ยังจะกินอีก เดี๋ยวก็โดนเก็บไปหรอก!

เสียงเรออิ่มและเสียงครวญครางดังขึ้นระงมผสมปนเปกันไปทั่วบริเวณ

เหล่านักวิ่งบางคนนั่ง บางคนนอน เอนตัวพิงอยู่ข้างทางในสภาพหมดเรี่ยวแรง เห็นได้ชัดว่ากินกันจนแน่นท้องไม่ไหวแล้ว

แต่ถึงอย่างนั้น มือก็ยังไม่หยุดโซ้ยโปโปจีเข้าปาก พร้อมจ้องตาแป๋วไปที่หม้อตรงหน้าตาไม่กะพริบ

ตามปกติแล้ว แค่กินเนื้อเสียบไม้ไม่ควรทำให้อิ่มขนาดนี้ แต่เพราะ ‘โปโปจี’ ทั้งเผ็ดทั้งเข้มข้น กินต่อเนื่องนานๆ ก็แสบท้อง เลยต้องกินผลไม้หรือของหวานช่วยตัดรส

กินไปกินมา ท้องก็เริ่มพองขึ้นทุกที

บางคนกินไปกินมาเริ่มรู้สึกเศร้าใจ

นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย!

ตอนแรกคิดว่ามาวิ่งมาราธอน ที่ไหนได้ กลายเป็นมากินข้าวเช้า เที่ยง เย็นซะงั้น!

อีกเดี๋ยวกลับบ้านไป ถ้าครอบครัวหรือเพื่อนถามว่าเป็นอย่างไร จะตอบอย่างไรดี?

จะให้บอกว่า ‘ไปวิ่งมาราธอนมา เหนื่อยมาก... แล้วสุดท้ายดันอ้วนขึ้นอีกสองสามกิโล’ เหรอ?!

น่าอับอายเกินรับไหวจริงๆ…

ในตอนนั้น จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นมา

“หลีกทางหน่อย! หลีกทางหน่อย!”

อาสาสมัครสองคนที่ออกลาดตระเวนอยู่ มองเห็นแต่ไกลว่าที่จุดบริการข้างหน้ามีเหล่านักวิ่งนอนระเกะระกะเต็มไปหมด

พวกเขาตกใจมาก รีบแบกเปลพยาบาลวิ่งเข้ามาโดยไม่รอรายงานสถานการณ์

“เกิดอะไรขึ้น!?”

อาสาสมัครคนหนึ่งคุกเข่าลง ตรวจร่างกายนักวิ่งที่กำลังครวญครางด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

“คุณยังโอเคไหม? เป็นลมแดดหรือเปล่า? รู้สึกไม่สบายตรงไหนไหม? ให้เราเรียกรถพยาบาลไหม?”

นักวิ่งผู้โชคร้ายคนนั้นยกมือขึ้นพยายามห้ามอย่างอ่อนแรง

“มะ...ไม่ต้อง ฉัน...”

“อย่าฝืนเลย!”

อาสาสมัครขมวดคิ้ว หน้าถมึงทึง “ดูสิ ขนาดลุกยังไม่ขึ้น ตาลอยขนาดนั้น ต้องป่วยแน่ๆ ต้องรีบรักษา!”

“ไม่! ไม่ใช่แบบนั้นจริงๆ...”

นักวิ่งคนนั้นแทบร้องไห้ “ฉันแค่...กินมากไปหน่อย...”

“หา???”

อาสาสมัครที่ได้ยินถึงกับอึ้ง

กินมากไป? จนลุกไม่ขึ้นเลยเนี่ยนะ?!

เขามองไปรอบๆ เห็นไม้เสียบไก่ ถ้วยกระดาษทิ้งเกลื่อนพื้น และหันไปเห็นหม้อ ‘โปโปจี’ ที่ยังส่งกลิ่นหอมฉุนอยู่

“พวกคุณ...” อาสาสมัครถึงกับหัวเราะไม่ออก “อย่าบอกนะว่าทั้งหมดนี่...กินอันนี้จนแน่น?”

“ใช่!” นักวิ่งสาวมัดผมหางม้าโบกมืออย่างอ่อนแรง “พวกเรากินมากไปนิด แค่พักหน่อยเดี๋ยวก็หายแล้ว”

เรื่องราวมันทั้งงงทั้งฮา แถมยังพิลึกอีกด้วย

ทำเอาอาสาสมัครอีกคนถึงกับหลุดหัวเราะออกมา “ให้ตายสิ เรานึกว่าเกิดเรื่องใหญ่ซะอีก ที่แท้เป็นเพราะกินอร่อยเกินไปนี่เอง!”

“แค่กๆ! อย่าหัวเราะสิ!” เหล่านักวิ่งประสานเสียงโอดครวญ “พวกเราก็สิ้นหวังเหมือนกันนะ!”

“ก็เจ้าโปโปจีนี่มันอร่อยเกินไป หยุดกินไม่ได้เลย!”

“ใช่ ไม่ใช่ความผิดพวกเราเลย!”

สองอาสาสมัครมองหน้ากันอย่างจนปัญญา ก่อนจะกลั้นหัวเราะ เตรียมเก็บเปลกลับ

“เดี๋ยวๆ สองคนนั้น รอก่อน!”

เสียงหนึ่งดังขึ้น “ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ช่วยไปเอายาแก้จุกเสียดหน่อยได้ไหม ขอบคุณล่วงหน้าเลย!”

“อ๊ะ! ฉันก็อยากได้ด้วย!”

มีคนหนึ่งพูดแทรกขึ้นมา

นักวิ่งที่นอนอยู่พากันเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกาย พูดพร้อมกันราวกับไม่ใช่พวก ‘บาดเจ็บ’ อีกต่อไป

“เอ่อ...”

“พวกเราก็ไม่ได้เตรียมยาพวกนั้นมานะครับ...”

สองอาสาสมัครตอบอย่างลำบากใจ ก่อนจะรีบติดต่อขอความช่วยเหลือเพิ่มเติม

ไม่นาน ยาแก้ท้องอืดก็ถูกส่งมาถึง

“เอามาให้ฉันสองเม็ด!” มีคนหนึ่งยันตัวขึ้นอย่างยากลำบาก มือยื่นออกมายาวเหยียด

“ฉันก็อยากได้ด้วย!”

นักวิ่งคนอื่นๆ ก็พากันร้องขอทันที

บรรยากาศจาก ‘จุดเกิดเหตุผู้บาดเจ็บ’ กลายเป็น ‘จุดแย่งยากิน’ ในพริบตา

อาสาสมัครโดนความกระตือรือร้นที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำเอาตกใจ รีบเปิดกล่องปฐมพยาบาล เทยาออกมาแจกจ่ายให้ทุกคนด้วยความวุ่นวาย

“อย่าแย่งๆ ทุกคนมีส่วนแน่นอน!”

อาสาสมัครแจกจ่ายไปพลางพูดพลางกลั้นหัวเราะ

“พวกคุณนี่มาวิ่งมาราธอนหรือมาร่วมงานเลี้ยงกันแน่? ใจเย็นๆ หน่อยสิ การกินดื่มอย่างไม่บันยะบันยังเกินไปไม่ดีต่อสุขภาพนะ...”

คำพูดนั้นทั้งจริงใจและมีเหตุผล แต่ไม่มีใครฟัง!

ทุกคนรีบคว้ายามาเคี้ยวทันที

“ขอบคุณมาก! ตอนนี้ฉันน่าจะกินต่อได้อีกสองไม้แล้ว!”

“ยังจะกินอีกเหรอ?!” อาสาสมัครตาโต “ไม่กลัวยมบาลมาเก็บเอาเลยหรือไง?”

“ไม่เป็นไรหรอก” นักวิ่งคนนั้นโบกมือพลางพูดอย่างสบายใจ

“ยังไงก็มีพวกคุณอยู่ เดี๋ยวถ้าฉันไม่ไหวเป็นอะไรไปก็แค่ส่งฉันไปโรงพยาบาลเลย... เอ้อ แบบนี้ไม่ต้องเสียค่ารถพยาบาลใช่ไหม?”

อาสาสมัครถึงกับพูดไม่ออก

นี่มัน… พวกแม่งเทพเจ้าจริงๆ เลย!

ดูเหมือนพวกเขาจะกลัวอาสาสมัครจะไม่มีงานทำเสียมากกว่า

……………………………

ด้าน ซูเฉิน มองเหล่านักวิ่งที่พ่ายแพ้ให้กับอาหารตรงหน้าแล้วก็ได้แต่ส่ายหัวอย่างจนใจ

โชคดีที่เขารู้ดีถึงฝีมือตัวเอง จึงเตรียมโปโปจีมามากพอ ทำให้ทุกคนได้กินจนถึงช่วงท้ายของการแข่งขัน

เมื่อการแข่งขันมาราธอนใกล้จบ เจ้าหน้าที่ก็เริ่มเก็บรั้วกั้นข้างถนนกลับ

ซูเฉิน ก้มมองกล่องพลาสติกใบใหญ่ที่ยังเหลือไม้เสียบอีกห้าสิบกว่าไม้ได้ อันนี้พอแจกหมดก็ถือว่าภารกิจเสร็จสิ้น งานนี้เรียกได้ว่า ชิลสุดๆ!

“เฮ้อ ระบบนี่ใจดีจริงๆ คราวนี้ง่ายเกินไปหน่อยแล้ว”

เขาพึมพำด้วยอารมณ์ดี ก่อนตะโกนเรียกนักวิ่ง

“มาๆๆ ครับ คนละไม้นะ อย่าแย่งกัน...”

พอโปโปจีไม้สุดท้ายถูกแจกจนครบ ซูเฉิน ก็เช็ดมือ พลางพูดกับนักวิ่งที่ยังคงกินอย่างเมามันว่า

“ตอนนี้การแข่งขันจบแล้ว ‘โปโปจี’ ก็หมดแล้ว กินเสร็จก็พักผ่อนให้ดีนะครับ หวังว่าทุกคนจะสนุกกับการแข่งขันวิ่งมาราธอนในวันนี้ครับ”

พูดจบ เขาก็เริ่มเก็บร้านของตัวเองอย่างสบายใจ

นักวิ่งหลายคนที่ยังรอรอบต่อไปถึงกับนิ่งอึ้ง สีหน้าดูผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด

“พี่ชาย นี่พูดจริงเหรอ? จบแล้วจริงๆ เหรอ? ฉันยังไม่อิ่มเลยนะ!”

“หนุ่มน้อย อย่าเพิ่งไปเลย ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ให้คนช่วยส่งมาให้หน่อยจะให้เราซื้อก็ได้ ราคาเท่าไหร่บอกมาเลย!”

“คุณโปโปจี อย่าเพิ่งไปได้ไหม?”

“หนุ่มหล่อ ฉันยังไม่ได้กินเลยนะคะ คุณจะไปแล้วเหรอคะ?”

“อยู่ต่อเถอะคุณโปโปจี พระเจ้าจะอวยพรให้คุณแน่นอนที่ทำความดีแบบนี้!”

เสียงคร่ำครวญดังระงมทั่วบริเวณ

ซูเฉิน หัวเราะออกมาเบาๆ เหมือนมาก... เหมือนพวกขาประจำที่ร้านเป๊ะเลย นอกจากสถานที่ที่แตกต่างกันแล้ว เชื้อชาติก็เยอะขึ้นหน่อยเท่านั้นเอง

แต่น่าเสียดาย ภารกิจตั้งร้านขายอาหารวันนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว ต่อให้ใครอยากกินก็ไม่มีอีกแล้ว

เขาเก็บของจนเรียบร้อย ก่อนโบกมือลา ‘ลุงปิงเฟิ่น’ กับ ‘น้องผลไม้’ แล้วเดินจากไปอย่างเท่

“ฮือๆๆ คุณ…โปโปจี อย่าไปนะ… คุณปลุกไฟรักอาหารในใจฉัน แล้วอยู่ๆ ก็จากไปแบบนี้ มันใจร้ายเกินไปแล้ว!”

“โอ้ พระเจ้า... ใครก็ได้บอกฉันทีว่าจะหาคุณโปโปจี คนนั้นได้จากที่ไหน!”

“เพื่อนๆ ชาวจีน รู้ไหมว่าเขาเป็นใคร? ฉันอยากจ้างเขาไปเป็นหัวหน้าเชฟที่อังกฤษ ด้วยฝีมือของเขารับรองได้เลยว่าโรงแรมฉันรุ่งแน่!”

“น่าเสียดายเหลือเกิน... อาหารอร่อยขนาดนี้ กลับไปญี่ปุ่นฉันคงอยู่ไม่ไหวแล้ว...”

เสียงโกลาหลดังไปทั่ว นักวิ่งต่างชาติหลายคนถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่

ตอนก่อน

จบบทที่ ยังจะกินอีก เดี๋ยวก็โดนเก็บไปหรอก!

ตอนถัดไป