บทที่ 55 บทสัมภาษณ์

บทที่ 55 บทสัมภาษณ์

ต่อให้สะพานจะถล่มหรือคนจะตาย ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเพิกเฉยและกระหน่ำกดรับเงิน 1 แสนวอนกันอย่างเมามัน

นี่คืออีเวนต์พิเศษเพื่อปลุกจิตสำนึกและกระตุ้นความรู้สึกผิดของพวกเขา!

ผมจะไปสัมภาษณ์เหล่าผู้โชคร้ายที่จะต้องตาย... ถ้าคนพวกนั้นยังกดรับเงินไม่หยุด!

ผมเดินตรงไปยังเป้าหมายแรก ซึ่งก็คือรถยนต์คันที่จอดอยู่ใกล้ที่สุด

กล้องที่ผมควบคุมด้วยพลังจิตให้ลอยตามหลังมาติดๆ กำลังบันทึกภาพเหตุการณ์ทั้งหมดเพื่อถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ

เอาล่ะ เตรียมตัวมาดีเยี่ยม... น่าจะนะ

ก๊อก ก๊อก

"ขอโทษนะครับ ช่วยเปิดหน้าต่างหน่อยได้ไหม?"

ผมเคาะกระจกเบาๆ และกระจกก็ค่อยๆ เลื่อนลงมา

สิ่งที่ปรากฏหลังบานกระจกคือชายหนุ่มลุคดูสุขภาพดีคนหนึ่ง อายุราว 20 ต้นๆ

ฟู่ว... โชคดีที่ไม่เจอพวกตัวประหลาด ถ้าจู่ๆ เปิดมาเจอ 'สาวน้ำแข็งแห่งทะเลเหนือ' หรือพวกฮีโร่แฝงตัวมาล่ะก็ยุ่งเลย รอดตัวไป

"โอ้ สวัสดีครับ! คุณอึดมากเลยนะที่ยังนั่งรออยู่ตรงนี้ ช่วยแนะนำตัวหน่อยได้ไหมครับ?"

ผมสวมบทพิธีกรรายการวาไรตี้อย่างเป็นธรรมชาติ

ในการก่อการร้ายแบบนี้ ถ้าคุณเอาแต่ข่มขู่หรือทำให้บรรยากาศมันตึงเครียดเกินไป คนดูจะอึดอัดจนไม่อยากดูต่อ จุดสำคัญคือการทำลายกำแพงความกลัวและทำให้มันดูเหมือนรายการทอล์กโชว์

โชคดีที่ชายหนุ่มคนนั้นยอมตอบคำถามผม

"ครับ สวัสดีครับ ผมชื่อ 'ชเว ยองจิน' ครับ"

ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและมั่นใจ

โอ้โห... แต่ว่านะ

ทำไมหมอนี่ดูมั่นอกมั่นใจขนาดนั้นล่ะนั่น?

เขาติดอยู่กลางวงล้อมของการก่อการร้าย แต่ดูไม่เหมือนคนที่กำลังกลัวตายเลยสักนิด

แม้จะมีวายร้ายที่พร้อมจะฆ่าเขาได้ทุกเมื่อมายืนอยู่ตรงหน้า แต่ร่างกายของเขากลับไม่มีอาการสั่นเทาให้เห็นเลย

ผมสัมผัสได้เลยว่าเขาไม่ได้แกล้งทำ แต่เขาไม่กลัวจริงๆ... มากไปกว่านั้น ทำไมแววตาหมอนี่ถึงดูระยิบระยับเป็นประกายขนาดนั้นล่ะ?

ผมเลยถือโอกาสถามในสิ่งที่ผมสงสัย

มันน่าทึ่งจริงๆ แฮะ

"ครับ คุณชเว ยองจิน ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ว่าแต่คุณยองจินครับ ผมสังเกตว่าคุณดูไม่กลัวเลยสักนิด ไม่รู้สึกวิตกกังวลบ้างเหรอครับ?"

"ฮ่าๆ วิตกกังวลเหรอครับ?"

ชายหนุ่มหัวเราะออกมาเหมือนผมถามเรื่องตลก

จากนั้นเขาก็จ้องลึกเข้ามาในตาผม แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความศรัทธา

"ไม่มีอะไรต้องกังวลหรอกครับ เพราะตราบใดที่มีคนรับเงินไม่ถึง 5 ล้านคน สะพานนี้และตัวผมก็จะปลอดภัยใช่ไหมครับ? และผม 'เชื่อใจ' พวกเขาครับ... ประชาชนชาวเกาหลีใต้ ประเทศที่รักของผมผูกพันกันด้วยความรักที่เหนียวแน่น คนเกาหลีไม่มีวันยอมทิ้งความเป็นมนุษย์เพื่อแลกกับเงินเล็กน้อยหรอกครับ ในเมื่อผมรู้ว่าผมจะไม่ตาย แล้วผมจะกลัวไปทำไมล่ะ?"

ดวงตาของเขาเป็นประกายเจิดจ้าขณะตอบ

อุ๊ก... ตาหมอนี่...

บริสุทธิ์เกินไปแล้ว! บริสุทธิ์เกินไปจนเหมือนมีรัศมีแผ่ออกมาเลย หยุดนะเว้ย!

นี่มันคือ 'ความศรัทธาในมนุษยชาติ' อะไรแบบนั้นเหรอ?

ผมกะพริบตาปริบๆ

ชาติที่แล้วผมไม่รู้นะ แต่คนเกาหลีในชาตินี้... ผมว่าบรรยากาศมันไม่ได้เป็นแบบที่หมอนี่คิดเลยสักนิด...

ในฐานะทั้ง 'ผู้จัดงานก่อการร้าย' และ 'พลเมืองเกาหลีใต้' ผมรู้สึกเหมือนโดนความบริสุทธิ์ของหมอนี่ทิ่มแทงหัวใจเข้าอย่างจัง

ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนที่มองโลกในแง่ดีขนาดนี้เหลืออยู่จริงๆ

และพอผมเหลือบไปมองช่องแชท ผมก็พบว่าไม่ได้มีแค่ผมคนเดียวที่รู้สึกผิดจนจุกอก

[โอ้... ฮ่าๆ (ขำแห้ง)]

[ขอโทษครับ... ผมขอโทษ... ผมผิดไปแล้ว...]

[อะไรกันเนี่ย... ทำไมใจฉันมันเจ็บจี๊ดๆ แบบนี้]

[คำพูดหมอนี่มันทิ่มแทงจิตสำนึกฉันไม่หยุดเลย ฉันเป็นมะเร็งหรือเปล่าเนี่ย?]

[เปล่าหรอก นั่นคือความเจ็บปวดของจิตสำนึก แปลว่านายยังมีความเป็นคนอยู่...]

[เงิน 1 แสนวอน... ฉันรับไปแล้วด้วยสิ...]

[ตอนแรกกะว่าจะกดรับเหมือนกัน แต่พอเห็นคนนี้แล้วฉันตัดสินใจไม่เอาดีกว่า]

[ฉันจะไม่รับเงินเด็ดขาด ชีวิตคนเทียบกับเงินแค่นี้ไม่ได้หรอก]

[เฮ้ย ทำไมพวกแกเปลี่ยนไปเป็นคนดีกันหมดวะ? แบบนี้ฉันที่รับเงินไปแล้วก็กลายเป็นคนเลวคนเดียวเลยดิ!]

[ข้อเท็จจริง: คนที่รับเงินไปแล้วคือคนเลวครับ]

[ผมขอโทษจริ๊งจริ๊งงง...]

อืม บรรยากาศเริ่มเป็นไปตามที่วางแผนไว้แฮะ

ความจริงผมอยากเห็นคนสั่นกลัวความตายเพื่อให้คนดูรู้สึกผิด...

พูดตามตรง ยิ่งคนกดรับเงินน้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดีต่อกระเป๋าตังค์ผม

ทำไมเหรอ? เพราะผมโกหก ไม่ว่ายอดจะถึง 5 ล้านหรือไม่ สุดท้ายผมก็จะระเบิดสะพานทิ้งอยู่ดี

...

ก็นะ

มันช่วยไม่ได้นี่นา ชีวิตคือการเดิมพัน

ผมจะมาทำตัวเป็นคนรักษาคำพูดแบบ 'โอ้... มีคนรับแค่ 4 ล้านคนเองเหรอ? งั้นผมยอมแพ้แล้วถอยทัพกลับบ้านครับ' ...แบบนั้นไม่ได้! ถ้าผมไม่ระเบิดสะพานทิศเหนือทิ้งตอนนี้ โลกนี้... หมายถึงสังคมเกาหลีใต้จะเข้าสู่ความโกลาหลของจริง ผมต้องพังมันทิ้งเพื่อทำลายเส้นทางของสัตว์ประหลาดก่อน

และต่อให้คนรับเกิน 5 ล้านคนจริงๆ ใครจะมาตรวจสอบผมได้ล่ะ? จะให้ผมเปิดลิสต์รายชื่อบัญชีธนาคารโชว์งั้นเหรอ? ถึงตอนนั้น คนนับล้านที่รับเงินไปนั่นแหละที่จะเป็นเกราะคุ้มกันให้ผมเอง เพราะพวกเขาก็ไม่อยากให้ใครรู้ว่าตัวเองขายวิญญาณเพื่อเงินเหมือนกัน

แถมพูดตามตรงนะ... ผมก็เสียดายเงินเหมือนกันนะเว้ย!

จริงอยู่ว่าผมมีเงินมหาศาลเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ มันน่าจะพอๆ กับงบประมาณทั้งปีของบางประเทศเลยล่ะ หลังจากหลุดมาโลกนี้ ผมใช้ความรู้จากการ์ตูนหาเงินงกๆ ตั้งแต่ก่อนเจอซออึน ทั้งไปขโมยเงินจากบริษัทข้ามชาติที่ทุจริตในอเมริกา ไปขุดกรุเงินซ่อนของวายร้ายต่างชาติที่ไม่กล้าใช้... บวกกับความช่วยเหลือด้านเทคนิคจากซออึนอีก

ผมรวยมากก็จริง แต่การเผาเงิน 5 แสนล้านวอนในรวดเดียวเนี่ย มันก็ทำใจลำบากอยู่นะ

ในอนาคตเงินทุนคือสิ่งสำคัญมาก แต่ดูเหมือนคราวนี้ผมจะเล่นใหญ่ไฟกะพริบไปหน่อย...

แค่ตอนนี้ เงินที่ผมตั้งระบบโอนอัตโนมัติไว้มันกำลังไหลออกวินาทีละหลายล้านวอน ผมว่าผมเริ่มมือหนักไปแล้วจริงๆ

เฮ้อ... เสียงซออึนที่บ่นเรื่องผมใช้เงินเหมือนเทน้ำทิ้งยังก้องอยู่ในหูเลย ส่วนฮายูลน่ะเหรอ? เธอเป็นลมไปตั้งแต่เริ่มนับจำนวนเลขศูนย์บนนิ้วแล้วล่ะ

เอาเป็นว่า โดยปกติผมคาดการณ์ว่ายอดคนรับเงินน่าจะอยู่ที่ไม่เกินหนึ่งล้านคน เพราะผมให้เวลาน้อยมาก

แต่คนในโลกนี้มักจะทำลายสถิติและความคาดหมายของผมเสมอ

[พี่ดาอินคะ ตอนนี้มียอดคนกดรับเงินเกิน 3 ล้านบัญชีแล้วค่ะ]

[...อะไรนะ?]

ผมรำลึกถึงสายที่ซออึนโทรมาบอกเมื่อครู่

ให้ตายสิพวกมนุษย์! พวกแกโยนจิตสำนึกทิ้งลงแม่น้ำฮันไปหมดแล้วจริงๆ ใช่ไหม!?

ทำไมเรื่องแบบนี้พวกแกถึงขยันกันจังวะ...?

นี่แหละครับคือเหตุผลที่ผมรู้สึกปวดใจเมื่อได้ยินคำพูดบริสุทธิ์ของ ชเว ยองจิน

'ขอโทษนะยองจิน! คนเกาหลีที่คุณเชื่อมั่นน่ะ... ทรยศคุณเพื่อเงิน 1 แสนวอนไป 3 ล้านคนแล้วโว้ยยย!!'

แต่ผมบอกเขาไม่ได้หรอก แววตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและความเชื่อใจตรงหน้านี้มัน...

ผมทนดูไม่ได้จริงๆ...

"อะแฮ่ม... เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณมากคุณ ชเว ยองจิน ผู้เชื่อมั่นในพลังแห่งเกาหลี มีอะไรอยากจะฝากทิ้งท้ายไหมครับ?"

เขาจ้องไปที่กล้องและพูดด้วยท่าทางมุ่งมั่น

"พี่น้องชาวเกาหลีครับ ผมเชื่อใจพวกคุณทุกคน พวกคุณจะช่วยให้ผมได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยใช่ไหมครับ? ผมรักพวกคุณเสมอครับ เกาหลีสู้ๆ!"

ว่าแล้วเขาก็หันมาชูหมัดโพสท่า 'สู้ๆ' ใส่กล้อง

เออ... ผมมึนหัวไปหมดแล้ว

หนีดีกว่า

"ครับ! ขอบคุณมากครับ งั้นเราไปดูคนต่อไปกันเลยดีไหมครับ?"

ในขณะที่ผมกำลังจะชิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว

เขาก็ตะโกนเรียกจากในรถ

"เดี๋ยวสิครับ!!!"

"หือ?" จู่ๆ ก็เรียกกันซะงั้น มีอะไรอีกล่ะเนี่ย?

"มีอะไรเหรอ?"

"คุณวายร้าย... เมื่อกี้บอกว่าชื่ออีโกสติกใช่ไหมครับ?"

"ใช่ แล้วไง?"

"คือผมติดอยู่ตรงนี้มาสี่ชั่วโมงแล้วครับ และดูท่าจะต้องติดต่อไปอีกสี่ชั่วโมง... คุณพอจะมีอะไรให้ผมกินบ้างไหมครับ?"

เขามองผมด้วยสายตามั่นคงพลางขอของกินหน้าตาเฉย

ผมไม่เคยเจอตัวละครแนวนี้มาก่อนเลยในชีวิต...

แต่ที่ตลกกว่าคืออะไรรู้ไหมครับ?

คือผมดันเตรียม 'สเบียง' มาแจกพวกตัวประกันจริงๆ นั่นแหละ แต่ดันลืม

"อ้อ... รอเดี๋ยวนะครับ"

ผมเทเลพอร์ตไปหยิบกระเป๋าที่วางทิ้งไว้บนถนน

ใช่... ใบนี้แหละ

ในกระเป๋า 'อีโก้-แบ็ก' มีทั้งปืน, แก๊สน้ำตา, ไมโครโฟน และสารพัดของที่วายร้ายต้องมี... รวมถึงของกินด้วย

ผมเทเลพอร์ตกลับมาที่หน้ารถอีกครั้ง

"รอเดี๋ยวนะครับ... อะ นี่ครับ เอาขนมปังครีมไปรองท้องก่อนละกัน"

"โอ้ ขอบคุณมากครับ"

ชายหนุ่มรับขนมปังไปพร้อมรอยยิ้มกว้าง

เป็นคนดีจริงๆ เลยนะแกเนี่ย

[อะไรวะเนี่ย ฮ่าๆๆๆๆ]

[ตัวประกันขอของกินจากผู้ก่อการร้าย แล้วผู้ก่อการร้ายก็ดันให้ขนมปังที่เตรียมมาเฉยเลย ฮ่าๆ เรื่องจริงป่ะเนี่ย?]

[กูมึนไปหมดแล้วไอ้เชี้ย ฮ่าๆๆๆ]

[สรุปนี่คือวายร้ายจริงๆ ป่ะเนี่ย ฮ่าๆๆ]

[แมงโกสติกคือฮีโร่ที่เอาการเป็นวายร้ายมาทำเป็นงานอดิเรกชัดๆ]

[มันต้องมีแผนการที่ล้ำลึกซ่อนอยู่เบื้องหลังการระเบิดสะพานนี้แน่ๆ]

[วายร้ายข้างบ้านผู้อารี ฮ่าๆๆ]

เอาเป็นว่า ผมจบธุระกับรถคันนี้ซะที

ผมเดินลากเท้าไปยังรถคันถัดไป

เฮ้อ... คุยไปแค่คนเดียวแต่ผมรู้สึกเพลียเหมือนวิ่งมาราธอนเลยแฮะ

"เอาล่ะครับ เราไปพบกับตัวประกันรายต่อไปกันดีกว่า ผมเองก็ลุ้นเหมือนกันว่าคราวนี้ใครจะต้อนรับผม"

ผมพูดกับกล้องขณะเดินไปยังรถคันต่อไป

หวังว่าคราวนี้จะเป็นคน 'ปกติ' นะ

แบบว่า... คนที่ตัวสั่นด้วยความกลัวน่ะ คนปกติเขาต้องกลัวเวลาโดนผู้ก่อการร้ายจับเป็นตัวประกันไม่ใช่เหรอ?

ด้วยความหวังอันน้อยนิด ผมเดินไปที่รถคันนั้น

รถคันนี้ต่างจากคันแรกที่เป็นรถเก๋งนั่งคนเดียว เพราะมันคือรถ SUV คันใหญ่

โอ้... แบบนี้ค่อยมีความหวังหน่อย

อาจจะเป็นครอบครัวที่กำลังเดินทางไปไหนสักแห่ง พ่อแม่ที่กำลังหวาดกลัวแต่ก็พยายามปกป้องลูกน้อย... นี่แหละพล็อตที่สมบูรณ์แบบในการขยี้จิตสำนึกคนดู!

ช่วยประหยัดเงินในบัญชีผมทีเถอะเจ้าพวกมนุษย์!

แต่พอผมเดินเข้าใกล้รถ SUV คันนั้น ผมก็เริ่มตระหนักว่าความหวังของผมมันช่างริบหรี่เหลือเกิน

ยิ่งเข้าใกล้รถ ผมก็ได้ยินเสียงเพลงแว่วออกมา...

แถมยังเป็นเพลงร็อกที่จังหวะเร้าใจสุดๆ อีกต่างหาก

...ใจคอไม่ดีเลยแฮะ

แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพ ผมเคาะกระจกรถตามระเบียบ

ก๊อก ก๊อก

"สวัสดีครับ ช่วยลดกระจกลงหน่อยได้ไหมครับ?"

ทันทีที่เคาะ กระจกก็รูดลงอย่างรวดเร็ว

พร้อมกับเสียงเพลงเมทัลที่ดังกระแทกหู และเสียงกรี๊ดที่ดังกว่าเพลง

"กรี๊ดดดดดดดดดดดด!!! แมงโกสติกตัวเป็นๆ!!!"

"กรี๊ดดด แม่เจ้าโว้ยยย ของจริงว่ะแก บ้าไปแล้ววว"

"หนูเป็นแฟนคลับพี่ค่ะ แมงโกสติก!!!"

"แมงโกสติก! แมงโกสติก! แมงโกสติก! แมงโกสติก!"

กลุ่มนักศึกษาสาวในรถประสานเสียงตะโกนใส่หน้าผมอย่างบ้าคลั่ง

...ผมจะบ้าตาย รายการจะไปรอดไหมเนี่ย!?

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 55 บทสัมภาษณ์

ตอนถัดไป