ช่างเป็นการปกป้องด้วยรีวิวแย่ๆ ที่ชาญฉลาดที่สุดในประวัติศาสตร์!
ขณะที่ ซูเฉิน กำลังนึ่งกุ้งอยู่นั้น ผู้จัดการติง ก็กำลังทุบแตงกวาอยู่ข้างๆ
หลังจากตัดหัวตัดท้ายของแตงกวาออกแล้ว ก็ผ่าครึ่ง ใช้มุมด้านหลังของมีดทำครัว ขูดส่วนเมล็ดที่อ่อนนุ่มตรงกลางของแตงกวาออก แตงกวานี้อ่อน แค่ขูดเบาๆ เมล็ดก็ออกหมด เหลือไว้เป็นร่อง
ที่เรียกว่าทุบแตงกวา เน้นย้ำที่การกระทำ ‘ทุบ’ นี่แหละ รูปทรงที่ทุบออกมาจะไม่สม่ำเสมอ มีช่องว่างมากกว่า แน่นอนว่าจะเข้าเนื้อได้ดีกว่าแทนการหั่น
วางแตงกวาโดยให้ด้านที่ผ่าคว่ำลงบนเขียง ใช้สันมีดทุบลงไปอย่างแรง เสียง ‘ปั่ก!’ ดังขึ้นทีเดียวแตงกวาแตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ พอดีคำ
แตงกวาที่ทุบเป็นชิ้นๆ ซูเฉิน ใช้เกลือคลุกเคล้าเล็กน้อย ระหว่างนั้นต้องพลิกกลับไปมาหลายครั้ง พอเวลาผ่านไปนาน ก็เทน้ำที่ออกมาทิ้งไป ใส่กระเทียมสับ พริกขี้หนูสับ ซอสหอยนางรม
แตงกวาที่คลุกเกลือแล้ว ข้างในยังคงมีความเค็มอยู่บ้าง สามารถใส่ซีอิ๊วขาวลงไปเล็กน้อยได้ อาหารเรียกน้ำย่อยประเภทผักผลไม้ สีสันอย่าให้เข้มเกินไป ไม่จำเป็นต้องใส่ซีอิ๊วดำ ส่วนน้ำส้มสายชู ก็ใส่น้ำส้มสายชูเจิ้นเจียง (ชิงเกี๋ยง) ลงไปหน่อย ถ้าใส่น้ำส้มสายชูหมักจากข้าว รสชาติจะฉุนเกินไป ไม่เหมาะ
ถ้าลูกค้าคนไหนกินเผ็ดได้ ก็ใส่พริกแดงสดที่ส่องประกายแวววาวลงไปตกแต่ง ไม่เพียงแต่จะสวยงาม ยังสามารถดึงความหวานสดชื่นจากแก่นของแตงกวาออกมาได้อีกด้วย
ยังมีน้ำมันงา น้ำมันงาก็ใส่เยอะไม่ได้ มิเช่นนั้นกลิ่นจะหอมเกินไปแล้วจะไปขัดกับกลิ่นกระเทียม อย่างไรซะจุดประสงค์ของการใส่น้ำมันงาก็เพื่อที่จะลดทอนความแรงของกระเทียมลงไปบ้าง แต่ต้องไม่ไปกลบความโดดเด่นของกระเทียม ยำแตงกวากระเทียม กระเทียมนี่แหละคือพระเอกของรสชาติ!
“มาเลยครับ~ ลูกค้าที่สั่งแตงกวากระเทียมไว้เมื่อกี้ ได้แล้วนะครับ~”
เหล่าลูกค้ารับอาหารมา กล่าวขอบคุณ แล้วก็หาที่ว่างตรงไหนสักแห่งแถวนั้น ยืนกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
อย่าดูถูกว่ายำแตงกวากระเทียมนี่ดูไม่ค่อยจะโดดเด่นอะไร แต่มันกลับสามารถสร้างชื่อเสียงขึ้นมาได้ท่ามกลางการต่อสู้ของกับข้าวหลากหลายชนิดด้วยความสดชื่นที่เป็นเอกลักษณ์ของมันเอง อย่างเช่นตอนนี้ อุณหภูมิทางภาคใต้ในเดือนสิงหาคมยังคงสูงอยู่ โดยอุณหภูมิจะอยู่ที่ราวๆ 30 กว่าองศาตลอด เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดของฤดูร้อนแล้ว
ได้ยำแตงกวาเย็นๆ มาสักจาน ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าสบายแค่ไหน เคี้ยวแตงกวากรอบๆ เข้าไปในปาก ดังกรุบกรับ กระทบกันไปมาอยู่ระหว่างฟัน รสเค็มมันนิดๆ ผสานกับความเผ็ดซ่าและกลิ่นหอมของน้ำมันงา แล้วตามด้วยความเย็นสดชื่นที่ไหลผ่านลำคอ แค่กลืนลงไป รสชาติทั้งหมดก็ระเบิดเต็มปลายลิ้น
ถ้าได้จิบเหล้าแรงๆ ตามเข้าไปอีกสักอึกหนึ่ง รสสัมผัสที่ผสานกันนั้น… มันคือความสุขขั้นสูงสุดของคนรักอาหารจริงๆ!
กุ้งนึ่งรอบที่สองออกจากหม้อแล้ว แถวที่ต่ออยู่ก็เริ่มขยับ
คนเดินถนนสองสามคนเห็นคนกลุ่มใหญ่มาต่อแถวอยู่หน้าร้านรถขายอาหารของ ซูเฉิน ก็ถึงกับตกใจ แล้วรีบเดินเข้ามาดูใกล้ๆ ด้วยความอยากรู้
“อ้าว! แผงเล็กๆ แบบนี้ ทำไมคนเยอะขนาดนี้เนี่ย? แถมแต่เช้าอีกต่างหาก!”
“มันอร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ?”
คนที่กำลังต่อคิวอยู่ได้ยินเข้า ก็เหลือบตามองพวกเขานิดหนึ่ง แต่ไม่ได้ตอบตรงๆ ทันที
ในใจกลับลังเล …จะตอบตามจริงดีไหมนะ? หรือว่าจะเก็บเงียบไว้ดี? อืม...สู้ตอบแบบกำกวมไปดีกว่า อย่างไรซะยิ่งแนะนำไปคนหนึ่ง คนแย่งกินก็เพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่ง
เขากำลังคิดอยู่ พี่ชายคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ ก็รีบเอ่ยปากขึ้นทันที “ไม่รู้สิ อาจจะอร่อยก็ได้มั้ง? แต่ฉันซื้อกลับไปให้หมากินน่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า~”
พอสิ้นเสียงพูดนี้ คนที่มาด้วยกันที่อยู่ข้างหน้าและข้างหลังก็พากันเบิกตากว้างเล็กน้อย มองไปยังเพื่อนที่พูดออกมาด้วยความตกใจ หมา? ที่บ้านแกมีหมาด้วยเหรอ? ยังมีหน้ามาบอกว่าซื้อกลับไปให้หมากินอีก? สิ่งเดียวที่พอจะเกี่ยวข้องกับหมาได้ ก็น่าจะเป็นเจ้าหมาโง่อย่างแกนี่แหละ!!
ลูกค้าที่พูดออกมาไม่สนใจสายตาของเพื่อนเลยแม้แต่น้อย สีหน้าเรียบเฉยอย่างยิ่ง
ในตอนนี้ ลูกค้าคนอื่นๆ หลายคนก็มองตามอย่างพินิจพิเคราะห์ ในไม่ช้าก็เริ่มจะเข้าใจสถานการณ์ ไอ้นี่… หน้าอย่างหล่อคมคิ้วเข้ม แต่ในใจเจ้าเล่ห์ใช่เล่นเลยแฮะ! อ้าปากก็พูดเลย พูดจาเหลวไหลได้อย่างหน้าตาเฉย
ถ้าจอมเจ้าเล่ห์อย่าง ‘เหล่าหก’ (老六) ยังอยู่แถวนี้ ก็คงต้องยกนิ้วให้เป็นศิษย์เอกแห่ง ‘กรมลวงศัตรู’! …เรียกได้ว่าเหล่าเจ้าหน้าที่ ‘แผนกปั่นข่าวลวง’ (战忽局) ตัวจริงยังต้องคารวะให้!
ถึงในใจแต่ละคนจะอดบ่นไม่ได้ แต่พอถึงสถานการณ์แบบนี้ ทุกคนก็เข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องพูดเยอะ ต่างพยักหน้า ‘อย่างรู้กัน’ เหมือนมีข้อตกลงลับร่วมกัน
“ใช่ๆๆ รีบไปเถอะ แอบบอกพวกแกนะ แถวนี้น่ะ พวกเราทั้งหมดคือคนที่เถ้าแก่จ้างมาสร้างภาพแหละ ไม่อร่อยหรอก”
“อย่ามาถามมากเลย อาหารมันไม่อร่อยเลยจริงๆ อย่ามาซื้อเลย”
“ใช่ๆๆ โคตรจะกินยากเลย ทุกคนมาต่อคิวเนี่ย ก็เพราะอยากรู้ว่ามัน ‘แย่’ ขนาดไหน ฮ่าๆ”
“ใช่แล้ว ทั้งหมดนี่คือพวกหน้าม้า ไม่มีลูกค้าจริงสักคนหรอก~”
…………………………
คนที่ต่อแถวอยู่ตอนนี้ไม่มีภาระทางใจอีกต่อไปแล้ว ส่วนคนเดินถนนผู้ชาญฉลาดก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ คนเยอะขนาดนี้พูดเหมือนกันหมด คงจะไม่มีปัญหาอะไร พวกเขาก็ไม่รู้จักกัน คงจะไม่มาหลอกตัวเองหรอกมั้ง
พลางคิด เขาก็กล่าวขอบคุณ แล้วก็เดินจากไปจริงๆ ไปหาของกินที่ร้านอื่น
เมื่อเห็นว่าไล่คนแย่งกินไปได้คนหนึ่งแล้ว ลูกค้าที่ต่อแถวอยู่ก็พากันบรรลุ เขาเชื่อแล้ว ฮิๆๆๆๆๆๆ เขาเชื่อแล้ว!
พอมีคนเข้ามาถามอีกครั้ง ภายใต้การนำของพี่ใหญ่หัวโจก แต่ละคนก็บอกว่าพวกเขาเป็นคนที่เถ้าแก่จ้างมา ไม่อร่อยๆ ด้วยวิธีนี้ ไล่คนไปได้หลายคนแล้ว จนคนที่อยู่แถวหลังๆ ถึงกับเริ่มมองหน้ากันแปลกๆ
“พวกแกก็ระวังหน่อยๆ เถอะ ถ้าเถ้าแก่รู้เข้า ระวังโดนด่าเอานะ”
แต่ถึงจะพูดแบบนั้น ก็อดขำไม่ได้ พวกนี้มันชั่วจริงๆ …แต่โคตรฉลาดเลยว่ะ! ใครกันนะที่คิดไอเดียดีๆ แบบนี้ขึ้นมา!
เพื่อของกินนี่ต้องมีเล่ห์เหลี่ยมถึง 800 อย่างเลยสินะ! ถ้าหากพวกเขามีความสำนึกรู้นี้ตั้งแต่แรก ตอนนี้ก็คงจะไม่มีคนแย่งกินเยอะขนาดนี้หรอก!
คนเดินถนนที่ถูกไล่ไป พอเจอคนอื่นที่สงสัยในร้านที่ต่อแถวนั้น ก็ยังใจดีแนะนำต่อ
“เมื่อกี้ฉันเพิ่งไปถามมานะ คนที่ต่อคิวทั้งหมดน่ะ เป็นคนที่เถ้าแก่จ้างมา!”
“ลองคิดดูสิ มีที่ไหนคนต่อคิวกินของ แต่พกเก้าอี้พับมาด้วย!? นั่นมันมืออาชีพชัดๆ คงได้เงินวันละเท่าไรไม่รู้!”
คนที่สงสัยอยู่ข้างๆ มองไปข้างหน้า …เฮ้ย จริงด้วย!
จิตใจคนสมัยนี้ไม่เหมือนเก่าก่อนจริงๆ(1) มีแต่กลโกงเต็มไปหมด
“เฮ้ออ… ตอนนี้อะไรๆ ก็เฟคหมดแล้ว ทั้งหลอกตา หลอกใจ…อาศัยหลักที่ว่าทุกคนเวลาซื้อของกิน ก็จะเลือกร้านที่คนเยอะต่อแถวยาวธุรกิจดี แล้วก็ฉวยโอกาสจากตรงนั้นแหละ”
ใช่เลย… คนหลายคนมักจะคิดไปเองว่า ร้านที่ต่อแถวเยอะ ธุรกิจดี ก็จะอร่อย ถึงได้เกิดอาชีพรับจ้างต่อคิวขึ้นมา
“โชคดีที่ฉันถามก่อน ไม่งั้นโดนหลอกแน่ๆ ดีนะที่ตาฉันยังแหลมอยู่หน่อย” คนเดินถนนที่ถูกไล่ไปรู้สึกขอบคุณพวกที่รับจ้างต่อคิวเหล่านั้นอย่างยิ่ง ถ้าพวกเขาไร้ซึ่งมโนธรรม ไม่พูดความจริง เขาก็คงจะโดนหลอกไปแล้ว!
แต่ถึงจะพูดแบบนั้น จมูกพวกเขาก็ยังอดสูดกลิ่นไม่ได้ กลิ่นกระเทียมหอมอบอวลในอากาศลอยมาปะทะจมูกอย่างแรง กลิ่นมันหอมขนาดนี้… คงเป็นพวกอาหาร ‘กลิ่นหอมแต่รสชาติเห่ย’ แหงๆ
อย่างนี้สินะถึงได้จ้างคนมาทำเป็นว่าธุรกิจดี ดึงดูดคนเดินถนนอย่างเขาให้หลงกล
“ใช่เลย” คนแปลกหน้าสองคน แลกเปลี่ยนข้อมูลกันง่ายๆ แล้วก็แยกย้ายกันไป ต่างคนต่างไปหาของกินอย่างอื่น
ส่วนลูกค้าขาประจำที่ได้ยินทั้งหมด ก็แอบยิ้มมุมปากเบาๆ ‘ขับศัตรูพ้นเขต...สะบัดแขนเสื้อนั่งที่เดิม, ซ่อนเล่ห์กลล้ำลึก...ไว้ในรอยยิ้ม’(2)
หึหึ~ นี่แหละ คือศิลปะแห่ง ‘สงครามการค้า’ ที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ชนะได้มาโดยไม่ต้องต่อสู้เลยแม้แต่น้อย
ส่วน ซูเฉิน ผู้กำลังง่วนกับการนึ่งกุ้งอยู่ข้างหน้า ยังไม่รู้เลยว่า เหล่าลูกค้าของเขาแต่ละคน ‘เจ้าเล่ห์’ ถึงเพียงนี้!
ลูกค้าที่ต่อแถวอยู่ถึงจะรู้ แต่ทั้งหมดก็ทำเพื่อของอร่อยของตัวเอง
คนที่มี ‘จิตสำนึกดี’ ก็เลือกจะเงียบปาก ไม่ตอบอะไร แค่ยิ้มจางๆ พอถูกถามเข้าหน่อยก็แค่เผยรอยยิ้มพูดคำที่ออกกำกวมออกไป แต่พวกที่ ‘ไร้ยางอาย’ หน่อย ก็ร่วมวงหลอกแบบสุดฝีมือ ช่วยกันหลอกคนเดินถนน ทำทุกอย่างเพื่อผลักศัตรู (ว่าที่ลูกค้าใหม่) ออกไปให้หมด
และนี่แหละ ‘แผนปกป้องด้วยรีวิวแย่ๆ’ ที่ชาญฉลาดที่สุดในประวัติศาสตร์!
ไม่มีใครเกินจริงๆ!
………………………………
(1)[จิตใจของผู้คนไม่เหมือนสมัยโบราณ (人心不古) – สำนวน ใช้ในเชิงตำหนิว่าคนสมัยนี้เจ้าเล่ห์ ไม่ซื่อตรงเหมือนคนสมัยก่อน]
(2)[เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ ก็สะบัดชายเสื้อจากไป ซ่อนเร้นคุณงามและความดี (事了拂衣去,深藏功与名): เป็นวรรคทองจากบทกวีของหลี่ไป๋ (李白) กวีเอกสมัยราชวงศ์ถัง ใช้บรรยายถึงจอมยุทธ์หรือผู้กล้าที่ทำเรื่องใหญ่สำเร็จแล้วก็จากไปอย่างเงียบๆ โดยไม่ต้องการชื่อเสียงหรือการยอมรับใดๆ ในที่นี้ใช้ในเชิงตลกขบขัน ผู้แปลเลยแก้ใหม่เป็น ‘ขับศัตรูพ้นเขต...สะบัดแขนเสื้อนั่งที่เดิม, ซ่อนเล่ห์กลล้ำลึก...ไว้ในรอยยิ้ม’]