ตอนที่ 18 เริ่มเดินเครื่องโปรเจกต์
ตอนที่ 18 เริ่มเดินเครื่องโปรเจกต์
ไม่กี่วันต่อมา ณ ออฟฟิศเล็กๆ ที่เช่าไว้ชั่วคราวในตึกสำนักงานแห่งหนึ่งในปักกิ่ง
สภาพในออฟฟิศว่างเปล่า มีเพียงโต๊ะและเก้าอี้ไม่กี่ตัวตั้งอยู่ดูแล้วค่อนข้างกระจอกสุดๆ เจียงหลางยื่นรายชื่อแผ่นหนึ่งให้หลิวอี้เฟย พร้อมใบหน้าที่มีความตื่นเต้นปิดไม่มิด
"ลองดูสิครับ นี่คือทีมงานหลักที่ผมร่างไว้เบื้องต้น"
หลิวอี้เฟยรับกระดาษ A4 แผ่นนั้นมาดู
ผู้กำกับภาพ: โรปัน
ผู้กำกับศิลป์: ตี้คุน
ผู้กำกับแสง: หวังเทียนหลิน
……
เธอมองรายชื่อนิรนามเหล่านั้นพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
คนพวกนี้... เธอไม่เคยได้ยินชื่อเลยสักคนเดียว
แถมประวัติของบางคนยังระบุว่าเป็นนักศึกษาปริญญาโทที่กำลังเรียนอยู่ที่เป่ยเตี้ยนอีกต่างหาก
นี่มันไม่ใช่ทีมงานสร้างมือโปรแล้ว นี่มันคือกองทัพนักศึกษาชัดๆ เป็นกองถ่ายระดับอบต. ที่ดูยังไงก็ไม่น่ารอด
เจียงหลางดูเหมือนจะอ่านใจเธอออก เขาจึงเริ่มร่ายวาทศิลป์สายศิลปินทันที
"ผมรู้ครับว่าตอนนี้พวกเขายังไม่มีชื่อเสียง" น้ำเสียงของเขาเปี่ยมไปด้วยพลัง
"แต่ทุกคนที่ผมเลือกมา คือคนรุ่นใหม่ที่มีพรสวรรค์และมีจิตวิญญาณที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาเลยนะ!"
"มุมกล้องของโรปัน มีความสมจริงที่ดูละเมียดละไมดุจกวีนิพนธ์ ส่วนตี้คุนก็มีความเข้าใจในสุนทรียภาพแบบตะวันออกเหนือกว่าพวกที่เรียกตัวเองว่าปรมาจารย์หลายๆ คนซะอีก"
"ที่สำคัญที่สุดคือ พวกเขายังไม่ถูกความเน่าเฟะของระบบโรงงานผลิตหนังขนาดใหญ่ครอบงำ ในหัวของพวกเขายังมีไฟ และในใจยังมีความฝัน!"
"ต้องใช้ทีมงานที่บริสุทธิ์แบบนี้เท่านั้น ถึงจะสามารถถ่ายทอดอุดมการณ์ทางศิลปะที่ผมมีต่อหนังเรื่องฮวาเชียนกู่ออกมาได้ดีที่สุด!"
หลิวอี้เฟยนั่งฟังอย่างสงบ
เธอมองท่าทางฮึกเหิมแบบยอดคนเลือกใช้คนของเจียงหลาง แล้วในใจก็เริ่มคำนวณยิบ
“เด็กใหม่หมดเลย แถมยังมีนักศึกษาด้วย”
“ความหมายคืออะไรน่ะเหรอ?”
“ก็แปลว่าถูกไงล่ะ”
“ถูกจนขนหัวลุกเลยล่ะนาย”
เธอยิ่งมั่นใจในสิ่งที่เธอวิเคราะห์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า เจียงหลางคืออัจฉริยะสายทฤษฎีที่ไม่รู้เรื่องโลกความจริง เขาคิดว่าแค่มีไฟกับเด็กใหม่ที่มีพรสวรรค์ก็จะทำหนังดีๆ ออกมาได้
ช่างไร้เดียงสาจริงๆ
แต่ก็นะ แบบนี้แหละที่เข้าทางเธอสุดๆ
ยิ่งเขางกเงินในส่วนงานสร้างมากเท่าไหร่ ก็แปลว่าจะมีงบเหลือไปลงกับค่าเอฟเฟกต์มากขึ้นเท่านั้น ทุกหยวนที่เขาประหยัดในตอนนี้ คือการที่เขาขุดหลุมฝังตัวเองให้ลึกลงไปในกับดักเอฟเฟกต์ที่รออยู่ข้างหน้า
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลิวอี้เฟยก็เผยรอยยิ้มชื่นชมออกมา
"ผู้กำกับเจียงคะ ฉันล่ะนับถือความบ้าบิ่นของคุณจริงๆ ค่ะ" เธอยื่นรายชื่อคืนให้ด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงใจสุดชีวิต
"เอาตามที่คุณว่าเลยค่ะ ฉันเชื่อในสายตาของคุณ"
เจียงหลางรู้สึกพองโตด้วยความมั่นใจ "ผมรู้อยู่แล้วว่าคุณต้องสนับสนุนผม!"
---
หลังจากทีมงานเริ่มรวมตัวกัน ทุกคนต่างก็กระตือรือร้นอยากจะโชว์ฝีมือ แต่ไม่นาน ปัญหาใหญ่ที่สุดก็ปรากฏขึ้น
นั่นคือ "โรงถ่ายภาพยนตร์"
เจียงหลางเรียกประชุมทีมงานหลักในออฟฟิศ โดยมีหลิวอี้เฟยในฐานะผู้ลงทุนควบนางเอกเข้าร่วมประชุมด้วย
"ความคิดของผมคือ เพื่อเป็นการประหยัดต้นทุน เราสามารถไปเช่าโรงงานร้างแถวชานเมืองปักกิ่งแล้วมาดัดแปลงเองได้ครับ" เจียงหลางเสนอแผนงาน ซึ่งมันถอดแบบมาจากเส้นทางความสำเร็จของรุ่นพี่ผู้เกิดใหม่ในหัวของเขาเป๊ะๆ
ในช่วงหลายวันต่อมา เจียงหลางก็เริ่มทำทีเป็นติดต่อหาโรงงานร้างจริงๆ เขาโทรศัพท์วุ่นวายอยู่ในออฟฟิศทุกวัน แล้วก็ต้องวางสายด้วยใบหน้าที่ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนกระทั่งบ่ายวันหนึ่ง เขาเดินเข้ามาหาหลิวอี้เฟยที่กำลังอ่านบทอยู่ด้วยสีหน้าเซื่องซึม
"ซีซีครับ มีปัญหานิดหน่อย" เขายีหัวตัวเองอย่างหงุดหงิด ปั้นหน้าเป็นผู้กำกับมือใหม่ที่กำลังถูกโลกความจริงตบหน้าจนไปไม่เป็น "ผมพยายามติดต่อมาหลายวันแล้ว แต่โรงงานที่เหมาะสมมันหายากจริงๆ"
"ไม่ใช่อะไรหรอกครับ บางที่ราคาก็แพงเว่อร์จนน่าตกใจ บางที่สภาพก็ห่วยแตกเกินไป ทั้งน้ำรั่วไฟดับ ใช้ไม่ได้เลยครับ"
หลิวอี้เฟยเงยหน้าขึ้นมองท่าทางหมดหนทางของเขา ความรู้สึกคุมเกมได้ทุกอย่างของเธอได้รับการเติมเต็มจนฟินสุดๆ
เธอก็ต้องการให้มันเป็นแบบนี้แหละ!
ต้องให้เขาไปเจอทางตัน ให้เขารู้ซึ้งว่าการทำหนังน่ะมันไม่ได้มีแค่ไอเดียศิลปะอย่างเดียว
วินาทีสำคัญแบบนี้ มันต้องพึ่งพาเส้นสาย ทรัพยากร และนายทุนเบื้องหลังอย่างเธอต่างหาก
เธอพูดปลอบใจไปว่า "ใจเย็นๆ นะคะ ค่อยๆ หาไป เดี๋ยวก็เจอค่ะ" แต่ในใจนี่หยิบมือถือรอแล้ว
เธอแกล้งขอตัวไปเข้าห้องน้ำ เดินเลี่ยงออกมานอกออฟฟิศแล้วกดโทรหาแม่หลิวเสี่ยวลี่ทันที
เธอไม่ได้เอ่ยชื่อเจียงหลางและไม่พูดถึงเรื่องหนังเลยแม้แต่น้อย แต่ใช้โทนเสียงเหมือนชวนคุยเล่นทั่วไป
"แม่คะ พอดีหนูมีเพื่อนที่เป็นผู้กำกับน่ะค่ะ ช่วงนี้เขากำลังอยากถ่ายงานอะไรสักอย่าง เลยต้องการเช่าสตูดิโอ แต่เด็กใหม่มันไม่มีเส้นสายน่ะค่ะ ไปที่ไหนก็โดนปฏิเสธหมดเลย"
"แม่รู้จักคุณอาหวังที่อยู่หวยโหรวอิงสื่อเฉิงใช่ไหมคะ? ลองช่วยถามให้หน่อยได้ไหมว่าช่วงนี้มีสตูฯ ไหนว่างบ้าง ขอแบบราคามิตรภาพให้เพื่อนหนูหน่อยได้ไหมคะ?"
หลิวเสี่ยวลี่ปลายสายถึงจะรู้สึกแปลกใจ แต่ในเมื่อลูกสาวนานๆ ทีจะเอ่ยปากขอให้ช่วย เธอก็รับปากว่าจะจัดการให้
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง
หลิวอี้เฟยถือมือถือวิ่งหน้าตั้งกลับมาที่ออฟฟิศด้วยสีหน้าตื่นเต้นสุดขีด
"เจียงหลาง! เจียงหลาง! ดวงพวกเรามันจะดีเกินไปแล้วนะ!" เธอชูมือถือขึ้นพลางพูดอย่างกระดี๊กระด๊า "เมื่อกี้ฉันโทรคุยกับแม่แล้วเผลอหลุดปากเรื่องหาที่ถ่ายทำไป นายทายซิว่าเกิดอะไรขึ้น?"
"แม่ฉันมีเพื่อนสนิททำงานอยู่ที่หวยโหรวอิงสื่อเฉิงพอดีเลยค่ะ! เขาบอกว่ามีสตูฯ หนึ่งเพิ่งจะว่างลงพอดี และเพราะช่วงนี้เป็นช่วงนอกฤดูกาล เขาเลยยอมให้พวกเราเช่าในราคามิตรภาพที่ถูกแสนถูกเลยล่ะ!"
เจียงหลางยืนอึ้งอยู่กับที่ ปั้นหน้าแสดงความตกใจและดีใจที่ดูเหลือเชื่อออกมาได้อย่างแนบเนียน
"จริงเหรอครับ? มันจะบังเอิญขนาดนั้นเลยเหรอ?"
"จริงสิคะ! ฉันถามรายละเอียดมาครบแล้ว!"
หลิวอี้เฟยยิ้มจนตาหยี สรุปทุกอย่างว่าเป็นเพราะดวงดีล้วนๆ
เจียงหลางมองท่าทางใสซื่อไร้เดียงสาของยัยเศรษฐีน้อยแล้วในใจแทบจะระเบิดหัวเราะออกมา
“เป็นยัยเศรษฐีน้อยที่หลอกง่ายจริงๆ เล๊ย”
แต่ก็นะ แบบนี้ก็ช่วยลดภาระเขาไปได้เยอะ สตูดิโอที่หวยโหรวน่ะมันดีกว่าโรงงานร้างกากๆ เป็นร้อยเท่าอยู่แล้ว
---
2 วันต่อมา
ณ หวยโหรวอิงสื่อเฉิง ภายในสตูดิโอขนาดใหญ่ที่ดูโอ่โถงและว่างเปล่า
ประตูเหล็กบานยักษ์ค่อยๆ เลื่อนเปิดออก แสงแดดสาดส่องเข้าไปข้างใน กระทบกับฝุ่นผงที่ลอยวนอยู่ในอากาศ
เจียงหลางและหลิวอี้เฟยยืนเคียงข้างกันอยู่กลางพื้นที่อันกว้างขวางนั้น
นี่คือครั้งแรกที่พวกเขามายืนสำรวจสนามรบของตัวเองด้วยกัน ในฐานะผู้กำกับและผู้ลงทุนควบนางเอก
เจียงหลางมองไปรอบๆ รัศมีของศิลปินผู้ตกอับสลายหายไปสิ้น
ตอนนี้ตัวเขาราวกับมีแสงสว่างเจิดจ้าแผ่ออกมา
"คุณดูตรงนั้นสิ" เขาชี้ไปที่พื้นที่ว่างเปล่า พลางบรรยายโปรเจกต์อย่างน้ำไหลไฟดับ "ฝั่งนี้ ผมจะเนรมิตตำหนักเจวี๋ยฉิงแห่งเขาเซียนฉางหลิว มันต้องดูลึกลับและเยือกเย็น โทนสีหลักจะใช้สีขาวตัดกับสีฟ้าอ่อน"
"ส่วนฝั่งโน้น คือตำหนักชีซา ต้องดูอาถรรพ์และหรูหรา โทนสีหลักคือดำตัดแดงเข้ม สไตล์ต้องดูพิศวง"
"และที่สำคัญคือ เสาปราบเซียน มันต้องให้ความรู้สึกที่กดดันอย่างมหาศาล..."
เสียงของเขาก้องกังวานไปทั่วสตูดิโอที่ว่างเปล่า ดวงตาสองข้างเป็นประกายวาววับไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า "ความฝัน"
หลิวอี้เฟยยืนอยู่ข้างกายเขาและรับฟังอย่างเงียบๆ
เธอมองดูเสี้ยวหน้าด้านข้างที่ดูจริงจังของเขา มองดูท่วงท่าการขยับแขนที่เปี่ยมไปด้วยพลัง และมองดูประกายตาที่เหมือนจะจุดไฟเผาโลกใบนี้ได้ทั้งใบ
ในวินาทีนี้ เสียงบ่นและแผนการในใจของเธอ กลับสงบนิ่งลงอย่างน่าประหลาด
ความรู้สึกบางอย่างที่แปลกใหม่เริ่มผุดขึ้นมาในใจเธอเป็นครั้งแรก
“บางที...”
“บางทีพวกเราอาจจะทำเรื่องใหญ่ให้สำเร็จได้จริงๆ ก็ได้นะ”
. . .