บทที่ 158 เชื้อไฟแห่งโลกเก่า และบิดาผู้สร้างชาติแห่งดินแดนใหม่ [ฟรี]

บทที่ 158 เชื้อไฟแห่งโลกเก่า และบิดาผู้สร้างชาติแห่งดินแดนใหม่ [ฟรี]
ในเมื่อคิดจะลงมือกับคิวบา ก็ย่อมต้องทำความเข้าใจที่นี่ให้ถ่องแท้เสียก่อน
คิวบา มีเนื้อที่รวมประมาณ 120,000 ตารางกิโลเมตร เล็กกว่ามณฑลซานตงเล็กน้อย
ชาวสเปนยึดครองที่นี่เป็นอาณานิคมมานานถึง 368 ปี
ประชากรบนเกาะในปัจจุบันมีประมาณ 1.5 ล้านคน ชนพื้นเมืองถูกสังหารหมู่ไปจนเกือบหมดสิ้นแล้ว ที่เหลืออยู่คือคนขาวเชื้อสายสเปน, ทาสผิวดำที่ถูกกวาดต้อนมาจากแอฟริกา, แรงงานชาวจีนที่ถูกขายมาในฐานะ 'ลูกหมู' และลูกหลานเลือดผสมที่เกิดจากการแต่งงานข้ามเชื้อชาติเหล่านี้
ที่ทำการผู้ว่าการของสเปนในคิวบาตั้งอยู่ที่ฮาวานา
ผู้ว่าการคนก่อนกอบโกยผลประโยชน์จนอิ่มหนำแล้วจากไปเมื่อปีก่อน คนที่มารับตำแหน่งใหม่ชื่อ รามอน บลังโก เป็นพวกสายเหยี่ยวที่มีชื่อเสียงเรื่องความโหดเหี้ยม มือของเขาเปื้อนเลือดของกองกำลังกู้ชาติคิวบามานับไม่ถ้วน
แม้สงครามสิบปีจะประกาศยุติลงเมื่อปีที่แล้ว แต่การกวาดล้างของบลังโกไม่เคยหยุดลง
เขามีความอดทนเป็นเลิศ ไล่ต้อนกองกำลังกู้ชาติที่เหลือรอดเข้าไปในเทือกเขามาเอสตราทางตะวันออก และใช้แนวปิดล้อมขังพวกเขาไว้อย่างแน่นหนา
ข้อมูลที่น่าหนักใจที่สุดคือกำลังพล
กองทหารประจำการของสเปนในคิวบามีจำนวนสูงถึง 130,000 นาย!
กองทัพสเปนมีกำลังพลรวมทั้งหมดแค่ประมาณ 300,000 นาย กองทัพในประเทศแม่และอาณานิคมอีกห้าแห่งรวมกันมีแค่ 170,000 นาย
พวกเขาเทกำลังทหารเกือบครึ่งหนึ่งมาทุ่มไว้ที่คิวบา เห็นได้ชัดว่าเกาะแห่งนี้คือกล่องดวงใจของจักรวรรดิอย่างแท้จริง
ลั่วเซินมีมือสังหารพลีชีพจำนวนหนึ่งแทรกซึมเข้าไปในคิวบาผ่านช่องทางต่างๆ เรียบร้อยแล้ว พวกเขาสแตนด์บายเป็นจุดพิกัดพร้อมให้เขาส่งกองทัพลงไปได้ทุกเมื่อ
แต่ปัญหาก็คือ คนไปได้ แต่อาวุธยุทโธปกรณ์ไปไม่ได้!
กองทัพเรือสเปนปิดล้อมน่านน้ำรอบคิวบาไว้จนแทบไม่มีช่องว่าง เรือทุกลำไม่ว่าจะมาจากไหน ทันทีที่เข้าใกล้จะถูกสกัดและตรวจค้นอย่างละเอียด
การจะขนส่งอาวุธจากแผ่นดินใหญ่อเมริกา ก็ไม่ต่างอะไรกับการเพ้อฝัน
รัฐฟลอริดาซึ่งอยู่ใกล้คิวบาที่สุด ยิ่งเป็นพื้นที่ที่กองเรือลาดตระเวนของสเปนจับตามองเป็นพิเศษ
สาเหตุที่กองกำลังกู้ชาติคิวบาถูกตีจนยับเยินขนาดนั้น นอกจากความแตกแยกภายในแล้ว สาเหตุใหญ่ที่สุดก็คือการขาดแคลนปืนและกระสุน
พวกเขาทำได้แค่ใช้ภูมิประเทศที่ซับซ้อนของภูเขา ป่าทึบ และบึงน้ำบนเกาะเพื่อทำสงครามกองโจร ไม่อย่างนั้นคงถูกพวกสเปนกวาดล้างไปเป็นร้อยรอบแล้ว
ฟลอริดา, อ่าวเม็กซิโก, ทะเลแคริบเบียน เส้นทางทั้งหมดถูกขีดฆ่าด้วยเส้นสีแดงจนหมด
ดูเหมือนจะเป็นทางตัน
ลั่วเซินจ้องมองแผนที่ทะเลแคริบเบียนอยู่นานถึงครึ่งชั่วโมง ทันใดนั้นเขาก็แสยะยิ้มออกมา
"ใครมันเป็นคนกำหนด ว่าอาวุธของฉันต้องขนออกจากอเมริกาเท่านั้น?"
จิตของเขาพุ่งข้ามมหาสมุทรไปตกลงที่ทวีปยุโรปอย่างแม่นยำ
สเปน, ชานเมืองมาดริด
ที่นี่คือสวนมะกอกร้าง บนผืนดินที่แตกระแหงมีต้นมะกอกยืนต้นตายบิดเบี้ยวอยู่ประปราย
ในโกดังเก่าซอมซ่อ ฮวน คาร์ลอส กำลังนั่งยองๆ อยู่ที่มุมห้อง สูบยาเส้นมวนเอง
เขามีใบหน้าแบบชาวอันดาลูเซียขนานแท้ เบ้าตาลึก
เขาเป็นเพียงหนึ่งในเมล็ดพันธุ์จำนวนนับไม่ถ้วนที่ลั่วเซินหว่านไว้ทั่วโลก เป็นมือสังหารพลีชีพธรรมดาๆ คนหนึ่ง
ทันใดนั้น ร่างกายของเขาก็สั่นสะท้าน เจตจำนงอันมหาศาลเข้าครอบงำร่างกายนี้โดยสมบูรณ์
วินาทีถัดมา หน้าต่างระบบก็เปิดออกตรงหน้าเขา
[รีเฟรชมือสังหารพลีชีพ 51 นาย]
[เชื้อชาติ: เชื้อสายสเปน (คละกันระหว่างอันดาลูเซีย, กาลิเซีย, คาตาลัน)]
[พิกัด: ตำแหน่งปัจจุบันของ ฮวน คาร์ลอส]
[อายุรูปลักษณ์: 22-38 ปี]
[ทักษะเพิ่มเติม: สุ่มแจกจ่ายทักษะ การปลุกระดม, การปราศรัย, การระเบิดทำลาย, การลอบสังหาร, การปลอมแปลงเอกสาร, การบังคับเรือใบ]
"วูบ!"
อากาศบิดเบี้ยวเล็กน้อย ชายฉกรรจ์ 51 คนปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่าภายในโกดัง
ลั่วเซินทิ้งก้นบุหรี่ แล้วออกคำสั่ง "เปลี่ยนเสื้อผ้าซะ"
ที่มุมห้องมีหีบเสื้อผ้าเตรียมไว้หลายใบ
เหล่ามือสังหารพลีชีพถอดเสื้อผ้าเดิมออกอย่างเงียบเชียบ เปลี่ยนไปสวมชุดที่เหมาะกับการเคลื่อนไหวในเมืองมากกว่า
"สามสิบคน เข้าไปในมาดริด เป้าหมายของพวกแกคือสืบเรื่อง รามอน บลังโก ผู้ว่าการคิวบา ฉันต้องการรู้ข้อมูลของครอบครัว ญาติพี่น้อง ชู้รัก ลูกนอกสมรสของเขาทุกคนที่อยู่ในมาดริด ที่อยู่ นิสัย วงสังคม แม้กระทั่งว่าชู้รักของมันใส่ชุดชั้นในสีอะไร ขุดดินสามศอกก็ต้องขุดข้อมูลพวกนี้ออกมาให้ฉัน!"
"ครับ!"
สามสิบคนขานรับอย่างพร้อมเพรียง หันหลังเดินแยกย้ายกันออกจากโกดัง กลืนหายไปในยามราตรีของมาดริด
สายตาของลั่วเซินหันไปมองคนที่เหลือ
"พวกแก 21 คน แยกย้ายกันไปที่บาร์เซโลนา, บิลเบา, เซบียา, และบาเลนเซีย"
ชื่อเมืองที่เขาเอ่ยมา ล้วนเป็นหัวใจและเส้นเลือดใหญ่ของสเปน
บาร์เซโลนาคือศูนย์กลางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ บิลเบาคือศูนย์กลางเหมืองแร่และเหล็กกล้า เซบียาคือศูนย์กลางการเกษตรและการค้าทางตอนใต้ ส่วนบาเลนเซียคือเมืองท่าส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ประเทศนี้เน่าเฟะจนถึงแก่นแล้ว
พวกเดนตายฝ่ายสนับสนุนเจ้าชายคาร์ลอส ยังคงเพ้อฝันถึงการฟื้นฟูระบอบเก่า พวกโง่เง่าฝ่ายสาธารณรัฐเอาแต่คุยโวในร้านเหล้าทุกวัน ชาวบาสก์และชาวคาตาลันฝันถึงการแยกตัวเป็นเอกราช
กษัตริย์อัลฟอนโซที่ 12 ยังเป็นแค่เด็กเมื่อวานซืน พวกขุนนางและนายทุนข้างล่างกัดกันแย่งผลประโยชน์เหมือนหมา ส่วนชาวนาและคนงานกำลังจะอดตาย
ความขัดแย้งทางสังคมของสเปน เปรียบเสมือนถังไม้ที่อัดแน่นด้วยดินระเบิด ขอแค่มีประกายไฟเพียงนิดเดียว มันก็จะระเบิดตูมตามขึ้นมาทันที!
แม้จะยังไม่เกิดสงครามกลางเมืองขนาดใหญ่ แต่การนัดหยุดงาน การปราบปราม การลอบสังหาร และการจลาจล เกิดขึ้นในประเทศนี้ทุกเมื่อเชื่อวัน
"พวกแกทุกคนมีวาทศิลป์เป็นเลิศ เป็นนักปราศรัยโดยกำเนิด ภารกิจของพวกแกคือไปจุดไฟกองนี้"
"ไปที่หอพักคนงานในโรงงาน หุบเขาเหมืองแร่ หรือร้านเหล้าราคาถูกที่ท่าเรือ ไปทุกที่ที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความโกรธแค้น บอกคนที่กำลังจะไม่มีชีวิตรอดเหล่านั้นว่า ความทุกข์ยากของพวกเขาไม่ใช่พระประสงค์ของพระเจ้า แต่เป็นเพราะมีหมูอ้วนพีกลุ่มหนึ่งกำลังเกาะกินเลือดเนื้อของพวกเขาอยู่"
"บอกพวกเขาว่า เสรีภาพและขนมปัง ไม่เคยได้มาจากการร้องขอ"
"พวกแกคือเชื้อไฟชุดแรก แยกย้ายกันไปซะ ไปทำให้สเปนได้ยินเสียงของพวกแก รอจนถึงเวลาที่ฉันต้องการ ฉันจะให้ประเทศนี้ ตั้งแต่เทือกเขาพีเรนีสไปจนถึงยิบรอลตาร์ ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิง!"
"รับทราบ!"
มือสังหารพลีชีพที่เหลือหายวับไปราวกับภูตผีในยามค่ำคืน มุ่งหน้าสู่มุมต่างๆ ของสเปน
ในโกดังเหลือเพียงลั่วเซินคนเดียว
เขารู้ดีว่ากว่าแผนการนี้จะสัมฤทธิ์ผลต้องใช้เวลาพอสมควร
แต่ไม่เป็นไร เขามีความอดทนเหลือเฟือ ในปัญหาเรื่องคิวบา เขาจะเดินหมากสองทางพร้อมกัน
ทางหนึ่งคือสร้างความวุ่นวายในบ้านของสเปน ให้พวกมันห่วงหน้าพะวงหลัง
อีกทางหนึ่งคือต้องหาบุคคลที่เป็นจิตวิญญาณ ซึ่งสามารถรวบรวมขบวนการกู้ชาติคิวบาให้เป็นปึกแผ่นได้ในทวีปอเมริกา
เมื่อวางแผนเสร็จ จิตของลั่วเซินก็กลับคืนสู่ร่างต้น
ผ่านเครือข่ายข่าวกรองของบริษัทรักษาความปลอดภัยไวท์ไทเกอร์และสมาคมหัวชิง คำสั่งหนึ่งถูกส่งออกไปอย่างรวดเร็ว ให้ตามหาคนคิวบาที่ชื่อ โฮเซ มาร์ตี
โฮเซ มาร์ตี
นี่คือชื่อที่ในหนังสือประวัติศาสตร์ยุคหลัง จะถูกจารึกไว้ยาวเหยียดถึงครึ่งหน้ากระดาษ
กวี, นักเขียน, นักคิด, นักปฏิวัติ, สัญลักษณ์แห่งการกู้ชาติคิวบา ผู้ได้รับยกย่องว่าเป็น 'อัครสาวกแห่งคิวบา'
แต่ตอนนี้คือปี 1879
ในยุคนี้ เขาเป็นเพียงชายหนุ่มวัยยี่สิบหกปี นักโทษการเมืองที่ถูกรัฐบาลสเปนออกหมายจับและต้องลี้ภัยไปต่างแดน
ครั้งหนึ่งเขาเคยมาอเมริกาด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า หวังจะโน้มน้าวให้รัฐบาลสหรัฐฯ สนับสนุนการประกาศเอกราชของคิวบา
แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยังเกรงกลัวอำนาจของสเปน กลับเลือกวางตัวเป็นกลางอย่างสุภาพ
โฮเซ มาร์ตี ที่ถูกปฏิเสธมาอย่างไม่ไยดีในตอนนั้นยังไม่ยอมแพ้
เขาตระเวนไปตามเมืองใหญ่ต่างๆ ในอเมริกา ปราศรัยในที่ชุมนุม เรียกร้องเสรีภาพให้คิวบา พยายามหาเสียงสนับสนุนจากสังคมอเมริกัน
น่าเสียดายที่ความพยายามของเขาแทบไม่เกิดผล
สำหรับชาวอเมริกันส่วนใหญ่ ชื่อนี้มีค่าน้อยกว่าหมาจรจัดข้างถนนเสียอีก
ใครจะไปสนความเป็นความตายของพวกชนพื้นเมืองพูดภาษาสเปนบนเกาะเล็กๆ ที่อยู่ไกลลิบ?
หน่วยข่าวกรองส่งข้อมูลกลับมาอย่างรวดเร็ว เป้าหมายอยู่ที่ซานฟรานซิสโก
ลั่วเซินหรี่ตาลง ยิ้มอย่างนึกสนุก
ช่างง่ายดายราวกับปอกกล้วยจริงๆ
งั้นเขาจะไปพบว่าที่ 'บิดาแห่งชาติ' ของคิวบาผู้นี้ด้วยตัวเองสักหน่อย
ยามราตรีของซานฟรานซิสโก ถูกสายฝนชะล้างจนดูเย้ายวนอย่างน่าประหลาด
บริษัทรักษาความปลอดภัยไวท์ไทเกอร์ ห้องทำงานผู้จัดการ
หานชิงกำลังเช็ดทำความสะอาดปืนลูกโม่ของตัวเองอย่างพิถีพิถัน
ทันใดนั้น การเคลื่อนไหวของเขาก็ชะงักไปชั่วครู่ แววตาเดิมจางหายไป แทนที่ด้วยความลึกล้ำยิ่งกว่า
จิตของลั่วเซินจุติลงมา เขาลุกขึ้นสวมเสื้อโค้ทตัวยาว สวมหมวกทรงสูง แล้วผลักประตูเดินออกไป
.....
ฤดูฝนของซานฟรานซิสโกช่างยาวนานเหลือเกิน แม้แต่อากาศก็ยังชื้นแฉะ
แสงจากตะเกียงแก๊สทอดยาวเป็นเงาสะท้อนบนถนนที่ปูด้วยหินก้อนใหญ่ ผสมผสานเสียงด่าทอของขี้เมาชาวไอริชที่กอดขวดเหล้า กับเสียงหัวเราะหยาบโลนของกะลาสีชาวดัตช์ที่โอบกอดโสเภณีชาวเม็กซิกัน ให้ละลายไปในความมืดอันเหนียวเหนอะหนะนี้
ลั่วเซินผลักประตูไม้ของร้านเหล้าบทเพลงไซเรนเข้าไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ภายในร้านเหล้าคลาคล่ำไปด้วยผู้คน นักขุดทอง กะลาสี กรรมกรท่าเรือ และคนจรจัดหลากหลายประเภทเบียดเสียดกันอยู่
เขากวาดสายตามองไปทั่ว แล้วก็ล็อกเป้าหมายไปที่ชายผู้ดูน่าสมเพชที่มุมบาร์อย่างรวดเร็ว
ในซานฟรานซิสโกปี 1879 เขาเป็นเพียงผู้ลี้ภัยที่ไม่มีใครสนใจ
ในขณะนี้ เขาเพิ่งจะจบการปราศรัยที่สูญเปล่าไปหมาดๆ
เขายืนอยู่บนลังเบียร์ที่โยกเยก ใช้ภาษาอังกฤษที่ยังไม่ค่อยคล่องแคล่วนัก เล่าให้พวกขี้เมาและนักพนันฟังถึงความทุกข์ยากของชาวคิวบาภายใต้เกือกม้าของผู้ล่าอาณานิคมสเปน วาดภาพอนาคตของคิวบาที่เป็นเอกราชและเสรีอย่างเร่าร้อน
แต่สิ่งที่ตอบรับเขา มีเพียงเสียงหัวเราะเยาะประปรายและคำพูดลามกจกเปรตไม่กี่คำ
"เฮ้ ไอ้คิวบา!"
คาวบอยจากเท็กซัสหน้าตาเหี้ยมเกรียมตะโกนขึ้น "แกบอกว่าพวกแกจะแยกตัวเป็นเอกราช? ด้วยปืนเก่าๆ ขึ้นสนิมไม่กี่กระบอกนั่นน่ะนะ? บัดซบเอ๊ย พอเรือรบสเปนแล่นไปถึงลำเดียว พวกแกก็คงต้องคุกเข่าร้องเพลง Come Back to Sorrento กันแล้วมั้ง!"
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!"
ชายอีกคนหัวเราะร่าผสมโรง "นั่นสิ ฉันได้ยินมาว่าก้นของสาวๆ คิวบาเด้งสู้มือดีนะ แข็งกว่ากระบอกปืนของพวกแกตั้งเยอะ!"
โฮเซ มาร์ตี หน้าแดงก่ำ กำหมัดแน่น
แต่สุดท้าย เขาก็หมดแรง ทรุดตัวลงนั่งที่บาร์อย่างหมดอาลัยตายอยาก สั่งเบียร์ดำที่ถูกที่สุดมาแก้วหนึ่ง
ฟองเบียร์ขุ่นคลั่ก รสชาติขมปร่า เหมือนกับความรู้สึกของเขาในตอนนี้
ล้มเหลว ล้มเหลว และล้มเหลวอีกครั้ง เขาเจ็บปวดจนแทบขาดใจ
เขาหนีการไล่ล่าของพวกสเปน ลี้ภัยมาอเมริกา วาดฝันว่าประเทศที่อ้างตัวเป็นประภาคารแห่งเสรีภาพนี้จะให้การสนับสนุนภารกิจกู้ชาติของคิวบา
แต่สิ่งที่เขาได้รับมีเพียงความเย็นชาและการปัดสวะ
นักการเมืองในวอชิงตันหลบหน้าเขาเหมือนหลบโรคระบาด กลัวว่าจะไปกระตุกหนวดจักรวรรดิสเปนที่แก่ชราแต่ยังไม่ตายสนิท
ความเห็นอกเห็นใจจากภาคประชาชนก็ราคาถูกจนไร้ค่า
ในขณะที่เขากำลังจะกระดกความอัปยศอดสูลงคอไปพร้อมกับเบียร์ บาร์เทนเดอร์กลับยกวิสกี้เพียวมอลต์สีอำพันมาวางตรงหน้า
"คุณลูกค้าครับ เหล้าของคุณ"
โฮเซ มาร์ตี ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วส่ายหน้า "ผมไม่ได้สั่ง และผมก็ไม่มีเงินด้วย"
บาร์เทนเดอร์ยิ้ม พยักพายไปทางโต๊ะที่อยู่ไม่ไกล "สุภาพบุรุษท่านนั้นเลี้ยงคุณครับ"
โฮเซ มาร์ตี มองตามสายตาไป ก็พบกับใบหน้าแบบชาวตะวันออก
คนคนนั้นสวมสูทสีดำตัดเย็บประณีต ดูไม่เข้ากับความสกปรกและเสียงจอแจรอบข้าง
ในมือถือแก้ววิสกี้แบบเดียวกัน มองมาที่เขาอย่างสงบนิ่ง
เป็นชายชาวเอเชียเพียงคนเดียวในฝูงชนเมื่อครู่ ที่ไม่หัวเราะเยาะ และตั้งใจฟังคำปราศรัยของเขาจนจบ
โฮเซ มาร์ตี ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ตัดสินใจถือแก้วเหล้าเดินเข้าไปหา
"ขอบคุณสำหรับเหล้าครับคุณผู้ชาย"
"เชิญนั่ง"
ลั่วเซินผายมือ "ผมชื่อหานชิง ผู้จัดการบริษัทรักษาความปลอดภัยไวท์ไทเกอร์"
"โฮเซ มาร์ตี ครับ"
"ผมฟังที่คุณปราศรัยแล้ว คุณมาร์ตี น่าประทับใจมาก และผมเห็นใจในชะตากรรมของชาวคิวบา"
ประโยคนี้กระแทกใจโฮเซ มาร์ตี เข้าอย่างจัง
นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่มาอเมริกา ที่เขาได้ยินคำว่า 'น่าประทับใจ' และ 'เห็นใจ' จากปากของคนที่มีฐานะทางสังคม
ขอบตาเขาร้อนผ่าว ความอัดอั้นที่ทับถมในอกในที่สุดก็พบทางระบาย
"คุณคิดแบบนั้นจริงๆ เหรอครับ?"
"แน่นอน"
ลั่วเซินยิ้มมุมปาก "ไม่อย่างนั้นผมคงไม่เลี้ยงเกลนลิเวตแก้วละ 5 ดอลลาร์ให้คุณหรอก ผมไม่เคยเสียเงินกับเรื่องไร้สาระ"
โฮเซ มาร์ตี กระตือรือร้นขึ้นมาทันที เลื่อนเก้าอี้นั่งลง แล้วระบายเรื่องราวการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชของคิวบา ความโหดร้ายของสเปน ความยากลำบากของกองทัพปฏิวัติ และแนวคิดเกี่ยวกับอนาคตของเขาออกมาอย่างพรั่งพรู แทบจะรอไม่ไหว
ลั่วเซินนั่งฟังอย่างอดทน พยักหน้าเป็นครั้งคราว และตั้งคำถามที่ตรงจุดหนึ่งหรือสองข้อ
สิ่งนี้ทำให้โฮเซ มาร์ตี ยิ่งมั่นใจว่า เขาได้พบกับคนที่เต็มใจรับฟังและมีความสามารถที่จะช่วยเหลือจริงๆ
โดยไม่รู้ตัว เสียงฝนบอกหน้าต่างเริ่มซาลง ผู้คนในร้านเหล้าก็ทยอยกลับกันไปเกินครึ่งแล้ว
โฮเซ มาร์ตี พูดจบในที่สุด หลังจากความตื่นเต้นผ่านพ้นไป เขากลับจ้องมองลั่วเซินอย่างประหม่า เพื่อรอคำตัดสิน
ลั่วเซินนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปาก "คุณมาร์ตี เรื่องราวของคุณมีน้ำหนักมาก ความมุ่งมั่นและศรัทธาของคุณก็ทำให้ผมประทับใจ"
"แต่ว่า นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก การสนับสนุนสงครามกู้เอกราชในต่างแดน ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล และความเสี่ยงก็มหาศาลเช่นกัน บริษัทรักษาความปลอดภัยไวท์ไทเกอร์เป็นบริษัทพาณิชย์ ผมต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นของผม"
"ผมจะกลับไปพิจารณาข้อเสนอของคุณอย่างจริงจัง"
ลั่วเซินยื่นนามบัตรให้ใบหนึ่ง "ผมจะหารือเรื่องนี้กับผู้ถือหุ้นหลักของบริษัท หวังว่าจะให้คำตอบที่น่าพอใจแก่คุณได้"
พูดจบ ลั่วเซินพยักหน้าเล็กน้อย หันหลังเดินออกจากร้านเหล้าไป
โฮเซ มาร์ตี ยืนอึ้งอยู่คนเดียว มือบีบนามบัตรใบนั้นแน่น
คืนนั้น โฮเซ มาร์ตี นอนไม่หลับตลอดทั้งคืน
ความตื่นเต้น ความกังวล ความคาดหวัง...
อารมณ์หลากหลายกัดกินเส้นประสาทของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เดี๋ยวก็รู้สึกว่าความหวังกำลังจะมาถึง เดี๋ยวก็กลัวว่านี่จะเป็นแค่เรื่องตลกร้ายอีกเรื่อง
บางทีเขาอาจจะแค่สนใจชั่ววูบ พอตื่นนอนมาก็อาจจะรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องช่วยตนเลยก็ได้
แต่ดูจากท่าทีที่ตั้งใจฟังคำปราศรัย ก็ไม่น่าใช่คนมักง่ายแบบนั้น
สรุปว่าจะสำเร็จไหมนะ!
เขากระสับกระส่ายจนทำอะไรไม่ถูก จนกระทั่งฟ้าสาง
จิตของลั่วเซินกลับคืนสู่ร่างต้นอีกครั้ง
ฝนยามเช้าเพิ่งหยุดตก กลิ่นหอมสดชื่นของหญ้าและดินลอยฟุ้ง
ในฟาร์มเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
เอ้อร์โก่วกำลังพามือสังหารพลีชีพไม่กี่คนจัดการกับน้ำขังจากพายุเมื่อคืน
ไกลออกไป ลูซี่ โซเฟีย และเอวริล ผู้หญิงสามคนกำลังเล่นสนุกเหมือนเด็กๆ สวมรองเท้าบูทยางส้นสูงย่ำน้ำขังบนสนามหญ้า
พวกเธอเตะน้ำใส่กัน เสียงกรีดร้องและเสียงหัวเราะดังลอยมาแต่ไกล
"น้าเล็กขี้โกง!"
ลูซี่ถูกโซเฟียและเอวริลรุมแกล้งจนโคลนเปื้อนไปทั้งตัว เธอกระทืบเท้าอย่างขัดใจ แล้ววิ่งตรงมาหาลั่วเซินที่ยืนสูบซิการ์อยู่ใต้ระเบียง
"ลั่วเซิน ดูสิคะ พวกเขารังแกหนู!"
เด็กสาวพุ่งเข้าสู่อ้อมกอดของลั่วเซิน กอดเอวเขาไว้อ้อนวอน "คุณต้องช่วยหนูแก้แค้นพวกเขานะ!"
ลั่วเซินหัวเราะ มือข้างหนึ่งโอบเอวเด็กสาว อีกมือตีก้นเธอเบาๆ ทีหนึ่ง
"เอาล่ะๆ เจ้าหญิงของผม คอยดูนะว่าเดี๋ยวผมจะจัดการพวกเธอยังไง"
เขาตอบรับอย่างขอไปที ในหัวยังคงครุ่นคิดถึงชื่อ โฮเซ มาร์ตี
คนคนนี้คือธงนำที่สมบูรณ์แบบ เป็นนักปราศรัยโดยกำเนิด เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่มีสถานะสูงส่งในใจชาวคิวบา
ลั่วเซินต้องยอมรับว่า นี่คือของขวัญที่พระเจ้าประทานมาให้
การชูธงผืนใหญ่นี้เข้าไปในคิวบา จะทำให้มีข้ออ้างที่ชอบธรรม สามารถรวบรวมชาวคิวบาที่ยังลังเลให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้มากที่สุด ลดแรงต้านที่ไม่จำเป็น
รอจนถึงวันที่สงครามกู้เอกราชได้รับชัยชนะ เสียงโห่ร้องยินดีแห่งเสรีภาพดังกึกก้องทั่วฮาวานา
บิดาแห่งชาติผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ ก็สมควรแก่เวลาที่จะนอนตายตาหลับพร้อมกับความรักและเกียรติยศสูงสุดจากประชาชน
อาจจะด้วยอุบัติเหตุ หรืออาจจะตายด้วยน้ำมือการลอบสังหารของเศษเดนสเปน
ยังไงซะ วีรบุรุษที่ตายไปแล้วถึงจะเป็นวีรบุรุษที่สมบูรณ์แบบ!
จากนั้น มือสังหารพลีชีพของเขา อีกร่างหนึ่งของหานชิง หรืออาจจะชื่อฮวน หรือคาร์ลอส จะก้าวออกมาสืบทอดเจตนารมณ์ของวีรบุรุษ ชูธงวีรบุรุษขึ้นสูง และใช้ข้ออ้างการแก้แค้นเพื่อกวาดล้างผู้ต่อต้านที่แฝงตัวอยู่ทั้งหมด นำพาชาวคิวบาสร้างรัฐเอกราชที่เข้มแข็งและเป็นอิสระอย่างแท้จริง
แน่นอนว่า คำจำกัดความของ 'ชาวคิวบา' นี้ จำเป็นต้องตีความใหม่
อินเดียนแดงที่เป็นชนพื้นเมืองของคิวบาถูกชาวสเปนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไปนานแล้ว
ตอนนี้บนเกาะมีแต่คนขาวเชื้อสายสเปน ทาสเชื้อสายแอฟริกัน แรงงานชาวจีนจำนวนมหาศาล และลูกผสมต่างๆ
เป้าหมายของลั่วเซิน คือการผลักดันแรงงานชาวจีนหลายหมื่นคนที่ถูกขายมาเป็น 'ลูกหมู' และถูกกดขี่ในไร่อ้อยเหล่านั้น ให้กลายเป็นชนชาติหลักของประเทศเกิดใหม่นี้
รัฐเอกราชในทะเลแคริบเบียนที่นำโดยชาวจีน และมีประชากรหลักเป็นชาวจีน
ฟังดูเข้าท่าดีทีเดียว
ส่วนพวกเจ้าของไร่เชื้อสายสเปนและผู้เสียผลประโยชน์เหล่านั้นน่ะหรือ?
พวกเขาต้องต่อต้านแน่
แต่ไม่เป็นไร ศพของพวกเขาจะเป็นเครื่องประดับที่เหมาะสมที่สุดบนเสาไฟที่ใช้แขวนคอพวกเดนสเปน
"เฮ้ คุณคิดอะไรอยู่เนี่ย เหม่อเชียว?"
ร่างกายที่นุ่มนิ่มและหอมกรุ่นพุ่งเข้ามาชน ขัดจังหวะความคิดของลั่วเซิน
โซเฟียและเอวริลย่องเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ อาศัยจังหวะที่เขาเผลอ ประทับรอยมือเปื้อนโคลนลงบนเสื้อเชิ้ตของเขาเต็มๆ
"จับตัวได้แล้ว!"
เอวริลหัวเราะคิกคักอย่างได้ใจ
ลั่วเซินมองดูผู้หญิงสองคนที่หัวเราะจนตัวงอ แล้วยิ้มออกมาอย่างอันตราย
"พวกคุณหาเรื่องเองนะ!"
ทันใดนั้นเขาก็ยื่นมือออกไป ท่ามกลางเสียงกรีดร้อง เขาคว้าตัวโซเฟียและเอวริลขึ้นพาดบ่าอย่างง่ายดายข้างละคน
"ว้าย ปล่อยฉันลงนะ ลั่วเซิน คนบ้า!"
"ช่วยด้วย พี่มาลีน!"
สองสาวกรีดร้องพลางทุบตีเขา แต่แรงแค่นั้นไม่ต่างอะไรกับการเกา
ลั่วเซินหัวเราะร่า แบกพวกเธอเดินเข้าไปในตึกเล็ก เตรียมจะสั่งสอนแม่สาวพวกนี้ให้รู้สำนึกเสียหน่อย
ลูซี่ปรบมืออย่างดีใจ อยากจะตามเข้าไปดูเรื่องสนุกด้วย ดูว่าลั่วเซินจะแก้แค้นน้าเล็กกับน้าเอวริลยังไง
แต่ยังไม่ทันจะได้ตามไป ก็ถูกมือข้างหนึ่งดึงไว้เสียก่อน
"ลูซี่ ลูกรัก"
มาลีนยิ้ม แต่ใบหน้ากลับแดงระเรื่ออย่างน่าสงสัย "อย่าไปกวนพวกเขาเลยลูก ไป แม่จะพาไปดูคอกม้า เจ้าพายุหิมะเพิ่งจะคลอดลูกม้าแฝดน่ารักๆ ออกมาเมื่อคืนนี้เอง"
"แต่ว่า..."
ลูซี่เบะปากอย่างไม่ค่อยเต็มใจ
"เชื่อแม่สิ"
มาลีนจูงมือลูกสาวเดินไปทางตรงกันข้ามกับตึกเล็กทันที
ลูซี่ไม่ค่อยพอใจนัก รู้สึกเหมือนแม่จงใจกันท่าเธอ
และเสียงร้องแปลกๆ ของน้าเล็กกับน้าเอวริลที่ดังมาจากชั้นบน ซึ่งฟังดูเหมือนเจ็บปวดแต่ก็เหมือนมีความสุข ยิ่งทำให้เธอสงสัยใคร่รู้เข้าไปใหญ่
.....
คิวบา, เทือกเขาตะวันออก, ภูเขามาเอสตรา
สภาพแวดล้อมที่นี่เลวร้ายถึงขีดสุด ในป่าเต็มไปด้วยแมลงพิษและบึงน้ำ เป็นสถานที่ที่กองทัพรัฐบาลสเปนไม่อยากย่างกรายเข้ามามากที่สุด
โดยธรรมชาติแล้ว มันจึงกลายเป็นที่หลบภัยสุดท้ายของกองกำลังกู้ชาติคิวบา
ลึกเข้าไปในหุบเขาลึกลับ ภายในถ้ำแห่งหนึ่ง คาลิกซ์โต การ์เซีย กำลังเช็ดปืนลูกโม่สุดรักของเขา
เขาเป็นหนึ่งในนายพลที่ได้รับความเคารพสูงสุดในสงครามกู้เอกราชคิวบา เป็นชายแกร่งที่ทำให้ชาวสเปนต้องขวัญผวาเมื่อได้ยินชื่อ
แต่ในขณะนี้ ชายแกร่งผู้นี้กลับมีใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
ในถ้ำยังมีลูกน้องของเขานอนระเนระนาดอยู่อีกหลายสิบคน แทบทุกคนมีบาดแผล
พวกเขาเพิ่งผ่านการฝ่าวงล้อมอันดุเดือดมาหมาดๆ แม้จะโชคดีสลัดหลุดจากการไล่ล่าของกองทัพรัฐบาลสเปนมาได้ แต่กองกำลังก็แทบจะพิการ
ขวัญกำลังใจตกต่ำถึงขีดสุด ความสิ้นหวังเริ่มก่อตัว
"ทำตัวให้กระฉับกระเฉงกันหน่อยสิพวก!"
การ์เซียลุกขึ้นยืน "เราเป็นลูกหลานของคิวบา ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ สงครามเพื่อเอกราชครั้งนี้ มันก็ยังไม่จบเว้ย! ธงแห่งเสรีภาพ จะต้องถูกปักลงบนทุกตารางนิ้วของแผ่นดินคิวบาในที่สุด!"
คำพูดนี้ปลุกใจนักรบหนุ่มๆ ได้บ้าง แต่คนส่วนใหญ่เริ่มด้านชาไปแล้ว
ใครแพ้ใครชนะเห็นกันอยู่ทนโท่ แถมไม่มีใครยอมยื่นมือมาช่วย สงครามครั้งนี้อาจจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้จริงๆ
และพวกเขาอาจจะอยู่ไม่ถึงฤดูหนาวปีหน้าด้วยซ้ำ
ตอนนั้นเอง กองโจรที่เฝ้ายามอยู่หน้าถ้ำก็วิ่งล้มลุกคลุกคลานเข้ามาด้วยท่าทางตื่นตระหนก
"ท่านนายพล ข้างนอก ข้างนอกมีคนกลุ่มหนึ่งมาครับ!"
"บัดซบ!"
การ์เซียคว้าปืนไรเฟิลขึ้นมา ตวาดถามเสียงกร้าว "พวกสเปนเหรอ? กี่คน?"
"ไม่ ไม่เหมือนครับ"
ยามหอบหายใจแฮก "พวกเขาไม่ได้ใส่เครื่องแบบ มีประมาณสามสิบคน แต่ดูท่าทางแข็งแรงมาก กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ครับ!"
ทุกคนตื่นตัวทันที ใครที่ยังขยับไหวต่างคว้าอาวุธ แม้ว่ามันอาจจะเป็นแค่มีดพร้าหรือไม้ปลายแหลมก็ตาม
การ์เซียส่งสัญญาณมือนำลูกน้องฝีมือดีไม่กี่คนย่องไปซุ่มหลังพุ่มไม้หน้าถ้ำ มองออกไปข้างนอก
เห็นขบวนคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินมาจากอีกด้านของหุบเขา
จริงอย่างที่ยามบอก มีประมาณสามสิบคน รูปร่างกำยำล่ำสัน ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นพวกยอดฝีมือ
ในกลุ่มมีทั้งคนดำ คนหน้าตาแบบตะวันออกเหมือนคนจีน และลูกครึ่งผิวคล้ำ แต่ไม่มีคนขาวสเปนแม้แต่คนเดียว
คนนำขบวนดูเหมือนจะรู้ตัวว่าถูกการ์เซียและพวกแอบดูอยู่ จึงหยุดเดิน แล้วชูสองมือขึ้นสูง แสดงเจตนาว่าไม่ได้มาอย่างประสงค์ร้าย
"เรามาขอพบท่านนายพลคาลิกซ์โต การ์เซีย!"
ชายหน้าบากตะโกนก้อง "เราไม่มีเจตนาไม่ดี เราเป็นคนคิวบา มาเพื่อขอเข้าร่วมกับพวกท่าน ช่วยกันไล่ไอ้พวกสเปนลูกผสมออกไปจากบ้านเกิดของเรา!"
การ์เซียขมวดคิ้ว ยังไม่กล้าเผยตัวง่ายๆ
เขาสังเกตกลุ่มแขกไม่ได้รับเชิญอย่างละเอียด อุปกรณ์ของพวกเขาแย่มาก ส่วนใหญ่ถือแค่มีดพร้าและเครื่องมือการเกษตร มีแค่ไม่กี่คนที่สะพายปืนล่าสัตว์เก่าๆ
แต่ท่าทางและแววตาของคนกลุ่มนี้กลับแตกต่างจากทหารของเขาอย่างสิ้นเชิง ทุกคนยืดอกผ่าเผย ในดวงตาฉายแววดุร้ายเหมือนหมาป่า
เมื่อแน่ใจว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่คนสเปนแน่ๆ การ์เซียลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกออกจากพุ่มไม้
"ฉันคือการ์เซีย พวกแกเป็นใคร? มาจากไหน?"
ทันทีที่เห็นการ์เซีย ชายหน้าบากก็แสดงสีหน้าตื่นเต้นดีใจ พวกหนุ่มๆ ด้านหลังก็มองเขาด้วยความเลื่อมใส
"ท่านนายพล ในที่สุดเราก็เจอท่าน!"
ชายหน้าบากรีบเดินเข้าไปหา "ผมชื่อริคาร์โด พวกเรามาจากซานดิเอโกและกวนตานาโม เป็นชาวไร่อ้อยและกรรมกรท่าเรือ พวกเราทนการกดขี่ของพวกสเปนไม่ไหวแล้ว ได้ยินกิตติศัพท์ของท่าน เลยตั้งใจมาสวามิภักดิ์ หวังว่าจะได้รับใช้ท่าน!"
การ์เซียพิจารณาเขาอย่างละเอียด แล้วมองดูพวกหนุ่มๆ ด้านหลัง เส้นประสาทที่ตึงเครียดในที่สุดก็ผ่อนคลายลง
"ยินดีต้อนรับ พี่น้องของฉัน"
การ์เซียกางแขนออก "เอกราชของคิวบา ต้องการลูกหลานทุกคนที่รักแผ่นดินนี้!"
กลุ่มคนหนุ่มสาวที่ปลอมตัวโดยมือสังหารพลีชีพของลั่วเซินกลมกลืนเข้ากับกองโจรกลุ่มนี้ได้อย่างรวดเร็ว
พวกเขานำอาหารมาด้วย ช่วยทำแผลให้คนเจ็บ ใช้ความมองโลกในแง่ดีและความเข้มแข็งแพร่ระบาดไปสู่คนรอบข้าง
นักรบกองโจรเก่าๆ ยอมรับเพื่อนใหม่ที่เต็มไปด้วยพลังชีวิตกลุ่มนี้อย่างรวดเร็ว
ราตรีมาเยือน กองไฟถูกจุดขึ้นในถ้ำ
ทุกคนนั่งล้อมวงกัน แบ่งปันอาหารที่มีอยู่น้อยนิด
มือสังหารพลีชีพหนุ่มคนหนึ่งมองไปที่เข็มขัดกระสุนอันว่างเปล่าของทหารเก่าคนหนึ่ง แล้วถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "พี่ชาย อาวุธกับกระสุนของเราไปไหนหมด?"
พอคำถามนี้หลุดออกมา บรรยากาศก็อึดอัดขึ้นมาทันที
ทหารเก่าคนนั้นยิ้มขื่น "ยิงหมดแล้ว กระสุนที่เหลือทั้งกองร้อยตอนนี้ รวมกันยังไม่ถึงสิบนัดเลย"
ทุกคนที่เพิ่งจะร่าเริงขึ้นมาบ้างต่างพากันเงียบกริบอีกครั้ง
ปืนที่ไม่มีกระสุน ยังแย่กว่าไม้ฟืนเสียอีก
ต่อให้มีพวกพ้องมาช่วยเพิ่ม ก็อาจจะแค่เพิ่มจำนวนศพเท่านั้น
คาลิกซ์โต การ์เซีย ถ่มน้ำลายลงพื้น แล้วลุกพรวดขึ้น "เลิกทำหน้าเหมือนญาติเสียกันสักทีสิวะ! ฉันจะบอกอะไรให้ อย่าไปกลัว ไม่มีปืนไม่มีกระสุน เราก็ไปแย่งมาจากพวกสเปนสิวะ!"
"ฉันรู้จักที่ที่หนึ่ง ใกล้ๆ เมืองซิโบนีย์ มีคลังแสงของพวกสเปนอยู่ การคุ้มกันไม่แน่นหนานัก แต่มีอาวุธกระสุนเก็บไว้พอที่จะติดอาวุธให้ทหารได้ทั้งกรม!"
"เมื่อก่อนคนเราไม่พอ ฉันไม่มั่นใจจริงๆ แต่ตอนนี้..."
เขามองไปที่กลุ่มมือสังหารพลีชีพสามสิบคนนั้นอย่างลึกซึ้ง แววตาเป็นประกาย "ตอนนี้ มีพี่น้องใหม่มาร่วมด้วย บางทีเราอาจจะลองเสี่ยงดูสักตั้ง!"

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 158 เชื้อไฟแห่งโลกเก่า และบิดาผู้สร้างชาติแห่งดินแดนใหม่ [ฟรี]

ตอนถัดไป