ตอนที่ 54
ตอนที่ 54
แสงไฟสลัวๆภายในเต็นท์ที่ตั้งอยู่ในส่วนลึกของหุบเขาหมาป่าทะยานฟ้า มีเงาอยู่ในเต็นท์ห้าเงา ภายในนั้นคือพวกไป๋ซิง
ไป๋ซิงนั่งจิบสุราดอกท้ออยู่บนหัวโต๊ะด้านข้างทั้งสองนั้นมีบุคคลทั้งสี่นั่งอยู่นั่นก็คือ เสวี่ยฉุนและเสวี่ยฮวานั่งอยู่ฝั่งซ้าย ไป๋ตี้และไป๋จงนั่งอยู่ฝั่งขวา
ทั้งหมดนั้นนั่งจ้องมองสิ่งของมากมายที่อยู่เบื้องหน้า ถึงจะเห็นสิ่งของมากมายเพียงใดแต่ก็ยังไม่มีใครขยับหรือหยิบจับขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
“นายน้อยของพวกนี้คือ” ไป๋จงถามขึ้น
“มันเป็นสิ่งของที่ข้าได้มาจากสถานที่แห่งหนึ่ง ที่แห่งนั้นคือโบราณสถาน” ไป๋ซิงกล่าวขึ้น
เมื่อทั้งสี่ได้ยินอย่างนั้นพวกเขานั้นต่างตกใจอย่างมากโบราณสถานนั้นเป็นสถานที่ที่อันตรายมากมีน้อยคนนักที่จะสามารถผ่านและรอดชีวิตกลับออกมาได้ แต่นายน้อยของพวกตนนั้นสามารถรอดออกมาและได้สมบัติมามากมาย
“จนถึงตอนนี้ข้าก็ยังไม่ได้สำรวจข้าวของที่ได้รับมาทั้งหมด ข้าอยากให้พวกเจ้าช่วยข้าสำรวจและแยกแยะหมวดหมู่สิ่งของต่างๆให้เป็นระเบียบ”
ไป๋ซิงค่อยๆทยอยนำสิ่งของต่างๆออกมาเพิ่มอีก เขาหยิบคัมภีร์ที่ได้มาจากด่านทดสอบที่ 1 และแบบทดสอบที่ 2 มันมีคำภีร์กระบี่อยู่มากมายแต่ในหมู่พวกมันนั้นกลับมีคัมภีร์ระดับสูงเพียงเล่มเดียวเท่านั้นนั่นก็คือคัมภีร์วายุคลั่ง วิชานี้นั้นเน้นไปที่การรับรู้ถึงพลังธาตุลมแนะใช้ออกด้วยท่วงท่าต่างๆ
“วิชาวายุคลั่งนั้นน่าสนใจเลยทีเดียว” เขาจะเก็บเคล็ดวิชานี้เอาไว้ฝึกฝนกลุ่มนักรบที่เขาจะฝึกขึ้นมา ตอนนี้ความสามารถในการตีความเคล็ดวิชาต่างๆของเขานั้นสูงกว่าในอดีตมากมายนัก
ตั้งแต่ที่เขาออกเดินทางมานั้นเขาได้รับประสบการณ์มากมายไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้การรู้แจ้งวิถีเต่าหรือการทดสอบในโบราณสถาน สิ่งต่างๆนี้ทำให้ความเข้าใจต่างๆของเขานั้นพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด
เขารู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองเขา เขาก็เงยหน้าขึ้นมาก็เห็นทั้งสี่คนนั้นไม่ได้ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
“นี่พวกเจ้าทำอะไรอยู่ทำไมไม่รีบตรวจสอบสมบัติและแยกแยะจัดให้เป็นระเบียบ” ทั้งสี่นั้นสะดุ้งตกใจ และรีบทำตามอย่างรวดเร็ว พวกเขาตกใจตั้งแต่ได้เห็นสมบัติมากมายที่อยู่ตรงหน้าทำให้พวกเขาไม่ได้ยินสิ่งที่นายน้อยพูดเลยแม้แต่น้อย
หลังจากตรวจสอบสิ่งของมากมายที่เขาครอบครองอยู่ตอนนี้ เขาค้นพบเคล็ดวิชาสามเล่มที่น่าสนใจ หลังจากนั้นเขาก็ศึกษาตำราทั้งสามเล่มเพิ่มเติมอย่างละเอียด
“นายน้อย” เสวี่ยฮวายื่นแผ่นหยกทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่มาให้เขาดู เขาหยิบหยกจากเสวี่ยฮวาขึ้นมาเพ่งพินิจสำรวจหยกสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่เบื้องหน้า ดวงตาของเขาเป็นประกายด้วยความยินดีเขาดึงเสวี่ยฮวามากอดอย่างกระตือรือร้น
หลังจากนั้นก็หันมาสนใจตัวอักษรขนาดเล็กหากไม่สังเกตดีๆผู้คนอาจจะมองข้ามมันได้ เขาจ้องดูแผ่นหยกสี่เหลี่ยมนี้อยู่สักครู่หนึ่งแล้วค่อยดูออกว่ามันคืออะไรที่มุมด้านล่างฝั่งซ้ายของแผ่นหยกสลักไว้ด้วยตัวอักษรคำว่า คัมภีร์ค่ายกล เขาดึงสมาธิทั้งหมดจดจ่ออยู่กับเนื้อหาบนแผ่นหยก
‘ข้าใช้เวลากว่าแปดหมื่นปีศึกษาศาสตร์แห่งค่ายกลจนแตกฉาน บัดนี้ถึงแม้ข้าจะเอาชีวิตรอดจากภัยพิบัติครั้งล่าสุดมาได้ด้วยโชคช่วย แต่คงมิอาจรอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งถัดไปที่จะมาถึงในอีกเก้าร้อยปีข้างหน้าได้ เพื่อมิให้สิ่งที่ข้าทุ่มเทค้นคว้ามาชั่วชีวิตต้องสาบสูญ ข้าจึงรวมร่วมวิชาความรู้ทั้งหมดเอาไว้บันทึกลงในคัมภีร์หยกนี้ หวังว่าผู้ที่มีบุญวาสนาจะสามารถค้นพบและศึกษาตีความเพื่อใช้มันต่อไป’
ยิ่งได้ศึกษาข้อมูลในคัมภีร์หยกนี้เขายิ่งตื่นเต้น ผู้ที่บันทึกข้อมูลลงในคัมภีร์นี้นั้นมีชีวิตหลายหมื่นปีและต้องเผชิญกับสามหายนะเก้าภัยพิบัติ แสดงว่าคนผู้นั้นต้องเป็นยอดฝีมือระดับผู้อมตะเสเพลโดยไม่ต้องสงสัย ผู้ที่สามารถฝึกฝนจนมาถึงระดับนี้นั้นถือว่ามิใช่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย
ผู้อมตะเสเพลที่ไม่อาจบรรลุเป็นผู้อมตะสวรรค์จะต้องเผชิญพบกับสามหายนะเก้าภัยพิบัติไปตลอดกาล หายนะทุกสามร้อยปีนั้นยังอาจก้าวข้ามได้ไม่ยากนัก แต่ภัยพิบัติที่จะมาเยือนทุกเก้าร้อยปีกลับร้ายแรงยากผ่านพ้น และการอุบัติขึ้นทุกครั้งล้วนรุนแรงขึ้นกว่าครั้งก่อนหน้า สุดท้ายแล้วแม้กระทั่งผู้อมตะเทียนหลงที่เป็นประมุขของโบราณสถานเองก็ยังไม่อาจรอดชีวิตไปได้
“สิ่งนี้นั้นมีค่ามากมายมหาศาลไม่ด้อยไปกว่าเทพวิชาเลยแม้แต่น้อยไม่น่าเชื่อว่าคนที่ครอบครองคนก่อนนั้นได้พกติดตัวเข้ามาในการทดสอบนี้ด้วย นั่นถือว่าเป็นโชคดีของข้ายิ่งนัก”
มีผู้คนมากมายต่างศึกษาวิธีการสร้างค่ายกลแต่ก็มีผู้คนส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถแตกฉานและเรียนรู้การใช้ค่ายกลได้อย่างถ่องแท้
ตอนนี้เขาเก็บแผ่นหยกนี้ไว้ก่อนตอนนี้เขามีสิ่งที่ต้องศึกษาอยู่มากมายเกินไป ไม่ว่าจะเป็นเคล็ดวิชากระบี่ การฝึกฝนลมปราณ การฝึกฝนกายาเทพอสูรการเพิ่มระดับกฎเกณฑ์แห่งธาตุหรือแม้กระทั่งการปรุงยา ตอนนี้นั้นสิ่งที่เขาต้องทำนั้นมากมายเกินไป
‘ถึงแม้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้จะสามารถสร้างและจัดตั้งเป็นค่ายกลได้กระทั่งค่ายกลระดับสูงนั้นทำได้แม้กระทั่งใช้โลกทั้งใบเป็นส่วนหนึ่งของค่ายกลก็ยังได้ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาเรียนค่ายกล เมื่อถึงเวลาข้าค่อยๆศึกษามันจริงจังอีกที’
เมื่อเขาดูข้อมูลคร่าวๆในแผ่นหยกแผ่นนี้ทำให้เขาเข้าใจค่ายกลในระดับหนึ่งเพราะเขามีพื้นฐานในด้านวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ในชาติก่อนอยู่แล้วเรื่องคิดคำนวณวิเคราะห์นั้นง่ายดายสำหรับเขาอย่างยิ่ง
“ที่แท้วิชาค่ายกลกลับเป็นเช่นนี้” ไป๋ซิงเผยรอยยิ้มอันพึงพอใจออกมา “ค่ายกลฟ้าดินที่ดูน่าทึ่งกลับเป็นแค่เศษเสี้ยวอันหยาบกร้านของศาสตร์แห่งค่ายกล เพียงอาศัยชักนำพลังงานธรรมชาติออกมาใช้งานโดยตรงเท่านั้น มิได้นำเอาหลักการอื่นมาผสมผสานหรือนำเอาความพลิกแพลงใดๆมาหนุนเสริมเลย”
“ศาสตร์ของค่ายกลนั้นลึกซึ้งยิ่งผู้ที่ศึกษาแตกฉานได้เท่าไหร่อาศัยเพียงแค่ค่ายกลก็สามารถสยบศัตรูได้อย่างง่ายดาย ความสามารถของมันลึกลับอย่างยิ่งสามารถพลิกแพลงได้มากมายตามสถานการณ์” เมื่อเขาดูข้อมูลในแผ่นหยก เขาเข้าใจเนื้อหามันเพียงแค่ส่วนเล็กๆเท่านั้นถ้าจะใช้ความสามารถของเขาจริงๆในการเรียนรู้คงจะใช้เวลาเป็นร้อยๆปี แต่ถ้าใช้ความสามารถของระบบเท่านั้นสามารถเรียนรู้ได้ทันทีและค่อยๆฝึกฝนเป็นระดับไปเรื่อยๆก็จะสามารถใช้ค่ายกลชั้นสูงได้
เพียงข้อมูลในแผ่นหยกส่วนหนึ่งนั้นก็ไม่ใช่ข้อมูลธรรมดาแล้วผู้ที่สามารถเข้าใจได้ 1 ส่วน 10 นั้นถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาค่ายกลได้เลย ถึงโลกใบนี้จะล้าหลังแต่ข้าก็ไม่สามารถดูถูกยอดอัจฉริยะในด้านต่างๆได้เลย ถึงเขาจะมีระบบอัพเกรดคอยช่วยเหลือแต่เมื่อเขาได้ศึกษาข้อมูลในแผ่นหยกนั้นด้วยตนเองเขากลับล้มเหลว ทว่าความล้มเหลวในครั้งนี้กลับช่วยฉุดดึงให้เขากลับคืนสู่ความเป็นจริง ตัดลดความเย่อหยิ่งยโสในตนเองลง
“ไม่ว่าจะเป็นเคล็ดวิชาหรือศาสตร์แบบไหนในอนาคตข้าก็สามารถทำความเข้าใจพวกมันได้อย่างถ่องแท้นี่ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น” ถึงแม้ไป๋ซิงจะเพิ่งเรียนรู้ข้อมูลศาสตร์แห่งค่ายกลอย่างผิวเผิน แต่ยังพอเข้าใจถึงวิถีแนวทางของมัน
“ค่ายกลและวิชาหัตถ์ศาสตราเทพนั้นสามารถเกื้อหนุนกันได้” เมื่อเขาคิดสิ่งนี้มากเท่าไหร่ความคิดของเขานั้นก็ยิ่งแจ่มชัดมากขึ้นเขามองเห็นลู่ทางที่จะพัฒนาวิชานี้ไปสู่จุดสูงสุดที่ไม่เคยเป็นมาก่อนได้
“นายน้อยพวกข้าได้จัดทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้วตอนนี้สมควรที่เราจะออกเดินทางแล้ว” เสียงของเสวี่ยฉุนทำให้เขาออกจากห้วงความคิด
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาเขาได้เห็นแสงอาทิตย์ยามเช้าขึ้นสู่ท้องฟ้าตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
**********
ผู้คนทั้งห้านั้นได้ออกเดินทางออกจากหุบเขาหมาป่าทะยานฟ้าและเดินทางอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก
“นายน้อยอีกไม่นานพวกเราก็จะถึงหมู่บ้านของเผ่าพยัคฆ์ดำแล้ว”
เมื่อได้ยินเสวี่ยฉุนส่งเสียงร้องด้วยความยินดี ไป๋ซิงได้ยินเช่นนั้นจึงมองไปยังเบื้องหน้าและพบว่าเวรยามบนหอระวังเหตุของเผ่าพยัคฆ์ดำสังเกตุเห็นพวกเขาแล้วเช่นกัน
“นายน้อยตระกูลไป๋มาถึง”
“รีบแจ้งผู้นำชนเผ่าโดยด่วน”
เวรยามเหล่านี้ล้วนคุ้นเคยกับบุคคลทั้งห้าดีตั้งแต่ตอนที่ทั้งหมดยังพำพักอยู่ในหมู่บ้าน อย่าว่าแต่สัตว์ร้ายสีดำที่ทั้งห้าควบขี่ล้วนโดดเด่นสามารถจดจำออกได้โดยง่าย
เสวี่ยหรงและชนชั้นสูงของเผ่ารีบออกมาต้อนรับนายน้อยถึงหน้าหมู่บ้านทันที
“คารวะนายน้อย” ผู้คนทั้งหมดนั้นต่างคำนับไป๋ซิงอย่างพร้อมเพียง
ไป๋ซิงพยักหน้าตอบ เสวี่ยฉุนเข้ากอดบิดาของตนด้วยความคิดถึงทันที
“พวกเราเข้าไปข้างในกันก่อน” ไป๋ซิงเดินเข้าไปในส่วนลึกของชนเผ่าพยัคฆ์ดำ ระหว่างที่เดินทางเข้าไปในบ้านพักนั้นเขาได้เห็นเด็กหญิงและเด็กชายร่างผอมที่หลบอยู่ด้านหลังของเสวี่ยหรงทั้งคู่นั้นมีหน้าตาคล้ายกับเสวี่ยฉุนเป็นอย่างมาก
“พวกเจ้ามีชื่อว่าอันใด” ไป๋ซิงหันไปถามเด็กทั้งคู่ แต่เมื่อเด็กน้อยได้ยินก็ตกตะลึงไม่กล้าขยับเลยแม้แต่น้อยแต่บิดาก็ได้กล่าวตักเตือนบุตรทั้งสอง เด็กทั้งสองนั้นค่อยๆตอบขึ้นมาอย่างช้าๆ
“เสวี่ยเทียน/เสวี่ยอิง”
“เสวี่ยเทียน/เสวี่ยอิง” ไป๋ซิงเอ่ยขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นก็สำรวจเด็กทั้งสองอย่างละเอียด
เสวี่ยเทียนและเสวี่ยอิงแสดงท่าทางวิตกกังวลอย่างชัดแจ้ง เด็กน้อยทั้งสองไม่รู้ว่าชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนหลังสัตว์ร้ายสีดำนี้เป็นใคร แต่เห็นด้วยตาตนเองว่าผู้คนทั้งเผ่าต่างพากันเคารพกลัวเกรงคนผู้นี้เป็นอย่างยิ่ง และยิ่งสายตาที่คนเบื้องหน้านั้นมองดูตนเองพวกเขากลับรู้สึกว่าเหมือนบุคคลเบื้องหน้ามองพวกตนได้อย่างทะลุปรุโปร่งไม่มีสิ่งใดสามารถปิดบังไว้ได้
“เราจะไปเคารพหลุมศพพี่สาวของเจ้ากัน” เสวี่ยฉุนมีน้องสาวผู้หนึ่งที่มีอายุไม่ห่างกันสักเท่าไหร่นางนั้นเพื่อปกป้องชนเผ่าแล้วได้เสียสละชีวิตของตนเอง เขาจึงพาเด็กทั้งสองไปเคารพหลุมศพผู้หญิงคนหนึ่งที่กล้าปกป้องชนเผ่าของตัวเองจนตัวตาย เด็กทั้งสองนั้นเดินตามไป๋ซิง
อยากว่าง่ายท่ามกลางสายตาผู้คนในชนเผ่าพยัคฆ์ดำ
ไป๋ซิงมาถึงมีป้ายหลุมศพเบื้องหน้า ไป๋ซิงทำความเคารพหลุมศพ
“หลับให้สบาย” เสวี่ยฉุนนั่งคุกเข่าร้องไห้อยู่หน้าโลงศพคนอื่นก็ทำความเคารพหลุมศพที่อยู่เบื้องหน้า
“เจ้าหลับให้สบายไม่ต้องเป็นห่วงพวกเรานายน้อยจะดูแลพวกเราเป็นอย่างดี” เสวี่ยฉุนกล่าวกับหลุมศพ
“เสวี่ยหรงข้าจะดูแลเด็กทั้งสองและสั่งสอนเขาอย่างดีที่สุด” เด็กน้อยทั้งสองที่ตามมาอยู่ข้างๆนั้นตกตะลึงอยู่กับที่ในขณะเดี๋ยวกันความปิติยินดีฉายอยู่บนใบหน้าของบิดาของพวกเขา
“ขอบพระคุณนายน้อย” เสวี่ยหรงรีบกล่าวขอบคุณไป๋ซิงทันที หากบุตรทั้งสองของมันนั้นได้รับการดูแลจากไป๋ซิงอนาคตของทั้งสองนั้นต้องยิ่งใหญ่เป็นยอดฝีมืออย่างแน่นอน
“เจ้าไม่ขัดข้องก็ดีแล้ว ในอนาคตข้าจะพักอยู่ที่ส่วนลึกหุบเขาหมาป่าทะยานฟ้า หากเจ้าต้องการเยี่ยมเยียนบุตรทั้งสองก็จงไปหาเขาได้ที่นั่น” ไป๋ซิงกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยในขณะที่เสวี่ยหรงรับคำด้วยความเคารพ
“พวกเจ้าทั้งสองนั้นก็จงอำลาครอบครัวเพื่อนๆของเจ้าและเตรียมตัวออกเดินทาง” เด็กทั้งสองนั้นเดินเข้าไปคุกเข่าเบื้องหน้าโลงศพข้างๆเสวี่ยฉุน
ไป๋ซิงปล่อยให้สี่พ่อลูกอยู่เบื้องหน้าหลุมศพกันตามลำพังส่วนเขานั้นแยกตัวออกไปอยู่บ้านพักกับไป๋ตี้และไป๋จง ทั้งสามนั่งลงบนโต๊ะหินในสวนหน้าบ้านและดื่มสุราท้อกันยังเงียบงันท่ามกลางสายลมอันแผ่วเบา
*********************************************************************
ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามช่องทางyoutube ด้วยนะครับ
ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel