ตอนที่ 231 ที่บ้านเปลี่ยนล็อกประตูงั้นเหรอ?, ตอนที่ 232 พูดไปก็ไลฟ์บอย (พูดไปก็เท่านั้น)
ตอนที่ 231 ที่บ้านเปลี่ยนล็อกประตูงั้นเหรอ?
เวลาประมาณสองทุ่ม เครื่องบินก็ลงจอดที่สนามบินหรงเฉิง (เฉิงตู) อย่างปลอดภัย
เจียงเฉิง เรียกรถแท็กซี่ตรงดิ่งกลับบ้านทันที
เมื่อมาถึงหน้าประตูบ้าน เขาล้วงกุญแจออกมาเตรียมจะไข แต่ก็ต้องชะงักเมื่อพบว่า... ที่บ้านเปลี่ยนแม่กุญแจใหม่
แถมยังเป็นระบบสมาร์ทล็อก (Smart Lock) ที่ต้องใช้รหัสผ่านและสแกนลายนิ้วมืออีกต่างหาก
เจียงเฉิง กดกริ่งเรียก... เงียบกริบ กดอีกครั้ง... ก็ยังไร้เสียงตอบรับ
เขายืนอึ้งอยู่หน้าประตูด้วยความพูดไม่ออก
ก่อนขึ้นเครื่อง เขาอุตส่าห์ส่งข้อความบอกพ่อกับแม่แล้ว ทั้งสองคนก็ตอบกลับมาว่า ‘รับทราบ’ และบอกว่าวันนี้จะอยู่รอที่บ้าน
แล้วไหงตอนนี้ถึงไม่มีใครอยู่?
เจียงเฉิง ถอนหายใจ ลองสุ่มกดรหัสผ่านที่ประตูดู
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกด ‘วันเกิดตัวเอง’ ลงไปด้วยความคาดหวัง...
ติ๊ด-ติ๊ด! รหัสผ่านไม่ถูกต้อง
รอยยิ้มที่มุมปากแข็งค้างไปทันที
ด้วยความจำใจ เขาลองกด ‘วันเกิดแม่’ ดูบ้าง... ไม่ถูกต้อง
ส่วนวันเกิดพ่อ... เขาขี้เกียจแม้แต่จะลอง เพราะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้แน่ๆ พ่อไม่มีสิทธิ์มีเสียงในบ้านนี้
สุดท้าย เจียงเฉิง ก็ต้องควักโทรศัพท์มือถือออกมาโทรหาแม่ ปลายสายรับอย่างรวดเร็ว
“ฮัลโหล? ถึงเร็วจังลูก?” เสียง หลี่ย่าน ดูประหลาดใจ
“แม่... ไม่อยู่บ้านเหรอครับ?”
ได้ยินน้ำเสียงน้อยใจของลูกชาย หลี่ย่าน ก็รีบอธิบาย: “อ๋อ... พ่อกับแม่ออกมาซื้อของกินน่ะลูก เข้าบ้านไปก่อนเลย เดี๋ยวก็กลับแล้ว”
“แม่เปลี่ยนล็อกประตูเหรอ? รหัสอะไรครับ?”
“อ้อ ลืมบอกไปเลย... รหัสคือ ‘วันครบรอบแต่งงาน’ ของพ่อกับแม่จ้ะ”
อึก… โดนยัดเยียด ‘อาหารหมา(1)’ เข้าปากแบบไม่ทันตั้งตัว
เจียงเฉิง ตอบเสียงเรียบ: “โอเคครับ... ทราบแล้ว”
เขารู้สึกว่านับตั้งแต่พ่อแม่รู้ว่าเขาหาเงินเก่ง... สถานะลูกรักของเขาก็ตกต่ำลงทุกวัน
เมื่อก่อนถึงจะเลี้ยงแบบปล่อยๆ แต่ก็ยังมีข้าวปลาอาหารเตรียมไว้ให้ครบสามมื้อ
แต่เดี๋ยวนี้... อย่าว่าแต่ขับรถไปรับที่สนามบินเลย แม้แต่ข้าวสักมื้อ แม่ก็เลิกบ่นเลิกจู้จี้ให้มากินแล้ว เพราะรู้ว่าลูกมีตังค์หากินเองได้
เฮ้อ... เมื่อก่อนก็รำคาญเสียงบ่น พอไม่มีแล้วก็รู้สึกโหวงๆ ชอบกล
สรุปแล้ว... คนรวยมีความสุขจริงเหรอ? เขาถามประชดตัวเอง
เจียงเฉิง กดรหัสผ่านวันครบรอบแต่งงานพ่อแม่ แล้วเดินเข้าบ้านไปอย่างจำยอม
ถามว่าทำไมเขาถึงจำวันครบรอบแต่งงานได้แม่น?
ก็เพราะทุกปี พอถึงวันนี้ทีไร เขาจะต้องโดนพ่อแม่บังคับป้อน ‘อาหารหมา’ ใส่หน้าจนเอียนน่ะสิ
เมื่อเข้ามาในบ้าน เจียงเฉิง เดินเข้าห้องนอนอย่างคุ้นเคย หยิบเสื้อผ้าเข้าไปอาบน้ำชำระร่างกาย แล้วออกมานอนเอกเขนกเล่นโทรศัพท์มือถือบนโซฟา
มีข้อความจาก โจวหง ผู้จัดการร้านรถส่งมารายงานความคืบหน้า
หลังจาก เจียงเฉิง ออกจากร้าน ทางร้านก็รีบประสานงานรถสไลด์เพื่อขนส่ง Bentley Continental GT ใส่ตู้คอนเทนเนอร์มาให้ทันที
ตอนนี้รถกำลังเดินทางอยู่บนถนน คาดว่าจะถึงเร็วๆ นี้
ส่วนเรื่องป้ายทะเบียน ทางร้านก็จัดการไปยื่นเรื่องที่ขนส่งให้เรียบร้อยแล้ว เจียงเฉิง ไม่ต้องวิ่งเต้นเองให้เหนื่อย
ก่อนหน้านี้ตอนที่ระบบมอบรางวัล Porsche 918 มาให้ รถคันนั้นติดป้ายทะเบียนของหรงเฉิง (เฉิงตู) และเลขทะเบียนก็สวยระดับเทพ... ลงท้ายด้วยเลข 8 ห้าตัว
พอขนย้าย Porsche 918 ไปใช้ที่เซี่ยงไฮ้ เจียงเฉิง ก็ถอดป้ายทะเบียนเดิมออก แล้วได้ เฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ มาจัดการเอาป้ายทะเบียนเซี่ยงไฮ้มาใส่แทน
ส่วนป้ายทะเบียนหรงเฉิงอันเดิม เขาเก็บไว้ที่โรงแรมอมันหยางหยุน
เมื่อวาน หวัง อวี่เยียน ได้จัดการส่งป้ายทะเบียนเลข 8 ห้าตัวนั้นไปให้ โจวหง ตามคำสั่งเรียบร้อยแล้ว
ทุกขั้นตอนถูกจัดการอย่างเสร็จสรรพ เจียงเฉิง แค่นอนรอรับรถสวยๆ อยู่ที่บ้าน
วินาทีนั้น... เจียงเฉิง ก็สัมผัสได้ถึงความสุขของการเป็นคนรวยอีกครั้ง
ขอโทษที... ความทุกข์เมื่อกี้มันเป็นแค่ภาพลวงตา
ความจริงคือ... เป็นคนรวยแม่งโคตรมีความสุขเลยเว้ย!
ผ่านไปสิบกว่านาที พ่อกับแม่ก็เปิดประตูเข้ามา
“พ่อครับ แม่ครับ... กลับมาแล้วเหรอ?” เจียงเฉิง ตะโกนทัก
เขาลุกเดินไปหา เห็นทั้งคู่หิ้วถุงพะรุงพะรังเต็มสองมือ กลิ่นอาหารหอมฉุยลอยมาเตะจมูก
เจียงเฉิง ที่ยังไม่ได้กินมื้อเย็น ท้องเริ่มร้องประท้วง: “ซื้ออะไรมาครับหอมจัง?”
หลี่ย่าน ยิ้มกว้าง: “ของโปรดลูกทั้งนั้น... หม้อไฟ กับกุ้งเครย์ฟิชมาๆ รีบมาช่วยถือหน่อย”
“เยี่ยมเลย... หม้อไฟที่ไหนก็ไม่อร่อยเท่าที่บ้านเราจริงๆ”
เจียงเฉิง รีบเข้าไปช่วยแม่ถือถุงวัตถุดิบหม้อไฟ
“ไอ้ลูกตัวแสบ... ออกไปเที่ยวเตร่ตั้งเป็นสิบวัน จนจะเปิดเทอมอยู่แล้วถึงเพิ่งจะโผล่หัวกลับมา นึกว่าลืมบ้านไปแล้วซะอีก” หลี่ย่าน บ่นอุบพร้อมค้อนวงใหญ่
“แหะๆ... ก็พ่อกับแม่ไม่เห็นโทรตามผมเลยนี่นา” เจียงเฉิง ยิ้มทะเล้น
“จะโทรตามมาทำไม? ...สองสามวันนี้รีบจัดของให้เรียบร้อย แล้วรีบไสหัวไปรายงานตัวที่มหาวิทยาลัยได้แล้ว ขืนอยู่บ้านนาน แม่ต้องมาคอยปรนนิบัติลูกอีก เหนื่อยเปล่าๆ รีบไปเรียนซะไป๊”
ถึงปากจะไล่เหมือนรำคาญ แต่การกระทำที่ซื้อของโปรดมาให้กินกองโต ก็บ่งบอกถึงความรักความห่วงใยของ หลี่ย่าน ได้เป็นอย่างดี
………………………………
(1)[อาหารหมา (狗粮) – ศัพท์แสลงที่หมายถึง การแสดงความรักอย่างหวานชื่นของคู่รักในที่สาธารณะ ซึ่งทำให้คนโสดที่พบเห็น (เปรียบเปรยว่าเป็น ‘สุนัขโสด’) รู้สึกอิจฉาหรือเลี่ยน จนเหมือนถูกยัดเยียดอาหารให้กิน]
………………………………
ตอนที่ 232 พูดไปก็ไลฟ์บอย (พูดไปก็เท่านั้น)
“เซี่ยงไฮ้กับหรงเฉิง (เฉิงตู) อยู่ไม่ไกลกัน นั่งเครื่องบินไม่กี่ชั่วโมงก็ถึง... ช่วงวันหยุดเดี๋ยวผมก็กลับมา” เจียงเฉิง ตอบ
เจียง เจี้ยนหมิน ช่วยแม่จัดจานพลางถาม: “ตกลงเลือกเรียนคณะอะไร?”
“การเงินครับ”
พ่อพยักหน้าเงียบๆ ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรเพิ่มเติม
ท่าทีเฉยเมยของพ่อทำให้ เจียงเฉิง อดนึกถึง ‘ปู่’ ที่ยังไม่เคยเจอหน้าไม่ได้
ตั้งแต่เล็กจนโต พ่อไม่เคยคาดหวังหรือกดดันอะไรในตัวเขาเลย ไม่ว่าจะเรื่องเรียนหรือความสามารถพิเศษ... แม้แต่เรื่องเลือกคณะเรียนต่อมหาวิทยาลัย พ่อก็ยังดูไม่ยี่หระ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่สนใจ หรือเพราะเห็นว่ามัน ‘ไม่สำคัญ’ กันแน่?
แต่ถ้าคิดในแง่ดีว่าตระกูลของเขายิ่งใหญ่คับฟ้าจริง... การที่เขาจะเลือกเรียนอะไร มันก็คงไม่สำคัญจริงๆ นั่นแหละ (เพราะยังไงก็รวยอยู่ดี)
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ทั้งสามคนกินหม้อไฟไปคุยสัพเพเหระไป
หลังมื้ออาหาร หลี่ย่าน ก็ง่วนอยู่กับการเก็บล้างในครัว
เจียงเฉิง เห็นพ่อยืนสูบบุหรี่อยู่ที่ระเบียงคนเดียว จึงเดินเข้าไปหา
“พ่อครับ”
เจียง เจี้ยนหมิน พยักหน้า สายตาทอดมองออกไปไกล
ระเบียงบ้านหันหน้าเข้าหาสวนสาธารณะริมทะเลสาบ วิวยามค่ำคืนที่มีแสงไฟประดับประดาสวยงามจับตา
พ่อพ่นควันบุหรี่เป็นวงกลม แล้วพูดขึ้นโดยที่ยังไม่หันมามอง: “พ่อรู้ว่าแกอยากถามอะไร... แต่เรื่องนั้นอย่าเพิ่งบอกแม่แกนะ เดี๋ยวแกจะคิดมาก... ปากบอกไล่ให้ไปเรียนก็จริง แต่เอาเข้าจริงแม่แกก็เป็นห่วงแกนั่นแหละเวลาต้องไกลบ้าน”
“ผมรู้ครับ... แม่ก็ปากร้ายใจดีแบบนี้ตลอด”
เจียง เจี้ยนหมิน พยักหน้าด้วยความเอ็นดู: “เอาไว้มีโอกาส พ่อจะพาแกไปหาปู่ที่ปักกิ่งเอง... ท่านอายุมากแล้ว คราวก่อนท่านบ่นอยากจะบินมาหาแกที่นี่ แต่พ่อห้ามไว้”
“พ่อครับ... ตกลงปู่ทำอาชีพอะไรที่ปักกิ่งเหรอครับ?” เจียงเฉิง ถามด้วยความอยากรู้
“เรื่องนั้นแกไม่ต้องรู้หรอก... เอาเป็นว่าตอนนี้แกมีหน้าที่เรียนหนังสือ อยากเที่ยวก็เที่ยว อยากเล่นก็เล่น พ่อไม่ห้าม... ขอแค่อย่างเดียว ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการพนันและยาเสพติด ส่วนเรื่องผู้หญิง... ถ้าคบหากันปกติพ่อไม่ว่า”
“แล้วก็... อย่าไปยอมให้ใครรังแกง่ายๆ ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย พ่อ (และปู่) ยังพอตามเช็ดตามล้างให้แกไหว... ส่วนปู่แกน่ะเหรอ... บอกได้แค่ว่าตำแหน่งท่านไม่ธรรมดา แต่ท่านเป็นคนหัวดื้อไปหน่อย…”
“เฮ้อ... เอาไว้เจอตัวจริงแล้วเดี๋ยวแกก็รู้เอง... ความจริงตอนแกเด็กๆ ปู่ก็เคยอุ้มแกนะ แต่แกคงจำไม่ได้หรอก” สีหน้าของ เจียง เจี้ยนหมิน ดูหม่นหมองลงเมื่อพูดถึงเรื่องนี้
พอดีกับที่ หลี่ย่าน เดินออกมาจากครัว พ่อจึงส่งสายตาให้ เจียงเฉิง หยุดพูด แล้วดับบุหรี่เดินกลับเข้าไปในบ้าน
เมื่อพ่อไม่อยากพูด เจียงเฉิง ก็จนปัญญาจะซักไซ้
สรุปคือ... ที่คุยมาทั้งหมด ‘พูดไปก็ไลฟ์บอย (พูดไปก็เปล่าประโยชน์)’ ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเพิ่มขึ้นเลย!
………………………………
วันรุ่งขึ้น เจียงเฉิง นอนตื่นสายโด่งจนถึงเที่ยง พอลุกขึ้นมาก็พบว่าบ้านเงียบกริบ พ่อแม่หายตัวไปหมดแล้ว
เขาจึงสั่งเดลิเวอรี่มากินแก้หิว
พอกินเสร็จ โจวหง ผู้จัดการร้านรถก็โทรมาแจ้งว่ารถ Bentley เดินทางมาถึงจุดนัดพบแล้ว
เจียงเฉิง ประหลาดใจในความไว... สงสัยคงซิ่งข้ามวันข้ามคืนมาส่งให้แน่ๆ
เขาเดินทอดน่องออกจากบ้านไปยังห้างสรรพสินค้าฝั่งตรงข้าม เพื่อรอรับรถ
ระหว่างรอ เขาแวะร้าน Starbucks สั่ง Iced Americano มาดื่มแก้ร้อน แล้วนั่งชิลที่โซนเอาท์ดอร์ คอยสับรางแชทคุยกับสาวๆ ในสต็อกอย่างเพลิดเพลิน
ทันใดนั้น เสียงทักทายที่คุ้นหูก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“คุณ... คุณคือคุณเจียงใช่ไหมคะ?”
เจียงเฉิง เงยหน้าขึ้นมอง
ภาพที่เห็นคือหญิงสาวหน้าตาคุ้นเคย... ผมหน้าม้าหนาเตอะ สวมเสื้อเชิ้ตขาวกางเกงสแล็คดำ รองเท้าส้นแบน... และในมือถือปึกใบปลิวขายบ้านหนาปึก
“เสี่ยวเซี่ย?” เจียงเฉิง ทักอย่างประหลาดใจ
นี่คือ เซี่ย จือชิว พนักงานขายบ้านสาวซื่อที่เคยดูแลเขาตอนที่ได้ระบบมาใหม่ๆ
พอจำได้ เสี่ยวเซี่ย ก็หน้าแดงด้วยความดีใจ: “คุณเจียง! ดีใจจังเลยค่ะที่ได้เจอคุณที่นี่!”
เจียงเฉิง มองใบปลิวในมือเธอแล้วแซว: “ธุรกิจแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ? ถึงต้องออกมาแจกใบปลิวเองแบบนี้?”
เขากวาดสายตามองการแต่งตัวของเธอ... ยังคงเหมือนเดิมทุกประการ เสื้อผ้าธรรมดา รองเท้าธรรมดา กระเป๋าราคาถูก... ดู ‘เชย’ เหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
เสียดายหน้าตาสวยๆ ชะมัด
คราวก่อนเขาโอนเงินให้เธอไป 350,000 หยวน บวกกับค่าคอมมิชชันอีก รวมๆ แล้วเธอน่าจะมีเงินเก็บไม่ต่ำกว่า 4 แสน
แต่ดูจากสภาพ... เธอไม่ได้เอาเงินมาใช้แต่งตัวเลยแม้แต่หยวนเดียว
เจียงเฉิง ไม่รู้หรอกว่า สำหรับเด็กที่เติบโตมากับความยากจนอย่าง เสี่ยวเซี่ย ความเคยชินในการประหยัดมันฝังรากลึก พอได้เงินก้อนโตมา สิ่งแรกที่เธอทำคือเก็บฝากธนาคารไว้ ไม่กล้าใช้สุรุ่ยสุร่าย
เพราะในจิตใต้สำนึก เธอกลัวว่าถ้าใช้เงินหมด เธอจะกลับไปจนเหมือนเดิม
เด็กจนๆ ไม่มีต้นทุนให้ลองผิดลองถูกเหมือน หวัง ชงชง ที่พ่อให้เงินมา 500 ล้านไว้ละลายเล่น
สำหรับคนธรรมดา... เงินก้อนนี้คือชีวิต คือหลักประกันความมั่นคง พลาดไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว
เสี่ยวเซี่ย ยิ้มเขินๆ แบบซื่อๆ ให้เขา: “ก็... ออกมาเสี่ยงดวงหาลูกค้าดูน่ะค่ะ”
จากนั้นเธอก็นึกขึ้นได้: “จริงสิคะ คุณเจียง... โฉนดที่ดินของคุณออกเรียบร้อยแล้วนะคะ ตอนนี้อยู่ที่บริษัท คราวก่อนคุณบอกว่ารอคุณกลับมาค่อยเอา... ให้ฉันกลับไปเอามาให้ตอนนี้เลยไหมคะ?”
เจียงเฉิง ส่ายหน้า: “เอาไว้วันหลังเถอะ”
บริษัทเธออยู่ไกลจากที่นี่พอสมควร ไปกลับคงเสียเวลาเป็นชั่วโมง
“งั้นคุณสะดวกวันไหนคะ? หรือจะให้ฉันเอาไปส่งให้ที่บ้านดี?”
“พรุ่งนี้แล้วกัน เดี๋ยวดูเวลาก่อน อาจจะแวะเข้าไปเอาเอง”
“ค่ะ... เอ่อ คุณเจียงคะ ครั้งที่แล้วฉันยังไม่ได้ขอบคุณคุณอย่างเป็นทางการเลย... ถ้าวันนี้คุณว่าง ให้ฉันเลี้ยงข้าวคุณสักมื้อได้ไหมคะ?”
ในใจของ เสี่ยวเซี่ย... เจียงเฉิง คือผู้มีพระคุณที่เปลี่ยนชีวิตเธอ
เจียงเฉิง เห็นท่าทีประหม่าแต่จริงใจของเธอ ก็พยักหน้าตกลง: “เอาสิ”
พอเขาตอบรับ เสี่ยวเซี่ย ก็ดีใจจนทำตัวไม่ถูก: “อะ... จริงเหรอคะ! ดีจัง... วันนี้ฉันทำงานอยู่แถวนี้ทั้งวัน คุณหิวหรือยังคะ?”
เจียงเฉิง หลุดขำออกมา... นี่เพิ่งบ่ายสองเองนะ จะรีบกินข้าวเย็นไปไหน?
แม้จะไม่ค่อยเข้าใจความซื่อ(บื้อ)ของเธอ แต่ ‘สกิลสัมผัสใจ’ บอกเขาว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่มีความตอแหลเลยสักนิด ทุกอย่างที่แสดงออกมาคือความจริงใจล้วนๆ
เธอมาจากพื้นที่ทุรกันดาร... บุคลิกซื่อๆ แบบนี้ทำให้นึกถึงเน็ตไอดอลหนุ่มทิเบตชื่อ ติงเจิน (丁真) ที่โด่งดังเพราะรอยยิ้มบริสุทธิ์
เสี่ยวเซี่ย ก็เหมือนกัน... ใสซื่อเหมือนน้ำในลำธารบนภูเขา สังคมเมืองยังไม่ทันได้เปลี่ยนสีเธอ
“ดื่มอะไรหน่อยไหม?” เจียงเฉิง ถาม
เสี่ยวเซี่ย รีบส่ายหน้าปฏิเสธพัลวัน: “ไม่ค่ะๆ... กาแฟมันขม ฉันกินไม่เป็นค่ะ” จริงๆ คือเสียดายตังค์ แก้วละตั้งเกือบ 50 หยวน
“รอแป๊บนะ”
เจียงเฉิง ลุกเดินเข้าไปในร้าน Starbucks สักพักก็เดินกลับออกมาพร้อมแก้วน้ำในมือ
“นั่งคุยกันก่อนสิ... เหงื่อท่วมตัวหมดแล้วเนี่ย”
เสี่ยวเซี่ย ดีใจที่ได้คุยกับเขา เธอมองซ้ายมองขวา พอไม่เห็นหัวหน้างานหรือเพื่อนร่วมงานอยู่แถวนั้น ก็รีบนั่งลงฝั่งตรงข้าม
เธอมองแก้ว Iced Americano ของ เจียงเฉิง แล้วขมวดคิ้ว... แพงก็แพง ขมก็ขม คนเมืองนี่รสนิยมแปลกจริงๆ
เห็นเธอนั่งตัวเกร็ง เจียงเฉิง ก็ชวนคุย: “เดือนนี้ขายได้บ้างไหม?”
เสี่ยวเซี่ย ส่ายหน้า ยิ้มแห้งๆ: “ก็นับว่าเปิดบิลได้อยู่นะคะ…”