ตอนที่ 49

ตอนที่ 49

“ข้าเป็นประมุขคนที่ห้าอย่างนั้นรึ ไม่ใช่การทดสอบนี่คือหาผู้สืบทอดของผู้อมตะเทียนหลงหรืออย่างไร” ไป๋ซิงขมวดคิ้วและกล่าวออกมา

กวางสีดำเมื่อเห็นสีหน้าตาของไป๋ซิง เขาก็แสดงท่าทีคับขันและค่อยๆเดินเข้ามาใกล้ไป๋ซิง เมื่อกวางสีดำเดินเข้ามาใกล้เขาจึงเห็นได้ชัดถนัดตาว่าแท้จริงแล้วร่างของมันนั้นโปร่งแสงไม่มีร่างกายมันเป็นเหมือนกับวิญญาณ

“ผู้อมตะเทียนหลงนั้นตายไปนานแล้ว และระยะเวลาที่ผ่านมาเนิ่นนานนี้มีเพียงแค่เจ้าและอีกผู้หนึ่งที่สามารถทดสอบผ่านได้ มันทำให้เจ้านั้นเป็นประมุขคนที่ห้าของโบราณสถานแห่งนี้และยังสามารถสืบทอดเคล็ดวิชาหรือพลังของผู้อมตะเทียนหลงที่หลงเหลือเอาไว้ได้”

“นั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้าหมายถึงสิ่งที่ข้าต้องการจะถามนั้นเหตุใดข้าจึงเป็นประมุขคนที่ห้าผู้อมตะเทียนหลงไม่ใช่ประมุขคนแรกของโบราณสถานแห่งนี้อย่างนั้นหรือ”

“ท่านเทียนหลงเป็นประมุขคนที่สามของสถานที่แห่งนี้” กวางสีดำกล่าวตอบอย่างใจเย็น

“ถ้าเช่นนั้นในเมื่อข้าเป็นประมุขคนที่ห้าผู้อมตะเทียนหลงเป็นประมุขคนที่สามแล้วประมุขคนที่ สี่ของโบราณสถานแห่งนี้คือผู้ใด” ไป๋ซิงเอ่ยถามต่อไปด้วยความสงสัย ข้อมูลที่ได้รับผ่านจดหมายบนเปลือกไม้ของตระกูลชุน ทำให้เขาเข้าใจมาตลอดว่าผู้อมตะเทียนหลงยังไม่มีผู้สืบทอดจนถึงปัจจุบัน

กวางชราสีดำถอดถอนหายใจ

“ในตอนที่ผู้อมตะเทียนหลงนั้นมีชีวิตอยู่ในจักรวรรดิ์ดาราสวรรค์นั้นเขามีชื่อเสียงมากมายและเป็นผู้ที่มีความสามารถที่โดดเด่นในฐานะผู้อมตะเสเพลที่เอาชีวิตรอดผ่านสามหายนะเก้าภัยพิบัติมาได้หลายล้านปีราวกับปาฏิหาริย์ ในขณะที่ผู้อมตะคนอื่นนั้นไม่สามารถผ่านสามหายนะเก้าภัยพิบัติได้นานถึงเพียงนี้แต่ในที่สุดผู้อมตะเทียนหลงก็ได้มาถึงขีดจำกัดของเขา” ดวงตาของกวางชราสีดำหวนรำลึกถึงความหลังและกล่าวอย่างเชื่องช้า

“ผู้อมตะเทียนหลงนั้นเขารู้ตัวเองดีว่าใกล้มาถึงขีดจำกัดแล้วเพราะต่อให้เป็นผู้อมตะสวรรค์ที่แท้จริงก็ไม่อาจก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์ในรอบต่อไปได้ เขาจึงได้ตัดสินใจประกาศรับศิษย์เพื่อที่จะสืบทอดพลังวิชาฝีมือของเขาโดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นผู้ที่ฝึกฝนวิชากายาเทพอสูรถึงระดับเหนือธรรมชาติหรือสาวกตำหนักม่วงเท่านั้น”

“เส้นทางที่ใช้ในการทดสอบนี้แบ่งออกเป็นสองเส้นทางเท่านั้น เส้นทางหนึ่งนั้นไว้สำหรับผู้ฝึกกายาเทพอสูรขั้นเหนือธรรมชาติซึ่งนั่นเป็นเส้นทางที่เจ้าเพิ่งจะผ่านมา และอีกเส้นทางหนึ่งสำหรับบรรดาผู้ฝึกกายาเทพอสูรขั้นสาวกตำหนักม่วง หลังจากที่อัจฉริยะคนแล้วคนเล่านับไม่ถ้วนล้มตายลงในการทดสอบ ในที่สุดยอดฝีมือระดับตำหนักม่วงที่มีนามว่า ‘หลี่ตง’ ก็ผ่านการทดสอบได้สำเร็จ”

แต่เมื่อกวางชราสีดำขาวพูดมาถึงตรงนี้สีหน้าของวันนั้นดูเหน็ดเหนื่อย

“ไม่มีใครหนีออกจากโชคชะตาได้ หลังจากที่ผู้อมตะเทียนหลงเสียชีวิตไปได้ไม่นานนัก หลี่ตงตอนนั้นอยู่ในขั้นปรมาจารย์หมื่นสำแดง เขาก็ได้เสียชีวิตลงเช่นกัน”

“เพราะเหตุใดเขาถึงเสียชีวิตได้”

“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาเสียชีวิตได้อย่างไร และนับตั้งแต่นั้นมาโบราณสถานแห่งนี้ก็ไม่มีผู้ครอบครองโบราณสถานแห่งนี้อีกต่อไป”

“แล้วทำไมโบราณสถานแห่งนี้ถึงอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้วมันไม่สามารถเคลื่อนย้ายหรือพกติดตัวได้เลยอย่างนั้นหรือ” ไป๋ซิงสอบถามด้วยความสนใจ

“ถ้าเป็นผู้อมตเทียนหลงนั้นก็สามารถทำได้แต่เมื่อผู้อมตะเทียนหลงจากไปแล้วนั้นก็มีแต่หลี่ตงเท่านั้นแต่พลังของเขาน้อยเกินไปมันไม่เพียงพอที่จะสร้างพันธะครอบครองสถานที่แห่งนี้ได้”

“แล้วต้องมีความแข็งแกร่งเท่าไหร่ถึงจะสามารถสร้างพันธะครอบครองสถานที่แห่งนี้ได้” ไป๋ซิงกล่าวขึ้นมา

“เจ้าอย่าได้ประเมินโบราณสถานแห่งนี้ต่ำเกินไปโบราณสถานแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาอันยิ่งใหญ่ต่อให้บรรลุถึงจักรวาลแรกกำเนิด แต่หากพลังไม่แข็งแกร่งเพียงพอก็ไม่อาจสร้างพันธะสัญญาครอบครองได้หรือต่อให้สามารถบังคับสร้างพันธะครอบครองขึ้นมาได้ก็ไม่อาจควบคุมโบราณสถานแห่งนี้ได้ดั่งใจนึกเหมือนเดิม”

เมื่อเขาได้ยินสิ่งที่กวางชราสีดำกล่าวเขาก็เห็นพ้องด้วยโบราณสถานแห่งนี้นั้นสามารถเคลื่อนย้ายร่างของผู้คนได้ดังใจให้ปรากฏเข้ามาในการทดสอบได้ มันคงไม่สามารถควบคุมสั่งการได้โดยง่าย

“ที่นี้เจ้าคงจะสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของโบราณสถานแห่งนี้แล้วสินะ”

“ขอรับผู้อาวุโสโปรดเรียกข้าไป๋ซิงเถอะ”

กวางชราสีดำเดินเข้าไปใกล้อาสนะขนาดยักษ์บนพื้น

“เจ้าเคยสงสัยหรือไม่เพราะเหตุใดอาสนะเหล่านี้ถึงได้มีขนาดใหญ่โตมากมายนัก”

เมื่อได้ยินคำกล่าวของกวางชราสีดำเขาก็ขบคิดเล็กน้อย

“เมื่อตอนข้าเข้ามาและสำรวจห้องโถงนี้ข้าก็ไม่อาจเข้าใจได้ แต่เมื่อได้ทราบรายละเอียดต่างๆว่าผู้อมตะเทียนหลงเป็นประมุขคนที่สามและหลี่ตงเป็นประมุขคนที่สี่และตัวข้าที่เป็นประมุขคนที่ห้าทำให้ข้าขบคิดว่าผู้ที่สร้างและเป็นประมุขคนแรกของโบราณสถานแห่งนี้ต้องเป็นยักษ์หรือเผ่าพันธุ์ที่มีร่างกายขนาดใหญ่โต”

“ถูกต้องแล้ว หนึ่งในสาเหตุที่ท่านเซียนเทียนหลงมีพลังกล้าแข็งจนถูกยกย่องว่าเป็นผู้อมตะเสเพลที่มีชีวิตยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ ก็เพราะได้รับพลังจากโบราณสถานที่มีเบื้องหลังอันยิ่งใหญ่แห่งนี้เอง ท่านเซียนคาดเดาว่าสถานที่แห่งนี้สมควรเป็นที่ซึ่งเหล่าเทพอสูรอยู่อาศัยมาก่อนจึงได้กว้างใหญ่ถึงเพียงนี้”

มันหยุดเล็กน้อยจึงกล่าวต่อไป “ท่านเซียนเองเมื่อครั้งยังหนุ่มก็ต้องผ่านการทดสอบทั้งสามนี้เช่นกัน การทดสอบสามด่านและข้อกำหนดที่ว่าผู้เข้าทดสอบต้องเป็นผู้ฝึกกายาเทพอสูร เป็นระเบียบที่ตกทอดมาจากประมุขคนแรกซึ่งน่าจะเป็นเทพอสูรผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ จากการจัดวางของอาสนะเหล่านี้คาดว่าท่านผู้นั้นคงเคยนั่งในตำแหน่งประมุขและทำการสอนวิถีแห่งเต๋าท่ามกลางเหล่าเทพอสูรนับร้อยที่น้อมรอรับฟังน่าจะเป็นศิษย์ไม่ก็ผู้อาวุโสของสถานที่แห่งนี้”

พวกเขายังคุยรายละเอียดต่างๆกันอีกสักพัก จนไป๋ซิงกล่าวถามออกไปบางสิ่งออกไป

“อะไรคือสิ่งที่ข้าจะได้รับในฐานะประมุขคนที่ห้าของสถานที่แห่งนี้ ในเมื่อท่านเซียนเทียนหลงทรงอิทธิฤทธิ์ถึงเพียงนั้นท่านสมควรตกทอดบางสิ่งบางอย่างไว้ให้แก่ทายาทบ้างไม่มากก็น้อย”

กวางชราสีดำเงียบไปชั่วครู่หนึ่งก่อนที่จะถอนหายใจยาวและกล่าวกับไป๋ซิง

“สำหรับเรื่องนี้นั้นข้าคงต้องเสียใจกับเจ้าด้วยสมบัติของท่านเทียนหลงนั้นตกทอดเอาไว้ถูกส่งมอบให้กับหลี่ตงจนหมดสิ้นแล้ว แต่เมื่อหลี่ตงจบชีวิตลงที่ด้านนอกโบราณสถานแห่งนี้ สมบัติมากมายและสิ่งของต่างๆก็หายสาบสูญไป แต่ยังมีสมบัติอย่างอื่นนอกจากนั้นยังคงถูกเก็บรักษาเอาไว้ในโบราณสถานแห่งนี้ข้าว่าเจ้ายังไม่สามารถครอบครองพวกมันได้ในตอนนี้”

“ความพยายามของข้าทั้งหมดนั้นไม่ได้รับผลตอบแทนเลยอย่างนั้นหรือ”

กวางชราสีดำส่ายหน้าด้วยความสงสาร “มีอันใดน่าประหลาดหากจะเปรียบเทียบก็เสมือนกับการที่เจ้าได้รับสมบัติวิเศษประเภทเก็บของแต่กลับไม่สามารถสร้างพันธะครอบครอง เมื่อเป็นเช่นนั้นเจ้าไหนเลยนำเอาสิ่งของข้างในออกมาได้ตัวเจ้าในปัจจุบันเพียงได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ห้องโถงหลักแห่งนี้เท่านั้น”

“ในเวลานี้เจ้าจงเร่งฝึกฝนตนเองให้บรรลุถึงระดับสาวกตำหนักม่วงเสียก่อนจึงจะสามารถสร้างพันธะครอบครองกุญแจเข้าออกโบราณสถานแห่งนี้ได้เมื่อใดที่เจ้าทำสำเร็จเมื่อนั้นเจ้าจึงมีสิทธิ์เข้าสู่พื้นที่ส่วนต่อไปได้เช่นกันและได้ครอบครองสมบัติที่เก็บรักษาอยู่ในพื้นที่นั้น”

เมื่อได้รับฟังสิ่งที่กวางชราสีดำพูดขึ้นมาทำให้เขาผิดหวังเป็นอย่างมาก

กวางชราสีดำขยับศีรษะเพียงเล็กน้อยและเครื่องรางสีเทาเข้มก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศแล้วค่อยลอยลงบนอาสนะอย่างนิ่มนวล

ไป๋ซิงก้มลงเก็บเครื่องรางที่เป็นกุญแจโบราณสถานขึ้นมาสำรวจ เครื่องรางชิ้นนี้ดูเผินๆไม่มีอันใดพิเศษมีเพียงตัวอักษรโบราณตวัดยุ่งเหยิงจารึกอยู่ว่า ‘เทพอสูร’

เมื่อเขาเห็นตัวอักษรบนเครื่องรางที่เป็นกุญแจของโบราณสถานแห่งนี้นั้นถึงตัวอักษรนี้เขาจะไม่เคยเห็นมาก่อนแต่กลับสามารถเข้าใจความหมายตัวอักษรบนกุญแจได้เมื่อมองผ่านครั้งแรกหลังจากนั้นเขาก็เก็บมันลงในแหวนมิติ

“ในเมื่อเจ้าเข้าใจเรื่องราวทุกประการแล้วก็ถึงเวลาที่สมควรจะต้องจากไป ข้าจะส่งเจ้ากลับไปยังหุบเขาหมาป่าทะยานฟ้า”

“ช้าก่อน” ไป๋ซิงรีบส่งเสียงทัดทาน

“ยังมีเรื่องอื่นใดอีกหรือ”

“มีเพียงนี้เท่านั้นหรือ” ไป๋ซิงอีกถามกลับ “ที่ข้าสู้ฝ่าฟันเอาชีวิตรอดมาได้ก็เพื่อรับกุญแจโบราณสถานที่ไม่สามารถใช้งานได้ชิ้นนี้เท่านั้นหรือ”

กวางชราสีดำก็ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรเหมือนกัน

“ข้าก็ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะเจ้าของโบราณสถานรุ่นก่อนๆล้วนเสียชีวิตหมดสิ้นข้าเองก็เป็นเพียงแค่จิตวิญญาณที่ไม่มีสมบัติใดใดในการครอบครอง ส่วนวิชาฝึกฝนของเจ้านั้นก็เป็นยอดวิชากายาเทพอสูรอยู่แล้ว แต่ในสถานที่แห่งนี้นั้นก็มีอีกสิ่งหนึ่งนั่นก็คือโลหิตของเทพอสูรจิ้งจอกเก้าหางและวิชาเพ่งจิตที่ข้าฝึกฝนอยู่และอีกสิ่งที่ข้าจะให้เจ้าเพียงเท่านั้น”

“โลหิตเทพอสูรจิ้งจอกเก้าหางนั้นเมื่อผู้คนได้รับโลหิตนี้แล้วจะสามารถมีพลังของเทพอสูรจิ้งจอกเก้าหางได้แต่ก็ไม่มีผู้ใดนั้นสามารถสืบทอดโลหิตนี้ได้เลยแม้แต่ผู้อมตะเทียนหลงก็ไม่สามารถหลอมรวมเข้ากับมันได้ เจ้าจะทดลองหรือไม่”

“โลหิตเทพอสูรจิ้งจอกเก้าหางอย่างนั้นรึ ได้ข้าจะรับโลหิตของเทพอสูรจิ้งจอกเก้าหาง” ถ้าไป๋ซิงได้โลหิตเทพอสูรจิ้งจอกเก้าหางรวบรวมเข้ากับแก่นแท้ที่เขากำหนดรูปร่างเป็นจิ้งจอกเก้าหางมันจะทำให้แก่นแท้ของเขานั้นมีชีวิตและสามารถประสานเข้ากับร่างกายของเขาได้เมื่อเขาใส่จิตวิญญาณของเขาเข้าไปสถิตอยู่ในแก่นแท้นั้น

“เคล็ดวิชาเพ่งจิตเป็นสุดยอดวิชาที่ช่วยสร้างเสริมความแข็งแกร่งให้แก่จิตใจของผู้ฝึก แทบทั้งหมดล้วนเป็นเคล็ดลับที่เพียงถ่ายทอดภายในชาติตระกูลชั้นสูง ข้าจะถ่ายทอดให้แก่เจ้า เจ้ารีบเอาหมึกและพู่กันออกมา”

“ขอรับ”

กวางชราสีดำจดจ่อไปที่พู่กันและบังคับให้มันลอยขึ้นและจุ่มไปในหมึกหลังจากนั้นเขาก็เริ่มเขียน “ข้าได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาเพ่งจิตนี้มาเป็นเวลานานแล้ว แต่ถึงข้าจะฝึกฝนมานานกว่าแสนปีแต่พลังจิตของข้าก็ยังด้อยกว่าเจ้า ถึงเจ้าจะไม่สามารถใช้มันได้แต่เจ้าสามารถให้คนรอบข้างฝึกได้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา”

พู่กันที่ลอยอยู่ในอากาศถูกขีดลากไปมาจนในที่สุดภาพของพระพุทธที่มีพระพักตร์เมตตากรุณาก็ปรากฎขึ้นบนผืนหนังสัตว์ ที่ด้านหลังของท่านมีดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ทอแสงรัศมีแผ่ไพศาล

“รู้สึกอย่างไรบ้าง” กวางชราสีดำจ้องมองผลงานพลางกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ “ภาพพระพุทธรูปตะวันดวงจันทร์ นี้แสดงถึงพระพักตร์ที่แท้จริงของพุทธองค์ ในอดีตท่านเซียนเทียนหลงมักใช้ในการฝึกฝนจนข้าเองก็จดจำได้ขึ้นใจ ถึงแม้รูปที่ข้าวาดขึ้นนี้จะไม่อาจเปรียบเทียบได้กับภาพวาดฉบับจริงแต่เมื่อฝึกฝนก็จะประสบความสำเร็จได้เช่นกัน”

ไป๋ซิงได้แต่ทำหน้าผิดหวังเมื่อได้เห็นเคล็ดวิชาเพ่งจิตภาพพระพุทธรูปตะวันดวงจันทร์ มันด้อยกว่าภาพเทพธิดาหนี่วามาก

เมื่อเห็นสีหน้าอันผิดหวังของไป๋ซิงที่ยิ่งมายิ่งแสดงออกอย่างชัดแจ้ง มันเริ่มคาดเดาได้ในที่สุด

“ที่แท้เจ้าเรียนรู้เคล็ดวิชาเพ่งจิตอยู่ก่อนแล้ว นี่จึงมีเหตุผลและสามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดเจ้าจึงมีพลังแห่งจิตที่เข้มแข็งถึงเพียงนั้น”

เมื่อมันเห็นสีหน้าของไป๋ซิงมันจึงตัดสินใจ มันสายศีรษะเล็กน้อยหลังจากนั้นก็มีขวดแก้วที่มีหยดโลหิตสีทองปรากฏขึ้นมาบนอากาศและลอยลงบนฝ่ามือของไป๋ซิง

“ถึงเจ้าจะมีเคล็ดวิชาเพ่งจิตอยู่แล้ว แต่โลหิตเทพอสูรจิ้งจอกเก้าหางนั้นสามารถช่วยเจ้าเพิ่มพูนความแข็งแกร่งได้ เพียงแค่เจ้าดื่มมันไปและหลอมรวมเข้ากับมันเมื่อสำเร็จเจ้าจะได้รับพลังของเทพอสูรจิ้งจอกเก้าหาง”

ไป๋ซิงไม่รอช้าเขาดื่มโลหิตเทพอสูรจิ้งจอกเก้าหางเข้าไปในทันทีและนั่งขัดสมาธิ เมื่อหยดโลหิตเข้าสู่ร่างกายของเขานั้นทั่วทั้งชีพจรของเขานั้นเหมือนถูกความร้อนแผดเผาเมื่อโลหิตเคลื่อนที่ไปตามชีพจรทั่วร่างกายของเขาสถานการณ์นี้ยังดำเนินต่อไปแต่มันก็เสริมสร้างความแข็งแกร่งทางร่างกายของเขาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นแต่มันมาพร้อมกับความทรมานแต่เมื่อดำเนินการจนเสร็จสิ้น เขาก็บังคับยอดโลหิตเข้าไปในแก่นแท้จิ้งจอกที่เขาสร้างขึ้น เเก่นแท้จิ้งจอกและหยดโลหิตของเทพอสูรเก้าหางค่อยๆประสานกันอย่างช้าๆ เมื่อหยดโลหิตล้อมร่วมเข้ากับแก่นแท้แล้ว

ไป๋ซิงแบ่งจิตวิญญาณส่วนหนึ่งเข้าไปในแก่นแท้เริ่มหลอมรวมเข้าด้วยกัน เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นนั้นแก่นแท้จิ้งจอกที่สร้างมาจากแก่นแท้น้ำแข็งนั้นพลันระเบิดพลังมหาศาลออกมาไหลเวียนไปทั่วร่างกายของเขาพลังที่ระเบิดมหาศาลนั้น ทำให้การฝึกฝนพลังปราณกายาเทพอสูรและกฎเกณฑ์แห่งธาตุเลื่อนระดับกันขึ้นมาอย่างพร้อมเพียงกัน

หลังจากนั้นทุกอย่างก็ตกอยู่ในความสงบ เขาค่อยๆสำรวจแก่นแท้จิ้งจอกเก้าหาง แก่นแท้จิ้งจอกเก้าหางตอนนี้นั้นมีจิตสำนึกทำให้มันมีชีวิตขึ้นมานี่คือการเปลี่ยนแปลงอีกอย่างหนึ่งของการหลอมรวมจิตวิญญาณและหยดโลหิตของเทพอสูรจิ้งจอกเก้าหางทำให้เขาแปลงกายเป็นเทพอสูรจิ้งจอกเก้าหางได้เมื่อระยะเวลาผ่านไปยิ่งเขาหลอมรวมแก่นแท้ต่างๆแล้วนั้นเขายิ่งแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นไปอีก

กวางชราสีดำมองดูความสำเร็จของไป๋ซิงด้วยความตกตะลึง แต่หลังจากไม่นานมันก็เผยรอยยิ้มออกมาและเฝ้ารอคอยไป๋ซิงปรับสมดุลพลังอย่างเงียบๆ


*********************************************************************

ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามช่องทางyoutube ด้วยนะครับ

ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel

https://www.youtube.com/channel/UCq0jhJfgu3BFHkCtMgcTBcQ

ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 49

ตอนถัดไป