ตอนที่ 13 แม่นางฟ้าเป็นฝ่ายรุก
ตอนที่ 13 แม่นางฟ้าเป็นฝ่ายรุก
[จอมยุทธ์พเนจร]: ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ผมก็นึกว่าติดต่อคุณไม่ได้เพราะอะไร นึกว่าคุณยิ่งดังแล้วจะลืมเพื่อนเก่าเพื่อนแก่คนนี้ไปซะแล้ว
หลิวอี้เฟยเห็นประโยคที่แฝงไปด้วยความน้อยใจเล็กๆ นั่นแล้วเธอก็แอบ "หึ" ในใจ แต่นิ้วกลับพิมพ์ตอบกลับไปอย่างจริงใจสุดๆ
[เจ้าหญิงซีซี]: จะเป็นอย่างนั้นได้ยังไงล่ะ เพื่อนก็คือเพื่อน ไม่มีวันลืมหรอก แต่นายนั่นแหละ ซ่อนของเก่งชะมัด มีพรสวรรค์ขนาดนี้ ทำไมตอนอยู่มหาลัยฉันถึงมองไม่ออกนะ
[เจ้าหญิงซีซี]: นักเขียนเรื่องฮวาเชียนกู่เป็นนายจริงๆ เหรอ? ฉันจำได้ว่าตอนอยู่มหาลัยนายก็ชอบเขียนบทหนังอยู่นะ
ความภาคภูมิใจของเจียงหลางพุ่งทะยานจนฉุดไม่อยู่ เขาเริ่มพิมพ์โอ้อวดทันที
[จอมยุทธ์พเนจร]: แน่นอนอยู่แล้ว ผมเป็นผู้กำกับนะ ความจริงผมเขียนบทหนังเสร็จก่อน แล้วค่อยเอานิยายมาลงเพื่อสร้างกระแสให้ชื่อเสียงมันกว้างขึ้นต่างหาก
หลิวอี้เฟยที่ลอสแอนเจลิสเห็นประโยคนี้แล้วอดไม่ได้ที่จะกลอกตาใส่หน้าจอ
เธอนิ้วรัวลงในบันทึกระบายอารมณ์ของตัวเองอย่างไว
"เพ้ย! ยังจะมาหลอกฉันอีก นายเพิ่งเขียนนิยายเสร็จชัดๆ หน้าด้านจริงๆ"
แต่นิ้วที่พิมพ์ลงในแชทกลับเป็นข้อความที่ดูตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็นสุดๆ
[เจ้าหญิงซีซี]: บทหนังเหรอ? นายจะเอามาทำเป็นหนังจริงๆ เหรอ? โห สุดยอดไปเลย!
[จอมยุทธ์พเนจร]: ก็วางแผนไว้อย่างนั้นแหละ แต่เธอก็รู้ วงการเราน่ะผู้กำกับหน้าใหม่จะแจ้งเกิดมันยากจะตาย หาคนลงทุนไม่ได้ ทุกอย่างก็แค่ฝันกลางวัน
เจียงหลางเริ่มบีบน้ำตาผ่านตัวอักษร บรรยายถึงความขมขื่นของคนมีของแต่ไม่มีโอกาส
หลิวอี้เฟยเข้าใจจังหวะทันที เธอรีบรับมุกต่อ
[เจ้าหญิงซีซี]: นั่นสินะ ไม่ง่ายเลยจริงๆ ฉันเองก็เหมือนกัน เห็นเบื้อหน้าดูสวยหรู แต่ความจริงมีหลายเรื่องที่ฉันตัดสินใจเองไม่ได้ วันๆ ถ้าไม่เข้ากองถ่าย ก็อยู่บนรถไปกองถ่าย ไม่มีเวลาส่วนตัวเลยสักนิด
ทั้งคู่เริ่มคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวในชีวิตประจำวัน บ่นถึงความเหนื่อยยากและอุปสรรคหลังเรียนจบ บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนจากคนแปลกหน้าที่ไม่ได้เจอกันนาน กลายเป็นเพื่อนสนิทที่คุ้นเคยกันอย่างรวดเร็ว
ราวกับเป็นเพื่อนเก่าสองคนที่ต่างดิ้นรนในสังคม แล้วมานั่งปลอบประโลมซึ่งกันและกัน
เมื่อปูทางมาได้ที่แล้ว ในที่สุดหลิวอี้เฟยก็หงายไพ่ใบสำคัญออกมา เธอพิมพ์ถามด้วยน้ำเสียงกึ่งล้อเลียนแต่แฝงไปด้วยรอยยิ้ม
[เจ้าหญิงซีซี]: พูดก็พูดเถอะ ฉันอยากถามนายมานานแล้ว ตอนปี 2 ที่นายมาดักรอฉันตรงหัวมุมตึกเรียน หน้าแดงก่ำ พูดติดอ่างอยู่นานสองนาน ในมือก็กำจดหมายไว้แน่น... นายไม่ได้กะจะมาสารภาพรักกับฉันใช่ไหม?
เจียงหลางจ้องหน้าจอเหมือนเขาสามารถมองทะลุสายแลนไปเห็นดวงตาขี้เล่นคู่นั้นของเธอได้เลย
เขารู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง
แต่คราวนี้เขาไม่หลบเลี่ยง เขายอมรับออกมาตรงๆ อย่างลูกผู้ชาย
[จอมยุทธ์พเนจร]: ก็ใช่น่ะสิ แต่ผลคือยังไม่ทันได้พูดสักคำ ก็โดนแม่เธอขู่จนวิ่งป่าราบไปซะก่อน จดหมายนั่นพอกลับไปผมก็เผาทิ้งเลย โคตรอาย
[เจ้าหญิงซีซี]: ฮ่าๆ... นายนี่ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ ในจดหมายเขียนว่าอะไรล่ะ? อย่าบอกนะว่าไปก๊อปบทกลอนเลี่ยนๆ มาน่ะ?
[จอมยุทธ์พเนจร]: เขียนว่าอะไรไม่สำคัญแล้วล่ะ ที่สำคัญคือตอนนั้นกับตอนนี้มันคนละเรื่องกัน ไอ้เด็กเด๋อคนนั้นน่ะไม่มีแล้ว ตอนนี้ผมกำลังจะทำเรื่องใหญ่ต่างหาก
เขาเลิกอ้อมค้อม แล้วเปลี่ยนหัวข้อเข้าประเด็นทันที
[จอมยุทธ์พเนจร]: สนใจอยากดูเรื่องใหญ่ที่ว่านี่ไหมล่ะ?
ไม่รอให้หลิวอี้เฟยตอบ เจียงหลางรีบฉวยโอกาสส่งไฟล์ข้อมูลโปรเจกต์ที่เตรียมไว้
ทั้งโครงเรื่องย่อ, ประวัติตัวละคร, รูปภาพต้นแบบ, สตอรี่บอร์ด
และที่ขาดไม่ได้คือ วิดีโอตัวอย่างเคลื่อนไหว 3 ชุดที่ทำเอาเธอต้องอ้าปากค้าง เขาจัดการแพ็กเป็นไฟล์เดียวแล้วกดส่งไปทันที
พอสัญญาณส่งไฟล์สำเร็จดังขึ้น เจียงหลางก็เข้าโหมดอวยกันเองแบบเนียนๆ ที่วางแผนไว้
[จอมยุทธ์พเนจร]: ลองดูนี่สิ นี่คือโปรเจกต์ที่ผมสร้างมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ
[จอมยุทธ์พเนจร]: พูดจริงๆ นะซีซี บทฮวาเชียนกู่เนี่ย ผมนึกย้อนไปมาทั้งวงการแล้ว มีแค่เธอคนเดียวที่คู่ควรที่สุด
ช่วงแรกที่มีความใสซื่อแบบไม่เดียงสา ช่วงหลังที่มีความเปราะบางและทำลายล้างโลกได้ มีแค่รัศมีและภาพลักษณ์ของเธอเท่านั้นที่แบกบทนี้ไหว
ด้วยฝีมือการแสดงและจิตวิญญาณของเธอ ผมมั่นใจว่าเธอจะถ่ายทอดแก่นแท้ของตัวละครนี้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบแน่นอน
หลิวอี้เฟยอ่านคำอวยที่ดูเลี่ยนๆ พวกนี้แล้วทั้งขำทั้งหมั่นไส้
‘นายนี่ยังพอมีตาถึงอยู่บ้างนะ’
‘แต่แหม... เมื่อไม่กี่วันก่อนยังเรียกฉันว่าตุ๊กตาไม้หน้าตายอยู่เลยไม่ใช่เหรอ? แถมยังจะไปหาแม่สาวจ้าวลี่อิ่งนั่นอีก เชอะ!’
เธอแกล้งทำเป็นสงวนท่าที ไม่รีบกดเปิดไฟล์ทันที
[เจ้าหญิงซีซี]: นายพูดซะฉันเขินเลยนะเนี่ย งั้นเดี๋ยวฉันขอดูก่อนนะ
หลังจากผ่านการเจรจาและนำเสนออยู่พักใหญ่ ในที่สุดหลิวอี้เฟยก็ถามคำถามที่เธออยากรู้ที่สุดออกมา ราวกับว่าเป็นการตัดสินใจหลังจากไตร่ตรองมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว
[เจ้าหญิงซีซี]: โปรเจกต์นี้ฟังดูเจ๋งมาก ฉันสนใจนะ... แต่ว่า มันต้องใช้เงินทุนประมาณเท่าไหร่เหรอ?
เมื่อเห็นประโยคนี้ เจียงหลางก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที
“ปลา... ติดเบ็ดแล้ว”
เขาคลิกสลับไปที่หน้าต่างแชท QQ ของซีซีที่เขาใช้เป็นสมุดจดบันทึกอย่างรวดเร็ว
นิ้วรัวแป้นพิมพ์ บันทึกการคำนวณในใจลงไปอย่างไว
[3 ตุลาคม 2008 กลางคืน]
[มาแล้วๆ ตัวจริงถามเรื่องเงินแล้ว วินาทีสำคัญแบบนี้ ศิลปะการเสนอราคาคือตัวตัดสินความสำเร็จ]
[จะบอกต้นทุนจริง 4 ล้านหยวนไม่ได้เด็ดขาด ไม่งั้นเธอต้องคิดว่าฉันเป็นไอ้เซ่อแน่ๆ]
[หรือไม่งั้นเธอก็อาจจะคิดว่าฉันทำโปรเจกต์ต้มตุ๋น ตัวเลขนี้ต้องเก็บไว้เป็นไพ่ตายในใจคนเดียวพอ]
[ต้องเสนอราคาที่ดูสอดคล้องกับกลไกตลาด แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องดูคุ้มค่าน่าลงทุนสุดๆ]
[ต้องทำให้เธอรู้สึกว่าฉันมีความเป็นมืออาชีพและมีเส้นสายพิเศษ... อื้ม ลองอ้างอิงราคาตลาดดูหน่อย]
[สมัยนี้หนังโบราณเกรดดีๆ เอฟเฟกต์เยอะๆ หน่อย ถ้าไม่มีเงินสัก 50-60 ล้านหยวนนี่ทำไม่ได้หรอก]
[ขนาดจางอี้โหมวทำพิธีเปิดโอลิมปิก งบยังปาเข้าไปตั้งพันล้านหยวน]
[งั้นฉันบอกไป 30 ล้านหยวนแล้วกัน ตัวเลขนี้กำลังสวย ไม่น้อยจนดูเป็นกองถ่ายกากๆ และไม่มากจนดูเว่อร์เหมือนหนังฟอร์มยักษ์ไร้สาระ]
[เธอต้องคิดว่าฉันมีเคล็ดลับลับเฉพาะที่ช่วยประหยัดเงินได้แน่ๆ มันจะทำให้ฉันดูเทพขึ้นไปอีก]
[แถมเงินส่วนต่างอีก 20 กว่าล้านนั่น ยังเอามาเป็นเงินสำรองและค่าโปรโมตตอนหนังฉายได้ด้วย]
[เพอร์เฟกต์! เอาตามนี้แหละ]
เมื่อคำนวณเสร็จ เขาตัดสินใจสลับหน้าจอมาที่หน้าแชทของหลิวอี้เฟย สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพิมพ์ข้อความออกไปอย่างสุขุม
[จอมยุทธ์พเนจร]: หลังจากที่ผมคำนวณอย่างละเอียด โดยใช้ช่องทางเทคโนโลยีลับเฉพาะของผมเพื่อลดต้นทุน งบประมาณรวมของหนังเรื่องนี้จะอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านหยวนครับ
---
ณ อพาร์ตเมนต์ในลอสแอนเจลิส หลิวอี้เฟยนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์
บนหน้าจอของเธอเปิดหน้าต่างแชท QQ ไว้ 2 หน้าต่างคู่กัน เหมือนกับเวทีละครที่มี 2 ฉาก
ฝั่งซ้าย คือหน้าต่างที่เธอกำลังคุยกับจอมยุทธ์พเนจรอย่างออกรสและจริงใจ
ฝั่งขวา คือหน้าต่างที่เธอมักจะใช้แอบส่องไดอารี่ลับของเขา... ที่ตอนนี้กำลังแสดงละครลิงให้เธอเห็นอย่างสนุกสนาน!
. . .