หนุ่มน้อย + ผ้าโพกหัวขาว = ฝันย้อนสู่ส่านเป่ย

พอเวลาเที่ยงคืนผ่านไป ภารกิจใหม่ของสัปดาห์นี้ก็ปรากฏขึ้นมาทันที

ซูเฉิน ที่กำลังหลับอย่างงัวเงีย พอได้ยินเสียงแจ้งเตือนของระบบในหัว ก็ตกใจจนสะดุ้งตื่น รีบกดเปิดดูรายละเอียดภารกิจอย่างงัวเงีย

[ภารกิจประจำสัปดาห์: ขายขนมขบเคี้ยวรสเผ็ดให้ได้วันละ 100 ชุด โดยในสัปดาห์นี้ต้องมีชนิดไม่ต่ำกว่าห้าอย่าง]

[สถานที่ตั้งร้าน: ข้างเวทีงิ้วในหมู่บ้านสุ่ยเหมิน เมืองโถวถัว เวลาตั้งร้าน: วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 13:00 น. ไม่จำกัดราคาขาย]

[ข้อกำหนดพิเศษสำหรับภารกิจครั้งนี้: เพื่อเป็นการส่งเสริมดนตรีพื้นบ้าน ขณะตั้งร้านโปรดสวมใส่เครื่องแต่งกายที่ระบบจัดหาให้ และทุกๆ ยี่สิบนาทีต้องบรรเลงเพลงหนึ่งบท]

???

ห๊ะ อะไรกันเนี่ย?

ซูเฉิน อึ้งไปสามวิ ก่อนจะงงสุดชีวิต นี่มันภารกิจแบบไหนเนี่ย! ฉันจะทำอาหาร ไม่ใช่มาเล่นดนตรีนะเฟ้ย!!

สรุปก็คือ นี่มันจะให้เขากลายเป็นอะไร? ‘พ่อครัวนักดนตรี!’ งั้นเหรอ!?

ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมไอ้ระบบเฮงซวยเมื่อวานถึงได้ให้เครื่องดนตรีมา ที่แท้มันก็วางแผนไว้หมดแล้ว จะมาโยนเผือกร้อนก้อนโตให้ฉันนี่เอง!

เฮ้ออ… โทษก็ไอ้ดวงซวยนี่แหละ ถ้าสุ่มได้ขลุ่ย กู่เจิง หรือหม่าโถวฉิน (马头琴, ซอหัวม้า) ก็สามารถส่งเสริมดนตรีพื้นบ้านได้อยู่หรอก! แต่ตอนนี้... แค่คิดภาพตัวเองต้องยืนเป่าซั่วน่าข้างร้าน ยังกับงานมงคลกลางตลาด เขาก็แทบอยากมุดดินหนีเสียจริง!

แต่ภารกิจนี้ที่มันดูออกจะพิลึกพิลั่นไปหน่อย ซูเฉิน ก็ยังตัดสินใจที่จะพิจารณาดูอย่างละเอียด

อันดับแรก สถานที่ภารกิจไม่ได้ออกไปนอกมณฑลเจ้อเจียง อยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองไถโจว ขับรถจากที่นี่ไปประมาณสองชั่วโมง ปัญหาไม่ใหญ่

ระบบไม่ได้กำหนดราคาขาย และเนื่องจากเขาทั้งมี สกิลพ่อครัวระดับสูงสุด แถมยังมี สกิลซั่วน่าระดับเทพ อีก แบบนี้จะคิดราคาขายยังไงดีล่ะ?

ยังมีอีกปัญหาหนึ่ง ทำไมระบบถึงต้องให้ไปตั้งร้านข้างเวทีงิ้วด้วย??? คณะงิ้วเขาร้องเพลงกันอยู่ข้างใน ส่วนเขามาเป่าอยู่ข้างนอก...นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ตกลงว่าจะไปป่วนเวที หรือว่าจะไปแย่งธุรกิจกับเขากันแน่ฟะ?!

บ้าไปแล้ว บ้าไปแล้ว...ถ้าหากสายตาสามารถฆ่าคน...เอ่อ...ฆ่าระบบได้ ไอ้ระบบหมาๆ นี่คงจะตายไปไม่รู้กี่รอบแล้ว

[ติ๊ง! สารานุกรมการทำขนมขบเคี้ยวรสเผ็ดได้ถูกส่งมอบแล้ว! เครื่องแต่งกายได้ถูกส่งไปยังช่องเก็บของของระบบแล้ว!]

ซูเฉิน เริ่มจากการตรวจสอบข้อมูลความรู้ที่หลั่งไหลเข้ามาในหัวอย่างคร่าวๆ อย่างเช่น เหลิ่งชือหนิวโร่ว (冷吃牛肉, เนื้อวัวปรุงรสเผ็ด), เซียงล่าโต้วกาน (香辣豆干, เต้าหู้แห้งรสเผ็ด), เสี่ยวเมี่ยนจิน (小面筋, หมี่กึงเส้นเล็ก), ซู่โร่ว (素肉, เนื้อเจ/เนื้อเทียม), ล่าเถียว (辣条, ขนมแท่งเผ็ด) ...ชนิดมันช่างเยอะแยะเหลือเกิน มีตัวเลือกเยอะมาก

ส่วนเครื่องแต่งกายนี่ ซูเฉิน ก็ถือโอกาสร้อนๆ นี่แหละหยิบออกมา

โห!??? นี่มันอะไรกันวะ!! ต่อให้จะให้ชุดสูท หรือชุดทักซิโด้อะไรพวกนี้ ฉันก็ยังรับได้นะ! ทำไมถึงให้เสื้อกั๊กแขนกุดที่ทำจากผ้าดิบมาตัวหนึ่ง คู่กับกางเกงขาบานสีดำ แถมยังมีผ้าคาดเอวผ้าไหมสีแดงมาให้อีกเส้นหนึ่ง ที่พิลึกที่สุดคือ ดันยังมีผ้าโพกหัวมาให้อีกผืนหนึ่ง! …เวรเอ๊ย!

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไป:

หนุ่มน้อย + ผ้าโพกหัวขาว = นักร้องส่านซี

หนุ่มน้อย + ผ้าโพกหัวลาย = นักร้องเวสต์โคสต์

อย่างอื่นเรายังไม่บ่น แค่พูดถึงผ้าโพกหัวขนแกะสีขาวนี่เถอะ เหมือนว่าตอนนี้คนแก่ส่านเป่ยแท้ๆ ที่อายุต่ำกว่าเจ็ดแปดสิบปีก็ไม่ค่อยจะใส่กันแล้วนะ ใส่ชุดแบบนี้ไปเดินเตร่บนถนน นี่มันไม่ขำตายเลยเหรอ!

รังเกียจก็ส่วนรังเกียจ แต่ในใจของ ซูเฉิน ความอยากรู้อยากเห็นในที่สุดก็เอาชนะได้ สวมเสื้อท่อนบนเข้าไป ผ้าโพกหัวคลุมลงบนหัว มัดสองข้าง

พรืด!

วินาทีต่อมา เมื่อมองดูตัวเองในกล้องโทรศัพท์มือถือ ซูเฉิน ก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา

จะว่ายังไงดีล่ะ ชุดแบบนี้มันดูเหมือนชาวนาในเกมไพ่ยอดฮิตอย่าง ‘ศึกเจ้าที่ดิน’(1)จริงๆ เหมือนฝันย้อนสู่ส่านเป่ย(2)เลย!

อย่างไรซะในความทรงจำของเขา เสื้อตัวเดียว กล้ามแน่นๆ ผ้าโพกหัว องค์ประกอบสองสามอย่างนี้ก็คือภาพลักษณ์คลาสสิกของชายชาวส่านเป่ยของแท้เลย

จะว่าไปแล้ว อันนี้จะปล่อยให้สาบสูญไปไม่ได้ พอมองจนชินแล้ว กลับดูมีความเป็นกระแสแฟชั่นจีนอยู่เหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้น ชุดแบบนี้ก็ไม่ได้มีแต่ข้อเสียทั้งหมด สมัยก่อนที่ใส่ผ้าโพกหัวก็เพราะส่านเป่ยมีลมทรายเยอะ ป้องกันฝุ่นป้องกันทราย ตอนนี้เขาตั้งร้านทำงานเหงื่อออก ก็ยังสามารถถอดออกมาเช็ดเหงื่อได้ ช่างเป็นภาพลักษณ์ของคนทำงานที่เรียบง่ายอะไรเช่นนี้!

ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนี้เป็นเวลาดึกดื่น ซูเฉิน เขาคงอยากจะร้องเพลง ‘ดอกซานตานตานบานสะพรั่งแดงฉาน...’ ขึ้นมาสักท่อนสองท่อนจริงๆ!(3)

………………………………

หลายชั่วโมงต่อมา หกโมงครึ่ง นาฬิกาปลุกดังขึ้น ซูเฉิน ก็ปลุกคนทั้งบ้านให้ลุกขึ้นจากเตียงตรงเวลา

บ่ายโมงก็ต้องออกไปตั้งร้านแล้ว ตอนนี้เขายังอยู่ที่เหิงเตี้ยน ที่พักก็ยังหาไม่ได้ ไม่รู้ว่าระหว่างทางจะมีความล่าช้าอะไรไหม จะทันหรือเปล่า ประเด็นคือยังต้องทำอาหารอีกนะ!

ขนมขบเคี้ยวรสเผ็ดพวกนั้นไม่ใช่ว่าจะเสกออกมาจากอากาศได้ เวลากระชั้นชิดมาก

หลังจากเก็บกระเป๋าเสร็จสิ้น ขั้นตอนการคืนวิลล่าเพิ่งจะเสร็จ รถบ้านหนึ่งคัน รถขายอาหารหนึ่งคันก็รีบรุดมุ่งหน้าไปยังเมืองโถวถัวโดยไม่หยุดพัก โชคดีที่ตลอดทางโล่ง รถก็วิ่งเร็ว เก้าโมงก็ถึงแล้ว

รถบ้านใหญ่เกินไป ขับในหมู่บ้านไม่สะดวก สู้จอดไว้ใกล้ๆ หมู่บ้านดีกว่า ผู้จัดการติง ให้ทุกคนพักผ่อนก่อน ส่วนตัวเองก็ไม่หยุดแม้แต่วินาทีเดียว ออกไปจัดการเรื่องที่พัก…

ในหมู่บ้านสุ่ยเหมินไม่มีวิลล่าสุดหรู แต่บ้านสวนสไตล์ชนบทที่เรียบง่ายกว้างขวางยังพอหาได้อยู่ และด้วยค่าเช่าที่ ซูเฉิน จ่ายแบบไม่เกี่ยงราคา ชาวบ้านก็ยินดีให้เช่า

ในไม่ช้า ผู้จัดการติง ก็หาที่พักที่ถูกใจได้แล้ว ที่นี่อยู่ใกล้กับจุดตั้งร้านที่เจ้านายของเขาต้องการมากๆ ขับรถไม่ถึงห้านาทีก็ถึงแล้ว

หลังจากมาถึงที่พัก หลายคนก็ขนกระเป๋าเดินทางลงมาจากรถ ไม่เคยได้มาพักบ้านสวนสไตล์โบราณที่มีเสน่ห์แบบนี้มาก่อน ซูเฉิน ก็รู้สึกแปลกใหม่ดีเหมือนกัน บ้านสวนมีสองชั้น หลังคาเป็นกระเบื้องสีเทา พื้นหินวางสลับกันอย่างมีศิลปะ

ในสวนแขวนโคมแดงไว้สองสามดวง ห้องครัว ห้องนอน และห้องน้ำก็ดีมาก วางเฟอร์นิเจอร์สไตล์จีน สไตล์โดยรวมเข้ากันได้ดี

มองออกไปข้างนอก รอบๆ ถูกล้อมรอบไปด้วยพืชพรรณที่เขียวชอุ่ม ไกลออกไปหน่อยยังมีลำธารสายเล็กๆ อีกด้วย บวกกับบริเวณใกล้เคียงมีแค่เขาพักอยู่ครอบครัวเดียว สภาพแวดล้อมเงียบสงบ อากาศก็สดชื่นกว่าในเมืองมาก เรียกได้ว่าเป็นหมู่บ้านในฝัน เป็นสถานที่ที่ดีสำหรับการพักร้อนในฤดูร้อน

ผู้จัดการติงและคนอื่นๆ กำลังง่วนอยู่กับการจัดของในครัว หนัวหนัว กำลังดูแมลงตัวเล็กๆ บนพื้นอยู่ในสวน ซูเฉิน ก็ละสายตากลับมา แล้วก็เริ่มลงมือทำภารกิจของระบบแล้ว

ในเมื่อจะทำขนมขบเคี้ยวรสเผ็ด ก็ต้องมี ‘เหลิ่งชือหนิวโร่ว’ เช่นนั้นก็เอาเนื้อวัวมาหน่อย ต้นหอมขิง พริกพริกไทยเสฉวนเครื่องปรุงต่างๆ แล้วก็เครื่องเทศพิเศษ น้ำมันพืชก็เลือกมาให้หมด

หลังจากพักผ่อนเล็กน้อย วัตถุดิบที่ต้องการก็มาส่งแล้ว ซูเฉิน รับรายการมา กวาดสายตาจากบนลงล่าง ยืนยันว่าไม่มีปัญหาแล้วก็สั่งให้ ผู้จัดการติง พาคนเอาวัตถุดิบทั้งหมดเข้าครัว

ตั้งหม้อต้มน้ำ ใส่เนื้อวัวที่ล้างสะอาดแล้วลงไป ต้มไฟแรงให้เดือดแล้วก็เอาเลือดออก เปลี่ยนเป็นไฟกลางต้มต่อไป ในระหว่างนี้ ผู้จัดการติง ก็ปลีกตัวจากงานบ้านมาหั่นขิงเป็นแผ่น หั่นต้นหอมเป็นท่อน หั่นพริกแห้งเป็นเส้น จัดใส่จานเตรียมไว้ให้ ซูเฉิน แต่ว่า พริกแห้งเส้นยังต้องนำไปแช่น้ำร้อนพักหนึ่ง ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะทอดไหม้ง่าย

ต่อไป เทน้ำในหม้อเมื่อครู่ออก ต้มน้ำใหม่ ใส่เนื้อวัวที่ลวกแล้วลงไป ใส่ต้นหอมท่อน ขิงแผ่น แล้วก็ใส่เครื่องเทศอีกสิบกว่าชนิดเช่น อบเชย โป๊ยกั้ก ไป๋จื่อ เฉ่ากั่ว ทางนี้ต้มไปตุ๋นไป ไม่นาน… ในบ้านก็อบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศนี้

เหล่าแม่บ้านกวาดพื้น เช็ดเฟอร์นิเจอร์ไปพลาง ดมกลิ่นไปก็พากันเหม่อลอยไปเล็กน้อย รอจนเนื้อวัวตุ๋นจนนุ่มเข้าเนื้อ ซูเฉิน ก็ปิดไฟ ตักขึ้นมาพักให้เย็น

พูดตามตรง เขาก็โดนกลิ่นหอมยั่วเหมือนกัน ตั้งแต่ผูกกับระบบแล้ว ก็มักจะโดนของอร่อยที่ตัวเองทำยั่วอยู่บ่อยๆ อันดับแรก วัตถุดิบชั้นยอดที่ระบบจัดหามาให้ก็เรื่องหนึ่ง อีกอย่างฝีมือการทำอาหารระดับมาสเตอร์เชฟก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ใครบ้างจะไม่หลงใหล

และเหนือสิ่งอื่นใด อาหารดีๆ มันช่างมอบความสุขให้คนได้จริงๆ นะ...

…………………………………

(1)[ศึกเจ้าที่ดิน (欢乐斗地主) – หรือ ‘โต้วตี้จู่’ เป็นเกมไพ่ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศจีน ตัวละคร ‘ชาวนา’ (农民) ในเกมมักจะมีภาพลักษณ์ที่สวมผ้าโพกหัว ซึ่งกลายเป็นภาพจำที่คนทั่วไปคุ้นเคย]

(2)[ส่านเป่ย (陕北) – คือพื้นที่ทางตอนเหนือของมณฑลส่านซีในประเทศจีน มีวัฒนธรรมพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะการแต่งกายของผู้ชายที่มักจะสวมผ้าโพกหัวสีขาว และมีชื่อเสียงด้านเพลงพื้นบ้าน]

(3)[ดอกซานตานตานบานแดงฉาน (山丹丹花开红艳艳) – ‘山丹丹’ คือ ดอกลิลลี่สีแดง ในภูมิภาคซานซีและส่านซีทางตอนเหนือของจีน เป็นหนึ่งในท่อนเพลงพื้นบ้านสไตล์ ‘ส่านเป่ยหมินเกอ (陕北民歌)’ หรือคือเพลงพื้นบ้านทางตอนเหนือของมณฑลส่านซี เรียบเรียงขึ้นโดย หลิวเฟิง (刘烽)]

ตอนก่อน

จบบทที่ หนุ่มน้อย + ผ้าโพกหัวขาว = ฝันย้อนสู่ส่านเป่ย

ตอนถัดไป