ตอนที่ 14

ตอนที่ 14

‘กระบี่เคลื่อนเมฆา’ กล่าวตามตรงนี่มิอาจนับเป็นเพลงกระบี่ หากผู้ใดสามารถตีความ ‘กระบี่เคลื่อนเมฆา’ ได้อย่างถ่องแท้ ก็จะดัดแปลงใช้ออกกับศัสตราวุธทุกประเภทได้ดังใจนึก ความลึกล้ำของเคล็ดวิชาอยู่ที่ผู้ฝึกจะสามารถซุกงำสำนึกและกระบวนท่าเอาไว้ จวบจนคู่ต่อสู้ถูกสังหาร ยังคงไม่รู้ตัวว่าเป็นผู้ใดลงมือ

“ช่างเป็นเพลงกระบี่ที่ลึกล้ำนัก” ไป๋ซิงครุ่นคิดในใจขณะที่หยิบคัมภีร์กระบี่เล่มถัดไปขึ้นมา

เขาหยิบ‘เคล็ดกระบี่หยาดน้ำแข็งโปรย’ ถูกคิดค้นขึ้นจากกฎธรรมชาติที่ว่า หยดน้ำสายหนึ่งเปลี่ยนเป็นน้ำแข็ง สามารถเจาะทะลุหินผา ยามใดที่มีหยดน้ำย่อมมีน้ำแข็งเกิดขึ้นมาไม่ขาดสายจากทั่วฟ้า จะก่อเกิดเป็นอานุภาพที่ไม่มีผู้ใดหลบหลีกพ้น ยามจู่โจมรุนแรงดังพายุนับล้านแตกระเบิดเข้าใส่ ยามตั้งรับหนาแน่นเป็นแผ่นผืน ไม่มีการจู่โจมใดฝ่าผ่านเข้าไปได้

เขาเลือกหยิบ ‘เคล็ดกระบี่หยาดน้ำแข็งโปรย’ ขึ้นมาเปิดดูเป็นเล่มที่สอง นี่คือเพลงกระบี่ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่บิดาของเขาจนได้รับฉายา ‘กระบี่หยาดน้ำแข็งโปรย’

“ช่างเป็นเพลงกระบี่ที่ลึกล้ำและน่าสะพรึงกลัวนัก” ไป๋ซิงครุ่นคิดในใจ ขณะที่หยิบคัมภีร์กระบี่เล่มถัดไปขึ้นมา

‘คัมภีร์อุดรดารา’ เป็นส่วนหนึ่งของเพลงกระบี่ในตำนาน ‘ตำรากระบี่อุดรดารา’ มีทั้งสิ้นเจ็ดกระบวนท่า เพียบพร้อมทั้งรุกและรับ แต่ละกระบวนท่าตั้งชื่อตามดวงดาวทั้งเจ็ดในหมู่ดาวเหนือ เมื่อฝึกปรือถึงระดับสูงจะสามารถสำแดงพลังของดวงดาวออกมา นับเป็นเพลงกระบี่ที่ลึกลับและทรงพลังจนยากที่ผู้ใดจะต้านทานได้

“เพลงกระบี่ที่เลิศล้ำ” ไป๋ซิงทอดถอนใจชมเชย แต่ยังคงวางลงแล้วพลิกดูคัมภีร์เล่มถัดไป

‘กระบี่ดาราเหิน’ เพลงกระบี่ที่บรรพชนตระกูลไป๋พบเจอโดยบังเอิญระหว่างที่ออกเดินทางฝึกฝนก่อนมาถึงเทือกเขาดอยทะลุฟ้า ซากคัมภีร์ครึ่งเล่มนี้ถูกพบอยู่ในกองเพลิงที่มอดดับ ตัวอักษรที่จารึกจึงเลอะเลือนยากตีความ บนแผ่นปกมีตัวอักษรหลงเหลือเพียงสามคำ นั่นคือ ‘ดาราเหิน’ ส่วนเนื้อหาภายในที่พอตีความออกได้มีแค่สามกระบวนท่า ทุกกระบวนท่าล้วนเป็นท่าจู่โจม ทั้งยังมีอานุภาพรุนแรงราวกับหมู่ดาราจู่โจมทั่วทิศทาง ดังนั้นแม้มีเพียงสามกระบวนท่า แต่พลังทำลายของ ‘กระบี่ดาราเหิน’ ถูกจัดอยู่ในอันดับแรกของเพลงกระบี่ทั้งมวลที่ตระกูลไป๋ครอบครอง

“ส่วนนี่คือเพลงกระบี่ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ตระกูลไป๋” ไป๋ซิงพลิกอ่านคัมภีร์เล่มสุดท้าย

‘ท่วงทำนองหมื่นกระบี่’ ถูกยกให้เป็นเพลงกระบี่ที่ล้ำลึกที่สุดในหกเพลงกระบี่ ในกระบวนท่าที่ซับซ้อนสามารถแบ่งออกเป็นสามท่วงทำนอง ‘หนึ่งกระบี่หมื่นประกาย’ ‘หมื่นกระบี่ร่วมขับขาน’ และ ‘ท่วงทำนองหมื่นกระบี่’

ส่วนหมุนเวียนพลังนั้นผู้ฝึกต้องรู้จักควบคุมพลังประสานรวมเข้ากับร่างกายเพื่อเพิ่มพลังในการต่อสู้ และสามารถฝึกฝนและปรับปรุงอยู่ตลอดเวลาจึงสามารถพัฒนาได้อย่างไร้ขีดจำกัด

“ไม่มีใครเลือกฝึกเคล็ดวิชานี้เลยเพราะการที่จะควบคุมพลังให้ละเอียดอ่อนนั้นถือว่ายากอย่างมากตรงจุดนี้ก็มีผู้ถอดใจแล้ว”

“สำหรับข้านั้นมันง่ายมาก”

ไป๋ซิงหลับตาลงสงบใจครุ่นคิด

ในแง่ของความลึกล้ำพิสดาร ‘ท่วงทำนองหมื่นกระบี่’ ย่อมเป็นอันดับหนึ่งโดยมิต้องสงสัย

ในแง่ของความเร้นลับ ‘กระบี่ดาราเหิน’ สามารถนับเป็นอันดับหนึ่งได้เช่นกัน

‘คัมภีร์อุดรดารา’ เดินในแนวทางเที่ยงแท้มาตรฐาน สมบูรณ์แบบทั้งด้านการโจมตีและการป้องกัน

‘เคล็ดกระบี่หยาดน้ำแข็งโปรย’ โดดเด่นเป็นเอกในด้านการโจมตีและป้องกันอันเข้มแข็ง

ในทางกลับกัน ‘กระบี่เคลื่อนเมฆา’ เดินในแนวทางแข็งกร้าวรุนแรง เป็นอันดับหนึ่งในด้านพลังทำลาย

ส่วนวิชาหมุนเวียนพลังนั้น เดินในเส้นทางการฝึกฝนการเพิ่มพลังขีดความสามารถลักษณะจะเหมือนกายาเทพอสูรแต่สามารถต่อยอดและประยุกต์ใช้กับวิชาได้หลากหลายเหมือนกัน

“อันดับแรก ‘กระบี่ดาราเหิน’ สามารถตัดออกไปได้ เพลงกระบี่นี้ไม่เหมาะกับตัวตนของข้าแม้แต่น้อย ส่วน ‘คัมภีร์อุดรดารา’ แม้จะเพียบพร้อมทั้งรุกและรับ แต่ก็เท่ากับปราศจากความโดดเด่นทั้งสองด้าน เพลงกระบี่นี้สามารถตัดออกไปได้เช่นกัน”

“ในสี่เพลงกระบี่ที่เหลือ ‘เคล็ดกระบี่หยาดน้ำแข็งโปรย’ เป็นวิชาแรกที่ข้าจะเลือก” ไป๋ซิงอาศัยความทรงจำจากชาติภพก่อน รับรู้ว่าในการแข่งขันกีฬาและการต่อสู้ระดับสูง ผู้ชนะมักเป็นผู้ที่จัดเจนในการตั้งรับและหลบหลีกรอการโจมตี บางครั้งทั้งที่เป็นฝ่ายอ่อนด้อยกว่า ยังใช้การตั้งรับที่แข็งแกร่งเป็นรากฐานในการตอบโต้เอาชัย หรือต่อให้ไร้หนทางโค่นล้มคู่ต่อสู้ ก็ยังสามารถประคองตัวอยู่รอด รักษาชีวิตไว้เพื่อรอคอยโอกาสครั้งต่อไป

“ส่วนอีกหนึ่งวิชาที่เหลือ หากต้องเลือกระหว่าง ‘กระบี่เคลื่อนเมฆา’ ‘ท่วงทำนองหมื่นกระบี่’กับวิชาหมุนเวียนพลัง ข้อขอเลือกฝึก ‘วิชาหมุนเวียนพลัง”

หากอาวุธคู่มือของไป๋ซิงเป็นกระบี่เดี่ยว เขาคงต้องตัดใจเลือกระหว่าง ‘เคล็ดกระบี่หยาดน้ำแข็งโปรย’ กับ ‘ท่วงทำนองหมื่นกระบี่’ แต่ในเมื่อเขาสามารถใช้กระบี่สองเล่มได้พร้อมกัน

“กระบี่คู่ของข้าจะแบ่งออกเป็นหนึ่งรุกหนึ่งรับ และหากถึงคราจำเป็น จะใช้รุกทั้งคู่หรือใช้รับทั้งคู่ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์”

“นอกจากนี้ หากข้าฝึกฝน ‘กายาเทพอสูรว่างเปล่า’ จนบรรลุระดับเหนือธรรมชาติได้เมื่อใด จะช่วยให้ข้าสามารถใช้พลังธาตุได้อีกหนึ่งธาตุ เมื่อนั้นเขามีตัวเลือกพลังธาตุน้ำจะช่วยหนุนเสริมอานุภาพของ ‘เคล็ดกระบี่หยาดน้ำแข็งโปรย’ ส่วนพลังธาตุแสงจะช่วยหนุนเสริมอานุภาพของวิชาหมุนเวียนพลังถ้าสามารถประสานทั้งสองธาตุให้เป็นเคล็ดวิชาเฉพาะของเราได้ มันจะสูงส่งยิ่งขึ้นไปอีก” ไป๋ซิงเริ่มต้นศึกษาความเป็นไปได้และวางแผนการฝึกฝนในอนาคตของเขา

แผนอันล้ำเลิศย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์อันหอมหวาน เมื่อกำหนดเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน ต่อให้ไม่อาจประสบความสำเร็จในระยะเวลาสั้นๆ ก็ยังมีแนวทางให้ก้าวเดินต่อไปอย่างแน่วแน่ เยี่ยงนี้ย่อมดีกว่าการทุ่มเทฝึกฝนอย่างไร้จุดหมายหลายร้อยหลายพันเท่า

ไป๋ซิงตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกวิชาไหนเขาก็ไปหาบิดาทันที

“ท่านพ่อ ท่านแม่ข้าตัดสินใจได้แล้ว”

“ข้าเลือกเพลงกระบี่นี้กลับวิชาหมุนเวียนพลังนี้” ไป๋ซิงยกชูคัมภีร์ฉบับคัดย่อของ ‘เคล็ดกระบี่หยาดน้ำแข็งโปรย’ และ ‘วิชาหมุนเวียนพลัง’ ขึ้นมา

“ทำไมเจ้าเลือกวิชาหมุนเวียนพลังล่ะ เคล็ดวิชาตัวนี้ไม่ใช่เพลงกระบี่”

“ที่ข้าเลือกวิชาหมุนเวียนพลังเพราะเคล็ดวิชากายาเทพอสูรว่างเปล่านั้นทำให้ข้าสัมผัสถึงพลังกฎเกณฑ์ธาตุต่างๆได้ดีและวิชาหมุนเวียนพลังจะสามารถเพิ่มขีดความสามารถได้จนถึงขีดสุด” ถ้าเขาบอกว่าเขาสามารถฝึกวิชาไหนก็ได้พวกท่านคงจะไม่เชื่อบอกไปอย่างนี้ล่ะดีแล้ว

“เลือกได้ไม่เลว” ไป๋ฉีผงกศีรษะเล็กน้อย เขาย่อมคาดเดาความคิดของไป๋ซิงออกบ้าง มีแต่เขาก็คาดไม่ถึงที่บุตรชายเลือกวิชาหมุนเวียนพลังด้วย แม้จะเร้นกายไม่ประมือกับผู้ใดหลังจากที่ให้กำเนิดบุตรชาย แต่นามของ ‘กระบี่หยาดน้ำแข็งโปรย’ กลับมีแต่จะกระเดื่องเลื่องลือมากยิ่งขึ้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมายังไม่มีผู้ใดกล้าท้าทายตำแหน่งยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งเขตปกครองตะวันตกของเขา

“ข้าอยากขอคำชี้แนะในการฝึกฝนจากท่านพ่อ” ไป๋ซิงรีบกล่าว

“เรื่องนี้เจ้าต้องฝึกฝนหาทางเรียนรู้เอาเองไม่ใช่จะกระทำอย่างรวบรัดฉาบฉวย ถ้ามีคำแนะนำในการตีความวิชากระบี่หยาดน้ำแข็งโปรยให้แกเจ้าอยู่ แต่ตัวเจ้าในตอนนี้ยังมิได้แม้แต่จะเริ่มฝึกปรือ ต่อให้บอกออกไปไหนเลยจะเข้าใจได้ อีกประการหนึ่งสิ่งที่เจ้าต้องการมากที่สุดในตอนนี้มิใช่การตีความเคล็ดวิชาในเชิงลึก แต่เป็นการสั่งสมประสบการณ์ผ่านการต่อสู้เสี่ยงชีวิตอย่างแท้จริง”

“วันพรุ่งนี้ ข้าจะมอบคัมภีร์ฉบับจริงทั้งสองให้แก่เจ้า เจ้าจะต้องฝึกปรือต่อหน้าข้าจนกว่าจะสามารถใช้กระบวนท่าทั้งหมดได้อย่างถูกต้อง แล้วอีกสามวันหลังจากนั้น ข้าจะประลอง เป็นการต่อสู้แบบถึงตายกับเจ้า”

“แต่ว่าท่านพ่อ ก่อนหน้านี้ท่านมิใช่เคยให้ข้าต่อสู้และสังหารเหล่านักโทษประหารกับนักรบเก้ามังกรมาแล้วหรอกหรือ” ไป๋ซิงกล่าวด้วยความงุนงง เขายังคงจดจำความรู้สึกของการสังหารมนุษย์ครั้งแรกได้เป็นอย่างดี

การสังหารมนุษย์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขาเลย แต่เขาก็รู้ว่าต้องทำสิ่งใดในโลกนี้หากไม่แข็งแกร่งเข้มแข็งก็ไม่อาจอยู่รอดในโลกใบนี้ได้เขาจำเป็นต้องสังหารนักโทษประหารไปหลายสิบคนร่างกายของเขานั้นสั่นสะท้านโดยไม่อาจควบคุมแต่นั่นไม่ใช่การสั่นจากความกลัว แต่เป็นความรู้สึกอย่างหนึ่งความรู้สึกที่ได้สามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้เก่งๆ

“เฮอะ นั่นไหนเลยเรียกว่าเป็นการต่อสู้ นักโทษเหล่านั้นล้วนแล้วแต่อ่อนแอกว่าเจ้า อย่างมากก็เพียงนับเป็นบททดสอบความกล้าเท่านั้น คู่ต่อสู้ของเจ้าในครั้งนี้ คือสัตว์ร้ายที่อยู่ในขั้นสูงสุดของระดับธรรมชาติจนมีพลังไล่เลี่ยกับสัตว์อสูร พวกมันต่อสู้ด้วยความหิวกระหายและเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ไม่มีทางขลาดกลัวหรือออมรั้งยั้งมือให้แก่เจ้าอย่างแน่นอน”

ไป๋ฉีกล่าวสั่งสอนมิได้ใส่ใจบุตรชายที่รับฟังจนสีหน้าเริ่มบังเกิดความเปลี่ยนแปลง

“เจ้าจะต้องต่อสู้กับพวกมันแบบตัวต่อตัว นี่เป็นบททดสอบสำคัญที่ทายาทสายตรงของตระกูลไป๋ทุกคนต้องข้ามผ่าน ‘การต่อสู้กับสัตว์อสูร’ ที่มีผู้รอดชีวิตเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น”

มีผู้รอดชีวิตเพียงครึ่งเดียว นี่เป็นจำนวนที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก

เขานิ่งเงียบไปชั่วขณะ แต่กลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็ว เขานึกถึงความโหดร้ายของโลกและยุคสมัยอันรกร้างว่างเปล่านี้ ในขณะที่มนุษยชาติสืบตระกูลโดยไม่หยุดยั้ง ความหนาแน่นของประชากรกลับไม่เคยเพิ่มขึ้นเลย นั่นเนื่องเพราะผู้คนเหล่านี้ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมอันเลวร้าย เบื้องบนต้องดิ้นรนต้านทานมหันตภัยจากธรรมชาติ เบื้องล่างต้องต่อสู้แย่งชิงกับชนเผ่ารอบด้านและบรรดาสัตว์อสูรในป่าเขา มีเพียงผู้เข้มแข็งที่แท้จริงเท่านั้นที่สามารถอยู่รอดต่อไป นี่คือสัจธรรมของโลกนี้ ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอ

เขาที่เกิดที่ตระกูลไป๋ถึงจะเป็นว่าที่ผู้ปกครองเขตก็มิได้มีข้อยกเว้น สายเลือดของตระกูลต้องดิ้นรนพิสูจน์ตนเองเพื่อคงศักดิ์ฐานะของตนเองในตระกูลเอาไว้ และมีแต่ผลักดันทายาทของตระกูลด้วยบททดสอบอันโหดร้ายเช่นนี้ ตระกูลไป๋จึงจะมั่นใจว่ารากฐานที่บรรพชนสละชีวิตสร้างเอาไว้จะคงอยู่สืบต่อไป

ชักจะน่าสนุกแล้วสิ การต่อสู้กับสัตว์อสูรร้ายคงสามารถช่วยเราพัฒนาฝีมือได้อย่างรวดเร็วเป็นแน่ ชักจะทนรอต่อไปไม่ไหวแล้วสิ

ไป๋ซิงกลับเข้าไปในห้องและนั่งสมาธิโคจรพลังกฎเกณฑ์ธาตุแสงตามเส้นชีพจรอย่างช้าๆ เขาพยายามหมุนเวียนกฎเกณฑ์ธาตุแสงโคจรตามเส้นชีพจรต่างๆให้มากขึ้น

ร่างเงาของอาวุธค่อยปรากฏอยู่เบื้องหลังของเขาอย่างช้าๆ

*********************************************************************

ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตาม

ช่องทางyoutube ด้วยนะครับ

ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel

https://www.youtube.com/channel/UCq0jhJfgu3BFHkCtMgcTBcQ

ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 14

ตอนถัดไป