ตอนที่ 13

ตอนที่ 13

เสียงม้าร้องคำรามสนั่นกีบเท้าม้าย่ำก้องไปทั่วบริเวณหุบเขาลึก

มีนับรบเกราะดำนับร้อยขี่หมาป่าสัตว์ร้าย ทุกนายสวมชุดเกราะสีดำที่หนาหนัก ประดับประดาด้วยเขี้ยวกระดูกดูน่าเกรงขาม

ในเวลาเดียวกันนั้นเองบรรดานักรบต่างหันหน้าจ้องมองไปในทิศทางเดียวกัน เห็นภูเขาที่อยู่ห่างไปไม่ไกลทั้งลูกกลับกลายเป็นสีแดงฉาน ควันดำประทุพลุ่งออกมาจากทุกภูเขา เงาร่างมนุษย์ที่ลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงสายหนึ่งเดินย่ำหินหลอมเหลวที่ทะลักล้นออกมา

เงาร่างนั้นมีเปลวไฟรายรอบอยู่รอบๆ กระโดดขึ้นและลอยตัวลงจากภูเขาทิ้งตัวลงเบื้องหน้าเหล่านักรบเกราะดำ ชายชราผมแดงปรากฏตัวขึ้นมามีร้อยอสูรพิษอยู่บนใบหู บนไหล่ของเขาแบกสัตว์ร้ายสีน้ำตาลไหม้ที่มีเกล็ดปกคลุมทั่วตัว

“นายท่าน” นักรบเกราะดำนับร้อยต่างพากันเปล่งเสียงและแสดงความเคารพต่อชายชราโดยพร้อมเพรียงกัน

นี่คืออสูรเพลิงไป๋หลี่ เขาหัวเราะดังก้อง “ไม่คิดเลยว่าการออกมาล่าสัตว์ครั้งนี้ยังมีโชคไม่เลว สามารถจับ ‘มังกรภูเขาเกราะ’ ที่ใกล้จะบรรลุระดับเหนือธรรมชาติได้ตัวหนึ่ง เมื่อกลับไปข้าคงต้องเลี้ยงดูมันให้ดีๆ” ไป๋หลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงยินดี

มีสัตว์อสูรขนสีครามโฉบร่างลงจากบนฟากฟ้า ชายหนุ่มในเสื้อหนังสัตว์กระโดดลงจากหลังของมันแล้วคุกเข่ากล่าวรายงาน “นายท่าน เรียนนายท่านมีข่าวมาจากทางบ้านใหญ่ขอรับ”

“ว่ามา”

“ไป๋ซิงบุตรของไป๋ฉีสามารถเข้าสู่ขอบเขตคนกระบี่ร่วมประสานแล้วขอรับ”

ไป๋หลี่จ้องมองพลส่งสาร เขากำหมัดแน่นในใจเต็มไปด้วยโทสะที่อัดแน่่นเต็มอกจนไปลวเพลิงบนร่างโหมลุกร้อนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

ทันใดนั้นไป๋หลี่โยมมังกรภูเขาเกราะบนบ่าเพื่อระบายโทสะ มังกรภูเขาเกราะปลิวลิ่วไปยังภูเขาลูกที่อยู่ห่างออกไป ในเสียงระเบิดดังสะเทือนเลื่อนลั่น สัตว์ร้ายที่น่าสมเพชโดนทุ่มเหวี่ยงกระแทกเข้ากับหินผากลายสภาพเป็นกองเลือดเนื้ออันเลอะเลือน

“บัดซบเตรียมตัวเดินทางกลับ”ไป๋หลี่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันระงับโทสะอยู่ชั่วขณะ ก่อนออกคำสั่งถอนกำลังกลับเขตปกครองโดยด่วน

ไป๋หลี่ควบขี่หมาป่าสัตว์ร้ายนำขบวนนักรบเกราะดำออกจากหุบเขา ทอดทิ้งซากของมังกรภูเขาเกราะบนผนังผาที่ยังปรากฏโลหิตหยดหยาดลงมาไว้เบื้องหลัง

นักรบเกราะดำทุกคนรีบส่งเสียงขานรับ ในเวลาเช่นนี้ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าชักช้า ยิ่งไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องหรือแม้แต่หันไปมองซากร่างที่เสียเปล่าของมังกรภูขาเกราะ

**********

แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาในห้องโถงจนสว่างไสว ไป๋ฉีนั่งอยู่หัวโต๊ะ มีภรรยาและไป๋ซิงอยู่เคียงข้างรับประทานอาหารร่วมกัน ไป๋ซิงกินอาหารในปริมาณมากแต่ท่าทางในการกินของเขาก็สุภาพเรียบร้อย

“ไป๋ฉีลูกของเราสามารถฝึกฝีมือขั้นพื้นฐานสำเร็จภายในหนึ่งปีและหลังจากนั้นใช้เวลาเพียงแค่ 4ปีในการผ่านเข้าสู่ระดับผู้เชียวชาญเรื่องการสืบทอดตำแหน่งผู้ดูแลเขตปกครองนั้นคงจะไม่มีใครคัดค้านต่อไป”เหม่ยเฟิ่งใช้สายตาอันภาคภูมิมองไปที่บุตรชายและบอกสามี

“ถึงเจ้าจะพูดเช่นนั้นแต่เราก็ยังไว้วางใจไป๋หลี่ไม่ได้อยู่ดี เขารอเวลานี้มานานและข้ารู้มาว่าเขาได้เตรียมการบ้างอย่างสำหรับการแข่งชิงดาบทองอยู่”ไป๋ฉีกล่าวกับเหม่ยเฟิ่ง

“ข้าก็พอจะรู้เรื่องนี้มาอยู่บ้างในเวลา4ปีที่เหลือนี้เราต้องเตรียมการสำหรับไป๋ซิงอย่างดี”

ไป๋ฉีผงกศีรษะเล็กน้อย

“ไป๋ซิงระหว่างการประลองรักษาสัญญาใช้กระบี่เพียงเล่มเดียวและไม่ได้ใช้กระบี่คู่และปืนออกไป”คนอื่นอาจไม่ล่วงรู้ถึงความร้ายกาจที่แท้จริงของไป๋ซิงแต่บิดาและมารดาของเขาย่อมทราบเป็นอย่างดี การชิงดาบทองในตอนนี้นับว่าง่ายดายยิ่งนัก

“ด้วยระดับความรุดหน้าของลูกซิงในตอนนี้ อีกสี่ปีข้างหน้าแม้แต่ยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติก็ไม่อาจเอาชนะเขาได้”

คำกล่าวของนางมิได้ยกย่องเกินเลยแม้แต่น้อย ไป๋ซิงฝึกเคล็ดวิชากายาเทพอสูรว่างเปล่าขั้นที่1ขั้นสูงสุดแล้ว เมื่อใดที่สามารถทะลวงผ่านเข้าสู่ขั้นที่สองก็จะเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติเช่นกัน ทั้งนี้โดยปกติยอดฝีมือด้านพลังปราณทั่วไปก็มิอาจต้านทานยอดฝีมือกายาเทพอสูรในระดับเดียวกันอยู่แล้ว อย่าว่าแต่ที่ไป๋ซิงฝึกปรือคือวิชากายาเทพอสูรอันดับหนึ่งในใต้หล้า

ไป๋ซิงยังคงก้มหน้ารับประทานอาหารปริมาณมหาศาลตรงหน้าต่อไป ร่างกายของเขาที่ฝึกปรือกายาเทพอสูรพลอยได้รับผลกระทบจากความอยากอาหารในระดับเดียวกับเทพอสูรไปด้วย เขาแหงนหน้ากรอกน้ำแกงร้อนกรุ่นลงไปจนหมดสิ้น แล้วยกมือลูบท้องส่งเสียงชมเชยด้วยความพึงพอใจ

“ท่านพ่อท่านแม่ในเวลา1เดือนนี้ข้าสามารถก้าวข้ามเข้าสู่ขั้นที่2ของกายาเทพอสูรได้เลย”เมื่อสองสามีภรรยาได้ยินสิ่งที่บุตรชายของเขาบอกนั้นเขาตกใจอ้าปากค้างจ้องมองบุตรชายตนเอง

“จะว่าอย่างไรนะ”เหม่ยเฟิ่งพยายามจะถามบุตรชายอีกครั้ง

“ก็อย่างที่ท่านได้ยินท่านแม่”

“ดีดี”เหม่ยเฟิ่งจ้องมองจนอดมิได้ต้องหัวเราะออกมาด้วยความรักเอ็นดู

“เรื่องนี้เจ้าอยากให้ใครรับรู้ตอนนี้แม้แต่ปูของเจ้าเอง”ไป๋ฉีกล่าวเตือน

“ขอรับ”

ไป๋ซิงทราบดีว่าบิดามารดารักปกป้องตนเองถึงเพียงไหน แม้ว่าความรักของบิดาจะมิได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่ไป๋ซิงจะอย่างไรก็เป็นลูกผู้ชายที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมและชาติตระกูลเป็นที่ตั้ง ทว่าในสายตาของท่านนั้นไป๋ซิงแน่ใจว่าตัวเขายังสำคัญกว่าการอยู่รอดหรือล่มสลายของตระกูลไป๋อีก

“ข้าฝึกหนึ่งร้อยแปดกระบี่สำเร็จแล้วต่อไปท่านจะให้ข้าฝึกอะไรท่านพ่อ”

“ที่บิดาเจ้าเลือกถ่ายทอดหนึ่งร้อยแปดกระบี่ให้นั้นเป็นเพราะเขาได้คาดคิดเอาไว้แล้วว่านั่นเป็นเพลงกระบี่ที่เหมาะกับตัวเจ้าที่สุด และจะช่วยให้เจ้าเข้าถึงระดับเชี่ยวชาญได้รวดเร็วที่สุด ตอนนี้ได้เวลาที่เจ้าจะเรียนรู้เพลงกระบี่ชุดต่อไปแล้ว”

“ถูกต้องแล้ว” ไป๋ฉีรับคำ “มรรคาแห่งเพลงกระบี่นั้นดำเนินจากความเรียบง่ายไปสู่ความลึกล้ำ จากนั้นค่อยหลุดพ้นจากความลึกล้ำกลับคืนสู่ความเรียบง่าย ตอนนี้เมื่อเจ้าสามารถบรรลุ ‘คนกระบี่ร่วมประสาน’ สามารถควบคุมกระบี่ได้ดั่งควบคุมมือเท้าของตนเอง ก็ถือว่าได้เริ่มหลุดพ้นจากความลึกล้ำเข้าสู่ความเรียบง่ายแล้ว หลังจากนี้เจ้าจะต้องฝึกปรือเพื่อให้บรรลุถึงระดับ ‘ฟ้ามนุษย์หลอมรวม’ ซึ่งเป็นระดับที่เข้าถึงได้ยากเย็นที่สุด”

“ฟ้ามนุษย์หลอมรวมรึยังมีของเขตนี้อีก” ไป๋ซิงทวนคำด้วยความตื่นเต้น

“ยังมีระดับขั้นอีกมากมายที่รอเจ้าอยู่นอกจากฟ้ามนุษย์หลอมรวม แต่สำหรับตัวเจ้าในตอนนี้รู้เท่านี้ก่อน เพลงกระบี่ทั่วไปล้วนปราศจากคุณค่าแล้วมันถึงเวลาที่เจ้าจะเริ่มเรียนรู้เพลงกระบี่ชั้นสูงของตระกูลเราได้แล้ว”

“บรรพชนของพวกเราสร้างชื่อจากเพลงกระบี่ แม้แต่นครของเขตปกครองหลักตระกูลไป๋ก็ยังตั้งชื่อว่า ‘นครหมื่นกระบี่’ ตามชื่อของ ‘ท่วงทำนองหมื่นกระบี่’ ซึ่งเป็นเพลงกระบี่ที่บรรพบุรุษตระกูลไป๋ใช้ในการบุกบั่นสร้างฐานะขึ้นในดินแดนแถบนี้”

“ผ่านมาหลายพันปี ตอนนี้ตระกูลไป๋เรารวบรวมเพลงกระบี่ชั้นสูงได้ทั้งสิ้นหกเคล็ดและเสริมพลังอีก1เคล็ด ประกอบไปด้วย ‘ท่วงทำนองหมื่นกระบี่’ ‘กระบี่ดาราเหิน’ ‘กระบี่เคลื่อนเมฆา’ ‘เคล็ดกระบี่หยาดน้ำแข็งโปรย’ ‘คัมภีร์อุดรดารา’ และ ‘วิชาหมุนเวียนพลัง’ ทุกวิชาล้วนเต็มไปด้วยความลึกล้ำไร้สิ้นสุด โดยปกติเมื่อยอดฝีมือของตระกูลบรรลุขั้น ‘คนกระบี่ร่วมประสาน’ จะเลือกร่ำเรียนเพลงกระบี่ชุดใดชุดหนึ่งจากทั้งหกนี้ ข้าเองก็เลือกฝึกเพียง ‘เคล็ดกกระบี่หยาดน้ำแข็งโปรย’ เนื่องจากไม่ต้องการแบ่งแยกสมาธิจิตใจ แต่เมื่อเจ้าสามารถแบ่งจิตใจเป็นสองทาง เจ้าอาจสามารถเลือกฝึกเพลงกระบี่สองชุดได้”

“นี่จะเป็นไม้ตายลับของเจ้าสำหรับไว้จัดการกับศัตรู”

ในมือไป๋ฉีพลันปรากฎคัมภีร์ฝีมือฉบับคัดย่อขึ้นหกเล่ม จากนั้นด้วยการเคลื่อนไหวอันเรียบง่าย คัมภีร์ทั้งหกเล่มก็ทอดวางอย่างเป็นระเบียบอยู่เบื้องหน้าของไป๋ซิงโดยไม่กระทบถูกถ้วยชามบนโต๊ะแม้แต่น้อย

“จงตั้งใจเลือกให้ดี การเลือกของเจ้าจะถูกบันทึกและรายงานไปยังเขตปกครองทั้งห้าของตระกูลไป๋ ผู้ที่ลอบฝึกปรือวิชาของตระกูลนอกเหนือจากที่บันทึกไว้ จะถูกตามล่าสังหารโดยคนของตระกูลไป๋ทั้งห้าเขตปกครอง”

“นี่ยังเข้มงวดกว่าเคล็ดวิชากายาเทพอสูรอีก”ไป๋ซิงอดถามมิได้

“นั่นเป็นเพราะตระกูลใหญ่แทบทุกตระกูลต่างมีเคล็ดวิชากายาเทพอสูรไว้ในครอบครองทั้งสิ้น จึงไม่ต้องกลัวว่าจะรั่วไหลออกไป ทว่าเพลงกระบี่ทั้งหกนี้มิใช่ ทั่วทั้งเทือกเขาดอยทะลุฟ้านี้ นอกจาก ‘คัมภีร์อุดรดารา’ ที่ ‘นิกายอัคคีทมิฬ’ มีครอบครองอยู่เช่นกัน อีกห้าเพลงกระบี่ล้วนเป็นความลับที่ไม่มีผู้อื่นครอบครอง”

ไป๋ซิงเริ่มเข้าใจในพื้นที่ของเทือกเขาดอยทะลุฟ้านั้นนอกจากกองทัพของจักรวรรดิ์เซี่ยที่ไม่มีผู้ใดกล้าลูบคมแล้ว ยังมีขุมกำลังหลักอีกห้ากลุ่มที่ต่อสู้แย่งชิงความเป็นใหญ่ซึ่งกันและกัน ตระกูลไป๋เองก็นับเป็นหนึ่งในนั้น

เขาเลือกหยิบ ‘กระบี่เคลื่อนเมฆา’ ขึ้นมาเปิดดูเป็นเล่มแรกเพราะมันมีคำว่าเมฆาอยู่มันน่าจะใช้การเคลื่อนไหว

**********

ไป๋หลี่สาวเท้าเข้าสู่ที่พักด้วยสีหน้าบึ้งตึง บรรดาทาสบริวารต่างพากันคุกเข่าก้มศีรษะลงต่ำ กระทั่งลมหายใจยังมิกล้าระบายออกโดยแรง ทั้งหมดทราบจุดจบของผู้ที่รบกวนไป๋หลี่ในภาวะเช่นนี้เป็นอย่างดี

“ท่านพ่อ” ชายกลางคนในชุดขนสัตว์ส่งเสียงทักแล้วก้าวออกมาต้อนรับ

ไป๋หลี่เหลือบตามองบุตรชายที่ตนชื่นชมที่สุดและเป็นทายาทสายตรงเพียงหนึ่งเดียวที่มีพลังฝีมือในระดับเหนือธรรมชาติ

“ไป๋อู ข่าวที่ได้รับใช่ผิดพลาดหรือไม่ สวะที่ใช้การไม่ได้นั้นกลับสามารถฝึกกระบี่จนถึงระดับ ‘คนกระบี่ร่วมประสาน’ได้”

“ไม่ผิดพลาดอย่างแน่นอนท่านพ่อ เรื่องนี้เกิดในขณะที่มันกำลังประลองกับนักรบเก้ามังกรในสนามฝึกซ้อมฝีมือ มีผู้รู้เห็นเหตุการณ์มากมาย”

ไป๋หลี่แหงนหน้ากู่ร้องด้วยความคับแค้น “สวรรค์ช่างอยุติธรรมกับข้านัก ไม่เพียงลิขิตให้เพลี่ยงพล้ำต่อท่านพี่ไป๋หยงที่อ่อนแอกว่าด้วยความประมาท หลังจากนั้นยังส่งไป๋ฉีลงมาเกิด แล้วบัดนี้ยังมีไป๋ซิงที่สามารถบรรลุเพลงกระบี่ระดับเชี่ยวชาญด้วยเวลาเพียงแค่หกปีอีก”

“มันเมื่อมีพรสวรรค์สูงส่งถึงเพียงนี้ เกรงว่าบรรดาเด็กจากชนเผ่าที่พวกเราเฝ้าชุบเลี้ยงคงมิอาจรับมือไป๋ซิงได้” ไป๋อูส่ายหน้าทอดถอนใจด้วยความทดท้อเช่นกัน “หากเพียงแต่ไป๋ตี้จะเยาว์วัยกว่านี้”

ไป๋ตี้ที่มันกล่าวถึงเป็นบุตรบุญธรรมของไป๋หลี่

ในอดีตระหว่างที่ไป๋หลี่ยกกำลังออกปราบปรามชนเผ่าอันห่างไกลที่ไม่ยอมอ่อนน้อมต่อตระกูลไป๋ มันได้บังเอิญเผชิญหน้าและสังหารสัตว์อสูรอันร้ายกาจมากมายในการต่อสู้อันดุเดือดนั้นต่อมาเมื่อไป๋หลี่นำกำลังเข้ากวาดล้างสัตว์อสูรร้ายมากมาย เขาได้พบทารกที่อายุยังไม่ครบหนึ่งปีภายในนั้น ทารกน้อยมีสัญชาติญาณและพละกำลังเหนือกว่ามนุษย์ปกติมาก เขาเห็นเด็กคนนั้นและถูกชาตะด้วยดังนั้นเขานำเด็กกลับมาเลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรม และตั้งชื่อให้ว่าไป๋ตี้

ถึงจะเรียกว่าบุตรบุญธรรม หากที่ผ่านมาไป๋หลี่เลี้ยงดูไป๋ตี้ราวกับเลี้ยงดูสัตว์อสูร นอกจากช่วงเวลาที่ถูกเรียกตัวมารับการถ่ายทอดวิชาฝีมือแล้ว ไป๋ตี้จะถูกส่งไปต่อสู้กับสัตว์ร้ายและสัตว์อสูรมิได้หยุดหย่อน ดังนั้นพลังฝีมือของไป๋ตี้จึงยิ่งมายิ่งเข้มแข็งดุดัน ปัจจุบันมันที่มีอายุสิบสามปีก็สามารถบรรลุขั้น ‘คนกับดาบร่วมประสาน’ แล้วเช่นกัน

ไป๋อูหรี่ตาลงกล่าวต่อ “การประลองชิงดาบทองจะจัดขึ้นทุกสี่ปี ปีนี้เองก็จะจัดขึ้นอีกครั้ง แต่ผู้เข้าประลองต้องมีอายุไม่เกินสิบหกปี ดังนั้นไป๋ตี้จึงไม่อาจเข้าร่วมการประลองครั้งถัดไปในสี่ปีข้างหน้าที่ไป๋ซิงจะเข้าร่วมได้”

“พวกเราคงได้แต่หวังว่าเด็กจากชนเผ่าเหล่านั้นจะสามารถบรรลุขั้นเหนือธรรมชาติได้ภายในสี่ปีนับจากนี้” ไป๋หลี่ได้แต่กล่าวด้วยความเสียดาย

“ท่านพ่อโปรดวางใจ เด็กจากชนเผ่าทั้งสามที่เราคัดเลือกมาเพื่อรับมือกับไป๋ซิงก็มีพรสวรรค์ในการฝึกพลังปราณทุกคน ทุกคนก้าวถึงระดับสูงสุดของระดับธรรมชาติแล้ว ขอเพียงเด็กคนใดคนหนึ่งสามารถทะลวงขึ้นสู่ระดับเหนือธรรมชาติได้ ชัยชนะต้องตกเป็นของพวกเราแน่นอนท่านพ่อ”

“นั่นกลับเป็นเรื่องจริง ผู้ฝึกพลังปราณถึงระดับเหนือธรรมชาติจะสามารถใช้สมบัติวิเศษเข้าต่อสู้ได้ เพียงแต่การจะฝึกปรือถึงขั้นนั้นได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลย”

“เรื่องนี้คงได้แต่รอดูกันต่อไป หวังว่าชะตาจะกลับมาเข้าข้างพวกเราบ้าง” ไป๋อูกล่าวเสียงแผ่วเบา

แม้ว่าการต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งผู้ดูแลเขตปกครองจะเป็นไปอย่างดุเดือด แต่ทั้งไป๋หลี่และไป๋อูไม่เคยแม้แต่จะคิดลอบสังหารไป๋ซิงมาก่อน เพราะในโลกที่โหดร้ายแห่งนี้ การรวมตัวเพื่อความอยู่รอดของชาติตระกูลและชนเผ่าสำคัญเหนือทุกสิ่ง ทุกตระกูลล้วนปลูกฝังเรื่องความปรองดองเอาไว้อย่างเข้มงวดทุกคน

นอกจากนี้ไป๋ซิงเองเป็นถึงว่าที่ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำเขตปกครองตะวันตก หากเกิดเหตุลอบสังหารขึ้นตระกูลไป๋ทั้งห้าเขตปกครองย่อมไม่ยอมอยู่นิ่งเฉย ปล่อยให้ผู้บงการลอยนวลไปได้อย่างแน่นอน

“ข้าได้แต่ฝากความหวังไว้ในตัวของเด็กพวกนั้น”

*********************************************************************

ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตาม

ช่องทางyoutube ด้วยนะครับ

ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel

https://www.youtube.com/channel/UCq0jhJfgu3BFHkCtMgcTBcQ

ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 13

ตอนถัดไป