ตอนที่ 12
ตอนที่ 12
หกปีผ่านไปตลอดหกปีมานี้สถานะของเขาเพิ่มขึ้นมามาก
[สถานะ]
ระบบอัพเกรด
ชื่อ : ไป๋ซิง
พลังลมปราณ : ระดับธรรมชาติ ระดับ 10 EXP[990/1,000] {+}
บ่มเพาะกายา : กายาเทพอสูรว่างเปล่าขั้น1 ระดับ10 EXP[990/1,000] {+}
พลังธาตุ : กฏเกณฑ์แห่งแสงขั้นที่ที่1 ระดับ10 EXP[990/1,000] {+}
วิชา :
วิชาเพ่งจิตว่างเปล่าขั้นที่2 ระดับ2 EXP[0/3,000] {+}
วิชาท่าร่างเงาอัสนีขั้นที่2 ระดับ1 EXP[0/2,000] {+}
วิชาพื้นฐานหมัดสิบหกกระบวนท่าขั้นที่2 ระดับ1 EXP[0/2,000] {+}
วิชาการยิงปืนขั้นที่2 ระดับ 7 EXP[0/7,000] {+}
วิชาเฉือนนภา5ครั้งซ้อน ขั้นที่1 ระดับ5 EXP[0/600] {+}
เพลงกระบี่ขั้นที่1 ระดับ10 EXP[990/1,000] {+}
แต้ม : 153,450แต้ม
**********
ภายในสนามฝึกซ้อม
ไป๋ซิงใสชุดขนสัวต์สีขาวยืนกุมกระบี่ไรคมสีดำในมือของเขา รอบตัวของเขานั้นรายล้อมไปด้วยนักรบร่างใหญ่โตเก้าคน นักรบพวกนี้ทุกคนสวมใส่ชุดเกราะ ในมือบ้างคนถือดาบ บ้างคนถือกระบี่ บ้างคนถือหอกยาว อาวุธที่ทุกคนถือทุกเล่มเป็นอาวุธที่ไร้คม
ยอดฝีมือเหล่านี้อยู่ในสังกัด “นักรบเก้ามังกร” ซึ่งเป็นนักรบที่แข็งแกร่งของตระกูลไป๋เขตปกครองตะวันตกของเรา ทุกคนนั้นเคยผ่านการต่อสู้น้อยใหญ่มามากมายนับครั้งไม่ถ้วน
การฝึกฝนอย่างหนักหน่วงมาตลอด 6 ปี ไป๋ซิงปีนี้อายุเพิ่งจะ10ปีแต่ร่างกายดูสูงใหญ่จนเทียบเท่ากับตัวเขาขณะวัย 20 ปีในชาติภพที่แล้ว อีกทั้งหน้าตาก็ละม้ายคล้ายเดิม บางทีนี่เป็นดังคำโบราณที่ว่า ‘หน้าตาถือกำหนดจากจิตใจ’ หากจะมีที่แตกต่าง ก็คงเป็นพลังชีวิตอันรุนแรงที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของเขาในชาติภพนี้
“ข้อตกลงของเรายังเป็นเช่นเดิมถ้ามีคนใดคนหนึ่งในพวกเจ้าสามารถสัมผัสโดนตัวข้าได้พวกเจ้าทุกคนจะได้รับเหรียญทองคนละ 1,000 เหรียญทองกับสัตว์ร้าย1ตัว”
คำประกาศของเขานั้นเรียกเสียงโห่ร้องยินดีออกมาจากนักรบทั้ง9คน เพราะเหรียญทอง1,000 เหรียญทองและสัตว์ร้ายนั้นชนชั้นธรรมดานั้นนับว่าหาได้ยากยิ่งนัก
“ตกลงขอรับนายน้อย นายน้อยโปรดระวังตัวด้วย”
“พวกเจ้ามีฝีมือเท่าไหร่ใส่มาให้หมดอยากได้ออมมือเด็ดขาด”ไป๋ซิงกล่าวกับนักรบทั้งเก้าคน
เหรียญทองถูกยอมรับให้เป็นมาตราแลกเปลี่ยนระหว่างชนเผ่าในโลกแห่งนี้ เหรียญทองคนละ 1,000 เหรียญทองนับว่ามีมูลค่าไม่น้อย แม้แต่กับนักรบเก้ามังกรก็ยังมีแรงดึงดูดใจเป็นอย่างสูง ทว่าเหล่านักรบก็ยังไม่กล้าลงมือโดยหุนหัน ความแข็งแกร่งของไป๋ซิงเป็นที่เลื่องลือในกองทัพตระกูลไป๋เขตปกครองตะวันตก ต่อให้พวกมันทั้งเก้าร่วมมือกันก็ยังมิใช่งานอันง่ายดาย
ปัจจุบันไม่รู้ว่าฝีมือของนายน้อยของตัวเองนั้นพัฒนาไปถึงไหนแล้ว พวกเขาต้องลงมืออย่างระมัดระวังและรอบคอบ
หลังจากฝึกฝน 108กระบี่ จนถึงระดับที่บิดาของเขาพึงพอใจแล้วการฝึกกับหุ่นเหล็กดำก็เริ่มเป็นเรื่องที่ง่ายดายและไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว เขาจึงได้รับอนุญาตจากบิดาให้ประลองกับเหล่าทหารและนักสู้ฝีมือดีในกองทัพของตระกูล
ในระหว่างการประลองนั้นบิดาของเขาได้กำชับเด็กขาดว่า
“ระหว่างที่ประลองนั้นบิดาของเขาอนุญาตให้เขาใช้กระบี่เดียวและจะต้องจำกัดพลังในการใช้ออกเพียง4ใน10ส่วนเท่านั้น ห้ามใช้กระบี่คู่และปืนที่เป็นไม้ตายของเขาโดยเด็ดขาดให้ใช้ได้แค่การฝึกฝนกับบิดาและมารดาของเขาเท่านั้นหรือการต่อสู้ที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้”
ดังนั้น แม้ว่าไป๋ซิงจะได้รับการยอมรับจากเหล่านักสู้ในกองทัพในฐานะยอดฝีมืออายุน้อย แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีใครรับรู้ถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเขาเลยสักคนนอกจากบิดามารดาและคู่หูของบิดาเท่านั้น
เขายืนอยู่อย่างมั่นคงราวกับต้นไม้พันปี เขาปล่อยให้นักรบทั้ง9คนนั้นเดินวนอยู่รอบๆตัวเขาเพื่อหาช่องว่างในการโจมตีเขา
นักรบศีรษะล้านเลี่ยนผู้หนึ่งพลันฉวยโอกาสโถมเข้ามาจากด้านข้าง หอกยาวในมือฉกออกราวอสรพิษ ไป๋ซิงพลิกตัววูบหลบเลี่ยงอย่างง่ายดายและพุ่งสวนเข้าหานักรบคนนั้น ขณะที่หอกยาวแทงเฉียดผ่านไปกระบี่ในมือก็กรีดจู่โจมใส่จุดอ่อนของผู้ใช้อาวุธยาว
นักรบผู้นั้นก็มิใช่ชนชั้นธรรมดา กลับตวัดเท้าเขี่ยใส่ด้ามหอกอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้หอกยาวกระดอนขึ้นต้านรับกระบี่ของไป๋ซิงเอาไว้ได้ ส่วนตนเองอาศัยแรงดีดสะท้อนล่าถอยกลับเข้าขบวน
นักรบคนนั้นรีบส่งเสียงร้องเตือน “พี่น้องทั้งหลายระวังไว้ เมื่อครู่ข้าเกือบปราชัยในกระบวนท่าเดียวให้กับนายน้อยแล้ว”
“ถ้าพวกเจ้าทุกคนมีฝีมือแค่นี้ละก็ อย่าหวังได้เงินรางวัลของพวกเจ้าเลยพวกเจ้าทุกคนเข้ามาพร้อมกันเถอะ” ไป๋ซิงกล่าวยั่วยุเพื่อกระตุ้นโทสะให้นักรบทั้ง9โจมตีเข้ามาพร้อมกัน
“อย่างนั้นนายน้อยก็ระวังตัวให้ดี”นักรบทั้งเก้าก็ทราบสถานการณ์ของตัวเองเป็นอย่างดี ถ้าอยู่ในสนามรบพวกเขาคงจะไม่มีเวลาเสวนาคุยกันอย่างนี้ พวกเขาไม่ลองเชิงอีกต่อไป ทั้งหมดสบตากันคราหนึ่ง ใช้ประสบการณ์อันช่ำชองกำหนดรูปแบบการประสานเสริมอย่างรวดเร็วแล้วต่างก็พุ่งเข้าจู่โจมด้วยกระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดของตน
เงาอาวุธเปล่งประกายพุ่งเข้ามาหาเขา กระแสลมรอบๆหอกหมุนกรรโชกจากทุกทิศทาง
ไป๋ซิงใช้ท่าร่างเงาอัสนีขยับกายวูบวาบกลายเป็นเงาดำพริ้วไหวดุจสายลมหลุดจากวงล้อมการรุมโจมตีของอาวุธมากมาย เสียงอาวุธปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหว
ถึงภายนอกเขาจะหลบอาวุธได้อย่างง่ายดายแต่เขาใช้พลังได้แค่4ใน10เท่านั้น ในใจของเขานั้นสั่นสะท้านเขาใช้กำลัง4ส่วนอย่างเต็มที่แต่ด้วยกระบี่เพียงเล่มเดียวเขาปราศจากความมั่นใจในการปะทะตรงๆ จึงถูกบังคับให้ต้องใช้ท่าร่างในการหลบเลี่ยงอาวุธเหล่านั้น
“นักรบเก้ามังกรนับว่าร้ายกาจสมชื่อ หากมีเพียงห้าหรือหกคนข้ายังพอจะรับมือได้ แต่เมื่อมีถึงเก้าคนก็อาจโค่นข้าลงได้เช่นกัน แต่ถ้าเป็นพลังเต็มที่ของเราก็อีกเรื่องนึง”
นักรบทั้ง9นั้นลงมือรวดเร็วรุนแรงดุดันสอดประสานกัน ยิ่งนานยิ่งไร้ช่องโหว่เขาตกอยู่ในการหักโหมโจมตีรอบทุกทิศทาง ไป๋ซิงเขาต้องรวบรวมพลังธาตุโคจรตามเส้นชีพจรเพื่อเพิ่มพละกำลังการใช้กระบี่ให้ถึงจุดสูงสุดตลอดเวลา และคอยปกป้องต้านทานการโจมตีเอาไว้
ติ้ง
เพลงกระบี่เลื่อนระดับขั้นที่2
ชั่วขณะนั้นเองประสาทสัมผัสรับรู้ของเขาขยายออกไปจนถึงรู้สึกได้ถึงความรู้สึกของกระบี่ เขาสัมผัสได้ถึงสายลมที่พัดผ่านตัวกระบี่และแรงปะทะที่เกิดขึ้นจากการฟาดฟันแต่ละครั้ง ท่วงท่าแต่ละท่าที่ใช้ออกอย่างสุดแรงของเขาเปลี่ยนแปลงเป็นนุ่มนวลพริ้วไหวไปตามดาบของเหล่านักดาบและคอยชักนำดาบของเหล่าทหารไปในทิศทางที่กำหนด เขาสบัดคมดาบจนดาบหลุดพ้นจากการควบคุมของผู้ใช้ ส่วนปลายกระบี่ของเขาทะลวงเข้าไปยังบริเวณหน้าอกของนักรบผู้นั้น ปลายกระบี่พุ่งชนนักรบผู้นั้นถอยหลังออกไปสองก้าว สุดท้ายนักรบคนนั้นไม่อาจฝืนทนได้อีกต่อไปทรุดกายลงกับพื้น
กระบี่ของเขายังไม่หยุดยั้งกระบี่ของเขาสะบัดไปมาต้านรับอาวุธมากมายและชักนำอาวุธหลบเลี่ยงออกจากตัว แล้วใช้ส่วนแบนของกระบี่ตบฟาดลงใบหน้าของนักรบศีรษะโล้นจนฟันร่วงหลุดออกจาก
เวลาไหลผ่านอย่างเชื่องช้ารอบกายของเขาเปลี่ยนเป็นเคลื่อนผ่านไปราวกับภาพสโลโมชั่น เพลงกระบี่ของเขากลับกลายเป็น นุ่มนวลพริ้วไหวสลับแข็งแกร่งดุจขุนเขา มันทั้งงดงามและเต็มไปด้วยรายละเอียดอันลึกลับจากที่ต้องรับมือด้วยความยากลำบาก เขาใช้กระบี่ในมือทยอยสยบยอดนักรบทั้งเก้าลงจนหมดสิ้น
“ขอแสดงความยินดีกับนายน้อย”
“ยินดีด้วยที่นายน้อยบรรลุขั้นคนกระบี่ร่วมประสาน” นักรบทั้งหมดค่อยๆยืนขึ้นและแสดงความยินดีกับนายน้อยของตนเอง แต่นักรบเก้าล้วนมีสายตาแหลมคม ทั้งหมดใช้น้ำเสียงที่ตื่นเต้นกล่าวแสดงความยินดีกับไป๋ซิง พวกเขาไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยที่ตนเองพ่ายแพ้
พวกเขาทุกคนไม่คาดคิดเลยว่านายน้อยที่อายุ10กว่าปีผู้นี้ จะสามารถบรรลุเพลงกระบี่ระดับเชี่ยวชาญและสามารถเข้าสู่สภาวะคนกระบี่รวมประสานได้ หากคิดคำนวณเพียงระยะเวลาที่ใช้ในการฝึกฝนแล้วนั้นนับว่าเขายังรวดเร็วกว่าบิดาของเขาเสียอีก
“ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าต้องขอบคุณพวกเจ้าทุกคนที่ช่วยให้ข้าบรรลุถึงจุดนี้ได้”
ไป๋ซิงเปล่งเสียงหัวเราะด้วยความยินดี ตลอดหกปีที่ผ่านมาไม่เคยมีวันไหนที่เขาไม่ฝึกฝนอย่างหนัก บางครั้งรับการชี้แนะจากบิดา บางคราประลองกับเหล่ามือดี ทุกกระบวนท่าล้วนผ่านการทบทวนใช้ออกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนฝังลึกเข้าไปในร่างกายและจิตวิญญาณ ไป๋ซิงในตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นด้านกายาเทพอสูรหรือพลังปราณล้วนฝึกปรือจนถึงจุดสูงสุดของระดับธรรมชาติ
แต่ในด้านเคล็ดวิชานั้นเขากลับพัฒนาได้อย่างรวดเร็วกว่าระดับพลังงานปราณและกายาเทพอสูรถึงจะรวดเร็วเพียงใดแต่พอมาถึงขั้นที่2นั้นความรวดเร็วนั้นก็ช้าลงอย่างมาก
“วันนี้เป็นเพราะความช่วยเหลือจากพวกเจ้าทั้งหลาย ข้าจึงสำเร็จเพลงกระบี่ระดับเชี่ยวชาญได้ ถึงแม้ข้าไป๋ซิงจะไม่ได้มีเงินทองมากมายนัก ข้ายังจะขอกำนัล2,000เหรียญทองให้กับทุกคน”
“ขอบคุณนายน้อย” นักรบเก้ามังกรหันมองหน้ากันแล้วกล่าวโดยพร้อมเพรียง
นักรบเก้ามังกรนั้นทุกคนล้วนหยิ่งผยองในศักดิ์ศรีและเกียรติยศของตนเองมาก หากวันนี้ทุกคนเพียงพ่ายแพ้คงไม่มีผู้ใดกล้ารับรางวัล แต่เมื่อพวกเขาสามารถช่วยให้นายน้อยของตนเองทะลวงผ่านระดับการฝึกฝนครั้งใหญ่ได้แล้วนั้นทั้งหมดย่อมไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธรางวัลอีก
เสวี่ยฉุนและเสวี่ยฮวาสาวใช้ทั้งสองนั้นยืนดูการฝึกฝนของนายน้อยตัวเองอยู่ห่างๆและพากันไปนำเหรียญทองออกมาแจกจ่ายให้แก่เหล่านักรบที่ช่วยนายน้อยตัวเองฝึกฝนด้วยความยินดี ทั้งสองต่างเต็มไปด้วยความปลาบปลื้มภาคภูมิใจ พวกนางเห็นนายน้อยของตนเองนั้นทนรับการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงเพียงใดตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา พวกนางได้แต่เฝ้ามองและให้กำลังใจอยู่ห่างๆเท่านั้น
ตอนนี้สาวรับใช้ผู้งดงามทั้งสองมีอายุยี่สิบปีแล้ว ตามธรรมเนียมของชนเผ่า ทั้งคู่ล้วนถือเป็นสตรีของไป๋ซิง เมื่อเห็นบุรุษผู้เป็นดั่งโลกทั้งใบของตนประสบความสำเร็จถึงเพียงนี้ พวกนางไหนเลยไม่ลิงโลดยินดีได้
“เสวี่ยฉุน เสวี่ยฮวา ตามข้ามา” ไป๋ซิงยังคงอยู่ในอารมณ์เบิกบานอย่างถึงขีดสุด
เขาใช้เวลาหนึ่งปีในการฝึกพื้นฐานร่างกายและจิตใจจนบิดายอมรับและถ่ายทอด หนึ่งร้อยแปดกระบี่ ให้เขาใช้เวลาหนึ่งปีในการบรรลุเพลงกระบี่ขั้นพื้นฐานและได้รับอนุญาตให้ประลองฝีมือกับผู้อื่น จากนั้นมาเป็นเวลาอีกสี่ปี ในที่สุดเขาก็สามารถรุดหน้าขึ้นอีกขั้น สิ่งที่เขาต้องการที่สุดในตอนนี้คือการกลับไปบ้าน เพื่อเล่าเรื่องราวความสำเร็จของตนให้บิดามารดารับฟัง
ถึงเขาจะรับรู้ได้ว่าบริเวณรอบๆเขาห่างออกไปนั้นมีหน่วยสอดแนมนั้นคอยดูพัฒนาการการฝึกฝนของเขาตลอดเวลา เขาจึงไม่ได้ใช้พละกำลังสูงสุดอย่างที่บิดาได้บอกเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ถึงการพัฒนาของตนเองได้อย่างถูกต้อง
ถึงพวกเขาจะรู้ระดับฝีมือจริงๆของเขามันก็ไม่ได้ช่วยอะไรพวกเขาอยู่ดี ในเมื่อเขาสามารถเพิ่มระดับการฝึกฝนได้ตลอดเวลา และในช่วงระยะเวลา6ปีที่ผ่านมานั้นเขาได้รวบรวมสมุนไพรต่างๆเพื่อทำยาสีฟันสมุนไพรและสบู่สมุนไพรและให้บิดามารดาทดลองใช้และขอบิดามารดาเปิดร้านเพื่อนำออกไปขายสู่ตลาดในเขตของตระกูลไป๋ สินค้าของเขานั้นได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วไม่ว่าจะกลิ่นหอมของสบู่ ยาสีฟันและการใช้งานต่างๆ ทำให้เขามีรายได้เข้ามาตลอด ระยะเวลาในช่วง6ปีมานี้เขาทำเงินได้อย่างมากมายในการขายสินค้า2ตัวนี้ และมันถึงเวลาแล้วที่เขาจะยกระดับครั้งใหญ่
*********************************************************************
ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามช่องทางyoutube ด้วยนะครับ
ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel
https://www.youtube.com/channel/UCq0jhJfgu3BFHkCtMgcTBcQ