บทที่ 32 เหลวไหลสิ้นดี

“นี่มัน……”

กุยมู่หลางก็ถึงกับงุนงงไปในบัดดล

หลี่จิ้งกับนาจา บิดากับบุตรกลับต่อยตีมวยหมัดใส่กันเอง ก่อนจะหันไปซัดจวินหลิงร่วมกันอย่างไร้สาเหตุ

ยังมีกองทหารเทพอยู่รอบๆ ก็ล้วนตะลุมบอนต่อสู้กันอลหม่าน เหตุการณ์ชุลมุนเหลือจะพรรณนา

เทพเซียนรุมต่อยกันเองหรือ

กุยมู่หลางถึงกับเบิกตาโพลงราวจะหลุดร่วงลงพื้น

เขาไม่เคยประสบพบเห็นเหตุการณ์เยี่ยงนี้มาก่อนเลย

พวกท่านคือเทพเซียน หาใช่อันธพาลเกกมะเหรก มาชกต่อยกันหน้าประตูเรือนผู้อื่นเรียกว่ากระไรเล่า

กุยมู่หลางถึงกับใบ้กินไปพักใหญ่

เขารู้อยู่ว่าจักรพรรดิหยกทรงส่งหลี่จิ้งมาฝึกทหารที่นี่

ทว่า จักรพรรดิหยกให้พวกท่านมาฝึกพล หาได้มีรับสั่งให้มาชกต่อยกันไม่

ยิ่งไปกว่านั้นที่เหลวไหลยิ่งกว่า คือบิดาลูกอย่างหลี่จิ้งกับนาจายังชกต่อยกันเอง เหลวไหลยิ่งนัก เหลวไหลเสียจนเกินจะเอ่ย เหลวไหลเสื่อมเสียทั้งตระกูล

กุยมู่หลางไหนเลยจะนั่งนิ่งดูดาย ก่อนอื่นคว้ากระจกห่าวเทียนเก็บไว้ แล้วจึงพรวดพราดฝ่าฝูงชนอันโกลาหลเข้าไป หวังจะเข้าไปห้ามศึก

ค่ายกลวัฏสงสารฝันร้ายอยู่ใต้การควบคุมของหลินเซียน กุยมู่หลางจึงมิได้ถูกอิทธิพลของค่ายกลครอบงำ

เขาวิ่งไปถึงข้างกายหลี่จิ้งกับนาจา มือก็ปล่อยพลังเทพออกไปก้อนหนึ่ง แยกทั้งสองออกจากกัน

“ท่านขุนพลหลี่ ท่านคุณชายสามนาจา กำลังทำสิ่งใดอยู่หรือ”

กุยมู่หลางตวาดใส่ทั้งสองเสียงลั่น

เสียงตะโกนนี้ทำให้ทั้งสองได้สติคืนมาในฉับพลัน

“เกิดเรื่องบ้าอันใดขึ้นกันแน่” หลี่จิ้งกับนาจาต่างมองหน้ากันเอง งุนงงสุดประมาณ

“อ้าย ๆ ๆ ๆ ตายให้หมดไปเสียเถิด” อีกด้านหนึ่ง จวินหลิงอ้าปากจะงับใส่นาจาทันที

“โถ ไอ้หมาบ้าหรืออย่างไร” นาจาชะงักไปชั่วครู่ แล้วจึงเหวี่ยงขากวาดเตะเข้าหน้าจวินหลิงทีหนึ่ง จวินหลิงก็ปลิวกระเด็นออกไปในทันใด

หลี่จิ้งขมวดคิ้วเล็กน้อย ถลาร่างลอยไปยืนขวางหน้าจวินหลิง พลางตวาดว่า “จวินหลิง ท่านกำลังทำสิ่งใดอยู่”

“เกิดเรื่องบ้าอันใดขึ้นกันแน่” จวินหลิงเองก็ได้สติคืนมาแล้ว

หลี่จิ้งเหลือบตามองจวินหลิงอย่างไม่สบอารมณ์ ใบหน้าเขาเขียวช้ำไปทั้งแถบ แก้มทั้งสองข้างบวมปูดประหนึ่งคนอ้วน ไม่รู้ว่าคือความโกรธหรือโทสะ เขาผลักจวินหลิงออกไป แล้วสำแดงวิชาส่งเสียงสื่อเทพ แหงนหน้าตะโกนลั่นว่า “หยุดมือ ทั้งหมดให้หยุดมือเดี๋ยวนี้”

ทันใดนั้น คลื่นพลังอันมหาศาลก็แผ่ซ่านออกไปโดยรอบ

แทบจะในชั่วพริบตา เหล่าเทพทหารเทพพลสามหมื่นนายที่อยู่ ณ ที่นั้น ล้วนใจสะท้านหยุดมือพร้อมกันทั้งหมด

“โอ เรื่องอะไรกันแน่เนี่ย”

“โอย เจ็บเหลือเกิน ใครมันลงไม้ลงมือใส่ข้ากัน”

เหล่าเทพทหารเทพพลได้สติกลับมา เห็นเรือนผมยุ่งเหยิง เกราะศัสตราขาดวิ่น ทั้งยังใบหน้าฟกช้ำปูดบวม ก็พากันงุนงงมึนงงกันเป็นแถว

หลี่จิ้งกวาดตามองหมู่คนแล้วตวาดว่า “พวกเจ้ากำลังทำสิ่งใดกันอยู่”

“แค่ก แค่ก……” กุยมู่หลางข้างกายกระแอมสองครา แล้วถามว่า “ท่านขุนพลหลี่ พวกท่านกำลังทำสิ่งใดกันอยู่หรือ”

หลี่จิ้งจ้องกุยมู่หลาง คิดเท่าไรก็คาดคะเนความเป็นมาไม่ออก

กลับเป็นจวินหลิงอีกด้านหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า “เราไม่ใช่รับพระบัญชาจักรพรรดิหยก ให้มาคอยจับตาแม่ทัพเทียนเผิงอย่างลับ ๆ หรือ แล้วเหตุใดถึงได้ต่อยตีกันเล่า”

หลี่จิ้งกับนาจาจึงค่อยนึกขึ้นมาได้

หลี่จิ้งมองจวินหลิงด้วยโทสะ “จวินหลิง ข้าไม่ใช่สั่งให้เจ้ากับนาจาฝึกพล อย่าได้มาที่ดาวเทียนเผิงหรอกหรือ”

จวินหลิงก็ทำหน้าตาเวทนาในบัดดล “เป็นท่านคุณชายสามนาจาแอบย่องออกมาเอง ข้าไม่วางใจ จึงพาคนมาตามหา ทว่า…ทว่ากลับจำสิ่งใดไม่ได้เลย”

หลี่จิ้งพลันหันไปมองนาจา แต่เดิมคิดจะกล่าวสิ่งใด ทว่ายลเห็นว่านาจาดูโกรธยิ่งกว่าตนเสียอีก คำพูดที่ริมฝีปากจึงกลืนหายลงไปในทันที

“ขายหน้า หน้าขายหน้ายิ่งนัก แม่ทัพกับทหารใต้บังคับบัญชากลับรุมต่อยกันเอง แถมยังอยู่ในถิ่นของผู้อื่น หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ต่อไปหน้าตาของข้าจะเอาไปวางไว้แห่งใดเล่า” หลี่จิ้งเหลือบมองดาวเทียนเผิงเบื้องล่าง สีหน้าไม่สู้ดีนัก

เขารู้อยู่ว่าด้วยระดับบำเพ็ญของเทียนเผิง เกรงว่าคงรู้เรื่องนี้มานานแล้ว

ช่างขายหน้าเสียจริง ขายหน้าจนลามถึงเรือนบรรพบุรุษเลยทีเดียว

กุยมู่หลางที่อยู่ข้าง ๆ ถอนหายใจพลางว่า “ท่านขุนพลหลี่ ควรคิดเสียว่าจักอธิบายแด่จักรพรรดิหยกอย่างไรจะดีกว่า เมื่อครู่กระจกห่าวเทียนดูประหนึ่งได้บันทึกเหตุการณ์ของพวกท่านไว้ทั้งหมดแล้ว”

“อะไรนะ” หลี่จิ้ง นาจา จวินหลิง สีหน้าล้วนซีดเผือดพร้อมกัน

ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลี่จิ้งก็รีบสะบัดมือ หยิบเอาสมบัติล้ำค่าหลังกำเนิดชิ้นหนึ่งส่งไปต่อหน้ากุยมู่หลาง พลางยิ้มว่า “ท่านพี่กุยมู่หลาง เรื่องนี้หวังว่าท่านจะอย่าได้แพร่งพรายออกไปเลย”

เห็นหลี่จิ้งคิดติดสินบนตน กุยมู่หลางก็ดันของนั้นกลับไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“กุยมู่หลาง เจ้าคิดจะกราบทูลเรื่องนี้ต่อจักรพรรดิหยกจริงหรือ” หลี่จิ้งขมวดคิ้วแน่น

กุยมู่หลางเอ่ยอย่างเย็นชา “ท่านขุนพลหลี่ หาใช่ว่ากุยมู่หลางไม่ประสงค์ช่วยเหลือท่านไม่ เพียงแต่ข้ามีสิทธิ์ควบคุมกระจกห่าวเทียนเพียงสามส่วนในสิบ ไร้ความสามารถลบสิ่งที่บันทึกไว้ในนั้น ท่านจงดูแลตนเองให้ดีเถิด”

สีหน้าหลี่จิ้งยิ่งหมองคล้ำลงกว่าเดิม

กระจกห่าวเทียนเดิมทีคือสมบัติประจำกายของจักรพรรดิหยก อีกทั้งจักรพรรดิหยกยังมีบำระดับเพ็ญจวนจะเป็นนักบุญ ผู้มีพลังต่ำกว่าเซียนอมตะ ล้วนยากจะลบสิ่งที่บันทึกอยู่ในกระจกห่าวเทียนได้

“ไปเถิด จงยอมรับผิดต่อหน้าจักรพรรดิหยกโดยดี จักรพรรดิหยกบางทีอาจจะทรงลงโทษพวกท่านให้เบาบางสักหน่อย”

กุยมู่หลางถอนหายใจกล่าว

ณ บัดนี้ การจะหมอบซุ่มเฝ้าดูเขตดวงดาวแดนเหนือย่อมไม่อาจทำได้ต่อไปได้แล้ว

หลี่จิ้งจำต้องเหลือบมองนาจากับจวินหลิงอย่างจนใจ แล้วออกคำสั่งในทันทีว่า “ถอนกำลังเถิด ไปยังตำหนักหลิงเซียวถวายตัวขอรับโทษต่อจักรพรรดิหยก”

เหล่าคนทั้งปวงมิอาจเอ่ยถ้อยคำใด

เบื้องล่าง ภายในวังเทียนเผิง หลินเซียนกุมท้องหัวร่อไม่หยุด

เล่นงานบิดาลูกหลี่จิ้งเสียหมัดหนึ่ง ความรู้สึกแห่งการล้างแค้นนี้ช่างสะใจนักหนา

【ติ๊ง ขอแสดงความยินดีกับสหายเจ้าของระบบ ได้รับลูกปัดความโกลาหลหนึ่งเม็ด และสุ่มได้รับวิชาทำหินให้กลายเป็นทองคำ ขอจงตรวจรับในคลังเก็บของ】

เหลือบมองคลังเก็บของ หลินเซียนก็ยิ้มอย่างเข้าอกเข้าใจ

ครานี้ได้ลูกปัดความโกลาหลมา ตนย่อมเข้าใกล้การสร้างโลกส่วนตัวติดกายไปอีกขั้นหนึ่ง

เพียงแต่วิชาทำหินให้กลายเป็นทองคำนั้น หลินเซียนรู้สึกฉงนไม่น้อย จึงรีบนำออกมานั่งเพ่งพินิจศึกษาทันที

นับแต่บรรลุเซียนทองคำมา เขาเรียนสิ่งใดก็ไวปานลมพัด

ใช้เวลาเพียงวันเดียวเท่านั้น ก็จดจำแก่นแท้ของวิชาทำหินให้กลายเป็นทองคำได้ขึ้นใจ

ฉัวะ

หลินเซียนรีบจับญัติสำแดงวิชา แล้วใช้นิ้วจรดเบา ๆ ไปยังก้อนหินข้างกายก้อนหนึ่ง ทันใดนั้น ก้อนหินก็เปล่งประกายทองเรืองรอง เปลี่ยนสภาพเดิมไปโดยสิ้นเชิง

หลินเซียนรีบก้มลงหยิบขึ้นมาตรวจดู

“โธ่เว้ย กลายเป็นทองคำจริง ๆ ครานี้ร่ำรวยแล้ว” หลินเซียนแสดงสีหน้าเร้าใจนัก

มีวิชานี้ติดตัว เงินทองสำหรับตนก็ย่อมมีใช้มิรู้สิ้นแล้วกระมัง

ทว่าไม่นาน หลินเซียนก็รู้สึกว่าวิชานี้ช่างไร้ประโยชน์นัก

บัดนี้ตนอุตส่าห์เป็นเทพเซียนแล้ว ยังจะต้องไปใส่ใจทองคำของต่ำเหล่านี้ไปไย ในสวรรค์นั้นสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงเครื่องประดับตั้งโชว์เท่านั้น

หลินเซียนจึงมีสีหน้าหม่นหมองกังวล

ในขณะเดียวกันนั้นเอง

สวรรค์ชั้นฟ้า

หลี่จิ้ง นาจา จวินหลิง ทั้งสามยืนรออยู่หน้าตำหนักหลิงเซียว อาการหน้าบวมปูดยังไม่ยุบ ในยามนี้กำลังลังเลใจ ไม่กล้าก้าวเข้าไปเสียที

หากเข้าไปทั้งสภาพนี้ต่อหน้าเหล่าเทพเซียนทั้งปวง จะไม่ถูกบรรดาขุนนางเซียนเย้ยหยันจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใดหรือ

หลี่จิ้งผู้นี้ยังมีจิตสำนึกเรื่องความอับอายอยู่มากทีเดียว

กุยมู่หลางนั้นได้เดินเข้าไปนานแล้ว ก้มกายคำนับต่อหน้าจักรพรรดิหยกพลางว่า “ขอกราบทูลใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจักรพรรดิหยก ยาเซียนได้ถูกส่งไปยังดาวเทียนเผิงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

เห็นกุยมู่หลางกลับมา ไท่ไป๋จินซิงดีใจยิ่งกว่าจักรพรรดิหยกเสียอีก เขาคะเนไว้แน่ว่าเทียนเผิงย่อมมิอาจหนีพ้นด่านความโลภครั้งนี้ได้ จนแทบอยากให้จักรพรรดิหยกมีรับสั่งทันที ให้นำตัวเทียนเผิงมาคุมขัง

จักรพรรดิหยกเองก็กระทบใจอยู่เล็กน้อย จ้องมองกุยมู่หลางถามว่า “แล้วเทียนเผิงได้กลืนยาเซียนทั้งสามเม็ดไว้ผู้เดียวหรือไม่”

“หาได้กลืนไว้ผู้เดียวไม่ ข้าเห็นกับตาว่าเทียนเผิงเรียกผู้ใต้บังคับบัญชาสามคนมาหา แล้วมอบยาเซียนให้แก่พวกเขา” กุยมู่หลางกล่าวโดยไม่ปิดบัง

“อะไรนะ” ไท่ไป๋จินซิงถึงกับตะลึงงันพูดไม่ออกในบัดดล

(จบตอน)



ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 32 เหลวไหลสิ้นดี

ตอนถัดไป