หวนคืนอีกครา
ตอนที่ 37 หวนคืนอีกครา
ไป๋เย่กอดแขนอู่เซียว เขย่าเบาๆ พลางเอ่ยเสียงออดอ้อน
“ทุกครั้งที่พูดถึงเขา พี่ก็อึกอัก หน้าแดง หูแดง หมดคราบจักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิเทพไปเลยนะ”
อู่เซียวเหลือบมองนางอย่างเฉยชา
“เชื่อไหมว่าข้าจะซัดเจ้า”
ไป๋เย่ในร่างเด็กสาวหัวเราะคิก
“พี่สาว เขาเป็นใครกันแน่ บอกข้าเงียบๆ ก็ได้ ข้าสัญญาว่าจะไม่บอกใคร”
ผีเชื่อก็แปลกแล้ว
อู่เซียวมองนางนิ่งๆ แล้วเปลี่ยนเรื่อง
“พี่ห้าของเจ้า จิ่นอู๋ ไปไหน ทำไมไม่เห็นตัว”
ไป๋เย่ยังคงเขย่าแขนนาง อ้อนต่อ
“พี่สาว เขาหล่อไหม?”
“พักนี้ไม่เห็นน้องสิบ นางทำอะไรอยู่”
“เขาชื่ออะไร?” ไป๋เย่เขย่าแขนอู่เซียวไม่หยุด
“ข้าจะไปดูว่าพี่เจ็ดของเจ้าฝึกวิชาเผิงทองถึงขั้นสูงสุดหรือยัง” อู่เซียวกล่าว พลางโบกมือ เรียกเงาของเผิงปีกทอง หนึ่งในสิบวิหคเทพ รั้งอยู่อันดับเจ็ดให้มาปรากฏกาย
“พี่สาว!” ไป๋เย่ทำปากยื่น กอดแขนนางแน่น พลางฮึดฮัด
“อย่าเปลี่ยนเรื่องตลอด ข้าพูดถึงคนรักลับๆ ของพี่อยู่นะ เลิกหนีได้แล้ว สักวันเขาก็ต้องมาพบพวกเรา ไม่งั้นพี่จะซ่อนไปทั้งชีวิต ไม่ให้เขาเจอท่านย่ากับพวกเราหรือไง”
“ข้า…” อู่เซียวอึ้งไปชั่วขณะ ประเด็นคือ นางก็ไม่รู้จริงๆ จะให้พูดอะไรได้เล่า
หรือว่าเจ้าคนนั้นกำลังแอบดูนางอยู่ก็เป็นได้?
เห็นจักรพรรดินีนิ่งไป ไป๋เย่ยิ่งได้ใจ
“เขาชื่ออะไร?”
อู่เซียวส่ายหน้า
“ข้าไม่รู้”
“หน้าตาเป็นอย่างไร?”
“ข้าก็ไม่รู้จริงๆ”
“เขาใหญ่ไหม?”
“เจ้าหมายถึงเรื่องไหน?”
“ก็อายุสิ ท่านคิดอะไรอยู่!” ไป๋เย่รู้สึกว่าอู่เซียวแปลกไป จะมีเรื่องไหนได้อีกเล่า
“ข้าก็หมายถึงอายุนั่นแหละ”
“งั้นเขาอายุเท่าไร?”
“เจ้าจะเลิกกวนได้หรือยัง ออกไป” อู่เซียวไม่อยากคุยต่อ
“พี่สาว หรือว่าพี่เป็นวัวแก่กินหญ้าอ่อน เลยไม่กล้าพาออกมาให้พวกเราดู?”
คำพูดยังไม่ทันจบ อู่เซียวก็จับนางราวกับลูกเจี๊ยบ โยนออกทางหน้าต่างทันที ไป๋เย่นี่ช่างเจื้อยแจ้วไม่ต่างจากนกกระจอกจริงๆ
ลูกน้องที่ตนเลี้ยงมา แต่ละคนก็ประหลาดกันทั้งนั้น เมื่อครู่ไม่ควรพูดกับนางเลย โยนออกไปตั้งแต่แรกก็จบ
……
นอกตำหนัก
ไป๋เย่ตกกระแทกพื้น ลุกขึ้นปัดก้น ทำปากยื่น
“นางเลี่ยงคำถามข้าทุกครั้ง ต้องมีพิรุธแน่ๆ”
“โอ้ นั่นน้องเก้านี่นา ทำไมถึงถูกฝ่าบาทโยนออกมาอีกแล้วล่ะ?”
“ยุ่งอะไรของ…”
ไป๋เย่เกือบจะสบถ แต่พลันเห็นสตรีผู้หนึ่งค่อยๆ เดินเข้ามาจากระยะไกล
นางงดงามเย้ายวน โครงหน้าประณีต รูปร่างสูงเพรียว อาภรณ์หรูรัดด้วยสายคาดสีน้ำเงิน ขับให้ส่วนโค้งเว้าดูอ่อนช้อย โดยเฉพาะใบหน้าที่แฝงเสน่ห์ยั่วยวน
“พี่เซียง!”
ดวงตาไป๋เย่เป็นประกาย นี่คือหนึ่งในสามมหาเทพพิทักษ์แห่งจักรวรรดิเทพต้าอู่ ประมุขหอร้อยปักษา หวงมู่ยวี่หนี่ว์ แล้วยังดำรงตำแหน่งเสนาบดีฝ่ายซ้าย และยังเป็นหัวหน้าของนางด้วย
ไป๋เย่ยิ้ม พลางวิ่งเข้าไปกอดแขนนาง
“พี่เซียง คิดว่าคนรักลับๆ ของฝ่าบาทคือใคร?”
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร” หวงมู่ยวี่หนี่ว์ส่ายหน้า ก่อนจะจิ้มหน้าผากนาง
“เจ้าอยู่ในนครหลวง ถ้าว่างก็ไปอยู่เป็นเพื่อนฝ่าบาท คุยกับนางบ้าง นางอยู่คนเดียวก็คงเหงา”
“อืม” ไป๋เย่เม้มปาก “พี่เซียง พี่ก็มาคุยกับนางบ่อยๆ ใช่ไหม?”
“ข้ามีเรื่องจะรายงาน” หวงมู่ยวี่หนี่ว์กล่าว พลางให้ไป๋เย่ปล่อยแขน แล้วเดินเข้าไปในตำหนัก
“พี่เซียง อย่าลืมแอบหยั่งเชิงเรื่องคนรักของฝ่าบาทด้วยนะ”
“อืม”
“จำไว้นะ”
ไป๋เย่มองตามแผ่นหลังนาง
หวงมู่ยวี่หนี่ว์เดินโยกย้ายอย่างอ่อนช้อย สะโพกเชิดเด่น จนบุรุษมากมายกล่าวหาว่านางเจ้าชู้ ผ่านชายมานับไม่ถ้วน แต่ไป๋เย่กลับไม่เข้าใจ
ทว่านางก็ชอบหัวหน้าคนนี้ เพราะไม่ต่างจากอู่เซียว ภายนอกเย็นชา ดุดันกับคนนอก แต่กับพวกเดียวกันกลับดีเหลือเกิน
……
ภายในตำหนัก
หวงมู่ยวี่หนี่ว์รายงานเรื่องแดนลับแห่งใหม่
ภายในแดนลับมีเถาวัลย์ประหลาด ทำร้ายเซียนแท้จำนวนมาก นางตั้งใจจะยอดฝีมือระดับจ้าวพิภพเข้าไปตรวจสอบ
อู่เซียวนั่งเอนบนบัลลังก์ สีหน้าเกียจคร้าน เล่นปอยผมหน้าผาก
“เรื่องนี้เจ้าเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด มีผลอย่างไรค่อยรายงาน”
ไม่นานก็หารือจนตกลง ทันทีที่คุยจบ
หวงมู่ยวี่หนี่ว์ก็วูบมาอยู่ข้างกายอู่เซียว เกิดเงาซ้อนมากมาย ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่วเบา
“ท่านย่าหัวหน้าหมู่บ้านฝากมาถาม ว่าเมื่อไรเจ้าจะพาคนผู้นั้นกลับไป”
“คนไหน?”
“อย่ามาแกล้งโง่ นางส่งข่าวมาหาเจ้าทุกระยะ แต่เจ้าก็ไม่เคยรับ ทั้งหมดถูกส่งมาที่ข้า กองสูงเป็นภูเขา นางให้ข้ามาถามว่า เขาอยู่ที่ใด ชื่อแซ่อะไร แข็งแกร่งมากแค่ไหน”
“ข้าไม่รู้”
“เจ้าตอบนางแบบนี้ทุกครั้ง คราวนี้ท่าทีของนางแข็งกร้าวมาก รีบพูดความจริงมาเถิด”
“ข้าไม่รู้จริงๆ”
“ไม่พูดก็ช่างเถอะ”
หวงมู่ยวี่หนี่ว์ถอนหายใจ เหลียวซ้ายแลขวาให้แน่ใจว่าในตำหนักไม่มีใคร นางกำนัลล้วนรออยู่นอกตำหนัก
นางแอบล้วงมือเข้าอก หยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมายื่นให้อู่เซียว
อู่เซียวถาม
“นี่คืออะไร?”
“นางให้ข้านำมาให้เจ้า ว่างๆ ก็แอบอ่าน ทำความคุ้นเคยเอาไว้ก่อน”
“ทำไมลึกลับเช่นนี้” อู่เซียวเปิดหน้าหนังสือหน้าแรก แล้วเห็นอักษรสามคำ
หนังสือภาพกันเพลิง
“ชู่ อย่าพูดเสียงดัง แอบอ่านเงียบๆ อย่าให้ใครเห็น อ่านจบแล้วเผาทิ้งเสีย”
ถ้าถูกพบว่าอู่เซียวผู้เป็นจักรพรรดินีแอบอ่านหนังสือแบบนี้ เกรงว่าจะอับอายจนสิ้นชื่อ
อู่เซียวหน้าแดงจัดก่ำ รู้สึกพูดไม่ออก
หวงมู่ยวี่หนี่ว์ยัดหนังสือให้แล้ว ก็ล้วงมือเข้าอกอีกครั้ง คราวนี้หยิบมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมาอย่างรวดเร็ว
“นางให้ของขวัญเจ้า ข้าก็ให้ด้วย นี่คือมีดสั้นเกล็ดมังกรที่ข้าเพิ่งได้มา” นางยัดมีดสั้นใส่มืออู่เซียว
“เจ้าให้มีดข้าทำไม?” อู่เซียวไม่เข้าใจ
หวงมู่ยวี่หนี่ว์กระซิบ
“พอเจอคนรักลับๆ ของเจ้า เจ้าเข้าไปแทงเขาสักที”
เดิมที หลี่หมิงกำลังดูภาพในชามอสงไขยอย่างอารมณ์ดี แต่พอถึงตรงนี้ สีหน้าก็หม่นลงทันที
ข้าไปทำอะไรให้นางกัน?
นางคิดจะฆ่าข้าหรือไร?
อู่เซียวหน้าเย็น น้ำเสียงต่ำ
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร ต่อไปอย่าพูดเรื่องแบบนี้อีก”
“อย่าโกรธ ฟังข้าก่อน ช่วงนี้ข้าได้ฟังเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ว่าถ้าอยากให้บุรุษรักเจ้าไปชั่วชีวิต ต้องทำแบบนี้ แต่อย่าออกแรงมาก แทงแรงไปเดี๋ยวตายเอา”
“นี่มันลัทธิประหลาดอะไรกัน” อู่เซียวรู้สึกงงงัน
“เรื่องก็ประมาณว่า ชายหญิงคู่หนึ่ง… ช่างเถอะ เรื่องไม่สำคัญ ข้าสรุปมาได้ประโยคเดียว”
อู่เซียวเงยหน้ามองนางด้วยความสนใจ
“ว่าอย่างไร?”
หวงมู่ยวี่หนี่ว์โน้มตัวไปกระซิบข้างหูจักรพรรดินี
“เจ้าแทงเขาหนึ่งครั้ง เขาจะ ‘แทง’ เจ้าไปทั้งชีวิต!”
…
“ทำไมนางถึงตีความไปแบบนั้นได้”
ตอนแรกหลี่หมิงยังคิดว่าหวงมู่ยวี่หนี่ว์ผู้มีเสน่ห์เย้ายวนคิดจะเล่นงานตน ไม่คาดเลยว่าจะเป็นเช่นนี้ ชั่วขณะนั้นเขาพูดไม่ออก ได้แต่สบถออกมาสองคำเพื่อแสดงความตกตะลึง
“บ้าเอ๊ย…”
……
“เจ้าแทงเขาหนึ่งครั้ง เขาจะ ‘แทง’ เจ้าไปทั้งชีวิต”
อู่เซียวอึ้งค้างอยู่นาน จนหวงมู่ยวี่หนี่ว์ออกจากตำหนักไปนานแล้ว นางจึงได้สติ และเข้าใจความหมายของคำพูดนั้นอย่างถ่องแท้
แก้มค่อยๆ แดงระเรื่อ ราวคลื่นซัดสาด ไต่ขึ้นไม่หยุด ไม่นานทั้งใบหน้าก็สุกปลั่งดุจลูกท้อสุก
สมกับเป็นหวงมู่ยวี่หนี่ว์จริงๆ คำพูดที่เอ่ยออกมาไม่เหมือนใครเสียจริง
อู่เซียวนอนเอนบนบัลลังก์ เหยียดนิ้วเรียวขาวแตะที่แก้ม ร้อนเหลือเกิน
นวดแก้มอ่อนนุ่ม พลางลดสายตามองลง
เก็บมีดสั้นเกล็ดมังกรไว้ แล้วจ้องมองหนังสือเล่มหนึ่งในมือ ซึ่งให้ความรู้สึกร้อนมืออย่างประหลาด
นางหลับตาข้างหนึ่ง หัวใจเต้นตุบๆ ชัดเจนว่าชีพจรเต้นแรงเกินไป
“ของแบบนี้… คนจะอ่านได้จริงหรือ?”
อู่เซียวพึมพำกับตนเอง นางเองก็เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับความรักอยู่บ้าง พอรู้ความหมายของหนังสือตรงหน้าดี
เพียงไม่รู้ว่าขอบเขตจะรุนแรงเพียงใด
ลังเลอยู่พักใหญ่ คิดจะเปิดดูแค่แวบเดียวก็พอ ภายในใจต่อสู้กันอยู่ครู่หนึ่ง มือสั่นเทาเล็กน้อยก่อนจะเปิดหน้าแรก
ภาพประกอบหนึ่งก็ปรากฏต่อสายตา
เนื้อหาคือชายชราคนหนึ่ง ด้วยความจำเป็นต้องเลี้ยงชีพ จึงค่อยๆ เข็นรถสามล้อเก่าๆ หาเลี้ยงปากท้อง
แก้มอู่เซียวแดงฉานในทันที ร่างกายร้อนผ่าว รีบปิดหนังสือแล้วโบกมือพัดหน้าไม่หยุด หวังให้ความร้อนบนใบหน้าลดลง
“แสบตาเกินไป…”
อู่เซียวถอนหายใจแรง จิตใจยังไม่อาจสงบลงได้เนิ่นนาน
“แค่นี้เอง”
หลี่หมิงส่ายหน้า
เขารู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้ช่างอนุรักษ์นิยมเกินไป จำได้ว่าหนังสือภาพกันเพลิงที่ป้ายพฤกษามังกรมอบให้ตนเมื่อก่อนนั้น ขอบเขตเปิดกว้างกว่านี้มาก
ภาพประกอบทั้งประณีต ทั้งแนบชิด
หากอู่เซียวรู้ว่าโลกเดิมของเขามีหนังสือสีสันจัดจ้าน การ์ตูน และภาพยนตร์ความละเอียดสูง เกรงว่านางคงตะลึงจนพูดไม่ออก
หลี่หมิงกำลังพร่ำบ่นในใจไม่หยุด ก็เห็นอู่เซียวปล่อยปราณวิญญาณออกมาไม่กี่สาย เผาหนังสือเล่มนั้นโดยไม่ลังเล กลายเป็นเถ้าธุลีในพริบตา
“เฮ้ยๆ อย่าเผาสิ”
“ช่างเถอะ ไว้ถึงเวลาข้าจะสอนนางเอง… แบบตัวต่อตัว”
หลี่หมิงคิดในใจ แม้ไม่เคยมีประสบการณ์ลึกซึ้งกับสตรีมาก่อน แต่เขาเชื่อว่าฝีมือตนไม่เลว
หลังเผาหนังสือ อู่เซียวก็นั่งขัดสมาธิบนบัลลังก์ เริ่มประสานมุทราฝึกบำเพ็ญเซียน หวังลบภาพเมื่อครู่ออกไปจากความทรงจำ
เมื่อมุทราเริ่มก่อตัว รอบกายนางก็ปรากฏกระแสกระบี่พัวพัน
ปราณกระบี่ระเบิดแสงเจิดจ้าไปทั่วตำหนัก
หลี่หมิงรู้ดีว่ากระบี่ของนางร้ายกาจยิ่ง ร่างกายนางเองก็คล้ายมีบางอย่างผิดปกติ คล้ายร่างกระบี่ในนิยายที่เขาเคยอ่าน
แต่ก็ยังไม่อาจยืนยันได้แน่ชัด
รอให้เขาออกจากสำนักห้วงเมฆาได้เมื่อใด ค่อยตรวจสอบนางอย่างละเอียดอีกครั้ง ถึงตอนนั้นก็น่าจะได้คำตอบ
อู่เซียวเริ่มฝึกบำเพ็ญเซียน มุ่งสู่ระดับขั้นที่สูงกว่า
หลี่หมิงเห็นแล้วก็ไม่คิดจะยอมแพ้ ปิดภาพฉายในชามอสงไขย แล้วเริ่มฝึกต่อเช่นกัน
ปราณวิญญาณไหลเวียน ห่อหุ้มร่างกาย
กล่องดำลายมังกรที่ได้มาจากชั้นหกของหอคัมภีร์ลอยอยู่ตรงหน้า เปล่งประกายไม่รู้จบ
ตลอดสองหมื่นปีที่ผ่านมา สิ่งนี้ยังไม่อาจเปิดออกได้
สุนัขดำก็เคยศึกษามาอย่างละเอียด แต่ไม่พบเบาะแสใดๆ เพียงบอกว่าการปรากฏของกล่องดำลายมังกรต้องเกี่ยวข้องกับวิชาหลอมปราณอย่างแน่นอน
หลี่หมิงย่อมรู้ดี ทั้งสองต้องเชื่อมโยงถึงกัน
ยิ่งระดับขั้นหลอมปราณของเขาสูงขึ้น แสงที่กล่องดำลายมังกรเปล่งออกมาก็ยิ่งเจิดจ้า หลี่หมิงจึงคาดเดาว่า ต้องฝึกวิชาหลอมปราณถึงขีดสุด จึงจะเปิดมันได้จริง
คิดได้ดังนั้น เขาก็ไม่สนใจกล่องดำอีก ตั้งใจฝึกบำเพ็ญเซียนอย่างเต็มที่
เวลาผ่านไปสองวัน
หลี่หมิงกำลังพยายามฝ่าด่านขั้นหลอมปราณหลักล้าน ฝึกไปฝึกมา ฝาโลงผลึกหยกแดงก็ถูกกระแสปราณวิญญาณดันเปิดออก
ปราณวิญญาณเอ่อล้น กระจายไปทั่วทุกทิศ
กลัวว่าพลังจะทำลายห้อง เขาจึงขับเคลื่อนโลงผลึกหยกแดงขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือป่าดอกท้อ
เหนือป่าดอกท้อเป็นพื้นที่โล่ง ปกติไม่มีปัญหา เขามักมาฝึกที่นี่ นั่งขัดสมาธิอยู่ในโลง
ห้าวันต่อมา
ท้องฟ้ามืดครึ้ม เมฆดำปั่นป่วน สายฟ้าฟาดเปรี้ยงปร้าง
หลี่หมิงถูกสายฟ้าพันรอบกาย ราวยืนอยู่กลางทะเลอัสนีนับล้าน ชวนสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง
สุนัขดำที่นอนอยู่บนสะพานไม้เห็นจนชินตา ทุกครั้งก็เป็นเช่นนี้ สร้างความอลังการเกินเหตุ หากหัวใจไม่แข็งแรง วันหนึ่งคงตกใจตายเป็นแน่
มันคิดว่าตนไม่ควรยึดติดอยู่แค่วิชามหาหยินกับวิชาบำรุงวิญญาณ ต้องฝึกวิชาเซียนที่แข็งแกร่งกว่านี้ ยิ่งมีปรากฏการณ์ฟ้าดินน่ากลัวเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น
สู้ตรงๆ ไม่ชนะ อย่างน้อยก็ต้องขู่ให้ศัตรูหนีก่อน
มันคิดเงียบๆ
ครืน ครืน
ทันใดนั้น เสียงฟ้าร้องราวฟ้าถล่ม แผ่สะเทือนฟ้าดิน ทำให้มันสะดุ้งสุดตัว
เงยหน้าขึ้น ก็เห็นเงาร่างมหึมาสายหนึ่งปรากฏอยู่เบื้องหลังหลี่หมิง แผ่ครอบคลุมฟ้าดิน
ร่างแท้ของเขานั่งขัดสมาธิในโลง อัสนีนับหมื่นร้องคำราม
มหันตภัยเช่นนี้ดำเนินต่อถึงสามวันเต็ม ในที่สุดหลี่หมิงก็ทำสำเร็จ ฝ่าขั้นหลอมปราณระดับ 1,000,000
แต่เดิมเขาคิดว่าขั้นหลอมปราณมีเพียงสิบสามระดับ ใครจะคิดว่าวันนี้จะถึงหนึ่งล้านระดับ
แม้ในความฝันก็ไม่เคยคาดถึง และหากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด นี่ก็ยังไม่ใช่ขีดสุด
หลี่หมิงยังคงนั่งขัดสมาธิในโลงผลึกหยกแดง รับรู้การไหลเวียนของปราณวิญญาณในกาย ซึ่งบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความโกลาหลกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต
รับรู้ครู่หนึ่ง เขากดพลังลงสู่ตันเถียน ปรากฏการณ์ฟ้าดินรอบกายค่อยๆ สลาย ลืมตาขึ้นช้าๆ ในดวงตามีหมอกบางๆ ลอยผ่าน ก่อนจะหายไป
กำลังจะพาโลงกลับห้อง หลี่หมิงก็รู้สึกผิดปกติ เพราะปรากฏการณ์บนท้องฟ้ายังไม่จาง เมฆดำก่อตัวเป็นกรวยวนราวอสูรร้าย กำลังจะกลืนกินสำนักห้วงเมฆา
“อู้”
เสียงคำรามของมังกรดังมาจากกรวยเมฆ คล้ายมีมังกรเทวะแผดเสียงอยู่ภายใน
ทันใดนั้น แสงทองเจิดจ้าก็ระเบิดออก หัวมังกรโผล่ออกมาจากกรวย ก่อนที่ร่างมังกรยักษ์ทั้งเก้าจะค่อยๆ ร่วงลงมา
ด้านหลังมังกรทั้งเก้า ยังมีโลงศพหนึ่งใบถูกลากตามมาด้วย
สุนัขดำเงยหน้ามอง รู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด
“เก้ามังกรลากโลง…”
หลี่หมิงย่อมคุ้นเคยดี เก้ามังกรลากโลงเคยปรากฏมาแล้วครั้งหนึ่ง เหตุใดจึงหวนกลับมาอีก?
ร่างมังกรยักษ์ทั้งเก้าเปล่งแสง พุ่งลงมาด้วยความเร็วบางอย่าง คราวนี้ก็เหมือนเดิม มุ่งชนต้นไม้ยักษ์
ต้นไม้นั่นไม่ใช่แท่นบูชาห้าสี จะชนมันทำไมกัน?
หลี่หมิงได้แต่ปวดหัว
ร่างเขาวูบไหว ปรากฏตัวตรงหน้าต้นไม้ยักษ์
ต้นไม้ต้นนี้เพิ่งแตกใบเขียวสด ไม่นานนัก จะให้เก้ามังกรลากโลงมาชนจนเสียหายได้อย่างไร
เขายื่นมือข้างหนึ่งออกไป รับโลงที่ถูกมังกรลากไว้
ครั้งก่อนรู้สึกว่าหนักยิ่งนัก ครั้งนี้กลับเบาหวิวราวไร้น้ำหนัก
เขาค่อยๆ วางมันลงบนพื้น กำลังจะตรวจดูให้ละเอียด แล้วก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังมาจากในโลง
“เย่ฝาน อย่าพูดมั่ว ข้ายังไม่อยากตาย”