บทที่ 50 พลังรบอันแข็งแกร่ง
บทที่ 50 พลังรบอันแข็งแกร่ง
เวลา 18:15 น. คฤหาสน์หยุนจง · ห้องนอน
โม่โหย่วเสวี่ยพาร่างที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและอารมณ์อันซับซ้อนกลับมาหยุดยืนที่หน้าประตูห้องนอนของตัวเอง
ทันทีที่เธอก้าวเท้าเข้าไป ก็เห็นอันรั่วหรานนั่งรออยู่ขอบเตียง พอเห็นเธอปุ๊บ อีกฝ่ายก็เผยรอยยิ้มสดใส รีบเดินกะเผลกเข้ามาต้อนรับทันที
“เสวี่ยเอ๋อร์! เธอกลับมาแล้ว! วันนี้เป็นยังไงบ้าง? ชินหรือยัง?”
โม่โหย่วเสวี่ยไม่ได้ตอบคำถาม เพียงแค่จ้องมองเธอเงียบๆ
ในดวงตาคู่ที่เคยใสกระจ่างคู่นั้น บัดนี้กำลังปั่นป่วนไปด้วยอารมณ์มากมายที่ยากจะเอื้อนเอ่ย
ความริษยา ความไม่ยินยอม ความน้อยใจ และความ... เด็ดเดี่ยวบางอย่างที่ยากจะสังเกตเห็น
อันรั่วหรานถูกเธอมองจนรู้สึกขนลุก จึงถามออกไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ “เป็นอะไรไปเสวี่ยเอ๋อร์? หรือว่า... จะเหนื่อยเกินไป?”
โม่โหย่วเสวี่ยพลันหัวเราะเบาๆ แล้วส่ายหน้า “ไม่เป็นไร แค่เหนื่อยนิดหน่อย ฉันขอไปอาบน้ำก่อนนะ”
พูดจบ เธอก็เดินตรงไปยังห้องน้ำ ทิ้งให้อันรั่วหรานยืนกะพริบตาปริบๆ อยู่ที่เดิมด้วยความงุนงง
สิบกว่านาทีต่อมา ประตูห้องน้ำก็เปิดออกอีกครั้ง
โม่โหย่วเสวี่ยเดินเช็ดผมที่เปียกชื้นออกมา ทั้งเนื้อทั้งตัวดูสดชื่นขึ้นเหมือนคนละคน
เธอเปลี่ยนมาสวมชุดสาวใช้ที่สะอาดสะอ้าน ความเหนื่อยล้าบนใบหน้าดูเหมือนจะถูกกวาดทิ้งไปจนหมดสิ้น แทนที่ด้วยความสงบนิ่งที่ดูแปลกประหลาด
“ไปกันเถอะรั่วหราน” เธอพูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย “ได้เวลาเตรียมมื้อเย็นให้เขาแล้ว”
ภายในห้องครัว
สองสาวสาละวนอยู่กับการจัดการหม้อไหจานชามอย่างทุลักทุเล
อันรั่วหรานพยายามจะทอดสเต๊กเนื้อ ส่วนโม่โหย่วเสวี่ยรับหน้าที่หั่นผลไม้
ทว่า
“ปัง!”
สเต๊กเนื้อในกระทะไหม้เกรียมเป็นตอตะโก ส่งควันสีดำที่ดูน่าสงสัยลอยโขมง
“เอ่อ...” อันรั่วหรานเอาตะหลิวจิ้มเจ้า ถ่านหิน ก้อนนั้นอย่างขัดเขิน “หรือว่า... ทำใหม่ดี?”
ความพยายามครั้งที่สอง พวกเธอเปลี่ยนวิธี ใช้การต้ม
ผลลัพธ์คือสเต๊กเนื้อที่เพิ่งขึ้นจากหม้อมีสีเขียวดูพิสดาร แถมบนผิวน้ำยังมีฟองน่าสงสัยลอยฟูฟ่อง
“.....”
สองสาวมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ในที่สุดก็พร้อมใจกันล้มเลิกความคิดเพ้อฝันที่จะ ทำอาหาร นี้ไปอย่างเงียบๆ แล้วหันไปหยิบสเต๊กเนื้อแช่แข็งกับจานผลไม้รวมออกมาจากตู้เย็นอย่างว่านอนสอนง่าย
ภายในห้องนอนหลัก
“ท่านจอมพล อาหารเสร็จแล้วค่ะ” อันรั่วหรานเคาะประตูเบาๆ
“เข้ามา”
สองสาวยกมื้อเย็นอันเรียบง่ายเดินเข้ามาในห้อง
หลินเย่กำลังนอนเอนกายอย่างเกียจคร้านอยู่บนโซฟา เมื่อเห็นอาหารที่พวกเธอยกมา เขาก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
สเต๊กเนื้อแบบกึ่งสุกกึ่งดิบ กับผลไม้ที่หั่นมาอย่างบิดๆ เบี้ยวๆ
แต่สำหรับวันสิ้นโลก นี่ถือเป็นมื้ออาหารที่หรูหราฟุ่มเฟือยแล้ว
“เริ่มชินหรือยัง?” หลินเย่หั่นสเต๊กพลางเอ่ยถามโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง
“พอไหวค่ะ!” อันรั่วหรานรีบตอบทันควัน ดวงตาเป็นประกายวิบวับ “วันนี้ตามหัวหน้าทีมเฉินไปเรียนรู้อะไรตั้งเยอะ เป็นความรู้ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนทั้งนั้นเลยค่ะ ต้องขอบคุณท่านจอมพลที่มอบโอกาสนี้ให้ฉัน!”
หลินเย่ยิ้ม “ตั้งใจทำให้ดีก็พอ”
“รับทราบค่ะ ท่านจอมพล!” อันรั่วหรานรับคำโดยสัญชาตญาณ
วินาทีถัดมา จู่ๆ เธอก็ตรึกตรองถึงความหมายแฝงของประโยคนี้ ใบหน้าพลันแดงซ่านขึ้นมาทันที
คุณพระช่วย! เขาพูดจาแบบนี้ต่อหน้าเสวี่ยเอ๋อร์ได้ยังไง! เธอเขินจนนิ้วเท้าจิกเกร็ง หัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะ
โม่โหย่วเสวี่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เข้าใจความนัยนั้นเช่นกัน มุมปากกระตุกเล็กน้อย พลางกลอกตามองบนในใจ: ไม่อายฟ้าอายดินบ้างเลย!
“แล้วเธอล่ะ?” หลินเย่หันไปทางโม่โหย่วเสวี่ย
โม่โหย่วเสวี่ยเม้มริมฝีปาก สุดท้ายก็เอ่ยออกมาแค่สองคำ “ก็พอไหว”
เธอไม่ได้เล่าว่าวันนี้ตัวเองต้องพลิกศพเน่าเฟะไปกี่ศพ ไม่ได้บอกว่าตัวเองอาเจียนไปกี่รอบ และยิ่งไม่ได้พูดถึงสายตาอันน่าขยะแขยงของหลี่ฮัว
เธอเพียงแค่ยืนสงบนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับสาวใช้ตัวจริง
สิบนาทีต่อมา หลินเย่ทานผลไม้ชิ้นสุดท้ายเสร็จ ก็เช็ดปากอย่างพึงพอใจ “โม่โหย่วเสวี่ย เก็บจานไป อันรั่วหราน ป้อนผลไม้ให้ฉัน”
โม่โหย่วเสวี่ยก้มหน้าลง เดินเข้าไปเก็บจานชามเงียบๆ
นิ้วมือของเธอสั่นเทาเล็กน้อย แต่ใบหน้ายังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยเอาไว้
ขณะที่เธอถือจานหันหลังเดินจากไป ด้านหลังก็แว่วเสียงออดอ้อนของอันรั่วหรานและเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบาๆ ของโซฟา
วินาทีที่ประตูปิดลง โม่โหย่วเสวี่ยถึงยอมปล่อยให้อารมณ์ของตัวเองเผยออกมาเล็กน้อย
เธอกำหมัดแน่น แต่ครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะความอัปยศ แต่เป็นเพราะความมุ่งมั่นอันตรายบางอย่างที่เพิ่งก่อตัวขึ้น
ภายในห้องนอน
อันรั่วหรานขดตัวอยู่ในอ้อมกอดของหลินเย่ราวกับลูกแมวน้อย ทุบอกเขาเบาๆ “เจ้านายใจร้าย... เมื่อกี้พูดเรื่องน่าอายแบบนั้นต่อหน้าเสวี่ยเอ๋อร์ได้ยังไงคะ...”
หลินเย่ชะงัก “เรื่องอะไร?”
“ก็... ก็ไอ้เรื่อง... ‘ตั้งใจทำ’ นั่นแหละค่ะ...” เสียงของเธอแผ่วเบาลงเรื่อยๆ สุดท้ายก็ซุกหน้าลงกับอกเขา เขินจนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมา
หลินเย่ถึงเพิ่งจะเข้าใจ เลยหัวเราะร่าออกมาทันที “เธอคิดไปถึงไหนเนี่ย? ฉันหมายถึงเรื่องงาน!”
“เอ๊ะ?” อันรั่วหรานเงยหน้าขวับ ทำหน้าเอ๋อ
เมื่อเห็นสีหน้าใสซื่อของเด็กสาวในอ้อมกอด หลินเย่ก็อดหัวเราะเสียงดังลั่นไม่ได้
เขาเองก็คิดไม่ถึงว่า ประโยคที่พูดไปลอยๆ ของตัวเอง จะพาเลี้ยวขึ้นทางด่วนไปซะแล้ว
เขาบีบจมูกเธอเบาๆ “แต่ไหนๆ เธอก็เสนอมาแล้ว... งั้นคืนนี้ก็ ‘ตั้งใจทำ’ ให้ดีแล้วกัน”
“อื้อ... เจ้านายแกล้งคน...” อันรั่วหรานทั้งอายทั้งเคือง แต่กลับถูกเขาพลิกตัวกดลงไปอยู่ใต้ร่างเสียแล้ว
“เบาๆ หน่อยค่ะ... เจ้านาย... ระวังเสวี่ยเอ๋อร์จะได้ยิน...”
“หึ ได้ยินก็ให้ได้ยินไปสิ...”
“อื้มมม...”
ในห้องพลันมีเสียงที่ทำให้คนหน้าแดงดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
นอกหน้าต่าง แสงอาทิตย์ยามอัสดงเส้นสุดท้ายถูกความมืดกลืนกินไปจนหมดสิ้น
ส่วนในห้องครัว โม่โหย่วเสวี่ยกำลังจ้องมองจานชามในอ่างล้างจาน ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
เวลา 19:15 น. ทางเดินในคฤหาสน์
โม่โหย่วเสวี่ยจัดการครัวเสร็จ เพิ่งจะเดินมาถึงหน้าประตูห้องนอน ก็ได้ยินเสียงที่ทำให้หน้าแดงหูร้อนดังลอดออกมาจากข้างใน
เสียงหอบหายใจของอันรั่วหรานหวานหยดย้อย บาดลึกเข้าไปถึงกระดูก ผสมปนเปไปกับเสียงร้องขอความเมตตาและเสียงสะอื้นไห้ที่ขาดห้วง รวมถึงเสียงทุ้มต่ำของหลินเย่ คลอเคล้าไปกับเสียงเอี๊ยดอ๊าดของโซฟาที่กำลังรับภาระหนักอึ้ง
“อื้อ... เจ้านาย... เบาหน่อย...”
นิ้วมือของโม่โหย่วเสวี่ยชะงักค้างอยู่กลางอากาศ อีกแค่นิดเดียวก็จะกดลงบนลูกบิดประตูอยู่แล้ว
ใบหูของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาทันที หัวใจเต้นโครมคราม สุดท้ายเธอก็ไม่มีความกล้าพอที่จะเปิดประตูเข้าไป ทำได้เพียงกัดริมฝีปาก แล้วย่องเงียบๆ ถอยกลับไปที่ห้องของตัวเอง
ปัง!
เธอปิดประตู ร่างค่อยๆ ไหลรูดลงไปกองกับพื้นโดยเอาหลังพิงบานประตูไว้ สองมือปิดหูแน่น
แต่เสียงอันน่าอายนั้นราวกับมีเวทมนตร์ มันทะลุกำแพงเจาะเข้ามาในหูของเธออย่างชัดเจน
โม่โหย่วเสวี่ยเตะพรมอย่างอับอายระคนโกรธ “นังตัวดี! ทำไมถึงร้องได้... ได้...”
เธอหาคำมาอธิบายไม่ได้ เลยได้แต่ซุกหน้าลงกับหัวเข่า
สิ่งที่ทำให้เธอสติแตกที่สุดคือ เธอเริ่มจินตนาการภาพเหตุการณ์ในห้องนอนหลักขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้อีกแล้ว
ร่างกายกำยำของหลินเย่ แววตาที่พร่ามัวของอันรั่วหราน และท่วงท่าลีลาที่ทำให้เลือดลมสูบฉีดเหล่านั้น
“สัตว์ป่าชัดๆ...” เธอกัดฟันด่าทอ แต่กลับรู้สึกว่าอุณหภูมิในร่างกายของตัวเองพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
คฤหาสน์หยุนจงอันยิ่งใหญ่ การตกแต่งจะไม่มีระบบเก็บเสียงเชียวหรือ? เว้นเสียแต่ว่า... เว้นเสียแต่ว่าจงใจ!
โม่โหย่วเสวี่ยยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห ปกติอันรั่วหรานดูบอบบางอ่อนหวานแท้ๆ ทำไมพอขึ้นเตียงถึงได้... ถึงได้ปล่อยเนื้อปล่อยตัวขนาดนี้?
เวลา 19:30 น.
ในที่สุด ทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความสงบ
โม่โหย่วเสวี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทิ้งตัวลงนอนแผ่หลากับเตียงอย่างหมดแรง
เธอลูบแก้มที่ร้อนผ่าวของตัวเอง ในใจรู้สึกโล่งอก แต่ก็มีความหวาดหวั่นสายหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
พลังรบของผู้ชายคนนี้น่ากลัวเกินไปแล้วมั้ง?
ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้ อันรั่วหรานยังลุกจากเตียงไหวอีกเหรอ?
สิ่งที่เธอไม่รู้คือ สมรรถภาพร่างกายของหลินเย่ที่ผ่านการฉีดเซรุ่มปรับปรุงยีนมาแล้วนั้น เหนือกว่าคนธรรมดาไปไกลลิบ
.....
ภายในห้องนอนหลัก
บนโซฟาที่ยุ่งเหยิง หลินเย่มองดูอันรั่วหรานที่หมดเรี่ยวแรงอยู่ในอ้อมกอด แววตาฉายความสงสารวูบหนึ่ง
ผิวขาวผ่องของหญิงสาวเต็มไปด้วยรอยรักที่ดูคลุมเครือ บนขนตายังมีหยาดน้ำตาเกาะพราว ร่างทั้งร่างอ่อนระทวยพิงอกเขา แม้แต่นิ้วมือยังยกไม่ขึ้น
ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ เธอไม่รู้ว่าถูกเคี่ยวกรำไปกี่รอบแล้ว แต่ก็ยังพยายามให้ความร่วมมือกับเขาอย่างเต็มที่
แม้หลินเย่จะรู้ดีว่า ในความ ว่านอนสอนง่าย นี้ มีความหวาดกลัวต่ออำนาจและความต้องการประจบเอาใจผสมอยู่มากแค่ไหน แต่พอเห็นสภาพอ่อนล้าของเธอ เขาก็อดใจอ่อนไม่ได้
“เจ้านาย... วันนี้ไม่ไหวแล้วจริงๆ ค่ะ...” เสียงของอันรั่วหรานแหบพร่า ปนสะอื้นไห้ร้องขอความเมตตา “พรุ่งนี้... พรุ่งนี้ค่อยต่อได้ไหมคะ...”
หลินเย่จูบหน้าผากเธอเบาๆ “ตกลง เธอพักผ่อนเถอะ”
เขาลุกขึ้น คว้าผ้าห่มมาคลุมร่างให้อันรั่วหราน “เดี๋ยวฉันไปหาอะไรให้กิน กินเสร็จจะได้นอนพักยาวๆ”
อันรั่วหรานปรือตาขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มที่เหนื่อยล้าแต่เปี่ยมสุข “ขอบคุณค่ะเจ้านาย...”
หลินเย่ขยี้ผมเธอเบาๆ แล้วหันหลังเดินไปทางห้องครัว
ตอนที่เดินผ่านห้องของโม่โหย่วเสวี่ย ฝีเท้าของเขาก็ชะงักไปเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ