ตอนที่ 66 คราวซวยของ หวังเฉียง, ตอนที่ 67 วิกฤตการณ์
ตอนที่ 66 คราวซวยของ หวังเฉียง
หลังจากส่งข้อความสั่งงานเสร็จ เจียงเฉิง ก็หันไปมอง โจวอิ่ง ที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย: “ไม่นึกเลยว่าเธอจะขับรถนิ่งขนาดนี้”
“ไม่ได้ขับนานแล้วค่ะ จริงๆ ก็ฝีมือตกไปเยอะ เมื่อกี้ตอนเห็นตำรวจจราจร ฉันยังแอบตื่นเต้นอยู่เลย…” โจวอิ่ง แลบลิ้นใส่ เจียงเฉิง อย่างทะเล้นน่ารัก
“เธอก็ไม่ได้ขับเร็วสักหน่อย จะตื่นเต้นทำไม”
“แหะๆ... ใจจริงฉันก็อยากขับเร็วๆ แหละ แต่ในเมืองมันทำไม่ได้นี่นา”
“ดูไม่ออกเลยนะว่าเธอจะเป็นขาซิ่งชอบความเร็ว?”
“ยังไม่เคยซิ่งจริงๆ จังๆ หรอก เมื่อก่อนที่บ้านคุมเข้มเลยไม่มีโอกาส ส่วนตอนนี้... ไม่มีปัญญาแล้วนะสิ” โจวอิ่ง ตอบตามตรง
เจียงเฉิง พยักหน้า: “เรื่องง่ายๆ ไว้คราวหน้าถ้ามีโอกาส ผมจะพาไปลอง”
โจวอิ่ง ยิ้มรับโดยไม่ปฏิเสธ: “จริงสิ เธอต้องกลับหรงเฉิง (เฉิงตู) แล้วไม่ใช่เหรอ?”
พอโดนทัก เจียงเฉิง ก็พยักหน้า: “รอจัดการธุระบางอย่างเสร็จก่อนค่อยกลับ ออกมาเที่ยวอาทิตย์กว่าแล้ว แม่คงบ่นคิดถึงแย่”
ในความเป็นจริง... หลี่เยี่ยน แม่ของเขาไม่ได้เร่งให้ เจียงเฉิง กลับเลยสักนิด วันไหนลูกไม่อยู่บ้าน เธอก็ไม่ต้องทำกับข้าว สบายจะตายชัก
ส่วน ‘ธุระ’ ที่ เจียงเฉิง ต้องจัดการก็คือเรื่องของ จางอวี่ (แฟนเก่าอวี๋ เซียวเซียว) และหวังเฉียง ที่เพิ่งมีเรื่องกันไป
…………………………
ตัดภาพมาที่ หวังเฉียง พอกลับถึงบ้าน เขาก็ระดมส่งข้อความทางวีแชท หาพรรคพวกและเส้นสายต่างๆ ด้วยความโกรธแค้น เตรียมวางแผนจะสั่งสอน เจียงเฉิง ให้รู้สำนึก
แต่สิ่งที่เขาไม่รู้คือ... ในคืนนั้นเอง ซัพพลายเออร์ต้นน้ำที่ส่งวัตถุดิบให้บริษัทของเขา ได้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้น
เช้าวันรุ่งขึ้น ข่าวฉาวโฉ่ต่างๆ ก็เริ่มแพร่กระจายไปทั่วโลกอินเทอร์เน็ตราวกับไฟลามทุ่ง
คลิปวิดีโอแฉเบื้องหลังกระบวนการผลิตอาหารสกปรกถูกปล่อยออกมาว่อนเน็ต
ไม่ว่าจะเป็น ‘ผักกาดดองสูตรเท้าเหยียบ’ (พนักงานใช้เท้าเปล่าเหยียบผักในบ่อหมัก)
‘หน่อไม้ดองน้ำลาย’ (กระบวนการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานและสกปรกโสโครก)
รวมไปถึงแป้งและวัตถุดิบทำเส้นหมี่ที่เน่าเสียและหมดอายุ ถูกขุดคุ้ยออกมาแฉจนหมดเปลือก
ทันทีที่โรงงานผลิตวัตถุดิบต้นน้ำมีปัญหา ผู้ที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ เป็นด่านแรกก็คือผลิตภัณฑ์ของตระกูลหวัง
เนื่องจากมีผู้บริโภคร้องเรียนเรื่องความปลอดภัยของอาหารเข้ามาอย่างล้นหลาม
ชาวเน็ตจึงเริ่มปลุกกระแสสังคม ขุดคุ้ยและวิเคราะห์ส่วนผสมผลิตภัณฑ์อาหารของเครือ หวัง กรุ๊ป อย่างละเอียด
คลิปทดสอบและผลตรวจสารปนเปื้อนต่างๆ ถูกแชร์ต่อกันอย่างมหาศาล
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบเข้ามาแทรกแซงและตรวจสอบอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งสั่งให้ซูเปอร์มาร์เก็ตและตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ถอดสินค้าของเครือหวังออกจากชั้นวางทันที
ภายในเวลาเพียงวันเดียว ธุรกิจอาหารของตระกูลหวังต้องเผชิญกับความสูญเสียมหาศาล และชื่อเสียงที่สั่งสมมาพังยับเยินจนกู้ไม่กลับ
วังเจิ้ง, เฉินฮ่าว และเพื่อนๆ ที่ร่วมโต๊ะเมื่อวาน พอเห็นข่าวเหล่านี้ หัวใจก็เต้นรัวด้วยความหวาดหวั่น
เมื่อคืน เจียงเฉิง เพิ่งจะพูดทิ้งท้ายไว้หยกๆ ว่า: “งั้นฉันขอดูหน่อยเถอะ ว่าบ้านมันจะแน่สักแค่ไหน”
ไม่นึกเลยว่า... แค่ตื่นนอนมา ตระกูลหวังก็พังพินาศไปแล้ว
เฉินฮ่าว เห็นข่าวปุ๊บ ก็รีบโทรหา วังเจิ้ง ทันที
“พี่วัง! เห็นข่าวหรือยัง?”
“เห็นแล้ว... ฉันกะไว้แล้วว่าไอ้หมอนั่นต้องชะตาขาด สมน้ำหน้ามัน”
“ไม่นึกเลยว่าอิทธิพลของ เจียงเฉิง จะน่ากลัวขนาดนี้ งานนี้ตระกูลหวังอย่าว่าแต่ล้มละลายเลย ดีไม่ดีอาจจะโดนลอกคราบจนหมดตัว”
“เจียงเฉิง คนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ ฉันก็รู้แล้วว่าเขาไม่ใช่คนทั่วไป หวังเฉียง มันรนหาที่ตายเองที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ”
“กรรมตามสนองชัดๆ กว่าบ้านมันจะสร้างตัวมาได้ขนาดนี้ ดันมาพังเพราะปากลูกชาย... เป็นคนน่ะ รู้จักถ่อมตัวไว้บ้างก็ดี”
ทางด้าน เจิ้งหมิง และกัวเฉียน ที่รีบชิ่งหนีไปพร้อม หวังเฉียง เมื่อคืน …ก็เห็นข่าวนี้เช่นกัน
เรื่องราวบานปลายรวดเร็วขนาดนี้ คนตาบอดก็ยังดูออกว่ามี ‘มือมืด’ จงใจเล่นงานตระกูลหวัง
ส่วนตัวต้นเรื่องอย่าง หวังเฉียง... ตอนนี้เพิ่งจะตื่นนอน ยังไม่ได้เช็กโทรศัพท์มือถือด้วยซ้ำ
เขาแปรงฟันล้างหน้าเสร็จ ก็เดินลงมาที่ห้องอาหารชั้นล่าง
แต่พอลงมาถึง ก็เห็นพ่อของเขา หวังเหว่ย กำลังคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและร้อนรนเหมือนหนูติดจั่น
“พวกคุณให้เวลาผมจัดการหน่อยสิครับ! เรื่องมันเพิ่งเกิด ผมยังไม่ทันได้ตั้งตัวเลย จะรีบร้อนกันไปทำไม?”
“ผมบอกแล้วไงว่าขอเวลาหน่อย... ฮัลโหล? ฮัลโหล!!?”
เมื่อปลายสายวางหูใส่ หวังเหว่ย ก็ปาโทรศัพท์ลงพื้นแตกกระจายด้วยความโมโหสุดขีด
เขาขยี้ผมที่มีอยู่เพียงน้อยนิดบนหัวจนยุ่งเหยิง ตะโกนลั่นบ้าน: “แม่งเอ๊ย!! ใครวะ? ใครมันจ้องเล่นงานกู!”
หวังเฉียง เห็นพ่อที่ปกติเป็นคนสุขุมเยือกเย็น มีสภาพเหมือนมดบนกระทะร้อน กระวนกระวายแบบนี้ ก็ขมวดคิ้วถามด้วยความไม่เข้าใจ: “พ่อครับ? เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอครับ?”
……………………………….
ตอนที่ 67 วิกฤตการณ์
หวังเหว่ย เงยหน้าขึ้นมอง หวังเฉียง พอเห็นสภาพหน้าตาของลูกชาย สีหน้าของเขาก็ยิ่งดำทะมึนลงไปอีก
“หน้าแกไปโดนอะไรมา? ทำไมเขียวช้ำบวมปูดขนาดนั้น?”
หวังเฉียง ลูบแก้มที่ยังระบมอยู่ แล้วฟ้องพ่อด้วยความคับแค้นใจผสมความน้อยเนื้อต่ำใจ: “พ่อครับ! ผมโดนไอ้บ้านนอกคนหนึ่งมันต่อยเอา มันมาจากต่างถิ่น กร่างชิบหายเลยพ่อ ผมกำลังคิดหาวิธีเอาคืนมันอยู่ พ่อต้องช่วยผมระบายแค้นนะ!”
“ใคร? แกไปก่อเรื่องที่ไหนมาอีก? ฉันเตือนแกแล้วนะว่าช่วงนี้อย่าหาเรื่องใส่ตัว ฉันงานยุ่งจะตายชัก ไม่มีเวลามาตามเช็ดก้นให้แกแล้วนะ” หวังเหว่ย นวดขมับด้วยความอ่อนใจ
“ผมไปก่อเรื่องที่ไหนกันพ่อ ก็แค่ไอ้บ้านนอกคนนึง ผมแค่พูดสั่งสอนมันนิดหน่อย มันก็พุ่งเข้ามาชกผมจนหน้าแหกแบบนี้ ถ้าผมไม่สั่งสอนให้มันรู้สำนึก ต่อไปผมจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?”
เห็นท่าทางนักเลงโตข้างถนนของลูกชาย หวังเหว่ย ก็ของขึ้น ลุกขึ้นยืนตบหัว หวังเฉียง ฉาดใหญ่
ผัวะ!
“เอาหน้าไปไว้ที่ไหน? …วันๆ เอาแต่อ้าปากพูดจาหาเรื่อง แกเป็นมาเฟียรึไง? ฉันมีลูกสวะแบบแกได้ยังไงวะ?”
ฝ่ามือของ หวังเหว่ย หนักหน่วงมาก จน หวังเฉียง เซถลาไปชนโต๊ะกาแฟข้างๆ
เขายกมือข้างหนึ่งกุมท้ายทอย อีกข้างกุมหัวเข่าที่กระแทกโต๊ะ กลั้นใจไม่ด่าพ่อตัวเอง แล้วตะโกนด้วยความโมโห: “พ่อ! เป็นบ้าอะไรเนี่ย ผมเจ็บขนาดนี้แล้วยังจะมาตบซ้ำอีก!”
เสียงโวยวายของ หวังเฉียง ดังลั่นบ้าน ทำให้ หลินเหลียน แม่ของหวังเฉียง รีบวิ่งหน้าตื่นเข้ามาดู
เธอรีบเข้ามาลูบหัวลูกชายด้วยความสงสาร แล้วหันไปตำหนิสามี: “เป็นอะไรกันอีก? เช้าตรู่ขนาดนี้คุณจะตบตีลูกทำไม?”
พูดจบเธอก็หันมามองหน้าลูกชายแล้วกรีดร้อง: “ตายแล้ว! ลูกแม่! ทำไมหน้าตาดูไม่ได้แบบนี้? ใครมันทำร้ายลูกแม่? หน้าหล่อๆ ช้ำหมดแล้ว…”
หวังเหว่ย มองสองแม่ลูกโอ๋กันแล้วก็ยิ่งหงุดหงิด เขาชี้หน้า หวังเฉียง แล้วด่ากราดด้วยความเหลืออด: “คุณดูมันสิ! เดือนที่แล้วก็เพิ่งก่อเรื่อง ฉันต้องเสียเงินค่าทำขวัญไปตั้งเท่าไหร่? เรื่องเก่ายังไม่ทันจาง เรื่องใหม่มาอีกแล้ว วันนี้แหละฉันจะตีให้ตายคาตีนเลย!”
เห็นสามีง้างมือจะฟาดอีกรอบ หลินเหลียน ก็รีบเอาตัวเข้าขวาง กางปีกปกป้องลูกชายสุดที่รัก: “ตาแก่! ใจเย็นๆ ก่อนสิ... อาเฉียง เกิดอะไรขึ้น? ทำไมโดนตีมาขนาดนี้?”
“แม่ครับ ครั้งนี้ผมไม่ได้ตีใครนะ ผมโดนมันตีฝ่ายเดียว พ่อไม่ช่วยผมยังไม่พอ ยังจะมาตีซ้ำอีก แม่ต้องจัดการให้ผมนะ”
หวังเฉียง สวมวิญญาณลูกแหง่ติดแม่ เข้าไปกอดเอวออดอ้อนแม่ทันที
“คุณดูสิ ลูกโดนทำร้ายมาขนาดนี้ คุณยังจะไปซ้ำเติมแกอีก” หลินเหลียน ตัดพ้อสามี
“มันจะเสียคนก็เพราะคุณนี่แหละ(1)!! ทุกครั้งมันก็เป็นฝ่ายหาเรื่องเขาก่อนทั้งนั้น! ฉันจะบอกให้นะ วันนี้บริษัทเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น ไม่รู้ใครมันจ้องเล่นงานฉันอยู่ ตอนนี้ฉันไม่มีอารมณ์มาสนใจพวกแกหรอก หุบปากแล้วอยู่เงียบๆ กันซะ!”
เมื่อเห็นว่าคำพูดไม่ได้ผล หวังเหว่ย ก็ยกมือกุมหน้าอกด้วยความอัดอั้นตันใจ เขาไม่อยากเสวนากับสองแม่ลูกนี่อีก
หลังจากสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับอารมณ์ จู่ๆ หวังเหว่ย ก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาหันขวับไปจ้องหน้า หวังเฉียง เขม็ง
“แกบอกมาซิ... เมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้น? คนที่แกไปมีเรื่องด้วยเป็นใคร? อย่าบอกนะว่าเป็นฝีมือมันที่เล่นงานบริษัทเรา? เล่าความจริงมาเดี๋ยวนี้!”
หวังเฉียง แค่นหัวเราะอย่างดูแคลน: “พ่อ... จะเป็นไปได้ไง ก็แค่ไอ้บ้านนอกคนนึง เป็นลูกไล่ของ วังเจิ้ง กับเฉินฮ่าว เท่านั้นแหละ”
พูดจบ หวังเฉียง ก็พยายามนึกย้อนเหตุการณ์เมื่อคืน
เขาจำได้ลางๆ ว่าก่อนจบงาน เจียงเฉิง พูดทิ้งท้ายอะไรสักอย่าง... ประมาณว่าจะขอดูน้ำยาของตระกูลหวัง?
พอนึกขึ้นได้ หัวใจของ หวังเฉียง ก็กระตุกวูบ
ปกติ วังเจิ้ง เป็นคนประเภทถือตัวและชอบเป็นศูนย์กลางจักรวาล แต่เมื่อคืนท่าทีที่ วังเจิ้ง ปฏิบัติต่อ เจียงเฉิง นั้นดูเกรงใจและให้เกียรติผิดปกติ
หรือว่า... ตัวตนของไอ้หมอนั่นจะไม่ธรรมดาจริงๆ?
เห็นหน้าลูกชายซีดเผือดลงฉับพลัน หวังเหว่ย ก็รู้ทันทีว่าลางสังหรณ์ของเขาแม่นยำแค่ไหน เขาโกรธจนอกสั่นขวัญแขวน
“ฉันพูดถูกใช่ไหม? ฝีมือแกจริงๆ สินะ? ว่าแล้วเชียว… อยู่ดีๆ บริษัทจะเกิดเรื่องได้ยังไง ถ้าไม่มีตัวซวยอย่างแกไปก่อเรื่อง!” หวังเหว่ย เงื้อมือจะฟาดอีกครั้ง
หลินเหลียน รีบเอาตัวบังลูกชายไว้: “ตาแก่! คุณบ้าไปแล้วเหรอ? ต่อให้มีคนแกล้งเราแล้วยังไง? ก็แค่ใช้เงินฟาดหัวมันไปให้จบๆ สิ จะมาตีลูกทำไม?”
“ใช้เงินฟาดหัว? คุณคิดว่าเรื่องนี้ใช้เงินแก้ปัญหาได้งั้นเหรอ? คุณยังไม่ได้ดูข่าววันนี้สินะ?”
“ฉันสร้างบริษัทมา 30 ปีด้วยน้ำพักน้ำแรง กว่าจะยึดครองส่วนแบ่งการตลาดได้ 70% คุณรู้ไหมมันยากแค่ไหน?!! แต่แค่คืนเดียว... ส่วนแบ่งหายวูบไป 40%!!”
“40 เปอร์เซ็นต์เลยนะเว้ย!! และนี่มันแค่จุดเริ่มต้น!”
“สินค้าโดนถอดออกจากชั้นวาง หน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบ ซัพพลายเออร์รวมหัวกันฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย…”
“คุณบอกฉันซิว่าเรามีเงินพอจะอุดรอยรั่วพวกนี้ไหม?? บอกมาสิ!!” หวังเหว่ย ตะโกนใส่หน้าภรรยาอย่างหมดความอดทน เพื่อระบายความอัดอั้นตันใจ
หลินเหลียน เพิ่งตระหนักถึงความรุนแรงของสถานการณ์ เธอเริ่มหน้าซีดและลนลาน: “ทะ... ทำไมมันร้ายแรงขนาดนั้นล่ะ? คุณก็รีบหาทางปิดข่าวสิ”
“ปิดข่าว? จะให้ปิดยังไง? บอกฉันหน่อยซิ? พวกคุณสองแม่ลูก คนนึงคิดว่าตัวเองเป็นมาเฟีย อีกคนคิดว่ามีเงินแล้วจะเอามือปิดฟ้าได้งั้นเหรอ?” (ปิดบังความผิดได้)
“รู้ไหมว่าถ้าส่วนแบ่งการตลาดหายไป บริษัทคู่แข่งก็จะเสียบเข้ามาแทนที่ทันที คุณคิดว่าในซูเปอร์มาร์เก็ตมันมีแต่ยี่ห้อของเราขายรึไง?”
“ช่วยใช้สมองคิดหน่อยได้ไหม!”
“คุณรู้ไหมว่ากว่าฉันจะกู้ส่วนแบ่งตลาดคืนมาได้ต้องใช้เวลาอีกกี่ปี?!”
“ทั้งหมดเป็นเพราะลูกชายตัวดีที่คุณเลี้ยงมานั่นแหละ! บอกให้สอนดีๆ ก็ไม่ฟัง ตอนนี้พังกันหมดแล้ว จะเอายังไงต่อฮะ?”
โดนสามีด่าสาดเสียเทเสีย หลินเหลียน ก็ไม่ยอมแพ้ เริ่มตีโพยตีพาย: “เขาก็ลูกชายคนเดียวของคุณนะ! ก็แค่เสียเงินนิดหน่อย แก้ปัญหาไปเดี๋ยวก็จบ จะมาทำเป็นเรื่องใหญ่โตทำไม!”
“เสียเงินนิดหน่อย??? ฉันเพิ่งรู้ว่าคุณโง่ดักดานขนาดนี้ก็วันนี้แหละ!”
“ฉันจะบอกให้นะ ถ้าเมื่อวานคุณหย่ากับฉัน คุณอาจจะได้เงินแบ่งสินสมรสสัก 500 ล้าน... แต่ถ้าคุณหย่ากับฉันวันนี้ อย่างมากคุณก็ได้แค่ 100 ล้าน!”
“เข้าใจรึยัง? ฉันจะบอกให้เอาบุญนะ ถ้าเรื่องนี้เคลียร์ไม่จบ... เราหย่ากันแน่! ฉันทนพวกคุณสองแม่ลูกไม่ไหวแล้ว! วันๆ หาแต่เรื่องระยำตำบอนมาให้!”
………………………………
(1)[แม่รังแกฉัน / แม่ที่รักลูกมากเกินไปมักทำลายลูก (慈母多敗兒) – สุภาษิตที่สอนว่า การที่แม่ตามใจลูกจนเกินไป ไม่รู้จักดุด่าว่ากล่าว จะทำให้ลูกเสียคนในที่สุด]