บทที่ 63 ว่างเปล่า

เมื่อยอดฝีมือทั้งสองโจมตีกลางอากาศ บริเวณโดยรอบได้รับความเสียหายอย่างหนัก

พื้นดินแตกระแหง กำแพงเต็มไปด้วยรอยแตกร้าว ประตูคลังสมบัติด้านหลังสั่นคลอนราวกับจะพังทลายลงมา

หวู่กานฉีตามเสียงมาถึง มือถือขวานใหญ่แล้วลงยืนบนพื้น

เงยหน้ามองกู่เชียนชิว:

"เฉิงซื่อไห่แห่งพรรคเฉินชา ตายแล้ว ถังหยินเฟิงแห่งตำหนักลั่วหยู่ ก็พิการแล้ว

"สามสำนักร่วมมือกัน สุดท้ายกลับทำให้เจ้าตกเป็นเหยื่อที่ถูกล้อมไว้...

"ซิ่นโหย่วเฮิ่นเป็นคนแรกที่ตายในการต่อสู้ครั้งนี้ คืนนี้หุบเขาหมื่นราตรีของเจ้าคงบาดเจ็บล้มตายอย่างน่าสะพรึงกลัว

"บัดนี้ ข้างกายเจ้า เกรงว่าจะเหลือเพียงแค่หยูมู่หัวเท่านั้น"

หวู่กานฉีพูดมาถึงตรงนี้ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังขึ้น:

"หยูมู่หัวอยู่ที่นี่"

เสียงลมกรรโชกดังสนั่น ร่างหนึ่งตกลงบนพื้น คือผู้อาวุโสใหญ่หยูมู่หัวแห่งหุบเขาหมื่นราตรีนั่นเอง

ตามมาติดๆ คือฉู่หยุนเฟย

เขายืนประสานมือด้านหลัง ยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า:

"ท่านกู่ หากข้าเป็นท่าน คืนนี้ข้าจะไม่ย่างกรายเข้าเมืองเทียนหวู่แม้แต่ก้าวเดียว

"หากว่าตอนที่ยังอยู่ในตำหนักลั่วหยู่ พวกท่านตัดสินใจฉับไว ค้นหาวิธีหนีออกจากเมืองเทียนหวู่ทันที ก็คงไม่ต้องพบกับสภาพเช่นนี้

"พูดตามตรง หลายปีมานี้เมืองเทียนหวู่กับหุบเขาหมื่นราตรีอยู่ร่วมกันอย่างสงบ การกระทำของท่านกู่ครั้งนี้... ช่างเป็นความทุกข์โดยไร้เหตุผลจริงๆ"

บนศาลาโปร่งฉู่ชิงเมื่อได้ยินคำพูดนี้ ก็กระซิบบางอย่างที่ข้างหูของฉู่เทียนทันที

ฉู่เทียนได้ยินแล้วมองฉู่ชิงหนึ่งที พยักหน้าเล็กน้อย ยิ้มและกล่าวว่า:

"ท่านพ่อ ท่านคงยังไม่ทราบ

"สาเหตุที่ท่านกู่ถึงกับยอมเสี่ยงทุกอย่าง เพื่อจะย่างเท้าเข้าเมืองเทียนหวู่ แท้จริงแล้วเป็นเพราะกระบี่เล่มหนึ่ง"

"หืม?"

ฉู่หยุนเฟยมองฉู่เทียนหนึ่งที แล้วมองฉู่ชิงที่อยู่ข้างกายเขา:

"กระบี่? เป็นอาวุธวิเศษระดับใต้หล้าหรือ? ผู้ใดครอบครองย่อมครองยุทธภพ?"

"ไม่ใช่เช่นนั้น"

ฉู่เทียนพูดเสียงเบา:

"กระบี่นี้มีนามว่า 'ชิงเย่' เป็นกระบี่คู่กายของปฐมาจารย์หุบเขาหมื่นราตรี ในนั้นซ่อนความลับแห่งวิชาหุบเขาหมื่นราตรีไว้"

กู่เชียนชิวเปลี่ยนสีหน้าตั้งแต่ฉู่เทียนเอ่ยถึงคำว่า 'กระบี่'

เมื่อฉู่เทียนพูดจบ เขาก็อดไม่ได้ที่จะถามว่า:

"เจ้ารู้ได้อย่างไร?"

ฉู่เทียนยิ้มเล็กน้อย:

"ความจริงแล้ว วิธีที่ข้ารู้มานั้นไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือ ข้ายังรู้เรื่องบางอย่างที่ท่านกู่ไม่รู้ด้วย"

"เรื่องอะไร?"

กู่เชียนชิวขมวดคิ้วแน่น

แม้แต่หวู่กานฉีและฉู่หยุนเฟยก็อดไม่ได้ที่จะมองไปที่ฉู่เทียน

ฉู่เทียนกล่าวเสียงเบา:

"เรื่องนี้หากจะพูดให้ชัดเจน เกรงว่าคงต้องพูดยาว

"แต่ก่อนอื่น ข้าอยากถามท่านกู่สักเรื่อง"

"..."

กู่เชียนชิวมองสถานการณ์โดยรอบ แล้วยิ้มอย่างจนใจ:

"เจ้าถามมาเถิด"

"การร่วมมือระหว่างท่านกับตำหนักลั่วหยู่ เป็นท่านที่เสนอหรือว่าเป็นตำหนักลั่วหยู่ที่เข้าหาท่าน?"

คำถามของฉู่เทียนทำให้กู่เชียนชิวตกใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ลังเลที่จะตอบ:

"ตำหนักลั่วหยู่เป็นผู้เข้าหาข้า..."

"ถ้าเช่นนั้น ขอให้ผู้น้อยเดาสักประโยค"

ฉู่เทียนพูดเสียงเบา:

"เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ท่านกู่ทราบว่ากระบี่ชิงเย่อยู่ในเมืองเทียนหวู่ใช่หรือไม่?"

กู่เชียนชิวชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้า:

"เจ้ารู้ได้อย่างไร?"

เห็นฉู่เทียนไม่ตอบ เขาจึงกล่าวว่า:

"ถูกต้อง เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ข้ารู้ว่ากระบี่ชิงเย่ตกอยู่ในมือของท่านหวู่ก่อนหน้านี้... แม้ว่าทุกท่านอาจจะไม่เชื่อ ข้าไม่เคยคิดที่จะใช้วิธีเช่นนี้ในการชิงกระบี่ชิงเย่"

ฉู่เทียนได้ยินแล้วก็พยักหน้าเบาๆ:

"เช่นนั้น ทุกอย่างก็เชื่อมโยงกันแล้ว"

กู่เชียนชิวไม่ใช่คนเขลา เมื่อได้ยินคำพูดนี้ จู่ๆ ก็รู้สึกว่ามีความสั่นสะท้านปะทุขึ้นในใจ:

"เจ้ากำลังจะบอกว่า... ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือตำหนักลั่วหยู่หรือ?

"เป็นไปไม่ได้!

"ตำหนักลั่วหยู่ไม่มีความสามารถถึงเพียงนั้น และดูจากสถานการณ์ตอนนี้ พวกเขาก็ถูกท่านหวู่จับกุมไปแล้วไม่ใช่หรือ"

"แต่ถ้าหาก... ตำหนักลั่วหยู่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตำหนักลั่วหยู่ล่ะขอรับ?"

ฉู่เทียนเอ่ยเสียงเย็น:

"ท่านกู่รู้หรือไม่... ถังหยินเฟิงผู้นั้นฝึก 'ฝ่ามือสลายโลหิต’?”

"วิชามาร?"

กู่เชียนชิวสีหน้าหม่นลง

การแย่งชิงอำนาจระหว่างกลุ่ม การสู้กันตายไม่เป็นไร

แต่การฝึกวิชามาร ทำให้ยอดฝีมือในยุทธภพส่วนใหญ่รังเกียจ

หากมองไปทั่วใต้หล้า ผู้ที่ใช้วิชามารจนสร้างชื่อเสียงเพียงผู้เดียว ก็คือจักรพรรดิผีโม๋ตัวในบรรดา 'สามเทพห้าจักรพรรดิ'*

ได้ยินว่าบุรุษผู้นี้รวมธรรมะและอธรรมเข้าเป็นหนึ่ง ผสานหยินและหยางเข้าด้วยกัน พุทธะและมารรวมอยู่เพียงแค่ความคิดเดียว บรรลุความสำเร็จอันสูงส่งที่ไม่เคยมีมาก่อน

นับเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของใต้หล้า

และสิ่งที่ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์วิชามารมากที่สุดคือ วิธีการฝึกมักโหดร้ายอย่างยิ่ง แม้ว่ากู่เชียนชิวจะยอมทำทุกอย่างเพื่อรักษาคัมภีร์ลับ

แต่ก็ไม่เคยคิดที่จะร่วมมือกับคนเช่นนี้

หวู่กานฉีได้ยินแล้วมองฉู่เทียนแวบหนึ่ง พยักหน้าและกล่าวว่า:

"คำพูดของหลานเทียนถูกต้อง คนผู้นี้ฝึกวิชาฝ่ามือเทพสลายโลหิตส่วนลูกชายของเขา ถังซี ยังฝึก วิชาชิงชังฟ้าอีกด้วย

"พ่อลูกคู่นี้สมคบกัน ตำหนักลั่วหยู่ก็เหมือนถ้ำมารร้าย!"

"นี่..."

กู่เชียนชิวสีหน้าหม่นหมอง:

"เรื่องนี้... เฒ่าหัวหงอกอย่างข้าไม่เคยรู้"

"ก่อนหน้านี้ ท่านหวู่เคยสอบสวนถังหยินเฟิง ถามเขาว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร... แต่คนผู้นี้กลับปิดปาก

"แต่บัดนี้ข้าน้อยกลับสงสัยว่า... คนผู้นี้แท้จริงแล้วมีภูมิหลังอื่น"

ฉู่เทียนพูดอย่างช้าๆ:

"การต่อสู้ระหว่างเมืองเทียนหวู่ของเรากับหุบเขาหมื่นราตรีในครั้งนี้ เกรงว่าจะเป็นแผนการที่พวกเขาวางเอาไว้

"มิเช่นนั้น ทำไมท่านหวู่ถึงไม่รู้ว่าตนได้รับกระบี่ของปฐมาจารย์หุบเขาหมื่นราตรีมา แต่ท่านกู่กลับทราบก่อน?

"และหลังจากที่ท่านกู่ทราบเรื่องนี้ ก็ได้รับการติดต่อจากถังหยินเฟิงทันที?

"ท่านกู่ไม่รู้สึกหรือว่า... เรื่องทั้งหมดนี้บังเอิญเกินไปแล้วน่ะขอรับ?"

กู่เชียนชิวรู้สึกเหมือนมีเสียงอื้ออึงในสมอง มองร่างที่นอนอยู่บนพื้น กัดฟันและกล่าวว่า:

"แม้จะเป็นเช่นนั้น แล้วอย่างไร?

"หมายความว่า... แม้จะรู้เรื่องเหล่านี้ ชายชราเช่นข้าก็ควรจะปล่อยให้กระบี่ของปฐมาจารย์ ล่องลอยอยู่ในยุทธภพโดยไม่ทำอะไรเลยหรือ?"

แต่ฉู่เทียนกลับส่ายหน้า:

"เมื่อรู้เรื่องเหล่านี้แล้ว ท่านกู่ไม่ควรพิจารณาหรือว่า... ก่อนหน้านี้กระบี่เล่มนี้อยู่ในมือของใคร?

"และคัมภีร์ลับของหุบเขาหมื่นราตรี ยังคงอยู่ในด้ามกระบี่หรือไม่?"

ใบหน้าของกู่เชียนชิวเปลี่ยนไปในทันที:

"เจ้ากำลังจะบอกว่า..."

"ความจริงเป็นเช่นไร ท่านกู่ดูด้วยตัวเองก็รู้"

ฉู่เทียนพูดมาถึงตรงนี้ แล้วมองไปที่ฉู่ชิง

ฉู่ชิงยิ้มน้อยๆ แล้วสะบัดมือ:

"รับไว้"

กระบี่ชิงเย่ในมือของเขาพุ่งตรงไปหากู่เชียนชิว

กู่เชียนชิวรับมันไว้ในมือโดยสัญชาตญาณ เขาไม่อาจเชื่อสายตาตัวเองในชั่วขณะนั้น

เพื่อกระบี่เล่มนี้ เขาใช้ความพยายามอย่างมาก แต่วันนี้ กลับได้มาอย่างง่ายดายเช่นนี้?

แต่เมื่อมองไปรอบๆ ก็อดทรุดไม่ได้

ถึงจะได้มันมาแล้ว จะทำอย่างไรต่อ?

เป็นไปได้หรือที่จะหนีออกไปจากการล้อมนี้?

หวู่กานฉีจะปล่อยตัวเขาไปได้อย่างไร?

เมื่อคิดถึงคำพูดของฉู่เทียนเมื่อครู่ กู่เชียนชิวอดกัดฟันไม่ได้ ทันใดนั้นก็ยื่นมือชักกระบี่ ใช้นิ้วเคาะลงบนใบกระบี่หลายครั้ง เกิดเสียงอื้ออึงดังขึ้น

หลังจากเคาะเจ็ดครั้ง ส่วนปลายด้ามกระบี่ก็มีเสียง "กร๊อบ" และมีชิ้นส่วนหนึ่งถูกผลักออกมา กู่เชียนชิวเอื้อมมือจับตรงนั้นไว้ หมุนเบาๆ แล้วดึงออกมา แท้จริง แล้วก็คือช่องลับ.

กู่เชียนชิวมือสั่น เปิดช่องลับออก

ข้างในนั้น... ว่างเปล่า!

(จบบท)

(*ขอเปลี่ยนคำแปลจากตอนก่อนหน้าเป็น 'สามเทพห้าจักรพรรดิ' ครับ. มีเกร็ดความรู้เล็กน้อยมาฝากด้วย. ผมเพิ่งรู้วันนี้ว่า คำว่าฮ่องเต้น่าจะมาจากสองคำนี้.

เทพในคำนี้ คำจีนอ่านว่า ฮวาง ส่วนจักรพรรดิ ก็คือ ตี้ รวมกัน+เพี้ยนคำเลยได้คำว่าฮ่องเต้.

คำว่าฮวางกับตี้แปลว่า จักรพรรดิ ได้เหมือนกัน แต่ฮวางจะใช้ในบริบทผู้ยิ่งใหญ่ดุจเทพเจ้า เดิมใช้กับคำว่า ซันฮวาง ที่แปลว่าสามเทพผู้สร้างโลก

ส่วนตี้ก็คือจักรพรรดิของมนุษย์เดินดินปกติ.

ซันฮวางหวู่ตี้ จึงต้องแปลเป็น สามเทพห้าจักรพรรดิครับ.)

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 63 ว่างเปล่า

ตอนถัดไป