ตอนที่ 4 เผ่นแน่บ
ตอนที่ 4 เผ่นแน่บ
มีเงินแล้ว ก็ถึงเวลาเตรียมของจำเป็นสำหรับเข้าป่า
ทั้งผงไล่แมลงและแท่งสารอาหาร อันหรานเปลี่ยนมาใช้ของระดับกลางและสูงทั้งหมด ยารักษาแผลและยาแก้พิษก็เตรียมไว้อย่างละขวด
และที่ขาดไม่ได้คือ ยาห้ามเลือด
แมลงกลายพันธุ์ในแดนร้างนั้นร้ายกาจเหลือเกิน บางชนิดพอกัดแล้วแผลจะเลือดไหลไม่หยุด
ถ้าเสียเลือดมากเกินไป ก็มีแต่ตายสถานเดียว
เมื่อก่อนแต้มไม่พอใช้ จะซื้อยาแต่ละทีต้องคิดแล้วคิดอีก แต่ตอนนี้กระเป๋าตุงแล้ว ของที่ควรมีก็ต้องจัดมาให้ครบ
เพราะมันเกี่ยวกับชีวิตน้อยๆ ของเธอเอง
ดังนั้น อันหรานจึงใช้แต้มไปรวดเดียว 3000 กว่าแต้ม แลกยาห้ามเลือดระดับต้นหนึ่งขวด ยาแก้พิษระดับกลางหนึ่งขวด ผงไล่แมลงสองขวด และแท่งสารอาหารระดับสูงสิบแท่ง
นี่เป็นครั้งแรกที่อันหรานซื้อแท่งสารอาหารระดับสูง พอกำลังหิวได้ที่ ก็แกะมากัดคำหนึ่ง
เฮ้ย รสชาติไม่เลวเลย หวานๆ เค็มๆ เหมือนผสมเนื้อสัตว์ลงไปด้วย
พอคิดถึงเนื้อ อันหรานก็น้ำลายสอขึ้นมาทันที
โชคดีที่ในค่ายมีโรงอาหาร เดี๋ยวต้องไปลองชิมดูหน่อย
"ที่นี่มียาฟื้นฟูพลังจิตไหมคะ?" เธอนึกขึ้นได้ว่าค่าพลังกายใจของตัวเองมีแค่สิบแต้ม อันหรานจึงเอ่ยถาม
พลังกายใจน่าจะคล้ายกับพลังจิต เพราะเวลาผู้มีพลังพิเศษใช้ความสามารถ ก็ต้องใช้พลังจิตเหมือนกัน
เมื่อก่อนแต้มจำกัด เลยไม่มีโอกาสลองพิสูจน์ ครั้งนี้ยังไงก็ต้องซื้อมาลองสักสองขวด
ถ้าใช้ได้ผลจริง เธออาจจะอัปเกรดทักษะได้เร็วขึ้น
"มีสิ มีสิ!" หัวหน้าคนนั้นตอบยิ้มๆ
อันหราน: "ขายยังไงคะ?"
"ยาฟื้นฟูพลังจิตระดับต้นขวดละ 3000 แต้ม ระดับกลาง 5000"
"หา? แพงขนาดนั้นเลยเหรอ?" อันหรานตาโต
หัวหน้ารีบอธิบาย "ไม่แพงหรอก ยาหายากพวกนี้ราคามาตรฐานทางการกำหนดมา ที่ฐานทัพก็ราคาเท่านี้เป๊ะ ไม่โก่งราคาแน่นอน"
อันหรานลังเลครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจซื้อ
ยาฟื้นฟูพลังจิตระดับต้นหนึ่งขวด กับระดับกลางอีกหนึ่งขวด เล่นเอาแต้มหายไปเกลี้ยง
ดีที่ยังมีเหลือพอค่าที่พักกับค่าข้าว
จากนั้นอันหรานก็ไปต่อค่าเช่าห้องที่เคาน์เตอร์อีกสองวัน เหลือแต้มในบัญชี 1020 แต้ม
เอาเป้ไปเก็บในห้อง ล็อกประตู แล้วลงไปโรงอาหาร
พอเดินออกมาจากตึกดิน ก็เห็นลานค่ายคึกคักไปด้วยผู้คน ทั้งชายหญิงคนแก่เด็กเล็ก
ดูจากการแต่งกายและสภาพร่างกาย ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นล่างจากเมืองชั้นนอก
บางคนกำลังกางเต็นท์ในโซนที่กำหนด บางคนก็ก่อไฟทำอาหารในที่โล่ง
ส่วนอีกด้านของค่ายเป็นที่จอดรถ ซึ่งตอนนี้จอดเต็มเกือบหมด
อันหรานยกข้อมือดูเวลา หกโมงเย็นแล้ว โรงอาหารน่าจะเปิดแล้ว
โรงอาหารใหญ่ของค่ายอยู่ในตึกดินอีกหลัง ตอนนี้คนยังไม่เยอะ พนักงานกำลังยกถาดอาหารใบใหญ่ออกมาวาง
อันหรานกวาดตามอง ไม่มีอะไรน่ากินเลย มีแต่โจ๊กผักกับบะหมี่ แถมผักเยอะเส้นน้อย ชามละสิบแต้ม เธอกินมาแปดปีจนเอียนแล้ว
เธอเลยเดินตรงไปที่โรงอาหารเล็กสำหรับผู้มีพลังพิเศษ
แค่ก้าวเท้าเข้าไป กลิ่นหอมของเนื้อก็ลอยมาเตะจมูก ทำเอาน้ำลายสอ
มีคนใส่ชุดลายพรางยืนต่อแถวอยู่หลายคน ดูเหมือนจะเป็นสมาชิกทีมทหารรับจ้างสักทีม
อันหรานไปต่อแถว ซื้อเนื้อกระต่ายกลายพันธุ์ตุ๋นน้ำแดงหนึ่งที่ กับข้าวสวยหนึ่งที่ หมดไป 350 แต้ม
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ให้ตายยังไงเธอก็ไม่มีปัญญาซื้อข้าวมื้อละแพงขนาดนี้ เพราะแม่บังเกิดเกล้าจะรีบโอนแต้มในนาฬิกาของเธอออกไปทันที เหลือไว้แค่ค่ารถกับค่าแท่งสารอาหารระดับต้นสำหรับการออกนอกเมืองรอบหน้า
แน่นอนว่าค่าอุปกรณ์พื้นฐานแม่ก็ยังเหลือไว้ให้ ไม่งั้นถ้าลูกสาวคนโตที่เอาไว้ใช้งานตายไป ก็ไม่มีคนหาเงินให้ใช้สิ
ตอนนั้นเธอยังไม่บรรลุนิติภาวะ ทำอะไรไม่ได้ เพราะแม่เป็นผู้ปกครองจึงมีสิทธิ์จัดการทุกอย่าง
พูดถึงเรื่องนี้ คงต้องขอบคุณน้องชายของแม่ด้วย
น้าชายคนนั้นทำงานที่ธนาคารฐานทัพ แอบเปิดบัญชีครอบครัวผูกกับบัญชีของเธอโดยที่เธอไม่รู้เรื่อง
ดังนั้นเมื่อไม่กี่วันก่อน พออันหรานอายุครบ 18 ปีปุ๊บ เธอก็รีบไปยกเลิกบัญชีครอบครัวที่ธนาคารทันที
แถมยังขู่ผู้จัดการธนาคารด้วยว่า ถ้ามีใครมาเปลี่ยนบัญชีเธอโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก เธอจะแจ้งความและเรียกร้องค่าเสียหายทั้งหมดที่หายไป
ทีนี้ แต้มของเธอ อยากใช้ยังไงก็ใช้ อยากกินอะไรก็กิน
รอรวยเมื่อไหร่ จะซื้อบ้านหลังเล็กๆ ในเมืองชั้นใน แล้วใช้ชีวิตของตัวเองสักที
ส่วนแม่กับน้องๆ ต่างพ่อ พวกเขาจะเป็นตายร้ายดียังไงก็ช่าง
อันหรานกัดเนื้อกระต่ายตุ๋นคำโต รสชาติเข้มข้นหอมมันระเบิดในปาก ต่อมรับรสฟินสุดๆ
ตามด้วยข้าวสวยร้อนๆ เม็ดใสวาววับ... โอ๊ย รสชาติสุดยอด เนื้อตุ๋นกับข้าวสวยนี่มันเข้ากันดีจริงๆ
กินข้าวหมดชามใหญ่อย่างรวดเร็วพร้อมกับเนื้อกระต่าย อันหรานก็ไปตักข้าวมาอีกชาม เอามาคลุกกับน้ำซอสที่เหลือติดก้นจาน
เธอกำลังกินอย่างมีความสุข จู่ๆ ก็มีคนมาตบไหล่
เธอหันไปมอง ที่แท้ก็เพื่อนร่วมชั้น 'จางเสี่ยวตง' กับ 'เจียงเสี่ยวเสี่ยว' นี่เอง
สีหน้าของอันหรานเริ่มแข็งทื่อ
จางเสี่ยวตงเดินอ้อมมานั่งฝั่งตรงข้าม ยิ้มถามว่า "ทำไมไม่กลับเข้าเมืองล่ะ?"
ปกติอันหรานมาทำภารกิจนอกเมือง จะมาเช้ากลับเย็น ไม่เคยค้างคืนที่ค่าย และยิ่งไม่เคยมากินข้าวที่โรงอาหารเล็ก วันนี้พระอาทิตย์คงขึ้นทางทิศตะวันตกแน่ๆ
อันหรานกลืนข้าวลงคอ ตอบเสียงเรียบ "ไม่อยากกลับก็ไม่กลับ"
ความสัมพันธ์ของเธอกับสองคนนี้ค่อนข้างคลุมเครือ พูดจาห่างเหินหน่อยก็ไม่แปลก
จางเสี่ยวตงดูจะไม่ถือสา ยังคงถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "มาตั้งแต่เมื่อไหร่? มีกลุ่มหรือยัง?"
พอเห็นเขาซักไซ้ไม่เลิก อันหรานก็รู้สึกว่าข้าวคลุกน้ำซอสเริ่มไม่อร่อยซะแล้ว
แต่จะหักหน้าคนยิ้มแย้มก็กระไรอยู่ แถมเขายังเคยเป็นหัวหน้าห้อง เธอเลยตอบตามความจริง "ยังไม่มี"
"งั้นมาเข้ากลุ่มกับพวกเราสิ" จางเสี่ยวตงชวน "จะได้ดูด้วยว่าทักษะเก็บเกี่ยวของเธอพัฒนาไปถึงไหนแล้ว"
น้ำเสียงเขาอบอุ่นแต่แฝงความกดดัน แถมยังพูดเหมือนพี่ชายที่แสนดี ถ้าไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง คงหลงเชื่อภาพลักษณ์จอมปลอมนี้ไปแล้ว
อันหรานมุมปากกระตุก รีบส่ายหน้าปฏิเสธ "ไม่ล่ะ ฉันยังไม่คิดจะเข้ากลุ่มกับใคร"
เธอไม่อยากร่วมทีมกับหมอนี่ และยิ่งไม่อยากไปเป็นแรงงานฟรี
จำได้ว่าตอนนั้น เธอเคยเข้าร่วมทีมของพวกเขา แต่พอแบ่งของกัน เธอได้ส่วนแบ่งแค่ผักป่าค่ามลพิษระดับกลางสองกำมือ
หมอนี่ยังหน้าด้านบอกอีกว่า ทีมเราแบ่งตามผลงาน อันหรานที่พลังต่อสู้ต่ำสุด ก็ต้องได้น้อยที่สุด
ถ้าตอนนั้นเธอไม่ได้เพิ่งย้ายจากห้องธรรมดามาห้องผู้มีพลังพิเศษ และไม่อยากมีเรื่อง คงได้ฉะกันตรงนั้นแล้ว
ตั้งแต่นั้นมา อันหรานก็ตีตัวออกห่างจากกลุ่มจางเสี่ยวตง
จางเสี่ยวตงเห็นอันหรานปฏิเสธ ก็เริ่มไม่พอใจ
แต่ภายนอกยังคงยิ้มแย้ม "เธอจะเข้าป่าคนเดียวเหรอ? มันอันตรายนะ"
เจียงเสี่ยวเสี่ยวรีบเสริม "นั่นสิ ช่วงนี้ทีมเก็บเกี่ยวหลายทีมโดนพวกมารโจมตี ขนาดทีมทหารรับจ้างยังไม่กล้าตั้งแคมป์ข้างนอกเลย เธอเป็นแค่ผู้มีพลังสายเก็บเกี่ยวที่ไม่มีพลังต่อสู้ ไปคนเดียวก็เหมือนไปตายชัดๆ"
อันหรานก้มหน้ากินข้าว คำสุดท้ายเข้าปาก แล้วค่อยๆ ลุกขึ้น "ขอบใจที่เตือน ฉันขอตัวก่อนนะ เชิญคุยกันตามสบาย"
จังหวะพอดีที่เพื่อนร่วมทีมอีกสองคนของจางเสี่ยวตงถือถาดอาหารเดินมา อันหรานเลยรีบเผ่นแน่บ
พอเห็นอันหรานหนีไปแล้ว จางเสี่ยวตงก็หน้าบึ้งทันที "คนไม่รู้จักบุญคุณ!"
เขาหันไปบอกเจียงเสี่ยวเสี่ยว "เดี๋ยวไปบอกพวกทีมอื่นด้วยนะ ห้ามรับอันหรานเข้ากลุ่ม! ฉันอยากจะรู้เหมือนกันว่าแค่คนงานเก็บเกี่ยว จะเอาตัวรอดทำภารกิจคนเดียวในแดนร้างได้ยังไง"
. . .