นกกระจอกน้อยกลายร่างเป็นนกกระทุงปากโต!

ในส่วนของไส้ผักในซาลาเปา ตอนแรก เสิ่น อวี้หลาน ตั้งใจจะกลืนรวดเดียวให้จบๆ ไป แต่เพียงแค่ลิ้นแตะแล้วขยับเล็กน้อย เธอกลับรู้สึกเพลินจนหยุดไม่ได้…

ผักเขียวสดที่อยู่ในปากให้รสหวานละมุนชื่นใจ มันต้องทำจากผักที่สดใหม่ที่สุดแน่นอน!

“เป็นไงบ้างคุณแม่ อร่อยใช่ไหม?!”

ลูกสาวจ้องมองแม่ด้วยตาเป็นประกาย รอคำตอบอย่างตื่นเต้น

เสิ่น อวี้หลาน ไม่ตอบในทันที เธอกลับกลายร่างจาก ‘นกกระจอกน้อย’ เป็น ‘นกกระทุงปากโต’ กัดคำใหญ่เต็มปากแทน

เธอหลับตา เคี้ยวอย่างช้าๆ ปล่อยให้ความอร่อยนั้นซึมลึกเข้าไปทุกอณูของลิ้น ความรู้สึกอิ่มเอมใจที่ยากจะบรรยายเอ่อล้นออกมาจนเธอต้องพึมพำเบาๆ

“ซาลาเปานี่… อร่อยจริงๆ…”

ในที่สุด เธอก็ไม่อาจ ‘ปากแข็ง’ ต่อหน้าลูกสาวได้อีกต่อไป รสชาติของซาลาเปานี้ได้ทำลายภาพจำเดิมๆ ที่เธอมีต่อซาลาเปาจืดชืดไปโดยสิ้นเชิง

“เฮะๆ ถ้างั้นพรุ่งนี้…”

ลูกสาวยิ้มกว้าง ลูบมืออย่างคาดหวังเต็มที่

“เฮ้อ! แกนี่มันเด็กตะกละชัดๆ!”

เสิ่น อวี้หลาน ส่ายหัวพร้อมหัวเราะเบาๆ ในที่สุดก็ตัดสินใจยอมตามใจลูกสาว เพราะขนาดเธอเองยังอดใจไม่ไหวกับซาลาเปานี้เลยจริงๆ

……………………………

อีกด้านหนึ่ง

[ค่าความเสียใจ +4]

ซูเฉิน มองดูแผ่นหลังของหญิงสาวสองสามคนที่เดินจากไป ในใจก็อดที่จะรู้สึกทึ่งไม่ได้

พวกเธอนี่แหละ ‘ลูกค้าชั้นยอดของแท้’ เลย… ทั้งๆ ที่รู้ว่าโดนความรู้สึกผิดหลอกหลอนจากการกินซาลาเปาตอนดึกแท้ๆ แต่ก็ยังยอมมาซ้ำอีกแบบไม่ลังเล

ขอให้เทพเจ้าแห่งซาลาเปาคุ้มครองพวกเธอ อย่าให้อ้วนเลยเถอะ… ถ้ามีเทพองค์นั้นอยู่จริงๆ น่ะนะ

“ระบบ ฉันปลดล็อกซาลาเปาไส้หมูได้แล้วรึยัง?”

[สูตรอาหารปลดล็อกแล้ว]

[วัตถุดิบปลดล็อกแล้ว]

ซูเฉิน รับรู้ได้ถึงสูตรอาหารที่ปรากฏขึ้นในสมองทันที แบบนี้พรุ่งนี้ก็สามารถเพิ่มซาลาเปารสชาติใหม่ได้แล้ว

เมื่อถึงเวลาสี่ทุ่ม เขาก็เก็บร้านทันทีและขับรถกลับบ้าน

เวลาประมาณสี่ทุ่มครึ่ง หน้าประตูโครงการอวี้หูจิ่นหยวนที่เงียบสงบ มีเพียงแสงไฟจากป้อมยามส่องลอดออกมา

รปภ. กะดึกคนใหม่ยืนเฝ้าอย่างตั้งใจ มองถนนด้านหน้าอย่างไม่วางตา ทันใดนั้น รถขายอาหารคันหนึ่งแล่นมาด้วยความเร็วจากปลายถนนเบื้องหน้า

รปภ. หนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย …ดึกขนาดนี้ รถขายอาหารมาจากไหน? เขารีบก้าวออกไปขวาง ยกมือส่งสัญญาณให้รถหยุด

แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไร รปภ. อีกคนที่อายุมากกว่าเล็กน้อยก็เอ่ยปากขึ้นมาก่อน: “อย่าขวางน่ะ นั่นรถของ คุณซู เจ้าของบ้านในหมู่บ้านโครงการนี้เอง”

“เจ้าของบ้านเหรอ!???”

รปภ. หนุ่มอ้าปากค้าง คนที่อยู่ในหมู่บ้านโครงการหรูระดับนี้ต้องรวยระดับมหาเศรษฐีแทบทั้งนั้น แล้วทำไมถึงขับ ‘รถขายอาหาร’ กลับบ้านตอนดึกๆ แบบนี้กัน!?

รปภ. รุ่นพี่หัวเราะเบาๆ เห็นสีหน้ามึนงงของอีกฝ่าย ก็ยิ้มอธิบาย

“ฮ่าๆ คุณซูน่ะ ชอบออกไปตั้งร้านขายของแบบนี้ประจำ นายเพิ่งมาทำงานใหม่ เลยยังไม่รู้ไง จริงๆ แล้วช่วงหลังเขาไม่ค่อยออกไปขาย เลยไม่ได้บอกนายไว้ก่อน”

แม้จะได้รับคำอธิบาย แต่รปภ. หนุ่มก็ยังมึนๆ อยู่ดี พวกคนรวยนี่ช่างมีงานอดิเรกประหลาดดีแท้…

เมื่อรถขายอาหารขับมาถึงป้อมยาม ทั้งคู่ก็พร้อมใจกันเอ่ยขึ้นเสียงดัง “ยินดีต้อนรับ คุณซู กลับบ้านครับ!”

เพียงแต่รถขายอาหารไม่ได้ขับเข้าหมู่บ้านทันที กลับจอดนิ่งอยู่หน้าป้อมยาม

ซูเฉิน นึกขึ้นได้ว่าวันนี้ยังเหลือซาลาเปาอยู่เล็กน้อย เขารู้ดีว่าซาลาเปาค้างคืนจะเสียรสชาติโดยสิ้นเชิง แป้งจะเหี่ยว แห้ง และไส้ด้านในก็จะแข็งไม่น่ากิน

ในฐานะเชฟที่ใส่ใจคุณภาพ เขาไม่มีทางนำของค้างไปขายในวันรุ่งขึ้นแน่นอน ต้องทำชุดใหม่เท่านั้น

ดังนั้น แทนที่จะทิ้งให้เสียของ… เขาตัดสินใจจะ ‘ทำความดีสักหน่อย’

“พวกคุณอยากกินของว่างยามดึกไหมครับ? วันนี้ผมยังเหลือซาลาเปาอยู่นิดหน่อย” ซูเฉิน ชี้ไปที่รถขายอาหาร

รปภ. รุ่นพี่ที่ได้กลิ่นซาลาเปามาหลายคืนแล้ว ตาแทบลุกวาวด้วยความดีใจ

เรื่องดีๆ ที่มาถึงหน้าประตูแบบนี้ ใครจะปฏิเสธได้กัน?

“จะไม่รบกวน คุณซู เหรอครับ!” รปภ. รุ่นพี่พูดพร้อมโค้งขอบคุณด้วยความเกรงใจ

ซูเฉิน เพียงยิ้มบางๆ “ไม่เป็นไรครับ รอสักครู่นะ”

เขาขับรถขายอาหารเข้าไปในหมู่บ้าน แล้วหาที่จอดบริเวณที่ไม่เกะกะ จากนั้นก็จัดการห่อซาลาเปาที่เหลืออยู่ ยื่นให้ รปภ. ทั้งสองคน

“มีเท่านี้แหละครับ พอแบ่งกันไหม เอาไปกินกับเพื่อนร่วมงานด้วยก็แล้วกัน”

รปภ. หนุ่มรับไปด้วยสีหน้าดีใจสุดๆ “ได้เลยครับ ขอบคุณมากนะครับ คุณซู!”

ซูเฉิน โบกมือยิ้มๆ “ไม่เป็นไรครับ พวกคุณทำงานตอนดึกกันทุกวัน กินให้อิ่มเถอะ”

พูดจบ เขาก็ขับรถจากไปอย่างเงียบๆ ทันที

พอ รปภ. ทั้งสองกลับมาที่ป้อมก็รีบเปิดถุงทันที แค่กัดคำแรก ทั้งคู่ถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะเริ่มโซ้ยอย่างไม่ยั้ง

“โห... นี่มันอร่อยเกินไปแล้ว!”

กลิ่นแป้งหอมผสมไส้ชุ่มฉ่ำ ทำให้ทั้งคู่แทบหยุดไม่ได้

หนึ่งในนั้นพูดพลางหัวเราะ “ถ้าได้กินซาลาเปาของ คุณซู ทุกเวรดึก ชีวิตคงสมบูรณ์แบบสุดๆ ไปเลย!”

งาน รปภ. นี่มันช่างดีเลิศจริงๆ

คืนนี้ ป้อมยามเงียบสงบ แต่เต็มไปด้วยเสียงเคี้ยวซาลาเปาแจ๊บๆ อย่างมีความสุข

…………………………………

เช้าวันรุ่งขึ้น วิทยาลัยศิลปะหนานเฉิง

คลาสเรียนของแม่ชีมหาภัยเริ่มตอนแปดโมงตรง

หลินอิน กับเพื่อนร่วมห้องมาถึงห้องเรียนตั้งแต่เจ็ดโมงสี่สิบ เพราะไม่มีใครในสถาบันนี้กล้ามาสายคลาสเรียนของอาจารย์เสิ่น อวี้หลาน แม้แต่นาทีเดียว

ในห้องซ้อมเต้น นักศึกษาหญิงทุกคนแต่งชุดซ้อมแนบเนื้อเรียบร้อย พวกเธอกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยยืนคุยกัน ดูเหมือนจะผ่อนคลาย แต่เนื้อหาที่คุยกลับวนอยู่เรื่องเดียว การตรวจน้ำหนักที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาที

“เธอดูฉันสิ ช่วงนี้อ้วนขึ้นไหม?”

“เช้านี้ฉันกินแค่ไข่ต้มฟองเดียวเองนะ!”

“เมื่อคืนนี่ถึงกับไม่กล้ากินข้าวเลย…”

“ตายแน่ ตายแน่ๆ! ฉันเหมือนจะขึ้นมาสามกิโลได้แล้ว!”

หลินอิน กับเพื่อนๆ แอบฟังอยู่เงียบๆ แต่ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกหายใจติดขัด เหมือนมีหินก้อนใหญ่ทับอยู่บนอก

พวกเธอรวมตัวกันอยู่มุมห้องอย่างกับพวกก่ออาชญากรรม สายตาก็เลี่ยงไปมาอย่างประหม่า

“เมื่อเช้ามีใครกล้าชั่งน้ำหนักไหม?”

“ฉันไม่กล้าเลย…”

“ฉันก็เหมือนกัน…”

ในห้องพักของพวกเธอก็มีเครื่องชั่งน้ำหนักอยู่แล้ว ถือเป็นอุปกรณ์พื้นฐานของนักศึกษาสาขาการเต้น แต่เช้านี้ ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่กล้าเหยียบมัน

ตอนนี้พวกเธอทำได้แค่ภาวนาให้ ‘แม่ชีมหาภัย’ ลืมเรื่องตรวจน้ำหนักไปเสียเถอะ

เข็มนาฬิกาเดินอย่างเยือกเย็นจนถึง เวลา 8 โมงตรง

เสียงประตู ‘เอี๊ยดดด…’ ดังขึ้น เสิ่น อวี้หลาน เดินเข้ามาในห้องซ้อมเต้นอย่างสง่างาม

บรรยากาศที่เคยมีเสียงพูดคุยเบาๆ เงียบลงในทันที ทุกคนยืนเรียงแถวเป็นระเบียบโดยอัตโนมัติ

เสิ่น อวี้หลาน ยืดหลังตรงอยู่หน้าแถว กวาดตามองนักเรียนแต่ละคนอย่างช้าๆ สายตาคมกริบนั้นเหมือนจะมองทะลุถึงหัวใจ

หลินอิน ยืนนิ่งอยู่ในแถว ใจเต้นระรัว ในหัวเธอพร่ำภาวนาแทบจะเป็นคาถา ‘อย่าตรวจน้ำหนักเลย... อย่าตรวจเลยนะ…

ทว่า… วินาทีต่อมา เสียงของ เสิ่น อวี้หลาน ก็ดังขึ้น

“ก่อนเริ่มเรียน เรามาชั่งน้ำหนักกันหน่อยสิ จะได้รู้ว่าช่วงนี้พวกเธอขี้เกียจไปถึงไหนแล้ว”

สีหน้าของ หลินอิน แข็งค้างทันที หัวใจที่เพิ่งตั้งสติได้เมื่อครู่ ก็เหมือนถูกโยนลงเหวลึก

เพื่อนๆ ข้างๆ ก็ทำหน้าเหมือนกัน สีหน้าที่บอกได้คำเดียวว่า ‘จบเห่แล้ว’

ทุกคนรู้ดีว่า ซาลาเปาหลายลูกเมื่อคืนไม่ได้ย่อยหายไปไหน วันนี้น้ำหนักคงพุ่งขึ้นจนแทบไม่กล้ามองตัวเลขบนตาชั่งแน่ๆ และสิ่งที่รอพวกเธออยู่ต่อจากนี้ คงหนีไม่พ้น ‘พายุฝึกโหด’ จากอาจารย์แม่ชีมหาภัย

ไม่กี่นาทีต่อมา ในห้องซ้อมเต้นถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน

ด้านหนึ่ง นักเรียนบางส่วนกำลังยืดกล้ามเนื้อภายใต้การกำกับอย่างใจเย็นของอาจารย์เสิ่น อวี้หลาน อีกด้านหนึ่ง... ถูกสั่งให้ ‘คว่ำหน้า’ และเริ่มทำแพลงก์ (Plank)

แน่นอนว่า… หลินอิน กับเพื่อนร่วมห้องอยู่ในกลุ่มหลังแบบไม่ต้องสงสัยเลย

ตอนก่อน

จบบทที่ นกกระจอกน้อยกลายร่างเป็นนกกระทุงปากโต!

ตอนถัดไป