ตอนที่ 30

ตอนที่ 30

ในพื้นที่ห่างไกลจากการต่อสู้พื้นผิวทะเลสาบเป็นระลอกคลื่นมีชายร่างผอมในชุดสีขาวที่หลบหนีไปแอบโผล่ขึ้นมาบนพื้นผิวน้ำอีกครั้งตอนนี้อาการบาดเจ็บของเขาทุเลาลงแล้ว เขาเฝ้ามองดูการต่อสู้ระหว่างไป๋ซิงและนางพญานาคเจ็ดเศียรจากระยะไกล

“เจ้าเด็กมนุษย์ผู้นี้น่ากลัวยิ่งนัก กลับสามารถบีบบังคับให้นายท่านต้องหดย่อร่างเข้าต่อสู้ได้ เห็นทีต่อไปภายหน้าเมื่อพบเจอเด็กมนุษย์ ข้าคงต้องระวังตัวให้มากไว้” สัตว์อสูรในคราบของชายร่างผอมพูดพล่ามกับตนเอง

“หวังว่านายท่านจะสามารถจัดการกับเจ้าเด็กนี่ได้ เมื่อเจ้าเด็กนี่ตายข้าสามารถขอลิ้มลองเนื้อของมันจากนายท่านได้ เพราะตลอด 300 ปีที่ข้าเกิดมานั้นข้ายังไม่เคยเจอมนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สามารถต่อกรกับนายท่านได้มาก่อน”

“เจ้าเด็กนี่สามารถใช้พลังธาตุได้ 2 ชนิดตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมาไม่มีอัจฉริยะในหมู่มนุษย์คนไหนที่สามารถใช้ 2 ธาตุได้ตั้งแต่อายุเท่านี้หรือไม่ก็ไม่อาจสามารถใช้พลังธาตุได้เลย”

ชายร่างผอมพึมพำกับตนเองเขาเห็นไป๋ซิงและนางพญานาคเจ็ดเศียรต่อสู้กันอย่างดุเดือดถ้าจะให้ดูจากตอนนี้ทั้งสองคนยังสูสีกันอยู่

เสื้อขนสัตว์สีขาวของฝ่ายไป๋ซิงขาวขาดรุ่งริ่งมีเลือดสีแดงไหลออกมาจากบาดแผลหลายแห่งบนร่างกายของเขา ห่วงรัดผมที่แม่เขาให้มาหักในระหว่างการต่อสู้จนปล่อยผมยาวสลวยปิดบังใบหน้า ในระหว่างการต่อสู้อันยาวนานเขาได้เปลี่ยนมาใช้กระบี่แห่งแสงด้วยมือทั้งสองข้าง ดวงตาของเขาส่องประกายสดใสและกระหายการต่อสู้

ไป๋ซิงไม่ได้โจมตีนางพญานาคเจ็ดเศียรรุนแรงมากนักเพราะเขามีแผนการอยู่ในใจแม้ว่าเขาจะทำได้เพียงแค่ป้องกันการโจมตีและได้รับบาดเจ็บหลายแห่งก็ตามแต่เขาก็ยังไม่ล้มเลิกความคิดนั้น

“ต่อให้เรียนรู้กายาเทพอสูรและสามารถใช้พลังธาตุได้อย่างชำนาญแล้วจะเป็นไร” ชายร่างผอมส่งเสียงเย้ยหยันต่อไป “ด้วยพลังฝีมือเพียงระดับเหนือธรรมชาติขั้นต้น ซ้ำยังได้รับบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง เท่ากับว่าต้องใช้พลังจำนวนมากในการรักษาบาดแผลโดยไม่หยุดหย่อน ผ่านไปอีกไม่นานพลังที่มีย่อมถูกใช้หมดสิ้นไปเอง น่าสมเพชอัจฉริยะอายุเยาว์เช่นนี้กลับต้องเอาชีวิตมาทิ้งก่อนที่จะมีโอกาสได้เติบใหญ่”

อนาคตของไป๋ซิงนั้นชายร่างผอมคิดว่าในอนาคตเขาจะเป็นยอดฝีมือได้อย่างแน่นอนและจะไม่มีใครสามารถต่อกรกับเขาได้ แต่เมื่อการต่อสู้กับนายท่านของเขานั้น เมื่อเด็กน้อยหมดสิ้นเรี่ยวแรงเมื่อไหร่ตอนนั้นถึงจุดจบของเขาเป็นแน่

**********

“เพลงกระบี่ของเขาเปลี่ยนแปลงไป”นางพญานาคเจ็ดเศียรครุ่นคิดอยู่ในใจ

“ข้าต้องรีบจบการต่อสู้นี้ให้เร็วที่สุด”เมื่อนางพญานาคเจ็ดเศียรรู้ในสิ่งที่ไป๋ซิงกำลังจะทำนางตัดสินใจจบการต่อสู้อย่างรวดเร็ว

ถึงไป๋ซิงจะถูกนางพญานาคเจ็ดเศียรกดดันจนไม่มีเวลาพะวงหน้าพะวงหลังเลย แต่ในจิตใจและห่วงสมาธิของเขาตอนนี้เขาหลงเหลือเพียงแค่กระบี่แห่งแสงทั้งสองเล่มในมือของเขาเท่านั้น การโจมตีของนางพญานาคเจ็ดเศียรพุ่งเข้ามากระบวนท่าแล้วกระบวนท่าเหล่าแต่ไป๋ซิงก็สามารถป้องกันการโจมตีที่เข้ามาทีละท่าได้อย่างสงบ

นางพญานาคเจ็ดเศียรแข็งแกร่งเกินไปแล้ว ไม่ว่าพละกำลังหรือความเร็วล้วนเหนือล้ำกว่าไป๋ซิงในยามปกติที่ใช้ท่าร่าง ร่างกายที่หดลงแต่กลับหนาแน่นแน่นขึ้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าแส้เหล็ก ทั้งยังแคล่วคล่องร้ายกาจขึ้นกว่าเดิม

ในระหว่างการต่อสู้นั้นนางพญาเจ็ดเศียรก็พัฒนาความแข็งแกร่งขึ้นไม่ต่างจากไป๋ซิงความรวดเร็วความแข็งแกร่งและการโจมตีพลิกแพลงไหลลื่นมากขึ้นนางกำลังพัฒนาตัวเองขึ้นอย่างเรื่อยๆ

ไป๋ซิงรู้สึกว่ากำลังตกอยู่ในพายุการโจมตี การโจมตีของนางพญานาคเจ็ดเศียรนั้นรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม การใช้พลัง80%ของเขานั้นเริ่มจะต้านทานการโจมตีของนางไม่ไหวแล้วถึงการป้องกันของเขาจะพลิกแพลงหลากหลายแต่มันก็สร้างบาดแผลให้แก่นางพญานาคเจ็ดเศียรด้วยการกัดกร่อนของกฎเกณฑ์ธาตุน้ำแข็งและการเผ่าไหม้ของกฎเกณฑ์ธาตุแสงแต่มันก็ถูกฟื้นคืนได้อย่างรวดเร็ว

ทุกครั้งที่เขาได้รับบาดเจ็บเขาจะยิ่งสงบนิ่งมากกว่าเดิมเขาอาศัยพลังของกายาเทพอสูรในการรักษาบาดแผลแต่ด้วยการโจมตีของนางพญานาคเจ็ดเศียรก็มีพิษร้ายแฝงอยู่เข้ามาในระบบประสาทของเขา เขาพยายามใช้พลังของกายาเทพอสูรในการประคับประคองอาการและกินยาถอนพิษอย่างต่อเนื่อง

ยิ่งนานเข้าเขาลืมเลือนไปแล้วว่าช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นเขาแค่ป้องกันการโจมตีเท่านั้นแต่ตอนนี้นั้นเขาเป็นฝ่ายที่โจมตีและเริ่มสามารถผ่านการป้องกันของนางพญานาคเจ็ดเศียรได้กระบวนท่ากระบี่ของเขานั้นแฝงไปด้วยพลังงานกฎเกณฑ์แห่งธาตุและพลังกระบี่อันแข็งแกร่งตอบโต้จนมันไม่อาจทะลวงผ่านเข้ามาได้

ติ้ง

เพลงกระบี่ขั้นที่2 เลื่อนขั้นเป็น เพลงกระบี่ขั้นที่3

เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนทันใดนั้นความนึกคิดของเขาได้กลับคืนมาอีกครั้งเขารู้สึกได้ถึงแรงกดดันจากการโจมตีของนางพญานาคเจ็ดเศียรลดลงและนางนั้นส่วนใหญ่จะป้องกันการโจมตีของเขา

ตอนนี้นั้นเพลงกระบี่ของเขาสมบูรณ์แบบมากขึ้นจนไร้ช่องโหว่ นอกจากยอดฝีมือที่มีเพลงกระบี่สูงกว่าเขาเท่านั้นถึงจะสามารถทำลายเพลงกระบี่ตอนนี้ของเขาได้

ใบหน้าของไป๋ซิงระบายเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เขาระเบิดหัวเราะออกมาอย่างสุดเสียง

“ฮาฮา นางพญานาคเจ็ดเศียรข้าเป็นหนี้บุญคุณเจ้ามากมายนัก เพราะเจ้าข้าจึงทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับฟ้ามนุษย์หลอมรวมในเพลงกระบี่ได้สำเร็จ โดยไม่ต้องลงทุน”

หลังจากที่ผ่านการต่อสู้อาบเลือดและความกดดันของความตาย เพลงกระบี่ของไป๋ซิงได้ก้าวกระโดดเข้าสู่ระดับฟ้ามนุษย์หลอมรวมในที่สุด แม้จะเป็นผู้มีพรสวรรค์เช่นเขา แต่หากเพียงฝึกปรือตามปกติภายในดินแดนอันสงบสุขเช่นเมืองเขตปกครองตะวันตก ต่อให้เขามีระบบอัพเกรดแต่เขาก็ต้องฝึกฝนทุกวันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีกว่าจะประสบความสำเร็จถึงขั้นนี้

เมื่อนางพญานาคเจ็ดเศียรได้ยิงสิ่งที่ไป๋ซิงกล่าวออกมามันส่งเสียงขู่คำรามมันไม่คาดคิดเลยว่าเด็กมนุษย์ที่กำลังตกเป็นเหยื่อของมันผู้นี้กลับสามารถทะลวงขั้นเพลงกระบี่ได้ในระหว่างการต่อสู้กับนางเช่นนี้

“เจ้าโกรธอย่างนั้นรึ แต่ถึงเจ้าจะโกรธมากมายสักเพียงใดมันก็เปล่าประโยชน์เพราะว่าตอนนี้เจ้าไม่อาจทำอะไรข้าได้อีกต่อไปแล้ว”

“ขณะที่เจ้าเป็นสัตว์อสูรนั้นยังงดงามถึงเพียงนี้ถ้าเจ้าสามารถกลายร่างเป็นมนุษย์ได้เจ้าจะงดงามสักเพียงใดกันข้าอยากจะเห็นเหลือเกินจริง”ไป๋ซิงกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ

ครั้งนี้นางพญานาคเจ็ดเศียรบันดาลโทสะขึ้นมาอย่างแท้จริง มันทุ่มเทพลังทั้งมวลในการจู่โจม ละทิ้งซึ่งการป้องกันโดยสิ้นเชิง ตั้งใจว่าต่อให้ได้รับบาดเจ็บก็จะสังหารเจ้าเด็กที่กล้าพูดหยอกล้อแทะโลมนางผู้นี้

ไป๋ซิงสลายกระบี่แห่งแสงและควบคุมกระบี่น้ำแข็งที่อยู่บริเวณด้านหลังให้เป็นกำแพงเจ็ดชั้นปกป้องการโจมตีของนางพญานาคเจ็ดเศียร กำแพงป้องกันนั้นสามารถป้องกันการโจมตีของพญานาคเจ็ดเศียรได้อย่างสูสีคู่คี่

“การต่อสู้วันนี้ขอยุติเพียงแค่นี้ ขอบคุณเจ้ามากที่ช่วยให้ข้าบรรลุเพลงกระบี่ขั้นฟ้ามนุษย์หลอมรวม” ไป๋ซิงจู่โจมหลอกล่อด้วยกระบวนท่า ‘หยาดน้ำแข็งโปรยปราย’ ในเคล็ดวิชากระบี่หยาดน้ำแข็งโปรยคุกคามจนนางพญานาคเจ็ดเศียรต้องล่าถอย แล้วไป๋ซิงเหินร่างจากไปอย่างรวดเร็ว

ก่อนจะจากไปไป๋ซิงเร่งความเร็วของกฎเกณฑ์แห่งธาตุแสงขึ้นอย่างเต็มกำลังและสัมผัสใบหน้าของนางพญานาคเจ็ดเศียรสักครู่หนึ่งก่อนที่จะล่าถอย

นางพญานาคเจ็ดเศียรตกใจในการกระทำของไป๋ซิงอย่างมากถึงนางจะอยากจะไล่ตามไปก็เปล่าประโยชน์นางทำเพียงได้แค่เชิดศีรษะทั้งเจ็ดส่งเสียงกู่ร้องคำรามระบายความไม่พอใจออกมา ในช่วงชีวิตของนางนั้นได้พบและสังหารยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติมามากมายแต่ในจำนวนนั้นมีไม่น้อยที่สามารถทำให้นางมีบาดแผล แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครสังหารนางลงได้ แต่เจ้าเด็กคนนี้ไม่ใช่เพียงแค่สร้างบาดแผลเท่านั้นแต่กับหยอกล้อนางเหมือนกับหยอกล้อสตรีที่พวกเขาชอบมันทำให้นางอับอายมากกว่ายอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติคนอื่นที่สร้างบาดแผลให้นางมากมายยิ่งนัก

เมื่อไป๋ซิงหายไปยังสุดสายตานางนึกถึงช่วงแรกในการต่อสู้เด็กมนุษย์คนนั้นบางครั้งก็อาศัยกระบี่และอาวุธแปลกประหลาดและบางครั้งก็ต่อสู้ระยะประชิดแต่ในช่วงสุดท้ายนั้นเขากลับใช้กระบี่คู่กระบี่ในมือแต่ละครั้งนั้นสอดประสานกันและช่วยเหลือกันได้อย่างสมบูรณ์

จนกระทั่งเด็กผู้นั้นบรรลุระดับฟ้ามนุษย์หลอมรวมที่แท้จริงพลังของกระบี่คู่นั้นกับร้ายกาจขึ้นเท่าทวีคูณกลับสามารถช่วงชิงเป็นฝ่ายควบคุมสถานการณ์จนสามารถลุกได้ถอยได้ได้ดั่งใจนึกไม่เห็นสัตว์เทพอสูรเช่นนางอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย

ไป๋ซิงวิ่งตะบึงบนผิวทะเลสาบพลางส่งเสียงหัวร่อด้วยความเบิกบานใจ เขาลอยตัวเข้าสู่เขตป่าทึบ เหินร่างตามยอดไม้ขึ้นสู่ยอดเขาเล็กๆลูกหนึ่ง จากนั้นทรุดนั่งลงดึงเอาไหสุราออกจากแหวนมิติกรอกเทเข้าปากพลางร้องตะโกน “สาสมใจ สาสมใจยิ่งนักยิ่งได้สุราดอกท้อมาดื่มในเวลานี้ช่างดียิ่งนัก” สุราดอกท้อเป็นสุราที่เขาทำขึ้นเอง

ไป๋ซิงดีใจยิ่งนักการเดินทางครั้งนี้เขาได้สังหารสัตว์อสูรไปมากมายและเขายังได้สังหารสัตว์อสูรระดับเหนือธรรมชาติอย่างราชันย์แรดวารีและหลังจากต่อสู้กับนางพญานาคเจ็ดเศียรเขายังบรรลุเพลงกระบี่ขั้นฟ้ามนุษย์หลอมรวมได้อีกด้วย

“ตอนนี้ต่อให้ยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงสุดข้าก็สามารถต่อสู้ได้อย่างเท่าเทียม แต่ถ้าข้าใช้ไพ่ทั้งหมดเขาก็สามารถสังหารระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงสุดได้เลย”

“แต่สิ่งที่ข้าอยากรู้ตอนนี้มากที่สุดก็คือระดับฝีมือของบิดาของข้านั้นถึงขั้นไหนแล้ว เพราะว่าตั้งแต่ก่อนที่ท่านจะออกเดินทางไปฝึกฝีมือ ท่านพ่อของข้าก็สามารถบรรลุขั้นฟ้ามนุษย์หลอมรวมจนถูกยกให้เป็นยอดฝีมือลำดับ1ของตระกูล และหลังจากเดินทางเป็นเวลานานกว่า 10 ปีไม่รู้ว่าฝีมือของท่านพ่อจะบรรลุถึงขั้นไหนเพียงแค่กระบี่ที่ท่านฟาดฟันเข้าใส่หมาป่าทะยานฟ้าในวันนั้นก็สามารถสร้างบาดแผลให้มันได้แล้ว”ไป๋ซิงครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่เป็นเวลานาน

ไป๋ซิงสั่นศีรษะระรัว “พอได้แล้ว พลังฝีมือของท่านพ่อย่อมสูงส่งกว่าข้ามากมายบางทีท่านอาจจะบรรลุถึงขั้นตำหนักม่วงแล้วก็เป็นได้”

ยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาตินั้นครอบครองพลังความสามารถที่ลึกลับกว่ายอดฝีมือระดับธรรมชาติ เพราะว่ายอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติด้านพลังปราณสามารถใช้สมบัติวิเศษประเภทอาวุธม้วนผนึกวิชาและค่ายกลในการต่อสู้ ส่วนยอดฝีมือในด้านกายาเทพอสูรระดับเหนือธรรมชาตินั้นจะมีร่างกายที่เทียบได้กับเทพอสูรสามารถใช้พลังของเทพอสูรที่เป็นสิ่งมีชีวิตในยุคแรกกำเนิดโลกได้

“แม้แต่ตัวเราที่ฝึกวิชากายาเทพอสูรว่่างเปล่าที่เป็นยอดวิชาที่ไม่เคยมีผู้ใดในตระกูลไป๋ฝึกสำเร็จมาก่อนได้ และข้าสามารถใช้กฏเกณฑ์ที่หลากหลายได้อย่างยอดเยี่ยมในอนาคตอาจจะใช้พลังงานที่ลึกลับได้มากกว่าตอนนี้ก็เป็นได้”

ดังนั้นสิ่งที่เขายังขาดไปอยู่ก็คือพลังปราณ เพราะตั้งแต่เริ่มฝึกฝนเขามุ่งเน้นไปที่กายาเทพอสูรว่างเปล่าและความสามารถในการควบคุมกฎเกณฑ์แห่งธาตุให้ได้อย่างสมบูรณ์จึงทำให้พลังปราณนั้นยังอยู่ระดับธรรมชาติ

ไป๋ซิงผุดลุกขึ้นยืนบนยอดเขาจ้องมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ประกายตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าก็จะต้องบรรลุระดับเหนือธรรมชาติให้ได้ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังปราณหรือกายาเทพอสูรและกฎเกณฑ์แห่งธาตุให้ได้ ใต้ฟ้าเหนือพิภพอันกว้างใหญ่ ระดับเหนือธรรมชาติเพียงเป็นก้าวย่างแรกของการฝึกปรือเท่านั้น หากเทียบกับเหล่าเทพอสูร นี่เพียงเป็นระดับที่เมื่อพวกมันถือกำเนิดก็ได้ครอบครองพลังระดับนี้ได้อย่างง่ายดาย หากกระทั่งสิ่งนี้ก็ยังไม่อาจบรรลุได้ ข้ายังมีหน้าอวดอ้างว่าจะขีดเขียนโชคชะตาด้วยตนเองอีกหรือ” ไป๋ซิงครุ่นคิดเรื่องต่างๆพร้อมดื่มสุราดอกท้อไปด้วย

*********************************************************************

ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามช่องทางyoutube ด้วยนะครับ

ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel

https://www.youtube.com/channel/UCq0jhJfgu3BFHkCtMgcTBcQ

ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 30

ตอนถัดไป