บทที่ 48 ความตระหนักรู้ของโม่โหย่วเสวี่ย
บทที่ 48 ความตระหนักรู้ของโม่โหย่วเสวี่ย
จุดเผาศพตั้งอยู่ที่ลานจอดรถกลางแจ้งร้างทางด้านตะวันตกสุดของฐาน
ยังไม่ทันเดินเข้าไปใกล้ โม่โหย่วเสวี่ยก็ได้กลิ่นที่ชวนให้คลื่นไส้อาเจียนโชยมาแตะจมูก
กลิ่นเหม็นเน่าของเนื้อไหม้เกรียมผสมปนเปกับกลิ่นสารเคมีบางอย่างพุ่งเข้าใส่โพรงจมูกอย่างรุนแรง
“เชิญทางนี้ครับคุณโม่” หลี่ฮัวเดินนำทางอย่างพินอบพิเทา รองเท้าหนังเหยียบย่ำลงบนคราบเลือดแห้งกรังบนพื้น
เขาจงใจชะลอฝีเท้าลง เพื่อให้โม่โหย่วเสวี่ยได้เห็นภาพระหว่างทางอย่างชัดเจน
ผู้รอดชีวิตสิบกว่าคนในสภาพเสื้อผ้าขาดวิ่นกำลังเข็นรถเข็นเหล็ก
บนรถเข็นกองทับถมไปด้วยศพที่บิดเบี้ยวผิดรูป ของเหลวสีแดงคล้ำไหลซึมออกมาจากรอยต่อของรถเข็นไม่ขาดสาย ลากเป็นทางยาวเหนียวหนืดบนพื้นซีเมนต์
เมื่อเห็นภาพนี้ กระเพาะของโม่โหย่วเสวี่ยก็บีบตัวอย่างรุนแรง
เธอขยุ้มผ้าข้างกระโปรงชุดสาวใช้ไว้แน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
ศพเหล่านั้น บางร่างเน่าเปื่อยอย่างรุนแรงจนเห็นกระดูกสีขาวโพลน
บางร่างยังคงสีหน้าดุร้ายก่อนตายเอาไว้ ดวงตาขุ่นมัวเบิกโพลงจ้องมองท้องฟ้า
ที่น่ากลัวที่สุดคือศพสองสามร่างที่เห็นได้ชัดว่าเพิ่งตายได้ไม่นาน ผิวหนังเป็นสีเขียวอมเทาดูน่าขนลุก ราวกับวินาทีถัดไปจะลุกพรวดพราดขึ้นมาอาละวาด
“งานตรวจศพของเราเรียบง่ายมาก” หลี่ฮัวเตะแขนขาดท่อนหนึ่งที่ขวางทางออกไป “รถขนศพแต่ละคันเข้ามา คุณก็แค่จดจำนวนลงในตาราง”
เขาล้วงปึกแบบฟอร์มลงทะเบียนออกมาจากกระเป๋าเอกสารราวกับเล่นมายากล “นี่ แบบนี้ หวังเหล่าอู่ ห้าศพ 5 คะแนนสะสม”
ทันใดนั้นเขาก็คว้าตัวชายชราหลังค่อมคนหนึ่งที่เดินผ่านมา “เหล่าจาง ทำให้คนใหม่ดูเป็นตัวอย่างหน่อยซิ!”
ชายชราฉีกยิ้มประจบพลางเปิดผ้าใบกันน้ำบนรถเข็นออก
กลิ่นเหม็นเน่าระเบิดออกมาทันที โม่โหย่วเสวี่ยผงะถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว
ด้านบนสุดของกองศพคือเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ใบหน้าหายไปครึ่งแถบ แต่กิ๊บติดผมสีชมพูยังคงติดอยู่ที่ผมส่วนที่เหลืออยู่อย่างน่าเวทนา
“อ้วก” เธอทนไม่ไหวอีกต่อไป หันหลังไปโก่งคออาเจียนแห้งๆ ออกมา
เสียงหัวเราะเยาะด้วยความประสงค์ร้ายของหลี่ฮัวดังขึ้นข้างหู “คุณหนูใหญ่ต้องรีบปรับตัวหน่อยนะ วันนี้คาดว่าจะต้องจัดการอีกตั้งสามร้อยกว่าศพ”
เขาจงใจใช้ปากกาหมึกซึมเคาะที่ตารางลงทะเบียน “อ้อ จริงสิ ศพทั้งหมดต้องผ่ากะโหลกตรวจสอบด้วยนะ เผื่อว่าเป็นศพที่ถูกคนเป็นฆ่า สีของสมองมันจะไม่เหมือนกัน”
โม่โหย่วเสวี่ยยกแขนเสื้อขึ้นปิดปาก เหงื่อเย็นชุ่มโชกแผ่นหลัง
แสงแดดพลันดูแสบตาขึ้นมาทันที เธอเห็นเงาของตัวเองบนพื้นสั่นระริกราวกับใบไม้ร่วง
ในวินาทีนั้นเอง เธอได้ยินเสียงบางอย่างแตกสลายลงอย่างชัดเจน
นั่นคือความหยิ่งทะนงที่เธอเคยถือดีว่าอยู่เหนือผู้อื่น
“เริ่มงานเถอะ” หลี่ฮัวยัดปากกาหมึกซึมใส่มือที่สั่นเทาของเธอ “นั่น ชุดป้องกันอยู่ตรงนั้น”
เขาชี้ไปที่ชุดยางเปื้อนคราบสกปรกน่าสงสัยในมุมห้อง “ถึงจะเป็นรูนิดหน่อย แต่ยังไงคุณหนูใหญ่ก็ไม่กลัวสกปรกอยู่แล้ว ใช่ไหมล่ะครับ?”
โม่โหย่วเสวี่ยมองไปทางทิศที่ตั้งของคฤหาสน์
กระจกกันกระสุนสะท้อนแสงเย็นเยียบภายใต้แสงอาทิตย์ ดูราวกับหอคอยงาช้างที่ไกลเกินเอื้อม
จู่ๆ เธอก็นึกถึงใบหน้าแดงระเรื่อของอันรั่วหรานเมื่อเช้านี้ นึกถึงท่าเดินที่ดูขัดเขินของอีกฝ่าย และนึกถึงความอิ่มเอิบใจลึกลับที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีเคารพนบนอบนั้น
จู่ๆ เธอก็หัวเราะเบาๆ ออกมา
หลี่ฮัวชะงักไปกับปฏิกิริยาผิดปกติของเธอ “คุณหัวเราะอะไร?”
โม่โหย่วเสวี่ยค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แสงแดดทาบเงาลงใต้ขนตา แต่ไม่อาจปกปิดเปลวไฟที่ลุกโชนขึ้นอย่างกะทันหันในดวงตาได้
เธอเข้าใจแล้วในที่สุด
ในโลกที่พังทลายใบนี้ ศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจที่เรียกขานกัน เป็นเพียงเศษเดนที่ผู้แข็งแกร่งเจือจานลงมาให้ผ่านร่องนิ้ว
กฎเกณฑ์ทางธุรกิจทั้งหมดที่พ่อสอนเธอมานั้นไร้ผล ที่นี่มีเพียงกฎแห่งป่าดงดิบที่ดิบเถื่อนที่สุดเท่านั้นที่ใช้การได้
“เปล่า” เธอคลายมือออก ปากกาหมึกซึมร่วงลงกระแทกพื้นเปื้อนเลือดดัง “กริ๊ก” “ฉันแค่คิดอะไรบางอย่างออก”
เสียงรถเข็นดังเอี๊ยดอ๊าดแว่วมาแต่ไกล ศพอีกชุดถูกขนมาถึงแล้ว
กลิ่นเหม็นเน่าโชยปะทะหน้า แต่ครั้งนี้โม่โหย่วเสวี่ยไม่ถอยหนี
เธอเดินตรงไปยังกองชุดป้องกันยางที่ส่งกลิ่นเหม็นฉุนพวกนั้น หยิบชุดที่สกปรกที่สุดขึ้นมาสวมใส่โดยไม่ลังเล
ยางขึ้นราแนบสนิทไปกับผิว สัมผัสเย็นเยียบทำให้เธอตัวสั่นสะท้าน แต่การเคลื่อนไหวของเธอกลับไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
“ไม่ใช่ว่าต้องผ่ากะโหลกตรวจเหรอ?” เธอเป็นฝ่ายหยิบตะขอเหล็กขึ้นมา น้ำเสียงสงบนิ่งจนน่ากลัว “สอนฉันสิ ว่าดูสมองยังไง”
หลี่ฮัวมองดูคุณหนูใหญ่ที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันคนนี้ด้วยความตกตะลึงระคนสงสัย
แสงแดดส่องกระทบมือที่เปื้อนหมึกของเธอ มือคู่นั้นกำลังเรียนรู้เทคนิคการพลิกศพตรวจอย่างเก้ๆ กังๆ แต่มุ่งมั่น
แก้มขาวผ่องของเธอกระเซ็นไปด้วยน้ำเหลืองจากศพ ชุดสาวใช้ผ้าไหมราคาแพงถูกชุดป้องกันทับจนมองไม่เห็นสีเดิม แต่แผ่นหลังของเธอกลับเหยียดตรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
ที่แท้นี่ก็คือสัจธรรมที่อันรั่วหรานเข้าใจมาตั้งนานแล้ว
โม่โหย่วเสวี่ยใช้ตะขอเหล็กงัดกะโหลกของซอมบี้เพศชายตัวหนึ่ง เนื้อสมองที่เน่าเปื่อยกระเด็น “ผลุะ” ใส่ถุงมือของเธอ
เธอจ้องมองก้อนวัตถุสีขาวขุ่นนั้น แล้วจู่ๆ ก็เข้าใจทางเลือกทั้งหมดของเพื่อนสนิท
กระต่ายน้อยที่มักจะหลบอยู่หลังคนอื่นเสมอตัวนั้น ที่แท้มองเห็นความจริงของโลกใบนี้ได้เร็วกว่าเธอเสียอีก
ในซากปรักหักพังที่ระเบียบวินัยล่มสลาย ความงามและสติปัญญาของผู้หญิงเป็นเพียงสินค้าที่รอการประเมินราคา และการลงทุนที่ฉลาดที่สุด ก็คือการขายตัวเองให้กับผู้ชายที่แข็งแกร่งที่สุด
“ทำได้ไม่เลวนี่” เสียงประชดประชันของหลี่ฮัวดังมาจากด้านหลัง “ดูท่าคุณหนูใหญ่จะมีพรสวรรค์นะเนี่ย”
โม่โหย่วเสวี่ยไม่สนใจคำเยาะเย้ยของเขา
เธอจดตัวเลขลงไปอย่างเป็นเครื่องจักร แต่ในหัวกลับปรากฏภาพดวงตาลึกล้ำไร้ก้นบึ้งคู่นั้นของหลินเย่
ดวงตาคู่นั้นยามมองเธอและอันรั่วหราน เหมือนกับกำลังมองสินค้าสองชิ้นที่รอการประเมิน
และตอนนี้เธอเข้าใจมาตรฐานการประเมินแล้ว ไม่ใช่วุฒิการศึกษา ไม่ใช่ชาติตระกูล แต่เป็นใครที่สามารถทำให้เขาพอใจได้มากกว่า ใครที่... มีประโยชน์มากกว่า
“คันต่อไป!” เธอตะโกนเรียกเสียงดัง ในน้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดบางอย่าง
ชายชราที่เข็นรถสะดุ้งโหยง เกือบทำกองศพคว่ำ
.....
เมื่อแสงอาทิตย์ยามอัสดงย้อมควันไฟจากจุดเผาศพให้กลายเป็นสีเลือด โม่โหย่วเสวี่ยก็ถอดชุดป้องกันที่ชุ่มไปด้วยกลิ่นศพออก
เธอยืนอยู่หน้ากระจกบานเก่าๆ ที่ขึ้นสนิมเหลืองในห้องน้ำ มองดูตัวเองที่แปลกตาแต่คุ้นเคยในกระจก ผมเผ้ายุ่งเหยิง ริมฝีปากซีดขาว และดวงตาคู่นั้นที่ลุกโชนไปด้วยความทะเยอทะยาน
เธอค่อยๆ ปลดกระดุมคอเสื้อชุดสาวใช้ ปลายนิ้วลูบไล้ผ่านผิวเนียนละเอียดใต้ไหปลาร้า
ตรงนี้ควรจะพรมด้วยน้ำหอมชาแนลนัมเบอร์ไฟว์ แต่ตอนนี้กลับเปื้อนไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่าที่ล้างไม่ออก
ผู้หญิงในกระจกพลันยกยิ้มเย็นชาขึ้นมา นิ้วมือเลื่อนไล่ลงไปตามส่วนเว้าโค้งอย่างเชื่องช้า
“คอยดูเถอะ...” เธอกระซิบกับอันรั่วหรานในจินตนาการ “สิ่งที่เธอทำได้... ฉันจะทำให้ดียิ่งกว่า”
น้ำแร่ราดรดลงบนใบหน้า เสียงน้ำดังซู่ซ่า ผสมปนเปไปกับเสียงสะอื้นไห้ที่ถูกกดข่มเอาไว้ของเธอ
แต่เมื่อโม่โหย่วเสวี่ยเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ความอ่อนแอทั้งหมดก็ถูกชะล้างออกไปจนหมดสิ้น
สิ่งที่สะท้อนอยู่ในกระจก ไม่ใช่คุณหนูใหญ่ที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอีกต่อไป แต่เป็นผู้หญิงที่พร้อมจะแลกด้วยทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อการมีชีวิตรอด
แสงไฟจากคฤหาสน์ไกลๆ ทยอยสว่างขึ้น เหมือนพระราชวังที่ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางความมืด
โม่โหย่วเสวี่ยเช็ดนิ้วทุกนิ้วจนสะอาดสะอ้าน จากนั้นก็ล้วงลิปสติกแท่งโปรดที่เหลืออยู่ครึ่งเดียวออกมาจากกระเป๋าลับที่ชายกระโปรง
นี่คือของฟุ่มเฟือยชิ้นสุดท้ายของเธอ ตอนนี้มันกลายเป็นอาวุธที่คมกริบที่สุด
ยามที่ลิปสติกสีแดงสดวาดผ่านริมฝีปาก เธอนึกถึงคราบครีมสีขาวที่น่าสงสัยตรงมุมปากของอันรั่วหรานเมื่อเช้านี้