บทที่ 112 เจ้าถิ่นตัวจริงแห่งแคลิฟอร์เนียตอนเหนือ [ฟรี]
บทที่ 112 เจ้าถิ่นตัวจริงแห่งแคลิฟอร์เนียตอนเหนือ [ฟรี]
ตึกเช่าราคาถูกทั้งหลังกลายสภาพเป็นกองขยะโดยสมบูรณ์
ฟูกนอนถูกปลายดาบปลายปืนกรีดจนนุ่นทะลัก เฟอร์นิเจอร์ถูกทุบทำลายจนแหลกละเอียด เหรียญไม่กี่เหรียญที่ซ่อนอยู่ในกระปุกถูกกวาดเกลี้ยง แม้แต่แป้งและมันฝรั่งที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดก็ยังถูกเทกระจาดลงบนพื้นสกปรก แล้วถูกเหยียบย่ำซ้ำๆ อย่างโหดร้าย
หลังจากค้นบ้านไปกว่าสิบหลัง รองเท้าบูตของมันโรก็เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดของใครก็ไม่รู้
บ้าเอ๊ย ไม่เจออะไรเลยสักอย่าง
“FUCK!”
ความคับข้องใจของมันโรแทบจะระเบิดออกมา “ไอ้พวกหนูสกปรกพวกนี้ไม่มีทางปริปากหรอก ไป! เราไปหาไอ้ราชาหนูตัวที่ใหญ่ที่สุดกัน!”
ราชาหนู ที่เขาพูดถึง ก็คือเดคลาน ผู้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าคนใหม่ของย่านนี้แทนที่ฟินเนแกน ควินน์
มันโรพาลูกน้องที่กำลังบ้าเลือดมุ่งหน้าตรงไปยังร้านเหล้าแก๊งกำปั้นเซลติก
แม้จะเป็นเวลากลางวันแสกๆ แต่ภายในร้านเหล้าก็ยังอัดแน่นไปด้วยผู้คน
ตรงกลางร้านที่ถูกเคลียร์พื้นที่ว่างไว้ ชายร่างยักษ์ราวกับภูเขากำลังเปลือยท่อนบน เล่นมวยปล้ำอยู่กับลูกน้องสองคน
เดคลาน
เขาคือสัตว์ป่าอย่างแท้จริง
ผิวสีทองแดงสะท้อนแสงเหงื่อภายใต้แสงไฟสลัว กล้ามเนื้อที่ปูดโปนขยับไหวไปตามการเคลื่อนไหวราวกับงูหลามที่เลื้อยอยู่ใต้ผิวหนัง
ผมยาวสีแดงเพลิงอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ถูกมัดลวกๆ ไว้ที่ด้านหลังศีรษะ
เขาจัดการล็อกคอลูกน้องคนหนึ่งได้อย่างง่ายดาย ใบหน้าของเจ้าคนน่าสมเพชเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำทันที สองขาปัดป่ายไปมากลางอากาศ
เดคลานคำรามต่ำๆ ก่อนจะทุ่มร่างนั้นลงกระแทกพื้นอย่างแรง
“ปัง!”
ลูกน้องคนนั้นนอนชักกระตุกอยู่บนพื้น ลุกไม่ขึ้นไปพักใหญ่
“ลุกขึ้นสิวะ ฟินนี่!”
เดคลานหัวเราะร่าอย่างป่าเถื่อน “ไม่ได้กินข้าวมาหรือไง หรือเมื่อคืนเอาแรงไปลงกับนังตัวดีที่ไหนหมด?”
เสียงหัวเราะครื้นเครงและเสียงผิวปากแซวอย่างหยาบโลนดังกระหึ่มไปทั่วร้าน
ทันใดนั้น มันโรก็พากลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจยี่สิบนายมายืนอวดเบ่งปิดทางเข้าหน้าร้าน
เสียงหัวเราะเงียบกริบทันที
ดวงตาหลายสิบคู่ที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง จ้องเขม็งไปที่เครื่องแบบสีน้ำเงินและตราตำรวจวาววับของพวกเขาเป็นตาเดียว
เดคลานค่อยๆ หันกลับมา
เขาดูไม่แปลกใจเลยสักนิด มือคว้าซิการ์ที่จุดแล้วจากลูกน้องมาคาบไว้ที่ปาก แล้วเดินอาดๆ เข้ามาหามันโรอย่างใจเย็น
“โอ้โห ดูซิว่าใครมา”
เดคลานหยุดยืนตรงหน้ามันโร เขาตัวสูงกว่ามันโรถึงหนึ่งช่วงศีรษะ กลิ่นอายกดดันที่ผสมปนเประหว่างกลิ่นเหงื่อและกลิ่นเหล้า ทำให้มันโรเผลอก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
“นายอำเภอมันโรนี่เอง”
เดคลานแสยะยิ้ม “เป็นเกียรติจริงๆ ว่าไง อยากจะเลี้ยงเหล้าพี่น้องแถวนี้สักแก้ว? หรือว่าพวกตำรวจอย่างพวกแกเพิ่งจะคิดได้ เลยกะจะมาจ่ายค่าคุ้มครอง?”
กล้ามเนื้อบนใบหน้าของมันโรเขม่นกระตุก มือบีบกระบองแน่น “หุบปากเน่าๆ ของแกซะ เดคลาน เรามาปฏิบัติหน้าที่”
“อ้อ!”
เดคลานลากเสียงยาวอย่างกวนประสาท “ปฏิบัติหน้าที่? ฟังดูน่ากลัวฉิบหายเลยว่ะ”
เขาอัดควันซิการ์เข้าปอดเฮือกใหญ่ แล้วพ่นควันโขมงใส่หน้ามันโรเต็มๆ ก่อนที่อีกฝ่ายจะทันตั้งตัว
“แค่กๆ... แค่ก!”
มันโรสำลักควันจนต้องถอยกรูด ลูกน้องด้านหลังต่างพากันชักกระบองออกมา เคซีย์ถึงกับเอามือแตะที่ซองปืนลูกโม่
ชาวไอริชในร้านต่างก็ลุกฮือขึ้น คว้าขวดเหล้า เก้าอี้ หรือแม้แต่มีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในรองเท้าบูตออกมา
บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะจุดติดไฟ การปะทะพร้อมจะระเบิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
“หยุดกันให้หมด ไอ้เวรเอ๊ย!”
เดคลานตะโกนลั่นโดยไม่หันกลับไปมอง
ลูกน้องของเขาแม้จะไม่เต็มใจ แต่ก็ยอมหยุดมือ
เดคลานใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าอกของมันโร ดันจนอีกฝ่ายเซถอยหลังไปอีกก้าว
“ว่ามาสิ คุณนายอำเภอ”
รอยยิ้มของเดคลานหายไป เขาจ้องมองมันโรด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม “ไอ้การปฏิบัติหน้าที่อันสูงส่งของแก มันคือเรื่องเหี้ยอะไรกันแน่?”
“เรากำลังตามล่าตัวคนร้ายที่ฆ่าอธิบดีแฮร์ริสัน”
มันโรข่มกลั้นความต้องการที่จะชักปืนยิงแสกหน้าอีกฝ่าย กัดฟันพูดว่า “มีพยานเห็นว่าคนทำเป็นคนจรจัดชาวไอริช เรารู้ว่ามันซ่อนตัวอยู่ในถิ่นของแก ส่งตัวมันมา”
เดคลานทำตาโตเอามือทาบอก แสร้งทำเป็นตกใจสุดขีด “ฮะ! พระเยซู พระแม่มารีย์ และนักบุญโยเซฟช่วยลูกด้วย! คนจรจัดชาวไอริชงั้นเรอะ?”
“นายอำเภอ แกกำลังล้อฉันเล่นหรือเปล่าวะ? ในเมืองเฮงซวยนี่มีคนไอริชอยู่อย่างน้อยหกหมื่นคน แกบอกมาแค่เนี้ย? สู้บอกว่าคนร้ายเป็นไอ้สารเลวที่มีสองขา ยังจะแม่นยำกว่าเลยมั้ง!”
จู่ๆ เขาก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ กลิ่นฉุนกึกปะทะจมูกมันโรอีกครั้ง “แล้วแกเอาอะไรมามั่นใจว่าเป็นฝีมือพวกเรา?”
“บางที อธิบดีผีตายโหงของแกอาจจะไปทำเมียชาวบ้านท้อง แล้วผัวเขาไม่อยากสวมหมวกเขียว ก็เลยเอามีดเสียบพุงมันซะเลยก็ได้ จริงไหม?”
“ฉันได้ยินมาว่า ตาแก่บ้ากามแฮร์ริสันชอบพวกผู้หญิงเยอรมันนมโตแต่สมองกลวงแบบพวกแกที่สุด ดีไม่ดี อาจจะเป็นเพื่อนบ้านของแกนั่นแหละที่ทำ?”
“ฮ่าๆๆๆๆ!”
เสียงหัวเราะหยาบโลนดังระเบิดขึ้นอีกครั้งในร้านเหล้า
มุกตลกร้ายกาจของเดคลานไม่เพียงเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของอธิบดีกรมตำรวจผู้ล่วงลับ แต่ยังเป็นการดูถูกมันโรซึ่งมีเชื้อสายเยอรมันอย่างตรงไปตรงมาที่สุด
ใบหน้าของมันโรเปลี่ยนจากสีแดงเป็นเขียวคล้ำ เขาแทบจะรู้สึกได้ถึงเลือดที่เต้นตุบๆ ตรงขมับ
“ไอ้ลูกกระหรี่”
มันโรคำรามลั่น
“แม่ฉันเป็นกระหรี่หรือเปล่าฉันไม่แน่ใจ แต่ถ้าแกไม่ไสหัวไปตอนนี้ แม่กระหรี่ของแกนั่นแหละที่จะต้องมารับศพแกคืนนี้!”
สีหน้าของเดคลานพลันเปลี่ยนเป็นดุดัน เขาคว้าคอเสื้อของมันโรแล้วกระชากเข้ามา
“ฟังนะ ไอ้หมูในเครื่องแบบ ข้อแรก ฉันไม่รู้ว่าใครฆ่าไอ้อธิบดีหมูตอนของแก ข้อสอง ต่อให้ฉันรู้ ฉันก็ไม่บอก”
“การหาตัวคนร้ายมันเป็นงานของแก เป็นงานที่พวกฉันผู้เสียภาษีจ้างพวกสวะอย่างแกให้มาทำ! แต่ตอนนี้ แกกลับมาบุกรุกที่ของนักธุรกิจถูกกฎหมายอย่างฉัน มารังควานลูกค้าฉัน มาขัดขวางการทำมาหากินของฉัน?”
“ฉันให้เวลาสามวินาที พาลูกน้องของแกไสหัวออกไปจากร้านฉันซะ ไม่อย่างนั้น ฉัน จะยัดตราตำรวจพวกนั้นเข้าตูดพวกแกทีละอัน!”
“สาม!”
สมองของมันโรว่างเปล่า
เขากวาดตามองไปรอบๆ
ลูกน้องของเขาถูกล้อมกรอบโดยอันธพาลชาวไอริชเกือบร้อยคนที่ถืออาวุธครบมือ
แค่เขาขยับตัวนิดเดียว การนองเลือดจะเกิดขึ้นทันที
เขาจะตาย ลูกน้องของเขาก็จะตาย
และไอ้บาร์คลีย์สารเลวนั่น ก็จะด่าว่าเขาเป็นแค่ไอ้โง่ไร้น้ำยา
ยอมถอยดีกว่าตาย
“……สอง!”
เดคลานยังคงนับถอยหลัง
“กลับ!”
มันโรจ้องเดคลานอย่างกินเลือดกินเนื้อ ก่อนจะหันหลังสั่งลูกน้องให้ถอยทัพ
“ถุย!”
น้ำลายข้นคลั่กถูกถ่มรดกลางแผ่นหลังของเขาอย่างแม่นยำ
ร่างของมันโรแข็งทื่อไปชั่วขณะ แต่เขาก็ไม่ได้หันกลับมา
“กลับเข้ามดลูกแม่แกไปซะ ไอ้พวกหมูตั้ม!”
มันโรกลับไปที่สถานีตำรวจด้วยความโกรธแค้นอัดแน่นเต็มอก
“ไอ้ลูกผสมที่เพิ่งรับตำแหน่งนั่น ไอ้เดคลาน!”
เขารายงานบาร์คลีย์ “มันไม่ยอมให้ความร่วมมือเลย มันรับมือยากกว่าตาแก่เจ้าเล่ห์อย่างควินน์เป็นร้อยเท่า มันเป็นคนบ้า ชนิดที่ไม่เห็นหัวพวกเราเลยสักนิด”
ที่ร้านเหล้า หลังจากตำรวจกลับไปแล้ว เดคลานไม่ได้มีท่าทีดีใจแต่อย่างใด เขาเพียงจ้องมองประตูบานนั้นที่ยังแกว่งไปมาด้วยสายตาเย็นชา
ไม่กี่นาทีต่อมา ชาวไอริชที่ถูกทำร้ายระหว่างการตรวจค้นก็พากันร้องห่มร้องไห้กรูเข้ามาในร้าน
มีทั้งชายและหญิง บางคนกุมแขนที่หัก บางคนหน้าบวมปูดเหมือนมันฝรั่งเน่า เสื้อผ้าของหญิงสาวคนหนึ่งถูกฉีกจนขาดวิ่น
“คุณเดคลาน คุณต้องช่วยพวกเราด้วยนะครับ!”
ชายชราที่ถูกเคซีย์ตีจนเข่าแตกถูกหามเข้ามา เขาร้องคร่ำครวญ “ไอ้พวกตำรวจนรกพวกนั้น มันทำกับเราเหมือนไม่ใช่คน!”
“พวกมันพังบ้านฉัน ขโมยเงินค่ายาของลูกฉันไปหมดเลย!” ผู้หญิงคนหนึ่งนั่งร้องไห้โฮอยู่กับพื้น
รอจนพวกเขาร้องไห้กันจนพอใจ เดคลานถึงได้เอ่ยปากขึ้นช้าๆ “แล้วไง?”
เสียงร้องไห้ชะงักกึก
“คุณเดคลาน?” ชายชราขาหักมองเขาอย่างไม่เข้าใจ “เราจะยอมให้เรื่องมันจบแค่นี้ไม่ได้นะครับ!”
“แล้วทำไมจะยอมไม่ได้วะ?”
เดคลานถีบโต๊ะข้างตัวจนล้มคว่ำ “ทำไมพวกมันจะทำไม่ได้! วันนี้พวกมันพังบ้านพวกแก ซ้อมคนของพวกแก พรุ่งนี้พวกมันก็จะมาข่มขืนเมียแก ฆ่าลูกแก!”
เขาเดินไปนั่งยองๆ ตรงหน้าชายชราขาหัก จ้องลึกเข้าไปในดวงตา “ฉันถามหน่อย ตาแก่ ตอนพวกมันบุกเข้าไปในบ้านแก มีกี่คน?”
“สะ... สองคน”
“แล้วแกล่ะ?” เดคลานชี้ไปที่ชายอีกคนที่หัวพันผ้าเปื้อนเลือด
“เอ่อ สองคน!”
“แล้วพวกแกล่ะ?”
“แค่สี่คน พวกมันมีแค่สี่คน แต่กล้าบุกเข้ามาค้นทั้งชั้น!”
เดคลานลุกขึ้นยืน กวาดสายตามองกลุ่มเหยื่อที่กำลังร้องไห้ฟูมฟาย
“ตำรวจแค่สี่คน แต่ทำให้ผู้ชายอกสามศอกยี่สิบกว่าคนกลัวจนหัวหด ลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้น ในมือพวกแกไม่มีมีดหรือไง? ไม่มีขวานเหรอ? ไม่มีแรงหรือไงวะ?”
“ทำไมพวกแกไม่ฆ่าพวกมันซะ?”
“พวกเรา... พวกเราไม่อยากมีเรื่อง...” ชายคนหนึ่งพึมพำเสียงเบา
“ไอ้พวกขี้ขลาด!”
เดคลานถ่มน้ำลายลงแทบเท้าชายคนนั้น “พวกแกนั่นแหละคือตัวปัญหา! คิดว่าหดหัวอยู่ในกระดองแล้วพวกมันจะปล่อยไปงั้นเหรอ? คิดว่าคุกเข่าขอร้องแล้วพวกมันจะเมตตา?”
“ไอ้พวกโง่ เรื่องนี้มันไม่ได้เกี่ยวห่าอะไรกับการตายของไอ้หมูตอนแฮร์ริสันเลย!”
เดคลานคว้าหนังสือพิมพ์ 《ซานฟรานซิสโกโครนิเคิล》 ที่ถูกขยำทิ้งไว้บนเคาน์เตอร์บาร์ ปาลงพื้นอย่างแรง
“มันเป็นเพราะไอ้นี่!”
เขาคำรามลั่น “เป็นเพราะไอ้ลูกผสมที่แอบอยู่ในห้องทำงาน ใช้หมึกแทนกระสุน มันบอกพวกตำรวจว่าพวกมันจะทำย่ำยีพวกเรายังไงก็ได้! บอกพวกมันว่าชาวไอริชก็แค่สัตว์ที่ฆ่าทิ้งได้ตามใจชอบ!”
“อยากให้พวกตำรวจไม่กล้าพังประตูบ้านพวกแกอีกไหม? ไม่กล้าตบตีเมียพวกแกอีกไหม?”
“พวกแกก็ต้องไปลากตัวไอ้สารเลวที่เขียนบทความสวะนี่ออกมา ยัดขวดหมึกเข้าตูดมัน แล้วเอาปากกาที่มันใช้เขียนแทงคอหอยมันซะ!”
“ถ้าไม่ใช่เพราะพวกมันยุยง ชาวไอริชคงไม่ต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้!”
……
แตกต่างจากความวุ่นวายในซานฟรานซิสโก ที่อ่าวทางเหนือ กระแสธารมนุษย์กำลังเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ไปตามถนนลูกรัง
แรงงานชาวจีนกว่าสองหมื่นคน หอบลูกจูงหลาน ทิ้งซานฟรานซิสโกที่กลืนกินชีวิตพี่น้องร่วมชาติไปมากมายไว้เบื้องหลัง
พวกเขาเคลื่อนขบวนเป็นสายยาวคดเคี้ยวเหยียดสิบกว่ากิโลเมตร ราวกับแม่น้ำสีเทาอมฟ้า
ขบวนผู้อพยพชาวจีนขนาดมหึมานี้ ดึงดูดความสนใจของชาวนาผิวขาวรอบเมืองเล็กๆ ทันที
บนเนินเขาเล็กๆ สองข้างทาง มีคนผิวขาวท้องถิ่นยืนจับกลุ่มกันอยู่ประปราย พวกเขาหยุดงานในมือ กอดอกมองขบวนที่เงียบงันนี้ด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์
“ดูไอ้พวกลิงผิวเหลืองพวกนั้นสิ”
ชาวนาสวมหมวกฟางถ่มน้ำลายลงพื้น “พวกมันมีกันกี่ตัววะเนี่ย? หมื่นนึง? หรือสองหมื่น?”
“ฉันได้ยินมาว่าพวกมันจะมาทำงานให้ตระกูลเพก... ไม่สิ ให้ไอ้คนที่มาใหม่ชื่อแอนเดอร์สันอะไรนั่น แล้วก็สวนแอปเปิลทางเหนือด้วย” ชายอีกคนที่ดูเหมือนคนขับรถม้าพูดเสริม “กุลีทั้งนั้น”
“FUCK”
สีหน้าของชาวนาหมวกฟางเคร่งเครียดลง “พวกมันมาทำงาน เราก็ตกงานกันพอดี ไอ้ลูกผสมกินหนูพวกนี้ ค่าแรงวันเดียวยังซื้อเบียร์กินได้ไม่ถึงสองแก้วเลย พวกนายทุนหน้าเลือดพวกนี้สรรหาวิธีมากดขี่พวกเราได้ตลอดจริงๆ”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้แม้จะไม่ดังมาก แต่ก็ลอยเข้าหูคนในขบวน
เส้นประสาทของเหล่าแรงงานจีนที่ตึงเครียดอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งตึงจนแทบขาด
พวกเขากำหมัดแน่น ไม่กล้าเงยหน้ามอง ได้แต่เร่งฝีเท้า เร่งลูกเมียให้รีบเดิน
ประสบการณ์ในซานฟรานซิสโกประทับตราแห่งความหวาดกลัวไว้ในใจพวกเขาอย่างลึกซึ้ง
“พวกกุ้ยเหล่ากำลังมองอยู่!”
“อย่าส่งเสียง รีบเดิน”
“พวกเขาจะไล่พวกเราไหม?”
“ถ้าต้องกลับไปซานฟรานซิสโก พวกเราตายแน่”
บรรยากาศในขบวนยังคงหนักอึ้ง
พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ใหญ่โตมหาศาล แต่กลับเปราะบางยิ่งนัก เหมือนฝูงแกะที่ถูกฝูงหมาป่าจับจ้อง
แต่ยิ่งกลัว ก็ยิ่งเจอ
อันธพาลผิวขาวขี้เมาสามคน เดินโซซัดโซเซพุ่งออกมาจากร้านเหล้าข้างทาง
เห็นได้ชัดว่าเป็นพวกนักเลงเจ้าถิ่น อาศัยความเป็นคนขาวทำตัวกร่างจนเคยตัว
“เฮ้ย ไอ้พวกไว้เปียลูกกระหรี่!”
คนขี้เมาคอแดงที่เป็นหัวโจกกางแขนกั้นหน้ารถล่อ
“ไสหัวกลับไป ฟังภาษาคนรู้เรื่องไหม!”
“แคลิฟอร์เนียตอนเหนือไม่ต้อนรับไอ้พวกคนจีนกินขี้อย่างพวกแก! ไสหัวกลับไปลงเรือบุโรทั่งของพวกแกซะ!”
“ใช่ ไสหัวไป!” อันธพาลอีกสองคนช่วยกันโห่ร้อง พวกเขาหยิบมูลม้าบนพื้นปาใส่ขบวน
ก้อนมูลม้าสกปรกกระแทกใส่หญิงวัยกลางคนที่อุ้มเด็กอยู่ เธอตกใจกอดลูกแน่น น้ำตาไหลพราก
ขบวนคนกว่าสองหมื่นคน ถูกคนขี้เมาแค่สามคนขวางเอาไว้
“โธ่เอ๊ย ทำยังไงดีล่ะเนี่ย”
ลุงอวี๋ร้อนรนจนเหงื่อท่วม รีบล้วงถุงเงินหนักอึ้งออกมา เตรียมจะใช้เงินแก้ปัญหา
“คุณท่านครับ คุณท่าน ขอทางหน่อยเถอะครับ”
เขากำลังจะฝืนยิ้มเข้าไปเจรจา แต่มือใหญ่ที่ทรงพลังข้างหนึ่งก็กดไหล่เขาไว้
คือหวังต้าฝู
“ลุงอวี๋ ที่นี่... ไม่ต้องใช้ไอ้นั่น”
“หา? แต่ว่า...” ลุงอวี๋แทบจะบ้าตาย “คุณหวัง มังกรพลัดถิ่นมิอาจสยบเจ้าถิ่นนะครับ”
หวังต้าฝูส่ายหน้า “เดี๋ยวพวกมันก็จะรู้เอง ว่าใครกันแน่คือเจ้าถิ่นตัวจริง”
ยังไม่ทันที่ลุงอวี๋จะเข้าใจความหมาย เหตุการณ์พลิกผันก็เกิดขึ้น
“ปัง! ปัง! ปัง!”
เสียงกระแทกทึบๆ ดังขึ้นสามครั้ง
ชายฉกรรจ์สามคนในชุดเครื่องแบบตำรวจสตรอว์เบอร์รี่ทาวน์พุ่งออกมาจากกลุ่มคนผิวขาวที่มุงดูอยู่
พวกเขาไม่ได้มาไกล่เกลี่ย แต่มาเพื่อบังคับใช้ระเบียบใหม่
ไม่มีแม้แต่คำเตือน
หัวหน้าชุดตำรวจฟาดกระบองไม้โอ๊กเข้าที่ใบหน้าของขี้เมาคอแดงคนนั้นเต็มแรง
“กร๊อบ!”
ไอ้ขี้เมายังไม่ทันได้ร้องสักแอะ ก็หงายหลังล้มตึงลงไปเหมือนกองเนื้อเน่า ใบหน้าเละเทะเลือดท่วม
อันธพาลอีกสองคนยืนตัวแข็งทื่อด้วยความตกตะลึง
“คุณตำรวจ พวกเรา...”
คำตอบที่ได้รับคือการทุบตีที่รุนแรงกว่าเดิม
นี่ไม่ใช่การจับกุม แต่เป็นการใช้ความรุนแรงอย่างโหดเหี้ยม
กระบองหวดเข้าที่หัวเข่า ข้อศอก และซี่โครงอย่างแม่นยำ
ตำรวจสามนายลงมืออย่างอำมหิต ทุกไม้ฟาดเข้าจุดที่สร้างความเจ็บปวดแสนสาหัสแต่ไม่ถึงแก่ชีวิตในทันที
“ได้โปรดไว้ชีวิตด้วย! อ๊ากกก!”
“ขาฉัน! ขาฉันหักแล้ว!”
แรงงานจีนต่างพากันยืนตะลึง
ในซานฟรานซิสโก กระบองตำรวจมีไว้ฟาดใส่พวกเขาเท่านั้น ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่พวกกุ้ยเหล่าในเครื่องแบบพวกนี้ จะมายอมลงมือทำร้ายคนขาวเพื่อปกป้องพวกเขา?
หลังจากซ้อมอันธพาลสามคนนั้นจนเหลือแค่ลมหายใจรวยริน หัวหน้าตำรวจถึงยอมหยุดมือ
“ฟังให้ดีนะเว้ย!”
“ชาวจีนพวกนี้มาเพื่อพัฒนาแคลิฟอร์เนียตอนเหนือ พวกเขาคือคนงานที่ขยันขันแข็ง ไม่ใช่กุลี! การที่พวกเขามาช่วย จะทำให้ที่ดินของเราได้รับการบุกเบิก สวนแอปเปิลของเรามีคนเก็บเกี่ยว แคลิฟอร์เนียตอนเหนือจะยิ่งเจริญขึ้น!”
“ใครหน้าไหนกล้ามารังควานพวกเขา ถือว่าเป็นคนทรยศต่อแคลิฟอร์เนียตอนเหนือ เป็นพวกเดียวกับแก๊งโจรไอริช!”
เขาใช้เท้าเหยียบมือของไอ้คอแดงคนนั้น จนมันร้องโหยหวนออกมาอีกครั้ง
“เราจะซ้อมมันจนปางตาย แล้วไล่มันออกจากเมืองนี้ ไล่ออกไปจากแคลิฟอร์เนียตอนเหนือ! เข้าใจกันหรือยัง?”
ชาวนาผิวขาวรอบๆ หน้าซีดเผือดกันเป็นแถบ
พวกเขาไม่ได้โง่ ดูออกว่าตำรวจพวกนี้ไม่ได้มาบังคับใช้กฎหมาย แต่มาเพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู
พวกเขาต่างพยักหน้าหงึกหงัก บางคนถึงกับถอยหลังหนีเข้าไปซ่อนในฝูงชนด้วยความกลัว
ตำรวจสามนายเก็บกระบอง หันมาพูดกับหวังต้าฝู “คุณครับ ทางสะดวกแล้ว เชิญเดินทางต่อได้เลย”
ความเงียบสงัดปกคลุมขบวนแรงงานจีน
จากนั้น ความโกลาหลที่ไม่อาจเก็บกลั้นก็ระเบิดออกมา
“สวรรค์ทรงโปรด ตำรวจช่วยพวกเราเหรอ?”
“ฉันไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม? พวกเขาตีคนขาว”
ลุงอวี๋อ้าปากค้าง ถุงเงินร่วงหลุดจากมือตกลงพื้นโดยไม่รู้ตัว
ในที่สุดเขาก็เข้าใจความหมายของหวังต้าฝู
แผ่นดินผืนนี้ เปลี่ยนฟ้าไปแล้วจริงๆ
ขบวนเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง แต่บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
แรงงานจีนยังคงก้มหน้า แต่ในใจกลับมีความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ทันใดนั้น เสียงกีบม้าที่เป็นจังหวะก็ดังมาจากเนินเขาด้านข้าง
กองทหารม้ายี่สิบนายปรากฏตัวขึ้นบนสันเขา เงาสีดำตัดกับแสงแดดเจิดจ้าของแคลิฟอร์เนีย ดูน่าเกรงขามและอันตราย
พวกเขาสวมเสื้อโค้ตกันลมสีดำล้วน สวมหมวกปีกกว้าง บนหน้าอกปักลาย โทเท็มรูปเสือโคร่ง ด้วยด้ายสีเงินเปล่งประกาย
“บริษัทรักษาความปลอดภัยไวท์ไทเกอร์!”
มีคนในฝูงชนสูดหายใจเฮือก
กองทหารม้านี้คือหน่วยวีรบุรุษที่เคยช่วยเมืองซานราฟาเอลและถล่มแก๊งโจรไอริชจนแตกพ่าย
ทหารม้าของไวท์ไทเกอร์ไม่ได้ทักทาย พวกเขาเพียงแค่ติดตามขบวนไปอย่างเงียบเชียบราวกับสุนัขต้อนแกะ รักษาระยะห่างประมาณสามร้อยหลา
ปืนไรเฟิลวินเชสเตอร์วางพาดอยู่บนอานม้า
นี่คือการข่มขู่ที่ไร้เสียง
ชาวนาผิวขาวที่เมื่อครู่ยังวิจารณ์กันสนุกปาก ตอนนี้ไม่กล้าแม้แต่จะผายลม
พวกนักเลงอันธพาลที่แอบซุ่มอยู่ เตรียมจะดักปล้นหากมีคนหลงขบวน ต่างก็รีบมุดหัวกลับเข้าซองด้วยความหวาดกลัว
ล้อเล่นหรือเปล่า ให้ไปแหยมกับขบวนที่ไวท์ไทเกอร์คุ้มกันเนี่ยนะ?
เว้นแต่พวกเขาจะเบื่อชีวิต หรือคิดว่าคอตัวเองแข็งกว่าพวกโจรไอริช
ด้วยการเปิดทางอย่างป่าเถื่อนของตำรวจและการคุ้มกันระดับมรณะของไวท์ไทเกอร์ แรงงานจีนกว่าสองหมื่นคนจึงเดินทางเข้าสู่แคลิฟอร์เนียตอนเหนือได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรค
……
ที่ซานฟรานซิสโก ภายในสำนักงานของ 《หนังสือพิมพ์ซานฟรานซิสโกโครนิเคิล》 มาร์ติน บรรณาธิการบริหารกำลังสูบซิการ์อย่างลำพองใจ
รายงานข่าวยุยงปลุกปั่นของเขาทำให้ยอดขายหนังสือพิมพ์วันนี้พุ่งขึ้นเป็นสองเท่า
เขานึกภาพออกเลยว่า ไอ้พวกขี้เมาชาวไอริชโง่เง่าพวกนั้น ป่านนี้คงโดนกระบองตำรวจหวดจนฟันร่วงหมดปากแล้ว
“สมน้ำหน้า ไอ้พวกคนขายมันฝรั่งสกปรก”
เขาพ่นควันออกมาอย่างสบายอารมณ์
ทันใดนั้น ประตูกระจกของสำนักงานก็ถูกก้อนอิฐปาใส่จนแตกกระจาย
“ไอ้ชาติชั่วมาร์ติน! ไสหัวออกมา!”
ชายฉกรรจ์ชาวไอริชรุ่นหนุ่มนับสิบคน ถือไม้หน้าสามและท่อนเหล็กบุกเข้ามา
พวกเขาไม่กล้าไปหาเรื่องตำรวจ แต่ความโกรธแค้นของเดคลานจำเป็นต้องมีที่ระบาย ไอ้พวกปัญญาชนถือปากกาพวกนี้แหละ คือเป้านิ่งที่ดีที่สุด
“ไอ้พวกนิกายโปรเตสแตนต์จอมตอแหล!”
“พวกแกกล้าดูถูกคนไอริชงั้นเรอะ?”
มาร์ตินตกใจจนกระโดดตัวลอยจากเก้าอี้ “พวกแกจะทำอะไร? รปภ.! รปภ.!”
คำตอบที่เขาได้รับคือขวดหมึกที่ลอยมาปะทะหน้าเต็มๆ
“แม่งเอ๊ย!”
หนุ่มไอริชคนหนึ่งพุ่งเข้าไป ฟาดไม้ใส่จนเขาล้มคว่ำ
“ชอบเขียนนักใช่ไหม? ฉันจะให้แกเขียนให้พอ!”
เขาขึ้นคร่อมร่างมาร์ติน รัวหมัดใส่ใบหน้าของบรรณาธิการไม่ยั้ง
“โอ๊ย! อย่าตี!”
“พระเจ้าช่วย!”
ภายในสำนักงานโกลาหลวุ่นวายไปหมด
บรรณาธิการและนักข่าวต่างวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น กลุ่มวัยรุ่นไอริชเริ่มทุบทำลายข้าวของอย่างบ้าคลั่ง
“เผาพวกมันให้วอดไปเลย!”
ใครสักคนตะโกนขึ้นมา
ชายหนุ่มคนหนึ่งคว้าตะเกียงน้ำมันก๊าด ขว้างใส่กองหนังสือพิมพ์ที่วางซ้อนกันเป็นภูเขาเลากา
“ไม่! อย่าทำนะ!” บรรณาธิการอาวุโสคนหนึ่งพยายามจะเข้าไปห้าม
“หลบไป ไอ้แก่ไร้ประโยชน์!”
พริบตาเดียว เปลวไฟก็ลุกโชนขึ้น
“ไฟไหม้! ไฟไหม้แล้ว!”
“เร็ว! รีบแจ้งตำรวจ!”