ตอนที่ 11
ตอนที่ 11
“เจ้าอย่าพึงรีบร้อนไป”เขาต้องการอธิบายอย่างละเอียดและเป็นขั้นเป็นตอน เพราะไม่ต้องการให้บุตรชายคิดหวังประสบผลโดยเร็วจนมองข้ามการบ่มเพาะพื้นฐาน ดังนั้นเขาต้องสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงทนทานให้กับบุตรชายของเขาเสียก่อน
ไป๋ฉีนำตำราเล่มหนึ่งออกมาแล้วมอบมันให้กับบุตรของตน
“เพลงหมัดชุดนี้มีทั้งสิ้นสิบหกกระบวนท่า ทุกกระบวนท่าล้วนเรียบง่าย ทว่าครอบคลุมถึงหลักการใช้และควบคุมพลัง หากฝึกจนชำนาญจะสามารถควบคุมพลังในขณะเคลื่อนไหวร่างกายได้ในทุกท่วงท่า กระบี่นั้นใช้ออกด้วยร่างกาย หากกระทั่งร่างกายเจ้ายังไม่อาจควบคุมได้ดังใจนึก ไหนเลยสามารถควบคุมกระบี่ดังใจนึกได้”ไป๋ฉีกล่าวสอนบุตรชายให้เข้าใจ การจะเป็นยอดฝีมือได้นั้นต้องมีพื้นฐานที่มั่งคงแข็งแกร่ง
ทำไมเขาจะไม่เข้าใจเจตนาดีของบิดาละ เขารีบสงบจิตใจและเริ่มอ่านตำราให้มืออย่างรวดเร็ว เนื้อหาภายในตำรามิได้มากมายอะไรเท่าใด เพียงแต่มันถูกสร้างมาจากหนังสัตว์เท่านั้นทำให้มันมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษก็เท่านั้น
ติ้ง
เรียนรู้พื้นฐานหมัดสิบหกกระบวนท่าเรียบร้อย
หลังจากเรียนรู้ตำราเสร็จความเข้าใจที่มีต่อตำราเล่มนี้เขาจำได้ทั้งหมด หลังจากจดจำเคล็ดความจนขึ้นใจ ไป๋ซิงก็เริ่มต้นฝึกปรือเพลงหมัดโดยมีบิดาชมดูอยู่ด้านข้าง ต่อมาบิดาเขาสำแดงความลึกล้ำของกระบวนท่าออกมาให้ชมด้วยตนเอง เขาจึงร่ายรำกระบวนท่าอย่างต่อเนื่องเรียบง่ายพริ้วไหวแต่แฝงไปด้วยความลึกลับ
ซึ่งที่จริงแล้ว วิชาท่าร่างอัสนี ก็เป็นการสร้างความสมดุลของร่างกายและการควบคุมพลังเช่นเดียวกันกับเพลงหมัดสิบหกกระบวนท่านี้ แต่วิชาท่าร่างอัสนีมุ่งเน้นไปที่ช่วงล่างและสองขา หลังจากฝึกเพลงหมัดไปสักพักเขาจึงนำหลักการของวิชาท่าร่างอัสนีมาปรับใช้ทำให้เขาเรียนรู้เพลงหมัดได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม
สองชั่วโมงต่อมา
“พักได้” ไป๋ฉีมองร่างที่โชกไปด้วยเหงื่อของบุตรชาย “ทุกวันหลังจากนี้ ให้เจ้าฝึกเพลงหมัดวันละสองชั่วโมงจนกว่าข้าจะเห็นว่าเจ้าพร้อมที่จะฝึกเพลงกระบี่”
“ขอรับท่าพ่อ”
“ตอนนี้ข้าจะอธิบายเรื่องการฝึกฝนจิตใจให้เจ้าฟัง ” ไป๋ฉีโยนกระบี่เหล็กดำสองเล่มให้ไป๋ซิงแล้วชี้มือไปยังที่ว่างบริเวณข้างเคียง
หุ่นเหล็กดำพลันปรากฏขึ้นบนพื้น ในมือของมันถือดาบไว้เล่มหนึ่ง บนร่างมีจุดสีแดงประมาณสิบจุดกระจายอยู่บนหน้าผาก ลำคอ ทรวงอก แขน และจุดสำคัญอื่นๆ
“นี่เป็นหุ่นที่ถูกหลอมสร้างขึ้นโดยยอดฝีมือด้านพลังปราณ มันไม่เพียงมีร่างที่แข็งแกร่งทนทาน ยังมีพลังที่เทียบได้กับยอดฝีมือระดับธรรมชาติขั้นสูงสุด”
“ท่านพ่อ จุดสีแดงบนร่างของมันมีไว้เพื่อการใด”
“ใช้ความเร็วระดับสูงสุดของเจ้า แทงกระบี่ใส่จุดสีแดงบนหน้าผากของมัน” บิดาของเขาตอบคำถามด้วยคำสั่ง
เขาย่อมมิกล้าไม่ปฏิบัติตาม รีบสูดลมหายใจรวบรวมเรี่ยวแรง กระบี่ในมือขวาแทงปราดมุ่งเป้าไปที่หน้าผากของหุ่นเหล็กดำ
“นี่มัน” ไป๋ซิงกล่าวอย่างผิดคาด เขาทดลองแทงออกอีกสามกระบี่ทุกกระบี่ล้วนคลาดจากจุดแดงไปเล็กน้อย
“ตอนนี้เจ้าคงรู้ตัวแล้ว” ไป๋ฉีย่อมคาดการณ์ผลลัพธ์นี้ได้ล่วงหน้า “แม้เจ้าตั้งใจแทงกระบี่ไปที่กลางหน้าผาก แต่เมื่อแทงออกจริงกลับมิอาจกระทำได้ นี่มิใช่เพียงเพราะมือของเจ้าไม่มั่นคงเพียงพอหากจิตใจของเจ้าก็ยังไม่มั่นคงเพียงพอเช่นกัน”
“เพลงกระบี่ทั้งมวลในโลกหล้าล้วนประกอบด้วยกระบวนท่าพื้นฐานสิบสามท่า แบ่งเป็นหกรุกเจ็ดรับ ฟัน แทง กรีด ผ่า กวาด กระแทก เป็นท่ารุก หนุน ปัด หมุน ยก ดึง ลาก สอด เป็นท่ารับ ซึ่งหลังจากนี้ข้าจะถ่ายทอดให้กับเจ้า”
“เจ้าต้องใช้กระบวนท่ารุกจู่โจมใส่จุดสีแดงทั้งเก้าบนตัวหุ่นที่ตอนนี้ยังมิอาจขยับเคลื่อนไหวให้ได้อย่างแม่นยำ หลังจากนั้นหุ่นจะเริ่มเคลื่อนไหวและจู่โจมเพลงดาบกลับมา เจ้าค่อยใช้กระบวนท่ารับในการปัดป้อง ฝึกฝนซ้ำไปซ้ำมาเช่นนี้จนแต่ละกระบวนท่าผ่านการทบทวนใช้ออกนับหลายล้านครั้ง เจ้าจะสามารถใช้มันได้อย่างอิสระ”
“เมื่อเริ่มชำนาญมากขึ้น หุ่นจะลงมือต่อสู้อย่างจริงจังเพื่อให้เจ้าใช้กระบวนท่าทั้งสิบสามออกมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อใดที่ร่างของเจ้าสามารถซึมซับกระบวนท่าทั้งหมดไว้ เมื่อใดที่เจ้าจู่โจมถูกจุดแดงได้อย่างแม่นยำในทุกท่วงท่า เมื่อนั้นจึงจะกล่าวได้ว่าจิตใจของเจ้าพร้อมสำหรับการฝึกเพลงกระบี่”
เขาตั้งใจฟังโดยแทบไม่กล้าละเลย
“เพลงกระบี่ในโลกนี้ไม่ว่าจะลึกซึ้งซับซ้อนถึงเพียงใด ล้วนถูกสร้างขึ้นมาจากท่าพื้นฐานทั้งสิบสาม หากร่างกายและจิตใจของเจ้าไม่อาจใช้กระบวนท่าพื้นฐานทั้งหมดได้อย่างอิสระ เจ้าจะไม่มีทางประสบความสำเร็จในเชิงกระบี่อย่างแน่นอน แต่หากเจ้าตั้งใจฝึกฝนไปตามขั้นตอน เมื่อเจ้าฝึกเพลงกระบี่ที่ข้าจะถ่ายทอดให้หลังจากนี้สำเร็จ ก็พอจะนับว่าเข้าสู่กระบี่ขั้นพื้นฐานได้”
“วิชากระบี่เองก็แบ่งระดับความสำเร็จออกเป็นสามระดับ ขั้นพื้นฐาน ขั้นเชี่ยวชาญ และขั้นฟ้ามนุษย์หลอมรวม การฝึกท่าร่างให้ถึงขั้นเชี่ยวชาญนั้นต้องฝึกฝนจนสามารถควบคุมร่างกายได้ดังใจ แต่การฝึกกระบี่ให้ถึงขั้นเชี่ยวชาญนั้นต้องฝึกจนสามารถควบคุมทั้งร่างกายและกระบี่ให้ได้ดังใจ ดุจดังว่าคนกระบี่ร่วมประสานเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งยากเย็นยิ่งกว่านับสิบเท่า ส่วนขอบเขตขั้นฟ้ามนุษย์หลอมรวมนั้น เจ้ายังไม่อาจและไม่มีความจำเป็นต้องรับรู้ในตอนนี้”
หลังกล่าววาจายืดยาว ไป๋ฉีหยุดการสอนสั่ง หันมาจ้องหน้าบุตรชายแล้วเอ่ยถามอย่างจริงจัง “ตอนนี้เจ้าเข้าใจแล้วหรือไม่ว่าที่รออยู่บนหนทางข้างหน้านั้นคือสิ่งใด”
ไป๋ซิงผงกศีรษะรับด้วยสีหน้าหนักแน่นจริงจังเช่นเดียวกัน เคล็ดวิชากายาเทพอสูรว่างเปล่า อาจช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกายของเขา แต่วิชาท่าร่างและเพลงกระบี่จะช่วยให้เขาสามารถนำเอาความแข็งแกร่งเหล่านั้นออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่
“ท่านพ่อต้องใช้เวลาฝึกปรือนานเท่าใด ข้าจึงสามารถสำเร็จขั้นคนกระบี่ร่วมประสานได้”
“นี่ยากจะบอกได้” ไป๋ฉีส่ายหน้า “ในอดีตนั้นข้าใช้เวลาหกปีในการสำเร็จขั้นพื้นฐาน และอีกหกปีในการสำเร็จขั้นคนกระบี่ร่วมประสาน ดังนั้นสำหรับข้าใช้เวลาทั้งสิ้นสิบสองปี”
“สิบสองปีเลยรึ” ลมหายใจเขาแทบขาดห้วง บิดาของเขาผู้เป็นยอดอัจฉริยะอันไร้ที่ติของตระกูลยังต้องใช้เวลาถึงสิบสองปี
“คนผู้หนึ่งไม่อาจกัดอาหารคำใหญ่เกินกว่าจะขบเคี้ยวลง สิ่งที่เจ้าต้องทำในตอนนี้คือการค่อยๆเดินไปทีละก้าวอย่างมั่นคง มาเถอะข้าจะเริ่มจากการถ่ายทอดเคล็ดความของกระบวนท่าแรกให้แก่เจ้า”
**********
ภายใต้การฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่าและการควบคุมอย่างเข้มงวดของอาจารย์ชั้นยอด ท่ากระบี่ของเขาค่อยๆถูกต้องและมั่นคงมากขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากฝึกท่ารุกเป็นเวลาสองชั่วโมงก็เป็นการฝึกท่ารับ โดยเขาจะต้องต้านทานการกระหน่ำจู่โจมจากหุ่นเหล็กดำที่ไม่รู้จักความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเป็นเวลาอีกสองชั่วโมง
ความจริงแล้วนี่เป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองพละกำลังและน่าเบื่อหน่ายเป็นอย่างมาก แต่เมื่อไป๋ซิงเปรียบเทียบสิ่งนี้กับชีวิตในชาติภพก่อนที่ต้องทนทุกข์จากการถูกโรคร้ายคุกคามจนไม่อาจออกแรงทำสิ่งใด การได้ออกแรงฟาดฟันกระบี่ภายใต้ท้องฟ้าอันสดใสเช่นนี้กลับเป็นความสุขประการหนึ่ง
“ไป๋ฉี” เหม่ยเฟิ่งส่งเสียงเรียกออกมา ดวงตาคู่งามไม่ยอมคลาดคลาจากร่างของบุตรชายที่ฝึกฝนอย่างหนักในสนามฝึกซ้อมฝีมือ
ไป๋ฉีก้าวเดินมาถึงข้างกายภรรยาแล้วกล่าวว่า “นึกไม่ถึงเลยว่าลูกของเราจะมีความตั้งใจจริงถึงเพียงนี้ ที่จริงข้าตระเตรียมไว้แล้วว่าจะรับมือกับเสียงโอดครวญของเขาอย่างไร ไล่เขากลับไปฝึกซ้อมอย่างไร แต่ข้ากลับไม่จำเป็นต้องใช้มันเลยแม้แต่น้อย”
“ลูกของเรามีความตั้งใจ ในการฝึกท่าร่างเขาโอดครวญกับข้ามิใช่น้อย แต่เขาก็ไม่ได้หยุดฝึกฝนเลยแม้ชั่วขณะเดียว” เหม่ยเฟิ่งกล่าวด้วยความห่วงใย “หกชั่วโมงในยามเช้า หกชั่วโมงในยามบ่าย ฝึกฝนต่อเนื่องเป็นเวลาสิบสองชั่วโมงทุกวัน ลูกเรายังเด็กนักไป๋ฉี”
“ข้าจำได้ว่าเมื่อครั้งที่ข้ายังเป็นเด็ก” ไป๋ฉีกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่หายากยิ่ง “ข้าถูกบิดาบังคับให้ฝึกฝีมือ ทุกครั้งที่ข้าเหน็ดเหนื่อยล้มลงบิดาจะลงมือเฆี่ยนตีจนข้าลุกขึ้นมาฝึกต่อ เป็นอยู่เช่นนั้นจนข้าอายุได้สิบปี ท่านพ่อถูกสังหารโดยสัตว์อสูรบนขุนเขาแห่งทะเลสาบตะวันออก ศักด์ฐานะของข้าและท่านแม่ในชนเผ่าตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว จากนั้นท่านแม่ก็จากไปด้วยความตรอมใจ นับจากวันนั้นข้าถึงได้ตื่นขึ้นจากความฝันอันโง่งม ไม่เอ่ยถึงความเหนื่อยยากและความเจ็บปวดจากการฝึกอีกต่อไป”
ความท้อแท้จากการฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้นมีแต่ผู้ที่เคยผ่านจึงรู้ได้ มีเพียงความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวและเที่ยงแท้ จึงสามารถเอาชนะความเหน็ดเหนื่อยทางร่างกายและความอ่อนล้าทางจิตใจได้
“ข้าเคยกังขาในความสำเร็จของลูกเรา ต่อให้พรสวรรค์ในการฝึกกายาเทพอสูรของเขาสูงส่งถึงเพียงไหน เขาก็คงเป็นได้เพียงนักสู้ธรรมดาหากปราศจากความตั้งมั่นในการฝึกฝนก็ไม่สำเร็จ แต่ตอนนี้ไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปแล้วเขาจะต้องสำเร็จเป็นยอดฝีมือที่คนให้ผู้ตื่นตะตึงทั้งโลกอย่างแน่นอน”
**********
วันเวลาผ่านไปหนึ่งปีแห่งการฝึกฝน
ไป๋หยูซึ่งยืนอยู่ในที่ห่างออกไปเหวี่ยงก้อนศิลาขนาดใหญ่สี่ก้อนขึ้นบนท้องฟ้า ไป๋ซิงที่ยามนี้สูงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยถือปืนและยิงต่อเนื่อง
ในเสียงดังติดต่อกันจนแทบเป็นเสียงเดียว ลำแสงสี่สายกรีดลากเส้นตรงอันงดงามผ่านท้องนภาเข้าใส่เป้าหมายอย่างแม่นยำ ศิลาทั้งสี่ก้อนแหลกสลายร่วงหล่นลงสู่พื้น
ต่อจากนั้นไป๋หยูเหวี่ยงก้อนศิลาอีกสิบก้อเขามาใส่เขา ไป๋ซิงไม่ได้ตื่นตระหนกเขากระโดดหลบเคลื่อนที่ไปมาและยิงปืนออกไปด้วย ศิลาทั้งสิบก้อนแหลกสลายร่วงหล่นลงสู่พื้น
จากนั้นไป๋หยูยิงธนูห้าดอกออกไป ไป๋ซิงยิงปืนสวนกลับมา ลูกธนูและกระสุนปืนปะทะการเสียงดังสนั่น ลูกธนูและกระสุนปืนสลายร่วงหล่นลงสู่พื้น
“ประเสริฐ” ไป๋หยูตวาดชมเชยแล้วเดินย้อนกลับมาพลางแผดหัวร่อเสียงดังปานฟ้าร้อง “นายน้อยถือว่าเรียนรู้ถึงแก่นแท้ของวิชาเกาทัณฑ์และนำมาปรับใช้กับปืนได้แล้ว ท่านสามารถบรรลุกระทั่งไม้ตายก้นหีบของข้าเช่นนี้ ข้าก็ไม่มีสิ่งใดที่จะถ่ายทอดให้แก่ท่านอีกต่อไป หลังจากนี้ขอให้ท่านจงหมั่นฝึกซ้อมและเพิ่มพูนประสบการณ์ด้วยตนเอง”
“ตอนนี้พลังกาย การโจมตีและความเร็วของนายน้อยเพิ่มขึ้นมาแล้ว ทำให้สนามฝึกซ้อมแห่งนี้เล็กเกินไปแล้ว ได้เวลาที่นายน้อยต้องออกไปหาประสบการณ์ด้านนอกเพื่อฝึกฝนเพิ่มเติมฝีมือให้ดียิ่งขึ้น”
“ท่านยกย่องข้าเกินไปแล้วท่านอาจารย์” ไป๋ซิงกล่าวอย่างถ่อมตน
ในการต่อสู้จริง ศัตรูย่อมไม่ให้เวลาในการคำนวณหรือเล็งเป้าแก่ท่าน จะต้องใช้มุมยิงเท่าใด ต้องพลิกแพลงการใช้แผนแบบไหน ล้วนต้องถูกกลั่นออกมาจากร่างกายในชั่วขณะที่คิดยิง สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จากความชำนาญผ่านการฝึกฝนนับครั้งไม่ถ้วนเท่านั้น สำหรับไป๋ยิงในตอนนี้ขอเพียงรู้ทิศทางของเป้าหมายและสภาพลมฟ้าอากาศโดยรอบ เขาสามารถยิงถูกแม้แมลงวันที่บินห่างออกไปถึงห้าร้อยเมตร
แต่แค่นี้ถือว่ายังไม่เพียงพอ ยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติบางคนสามารถยิงถูกเป้าหมายที่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร โดยที่ลูกศรยังคงไว้ซึ่งพลังทำลายอันน่าเหลือเชื่อ
“นับจากวันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ข้าคงไม่จำเป็นต้องมาที่สนามฝึกซ้อมแห่งนี้อีกแล้ว นายน้อยท่านนับเป็นลูกศิษย์ที่มีพรสวรรค์สูงสุดเท่าที่ข้าเคยสอนมา” ไป๋หยูมองดูไป๋ซิงด้วยความภาคภูมิใจ
*********************************************************************
ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามช่องทางyoutube ด้วยนะครับ
ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel
https://www.youtube.com/channel/UCq0jhJfgu3BFHkCtMgcTBcQ