ป้าสายโซเชียลนี่มันรับมือยากจริงๆ...

ใกล้ถึงเวลาแสดงละครแล้ว หน้าลานเวทีเต็มไปด้วยเหล่าผู้เฒ่าผู้แก่ที่มานั่งจับจองที่นั่งบนม้านั่งยาวกันก่อนเวลา คนในหมู่บ้านสุ่ยเหมินของพวกเขา ในสายเลือดรักการดูงิ้วจริงๆ มีแฟนงิ้วเยอะมาก ถ้าหากมีนักแสดงระดับประเทศมา ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านสามารถไปนอนเฝ้าจองที่ล่วงหน้าได้หนึ่งวันเลยทีเดียว

ร้านขายของกินเล่นสองข้างทางคึกคักมาก มีทั้งคู่รักที่มาเดทแล้วซื้อของกินเล่น มีทั้งครอบครัวที่มาซื้อของกินเล่นไปดูงิ้วกันอย่างครึกครื้น ไปๆ มาๆ ก็มีแต่คน ยอดขายเนื้อวัวปรุงรสเผ็ดของ ซูเฉิน ก็ไม่เลวเลย ยอดภารกิจของวันนี้ถึง 35/100 แล้ว

คนที่ชอบซุบซิบนินทามีอยู่ทุกที่ จู่ๆ ก็มีหนุ่มน้อยมาขายเนื้อวัวเส้น ทุกคนก็อยากรู้กันมาก พากันมาล้อม ซูเฉิน สอบถาม แล้วก็มีคนรู้จัก ซูเฉิน ขึ้นมา

ซูเฉิน: ???

เมื่อเห็น ซูเฉิน ทำหน้าประหลาดใจ คุณป้าคนหนึ่งก็หัวเราะอย่างเป็นมิตรแล้วอธิบายขึ้น “เธอคือคนเมืองที่เช่าบ้านสวนที่ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้สี่ด้านตรงหัวหมู่บ้านนั่นใช่ไหม?”

ซูเฉิน ลองนึกดู บ้านสวนที่เขาพักอยู่ตอนนี้ก็เหมือนจะอยู่ที่หัวหมู่บ้านจริงๆ ต้นไม้ก็ไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้นจึงพยักหน้าอย่างสงสัย “คุณป้าครับ คุณป้ารู้จักผมเหรอครับ?” เขาเรียนรู้แล้วนำมาใช้ทันที เรียนแบบคนท้องถิ่นเรียกตามว่าคุณป้า

“เฮ้อ หมู่บ้านมันก็แค่นี้แหละ มีเรื่องอะไรแป๊บเดียวก็รู้กันทั่วแล้ว เธอก็แต่งตัว...เอ่อ...ดูมีชีวิตชีวาขนาดนี้ นอกจากเธอแล้วก็คงจะไม่ใช่คนอื่นแล้วล่ะ” คุณป้าไม่รู้ว่าจะบรรยายการแต่งกายแบบนี้ว่าอย่างไรดี อั้นอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็บีบคำที่ตัวเองคิดว่าเหมาะสมที่สุดออกมาได้

ทีนี้ ซูเฉิน ก็เข้าใจแล้ว ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมคนถึงบอกว่าชนบทไม่มีความลับ มีคนแปลกหน้ามา ทุกคนก็ไม่มีกิจกรรมบันเทิงอะไรทำ ก็ต้องมาซุบซิบนินทากันบ้างเป็นธรรมดา

“โอ้~ พอเธอพูดแบบนี้ฉันก็รู้แล้ว ตรงที่รกร้างฝั่งขวาของปากทางเข้าหมู่บ้านเรายังมีรถจอดอยู่อีกคันหนึ่งนะ ดูแล้วหรูหรามากเลย ก็เป็นของเธอใช่ไหม?”

“ห๊ะ? นั่นมันต้องราคาเท่าไหร่กันนะ สี่แสนได้ไหม?”

ซูเฉิน: ……

ก็ใช่…เป็นรถบ้านของเขาจริงไม่ผิดแน่ แต่เขาก็ไม่ได้อยากจะอวดรวยอะไรสักหน่อย

พูดตามตรง ตอนแรกที่มาหมู่บ้าน เขายังมีความกระตือรือร้นอยากต้อนรับลูกค้า แต่ตอนนี้กลับเหลือแต่ความรู้สึก ‘ถูกขุดคุ้ย’ จนแทบไม่เหลือเกราะกำบัง อีกนิดเดียวคงมีคนถามต่อว่า ‘กางเกงในสีอะไรจ๊ะหนุ่ม?’ แล้วแน่ๆ

ต่อให้จะใส่แว่นกันแดด หน้ากากอนามัย ผ้าโพกหัว ปิดบังอย่างมิดชิด ซูเฉิน ก็ยังรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเปลือยกายวิ่งอยู่กลางตลาดอยู่ดี

“เรียบร้อยแล้ว 25 หยวนครับ”

คุณป้าจ่ายเงินแล้วก็ถือเนื้อวัวเส้นไป แต่ก็ยังไม่คิดจะไปไหน กลับทำตัวเป็นกันเองอย่างยิ่ง ให้คำแนะนำที่เปี่ยมไปด้วยความหวังดีและเจตนาดีแก่ ซูเฉิน

“พ่อหนุ่มเอ๊ย ป้าเห็นว่าแต่งตัวแบบนี้ยังขาดอยู่อย่างนึงนะ ทำไมไม่ใส่รองเท้าสลิปออนสักคู่ล่ะ?”

“ใช่เลย!” อีกคนเสริม “ฉันก็ว่ายังไงมันดูแปลกๆ อยู่ ขาดไปอีกอย่างแน่ๆ อ๊า นั่นๆๆ ไง ยังขาดไปป์อันใหญ่อีกอันหนึ่งนะ! นั่นสิถึงจะเหมือนในทีวีเลย!”

“บ๊ะ! พวกเธอนี่ก็พูดกันแต่เรื่องเล็กน้อย! ต้องพก กลองสะโพก ต่างหากล่ะ พอตี ‘ตึ้กตั้กๆ’ ไปด้วย เดินไปขายไป คนต้องหันมามองแน่นอน แถมยังดูมีความสุขอีกด้วยนะ!”

“เธอพูดก็ถูก แต่จะให้คนหนุ่มเขาไปเป่าขลุ่ย เป่าปี่ ตีกลอง แล้วขายของไปด้วยพร้อมกันเนี่ย มันจะไม่ยุ่งเหรอ?”

“เออ ก็จริง งั้นไม่ต้องหรอก เดี๋ยวเหนื่อยคนขาย! ให้เขาร้องเพลงพื้นบ้านของเขาแทนละกัน ที่มีเนื้อร้องท่อนหนึ่งว่า ‘สันเขาหวงเฟิง แปดร้อยลี้...’ อะไรนั่นไง ฮิฮิ~”

ซูเฉิน: ……

เหล่าป้าพูดกันไม่หยุดปากเลย ป้าพวกนี้ดูจะเป็นสายโซเชียลตัวยงสุดๆ เขารับมุกไม่ทันจริงๆ…

ขายเนื้อวัวปรุงรสเผ็ด เหนื่อยก็ไม่เหนื่อยเท่าไหร่ ชั่งทีหนึ่ง มัดปากถุงก็เสร็จแล้ว แต่จะมารับมือกับคำถามของพวกเธอนี่สิ ไม่ง่ายเลยจริงๆ

แต่ว่าโชคดี ต่อให้ตัวเองจะไม่ได้ตอบอะไรเลย พวกเธอเองก็สามารถคุยกันอย่างสนุกสนานได้

…………………………

“เถ้าแก่~ เอาเนื้อวัว 20 หยวน ใส่ผงยี่หร่าเพิ่มหน่อย แล้วก็โรยงาให้ด้วยนะ~”

ซูเฉิน ได้ยินเสียงก็หันไปมองแวบหนึ่ง ตรงหน้าก็คือสองพ่อลูกคู่นั้นไม่ใช่เหรอ ข้างหลังยังมีผู้หญิงวัยกลางคนตามมาอีกคนหนึ่ง อืม...พากันมาอุดหนุนแบบนี้ ก็นับว่าช่วยกระตุ้นยอดขายไม่น้อยเลยแฮะ

“ได้เลยครับ!” ซูเฉิน ตอบรับอย่างกระตือรือร้น

ในใจของผู้หญิงคนนั้นยังคงรู้สึกเจ็บปวดอยู่บ้าง ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นว่าคนในหมู่บ้านก็ซื้อกันทีละยี่สิบๆ เธอก็คงจะอยากจะซื้อแค่สิบหยวนเท่านั้นแหละ แต่ว่า… อายคนอื่นไม่ได้ เห็นกันจะๆ ชาวบ้านชาวช่องจะพากันดูถูกเอา

เนื้อวัวปรุงรสเผ็ดถุงหนึ่งถืออยู่ในมือ ดูหน้าตาน่ากินมากจนอดใจไม่อยู่ จึงสวมถุงมือ หยิบเนื้อวัวเส้นชิ้นหนึ่งเข้าปาก เจ้าเนื้อวัวเอ๋ย...หวังว่าแกจะอร่อยสมราคานะ ไม่งั้นแกโดนฉันด่าแน่ๆ ที่ทำให้บ้านฉันเสียเงินขนาดนี้…

ทันใดนั้น ความเผ็ดร้อนจากพริกก็พุ่งตรงขึ้นสู่โพรงจมูกจนเกือบจามออกมา สำหรับเธอแล้ว…รสนี้ เผ็ดมาก เผ็ดจนคิ้วขมวดเลยทีเดียว แต่เมื่อเคี้ยวต่อไปเรื่อยๆ ความเผ็ดนั้นกลับกลายเป็นกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ค่อยๆ คลี่ออกมา

นี่เป็นเพราะว่า เนื้อวัวปรุงรสเผ็ด มีสามขั้นตอนหลัก คือตุ๋นก่อนแล้วค่อยทอด จากนั้นจึงนำออกจากกระทะมาปรุงรส ทุกขั้นตอนล้วนส่งผลต่อรสสัมผัสของเนื้อวัว

ถ้าตุ๋นได้ดี เนื้อวัวดิบถึงจะเกิดความหอม ทุกอณูของเส้นใยจะถูกห่อหุ้มไปด้วยกลิ่นหอมของเครื่องตุ๋นอย่างแน่นหนา

ถ้าทอดได้ดี เนื้อจะเด้งแน่น กักเก็บน้ำไว้ข้างในแล้วจะกลายเป็นกรอบอร่อย ทำให้มีกลิ่นหอมแห้งที่เป็นเอกลักษณ์

ขั้นตอนการปรุงรสสุดท้ายยิ่งเป็นการทดสอบฝีมือ ต้องแน่ใจว่าอัตราส่วนของเครื่องปรุงเหมาะสม ทำให้เนื้อวัวเส้นทุกเส้นเคลือบไปด้วยผงเครื่องปรุงอย่างสม่ำเสมอ...

เหล่าหยาง จ้องมองภรรยาที่ขมวดคิ้วเพราะความเผ็ดด้วยสายตาลุ้นระทึก เด็กน้อยที่อยู่ข้างๆ ก็รีบถามด้วยความอยากรู้ไม่แพ้กัน “แม่ๆ เป็นยังไงบ้าง อร่อยมั้ย?”

“อืมมม...อร่อยมาก!” ผู้หญิงคนนั้นตอบพลางหรี่ตา หาคำมาบรรยายไม่ถูก เธอรู้แค่เพียงว่า เนื้อเส้นชิ้นนี้นั้นมีกลิ่นหอมแผ่กระจาย ผสมความเผ็ดชาลิ้นและเค็มกลมกล่อม ทุกครั้งที่เคี้ยว จะได้รสชาติใหม่ซ้อนขึ้นมาเรื่อยๆ จนความฟินพุ่งถึงขีดสุด

พอกลืนคำสุดท้ายลงไป กลิ่นหอมยังติดอยู่ในปากไม่หาย ลิ้นยังคงรับรสเผ็ดอ่อนๆ อยู่ และต่อมรับรสก็ยังทำงานไม่หยุด

มันคือประสบการณ์ใหม่ที่เธอไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิตกว่า 30 ปี จนถึงขั้นทำลายภาพจำเรื่อง ‘ของกินในหมู่บ้าน’ ที่มีอยู่ทั้งหมด

“อร่อยมากจริงๆ...” เธอย้ำอีกครั้ง พลางแลบลิ้นเลียมุมปากที่บวมแดงเพราะเผ็ด

เหล่าหยาง กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่หัวเราะพรืดออกมา “ฮ่าๆๆ! บอกแต่แรกสิว่าอร่อย! ฉันกับลูกกลัวแทบแย่ คิดว่าจะโดนด่าอีกแล้วนะเนี่ย!”

“ใช่ๆๆ!” ลูกชายเสริมเสียงใส

ทั้งใหญ่ทั้งเล็กพากันหยอกล้อ ผู้หญิงคนนั้นก็มองไปรอบๆ อย่างเขินอาย ใบหน้าแดงระเรื่อ จะว่าไปแล้ว ปกติเธอกับสามีก็ชอบทะเลาะกันหยอกๆ ในบ้าน แต่ถ้ามาเสียงดังต่อหน้าคนในหมู่บ้านล่ะก็...คงถูกเมาท์ไปทั้งปีแน่

โชคดีที่ไม่เห็นมีใครสนใจพวกเขา ผู้หญิงคนนั้นก็หันไปค้อนสองพ่อลูกเบาๆ แล้วพูดเสียงต่ำว่า:

“ทำไม? ฉันเคยทำให้พวกคุณเครียดนักหรือไง?”

เหล่าหยาง: ??? (ใครกันนะที่เคยบิดหูฉันจนแทบขาด...ขนาดตอนนี้ยังเจ็บแปลบๆ อยู่เลย…)

ลูกชาย: ??? (บ้านของใครกันนะที่ทั้งวันเหมือนกับจุดประทัด แตกดังเปรี้ยงปร้างปังปังบูม...)

หลังจากนั้น ทั้งสามคนก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินเนื้อวัวกันต่อแบบรู้กันโดยไม่ต้องพูดอะไร

ผู้หญิงคนนั้นมองลงไปในถุง เห็นเหลือแต่ เส้นพริกแห้งสีแดงจัด เธอขยับนิ้วสองสามนิ้วคล้ายแม่ไก่จิกดิน คุ้ยๆ ไปมาอยู่สองสามรอบ แล้วก็ถอนหายใจเบาๆ

แค่นี้เองเหรอ...หมดแล้วจริงๆ น่ะเหรอ?

ทำไมมันรู้สึกเหมือนช่วงวัยสาวที่เพิ่งเริ่มมีความรัก แล้วถูกบอกเลิกกระทันหันอย่างไรไม่รู้…

ทรมานชะมัด... ยังอยากกินอยู่อีกเลย!

ตอนก่อน

จบบทที่ ป้าสายโซเชียลนี่มันรับมือยากจริงๆ...

ตอนถัดไป