชั้นในหรือชั้นนอกทันทีไม่ได้ แต่ด้วยเครื่องกลึงที่พวกเขามอบให้ ถ้าคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยนผลงานของฐานทัพ
เครื่องกลึงล็อตนี้ช่วยแก้ปัญหาเร่งด่วนของฐานทัพได้พอดี จึงเพียงพอที่จะรับพวกเขาเข้าเป็น 'สมาชิกสมทบ'
หลี่อวี่จึงเอ่ยถาม "อาฉิน ไม่ทราบว่าพวกคุณวางแผนจะทำยังไงต่อครับ?"
เหล่าฉินถอนหายใจ "เฮ้อ จะมีแผนอะไรได้ ในยุควันสิ้นโลกแบบนี้ มีชีวิตรอดไปวันๆ ก็บุญแล้ว"
หลี่อวี่จับความรู้สึกสิ้นหวังในน้ำเสียงนั้นได้ จึงสบโอกาสพูดต่อ "ไม่ทราบว่าพวกคุณสนใจจะเข้าร่วมกับเราไหมครับ
เราสร้างฐานทัพอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆ ในเมืองข้างๆ ตอนนี้เรากำลังต้องการคนมีฝีมือแบบพวกคุณพอดี
เพียงแต่ตอนนี้มีคนเข้าร่วมเยอะ เพื่อความยุติธรรม ผมคงให้พวกคุณเข้าไปอยู่ในฐานทัพทันทีไม่ได้ แต่เราจะสนับสนุนเสบียงอาหารให้
จากเครื่องกลึงที่พวกคุณมอบให้ เราสามารถให้ข้าวสารพวกคุณกินได้สามเดือน นอกจากนี้แต่ละคนจะได้รับข้าวสารอีกเดือนละ 1 กิโลกรัม
อาจจะไม่มาก แต่ถ้าช่วยฐานทัพทำภารกิจ ก็สามารถเอาผลงานมาแลกอาหารและคะแนนสะสมเพิ่มได้"
หลี่อวี่อธิบายกฎระเบียบและสถานการณ์คร่าวๆ ของฐานทัพให้ฟัง เหล่าฉินตั้งใจฟังทุกคำ
พอได้ยินว่าจะได้รับเสบียงอาหารนานถึงสามเดือน แววตาของเขาก็เป็นประกาย
สามเดือนเชียวนะ
ในยุควันสิ้นโลกที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ไม่รู้จะตายวันตายพรุ่ง
เสบียงสามเดือนถือว่ามหาศาลมาก
หลังจากอธิบายกฎเสร็จ หลี่อวี่ก็พูดต่อ "รอบๆ ฐานทัพมีถนนหลวง ซึ่งมีบ้านเรือนร้างอยู่เยอะ
พวกคุณพักอาศัยแถวนั้นชั่วคราวได้ ถ้าเกิดคลื่นซอมบี้บุก ก็อพยพเข้ามาหลบภัยในเมืองชั้นนอกได้
ตอนนี้ฐานทัพเราสร้างกำแพงสูงไว้แล้ว กันซอมบี้ได้สบาย"
เหล่าฉินพยักหน้า สีหน้าเริ่มลังเลใจ เขาอยากตอบตกลง แต่ก็หันกลับไปมองเพื่อนคนงานด้านหลัง
หลี่อวี่เห็นท่าทีนั้นจึงรีบเสริม "อาฉินไม่ต้องห่วงครับ อย่างที่ผมบอก ข้อเสนอนี้สำหรับ 'พวกคุณ'
ถ้าเพื่อนคนงานของคุณเต็มใจ ก็ไปดวยกันได้หมดครับ"
พอได้ยินแบบนั้น เหล่าฉินก็โล่งอก
ถึงเขาจะอยากไปใจจะขาด แต่เพื่อนคนงานกลุ่มนี้ยึดถือเขาเป็นเสาหลัก คอยฟังคำสั่งเขามาตลอด
ตอนนี้มีทางรอดที่ดีกว่า ถ้าให้ทิ้งลูกน้องไปคนเดียว เขาทำไม่ลงจริงๆ
"ตกลง!
ทางผมไม่มีปัญหา บอกตามตรง ข้อเสนอของคุณมันล่อตาล่อใจมาก
ในยุควันสิ้นโลกแบบนี้ แค่มีข้าวกินก็ประเสริฐที่สุดแล้ว
แถมยัง..."
เหล่าฉินหันไปมองอาสาม "แถมยังได้ติดตามผู้กองอีก นี่คือสิ่งที่ผมต้องการที่สุด
เดี๋ยวผมขอไปคุยกับคนงานก่อน พวกเขาน่าจะยอมไปด้วย
รอแป๊บนะครับ"
หลี่อวี่พยักหน้า "ได้ครับ รีบหน่อยนะครับ
นี่ก็สี่โมงเย็นแล้ว ถ้าตัดสินใจเร็ว เราจะได้กลับฐานทัพกันวันนี้เลย"
เหล่าฉินรับคำ แล้วรีบเดินไปหาเหล่าโจวและคนอื่นๆ
"เหล่าโจว เรียกทุกคนมาประชุมหน่อย"
เหล่าโจวตะโกนเรียกทุกคนมารวมตัวกัน
เหล่าฉินถ่ายทอดบทสนทนาระหว่างเขากับหลี่อวี่ให้ทุกคนฟัง
"อะไรนะ?! มีเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วยเหรอ? ให้ข้าวเราตั้งสามเดือน"
"พูดตรงๆ นะ วันนี้พอเห็นพวกเขา ผมก็รู้สึกว่าคนกลุ่มนี้พึ่งพาได้ ถูกจริตยังไงไม่รู้"
"ใช่ๆ วิศวกรฉิน ผู้กองของคุณนี่รักพวกพ้องจริงๆ"
"เมื่อกี้เหล่าฉินบอกว่าพวกเขาสร้างฐานทัพ มีกำแพงสูงด้วย ผมกะแล้วว่าคนกลุ่มนี้ไม่ธรรมดา ดูท่าทางฐานทัพคงจะเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ผมว่าไปเถอะ"
เหล่าโจวหรี่ตาครุ่นคิด "จริงๆ ก็ดีนะ ถึงจะเข้าไปในฐานะสมาชิกสมทบ
แต่เงื่อนไขของพวกเขาก็สมเหตุสมผล ฟังดูเป็นฐานทัพที่มีระบบระเบียบมั่นคงดี
ผมไม่มีปัญหา"
ทุกคนต่างแสดงความเต็มใจที่จะเข้าร่วม เหล่าฉินยิ้มออกมาได้บ้าง เป็นไปตามที่คาด
มีคนงานบางคนตะโกนขึ้นมา "เหล่าฉิน คุณไปไหน เราไปด้วย"
เหล่าฉินพูดด้วยความซาบซึ้ง "ในเมื่อทุกคนไม่มีปัญหา งั้นผมจะไปให้คำตอบพวกเขา
ต่อไปนี้เราเป็นพวกเดียวกับเขาแล้ว ที่พูดไปเมื่อกี้ ผมขอเสริมอีกนิด
ในเมื่อเราเข้าไปในฐานะสมาชิกสมทบ เราก็ต้องฟังคำสั่งพวกเขา
ถึงเวลาอย่าไปก่อเรื่องขัดแย้งอะไรล่ะ
ผมเชื่อว่าผู้กองกับหลานชายเขา ไม่ใช้งานเราหนักเกินไปหรอก"
ทุกคนพยักหน้าเข้าใจ
สำหรับคนที่อดมื้อกินมื้อมานาน แม้จะมีศักดิ์ศรี แต่ตราบใดที่ไม่สั่งให้ไปทำเรื่องชั่วช้าเลวทราม ทำไมจะไม่ทำล่ะ
เหล่าฉินเดินกลับไปหาพวกหลี่อวี่ "ผู้กอง คุณหลี่
ผมคุยกับทุกคนแล้ว พวกเขาไม่มีปัญหา ยินดีเข้าร่วมครับ!"
ได้ยินคำว่า 'ยินดีเข้าร่วม'
หลี่อวี่ก็ยิ้มออกมา
เยี่ยม รวมเหล่าฉินด้วยก็ 29 คน เกือบเท่ากับหน่วยรบสามหมู่
แถมยังเป็นทหารเก่า เป็นพวกเปลี่ยนสายจากทหารมาเป็นช่าง
ทำงานผลิตก็ได้ รบก็ดี หลี่อวี่ชอบคนแบบนี้ที่สุด
เขาพยักหน้า "ยินดีต้อนรับครับ"
แล้วยื่นมือไปจับกับเหล่าฉิน
เหล่าฉินตื้นตันใจ ชีวิตในวันสิ้นโลกมันยากลำบากเหลือเกิน
เขาเป็นเสาหลักของโรงงาน แต่เสาหลักในใจเขาคืออาสาม
เมื่อก่อนตอนออกรบ ทำภารกิจ ขอแค่อาสามอยู่ด้วย ปัญหาทุกอย่างจะคลี่คลาย
เหล่าฉินไม่ได้ดูแค่ทัศนคติของหลี่อวี่ แต่เขาเชื่อใจผู้กอง เขาเชื่อว่าผู้กองจะไม่ทิ้งกัน
แถมคนคุมฐานทัพยังเป็นหลานชายแท้ๆ ของผู้กองอีก
มีความสัมพันธ์ชั้นนี้อยู่ จะต้องกังวลอะไรอีก
เมื่อตกลงกันเสร็จ หลี่อวี่ก็ประกาศกับกลุ่มคนงาน "ยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่ฐานทัพต้นไทรโบราณครับ เวลากระชั้นชิดแล้ว เราเตรียมตัวกลับกันเถอะ ดูซิว่ามีอะไรต้องขนไปบ้าง เอามาให้หมด"
เหล่าโจวและคนอื่นๆ โห่ร้องดีใจ รีบวิ่งกลับเข้าไปในโรงงานเพื่อเก็บข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว
ผู้กองหลี่ที่ยืนอยู่ข้างหลี่อวี่เห็นภาพนี้ก็อดสะท้อนใจไม่ได้ นึกถึงตอนที่ตัวเองเข้าร่วมฐานทัพ แม้กระบวนการจะซับซ้อนทุลักทุเล
แต่ผลลัพธ์ก็คุ้มค่า หลังจากพายุหิมะสิ้นสุดลงปีนี้ หลี่อวี่เปิดรับพันธมิตร ดึงดูดคนเก่งๆ เข้ามามากมาย
แต่ขั้นตอนการคัดกรองก็เข้มงวดและซับซ้อนขึ้น
ยากกว่าตอนที่พวกเขาเข้าเสียอีก
แต่เพราะมันยากนี่แหละ มันถึงมีค่า
และเพราะมันยาก ฐานทัพถึงได้มั่นคง
พอนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตัวเองได้อยู่ในเมืองชั้นใน ก็อดภูมิใจลึกๆ ไม่ได้
จนถึงตอนนี้ ในเมืองชั้นนอกเริ่มมีคนอยู่บ้างแล้ว แต่คนที่ได้รับอนุญาตให้เข้าเมืองชั้นใน มีแค่เฮ่อเชาคนเดียว!
เหอเปิงเห็นฉากนี้ก็รู้สึกนับถือหลี่อวี่ขึ้นไปอีก
เมื่อกี้เขาได้ยินมาบ้างว่าหัวหน้าคนงานกลุ่มนี้เป็นเพื่อนร่วมรบเก่าของอาสาม
ขนาดมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งขนาดนี้ หลี่อวี่ยังให้พวกเขาเริ่มที่สถานะ 'สมาชิกสมทบ' เหมือนกับกลุ่มของเขา
ว่ากันตามเนื้องาน กลุ่มเขาแค่เอารถกลึงเล็กๆ มาเครื่องเดียว บวกกับผลงานสะสมเก่าๆ ถึงได้เป็นสมาชิกสมทบ
แต่กลุ่มเหล่าฉินมีทั้งรถกลึงล็อตใหญ่และดินปืน ซึ่งเป็นของที่มีอัตราแลกเปลี่ยนคะแนนสูงสุดในตอนนี้
ด้วยผลงานขนาดนี้ ต่อให้รับเข้าทันทีก็ไม่มีใครกล้าว่า
ผลลัพธ์นี้ เหอเปิงยอมรับจากใจจริง มีแค่คำเดียว... นับถือ
ยุติธรรม โปร่งใส
ดีมาก
หลี่เถี่ยได้ยินบทสนทนาก็ดีใจ เขาเองก็เป็นทหารเก่า ชอบคบหากับคนในเครื่องแบบอยู่แล้ว
คุยง่าย ตรงไปตรงมา
เข้าท่า
ทุกคนต่างมีความสุข
เหล่าฉินกลับเข้าไปในโรงงาน ขนของใช้ส่วนตัวออกมา
จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ ตะโกนบอกเหล่าโจว "เรายังมีน้ำมันเบนซินอีกสิบกว่าถัง ขนไปด้วยเถอะ คงไม่ได้กลับมาที่นี่แล้ว"
ใช่ น้ำมันเบนซินสิบกว่าถังนั้นพวกเขาอุตส่าห์หามาได้อย่างยากลำบาก
เมื่อกี้ที่เหล่าฉินจุดไฟเผาผ้าม่าน ก็ใช้น้ำมันพวกนี้แหละ
"พวกนาย มาช่วยขนน้ำมันหน่อย" เหล่าโจวเรียกคนงาน
หลี่อวี่เห็นดังนั้นจึงสั่งหลี่หาง "ไปช่วยพวกเขาขนของ"
หลี่หางพยักหน้า พาคนนับสิบเข้าไปช่วยขนย้ายในโรงงาน
ผู้กองหลี่ยืนมองอยู่ ทันใดนั้นสายตาก็ไปสะดุดกับคนงานสองคนที่กำลังถือ... ผ้าอนามัยสองห่อ?
อะไรวะ!!!
ไม่ใช่แค่เขา คนอื่นๆ รอบข้างก็ตกใจ
เหมือนเหล่าฉินจะดูออก จึงกระแอมแก้เขิน "อะแฮ่ม... สองคนนี้เป็นคนงานหญิงที่มีอยู่แค่สองคนในโรงงานเรา
เป็นทหารเก่าเหมือนกัน ออกจะห้าวๆ หน่อย ปกติชอบตัดผมสั้น
พอมาอยู่รวมกับพวกผู้ชายเถื่อนๆ อย่างพวกเรา เลยดูเหมือนผู้ชายไปหน่อย"
คนงานหญิงสองคนนั้นไม่ได้มีท่าทีขัดเขิน พยักหน้าให้กลุ่มหลี่อวี่ แล้วเดินไปที่รถ เตรียมขนของขึ้น
หลี่กังยืนอ้าปากค้าง จ้องมองหนึ่งในหญิงสาวตาไม่กระพริบ
เขาไม่อยากจะเชื่อ เมื่อกี้ตอนช่วยขนเครื่องกลึง แม่สาวคนนี้แหละที่ช่วยเขายกของ เขาดูไม่ออกเลยว่าเป็นผู้หญิง
ตอนนั้นเขายังปากหมาทักไปว่า "เพื่อน กล้ามอกนายโคตรแน่นเลยว่ะ ใช่ออกกำลังกายท่าไหนวะ"
ตอนนั้นเธอก็ไม่ได้ตอบโต้ แต่ตอนนี้พอรู้ความจริง หลี่กังอยากจะเอาหัวมุดดินหนีไปสร้างบ้านสามห้องนอนหนึ่งห้องน้ำอยู่ใต้ดินซะให้รู้แล้วรู้รอด
เชี่ยเอ๊ย!
มิน่าล่ะ ตอนทักว่ากล้ามอกแน่น 'พี่ชาย' คนนั้นถึงได้มองค้อนตาเขียวใส่
ที่แท้ก็เป็นผู้หญิง!
ช็อกซีนีม่า!
"สวัสดี ฉันชื่อซู่เหมย ของพวกนี้วางตรงไหนได้บ้าง?" สาวมาดแมนที่หลี่กังเคยทักว่าเป็นผู้ชายเอ่ยถาม
หลี่กังยังคงช็อก เขาจ้องมองเธออย่างไม่เชื่อสายตา
สายตาเผลอเหลือบไปมอง... สิ่งที่เขาเข้าใจผิดว่าเป็นกล้ามอก
ซู่เหมยเห็นหลี่กังจ้องหน้าอกตัวเอง ใบหน้าก็ขึ้นสีระเรื่อ นึกถึงคำถามเมื่อกี้ของหลี่กังก็เริ่มเขิน
แต่ก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติอย่างรวดเร็ว
"นายมองอะไร?" ซู่เหมยจ้องหน้าหลี่กัง ถามเสียงดุ
หลี่กังได้ยินเสียงหวานๆ ของซู่เหมย ก็ยืนยันได้แล้วว่าเป็นผู้หญิงชัวร์
เขารีบดึงสติกลับมา ตอบตะกุกตะกัก "อะ... เอ่อ... ขอโทษครับ เมื่อกี้... เมื่อกี้ผมเข้าใจผิด ผมชื่อหลี่กัง กัง ที่แปลว่าเหล็กกล้าครับ"
ซู่เหมยได้ยินคำแนะนำตัวแบบทื่อๆ ของหลี่กัง ก็หลุดขำออกมา "พรืด..."
หลี่กังมองหญิงสาวตรงหน้า พลันรู้สึกว่าเมื่อกี้ตัวเองตาถั่วสิ้นดีที่มองว่าเป็นผู้ชาย
ยืนเหม่อไปชั่วขณะ
เกาหัวแกรกๆ ทำตัวไม่ถูก อยากจะชวนคุยแก้เก้อ
ทันใดนั้น เขาก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อกี้เธอถามว่าจะวางของตรงไหน
เลยตอบไปแบบซื่อบื้อว่า "เอ่อ... วางในตู้รถบรรทุกเลยครับ"
"อื้ม ขอบคุณนะ" ซู่เหมยตอบ แล้วเดินไปหลังรถพร้อมกับเพื่อนสาวอีกคนที่ 'กล้ามอก' ไม่แน่นเท่าเธอ
หลี่กังยืนบื้อ มองพวกเธอขนของขึ้นรถด้วยตาละห้อย
หลี่อวี่ที่ยืนดูอยู่ใกล้ๆ ถึงกับตบหน้าผาก
เขาไม่เคยเห็นหลี่กังเสียอาการขนาดนี้มาก่อน คนบ้ายังดูออกว่าหมอนี่มีใจ
แต่สมฉายา 'ชายแท้ใจทื่อ' จริงๆ
ไม่รู้จักรึไงว่าต้องเข้าไปช่วยยกของ?
เฮ้อ...
นึกว่าหยางเทียนหลงจะซื่อบื้อที่สุดแล้ว เจอญาติผู้น้องคนนี้เข้าไป หนักกว่าอีก
จริงเล้ย...
เขาเริ่มเป็นห่วงอนาคตความรักของน้องๆ ซะแล้ว
สงสัยต้องหาโอกาสสอนวิชาจีบสาวให้ซะหน่อย โตป่านนี้แล้ว ควรจะรู้เรื่องพวกนี้บ้าง
หลี่หางและคนอื่นๆ หัวเราะคิกคัก เดินเข้ามาแซวหลี่กัง
"พี่กัง ไม่ลองไปถามพี่สาวคนนั้นดูล่ะ ฮ่าๆๆๆ กล้ามอก พี่นี่มัน..." หลี่หางทำหน้ากวนประสาท
หลี่กังหน้าแดงก่ำ เหวี่ยงกำปั้นเท่ากระสอบทรายเข้าใส่ "เดี๋ยวเหอะ แกจะได้ชิมหมัดฉัน"
หลี่หางรีบกระโดดหลบ ไปหลบหลังหลี่เถี่ย "พี่เถี่ยช่วยด้วย พี่กังจะฆ่าน้อง!"
หลี่เถี่ยเห็นหลี่กังพุ่งเข้ามา สบตาแวบเดียวก็รู้ใจ
เขารีบเบี่ยงตัวหลบ หมัดของหลี่กังก็เลยพุ่งไปกระแทกเข้าเต็มอกหลี่หาง
สมกับเป็นฝาแฝด แค่มองตาก็รู้ใจ
"อ๊ากกก เจ็บ! พี่ต่อยโดนกล้ามอกผม! กล้ามอกผมระบมหมดแล้ว!"
หลี่หางร้องโอดโอย
หลี่เถี่ยส่ายหัว ดูท่าจะเจ็บจริง
เสียงร้องโหยหวนยังดังต่อเนื่อง
"โอ๊ยยยย กล้ามอกฉัน"
"อูย... ผม..."
"ผมผิดไปแล้วพี่กัง! ผมขอโทษ!"