ตอนที่ 61
ตอนที่ 61
ในระหว่างที่เขาถอยออกมานั้นแต่ควันของพิษก็เข้าสู่ร่างกายของเขาแล้ว
“เจ้าไม่สามารถหนีจากพิษเพลิงแผลเผาไปได้” พิษนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วมันจะแผดเผาจากภายในจนหลอมละลายเหลือแต่กระดูก
ชายชุดดำนั้นกินยาแก้พิษเข้าไปแล้ว ถึงแม้เขาจะฝึกกายาเทพอสูรแต่ก็ยังไม่สามารถต้านทานพิษนี้ได้ ฉะนั้นมันจึงมั่นใจเป็นอย่างมากว่าไป๋ซิงที่พึ่งเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติได้ไม่นานไม่สามารถรอดพ้นจากพิษนี้ไปได้อย่างแน่นอน
“ไม่ว่าเจ้าจะมีอัจฉริยภาพสูงส่งถึงเพียงไหน เมื่อพลังกายาเทพอสูรของเจ้ายังด้อยไปกว่าข้า เจ้าก็ไม่มีทางต้านทานพิษนี้ได้อย่างแน่นอน” ชายชุดดำยังคงเยาะเย้ยต่อไปเมื่อเห็นไป๋ซิงกำลังถอยออกไปพร้อมกับคนคุ้มกันที่หมดสติอยู่
สีหน้าของไป๋ซิงแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก เพียงชั่วพริบตาอาการชาด้านก็แทบจะแพร่กระจายไปทั่วร่างของเขาแล้ว นี่นับว่ามีอาจารย์เช่นใดก็มีศิษย์เช่นนั้น เขาตั้งข้อสังเกตุไว้แต่แรกว่าสาวกตำหนักม่วงผู้นี้สมควรเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้พิษ ชายชุดดำเองก็ใช้วิชาพิษออกมาไม่หยุดหย่อน
แต่หลังจากอาการด้านชาก็ตามมาด้วยการแผดเผาจากภายใน ไป๋ซิงรีบโคจรพลังกายาเทพอสูรว่างเปล่าเข้าต่อต้านพิษในขณะเดียวกันเขาก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วร่างของเขาปรากฏอยู่ด้านข้างชายชุดดำ
“การดิ้นรนครั้งสุดท้ายนั้นรึยิ่งเจ้าเคลื่อนไหวมากเท่าไหร่ก็ยิ่งตายเร็วมากเท่านั้นพิษนี้เป็นพิษที่ร้ายกาจที่สุด” ชายชุดดำหัวเราะด้วยความสะใจยิ่งเข้าเห็นไป๋ซิงขยับมากเท่าไหร่ใบหน้าของเขายิ่งเบิกบานมากขึ้นเท่านั้น แต่เมื่อไป๋ซิงเคลื่อนไหวมาถึงด้านข้างของเขาแล้วนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนแปลงไป
ไป๋ซิงสะบัดกระบี่ร่ายรำไปมาอย่างรวดเร็วกระบี่ในมือของเขานั้นเคลื่อนไหวจู่โจมชายชุดดำจากด้านข้าง ชายชุดดำก็สังเกตถึงการมาของไป๋ซิงเช่นกันเขาบิดข้อมือใช้หอกต้านทานการโจมตี
กระบี่ที่รวดเร็วและพริ้วไหวและหอกที่หนักแน่นเข้าปะทะกันอย่างไม่หยุดหย่อนทั้งคู่นั้นล้วนทุ่มเทสมาธิจดจ่อกับคู่ต่อสู้ที่อยู่เบื้องหน้าของตนเอง
ปังปังปัง
ทันใดนั้นเองมีกระสุนแสงสามลูกพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วจากด้านหลังของชายชุดดำ ไป๋ซิงใช้พลังจิตควบคุมปืนอ้อมเข้าไปด้านหลังโดยไม่ให้ชายชุดดำรู้ตัวจากนั้นก็ยิงใส่ชายชุดดำไม่ให้ตั้งตัว
กระสุนทั้งสามนัดนั้นเคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็ว หนึ่งพุ่งเข้าใส่บริเวณศีรษะ สองพุ่งเข้าใส่ที่หัวใจ สามพุ่งเข้าใส่ที่หน้าอกทั้งสามนัดนั้นพุ่งเข้าใส่จุดสำคัญในร่างกาย
ชายชุดดำที่จดจ่ออยู่กับการโจมตีที่อยู่เบื้องหน้าอย่างยากลำบากก็กินแรงไม่มีโอกาสหลบเลี่ยงการโจมตีจากด้านหลังได้ การโจมตีทั้งสามนั้นพุ่งเข้าใส่ชายชุดดำและพุ่งทะลวงผ่านร่างกายของเขาไป
แต่ในวินาทีสุดท้ายนั้นกระสุนที่พุ่งเข้าใส่ศีรษะของเขานั้นเขาสามารถหลบมันได้ แต่อีกสองนัดที่เหลือนั้นพุ่งทะลวงเข้าสู่ร่างกายของเขาเต็มๆ
ตู้ม
ไป๋ซิงไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือไปเขาฟาดฟันกระบี่อย่างรวดเร็วฟันเข้าใส่ร่างกายของชายชุดดำ 10 กระบี่ 20 กระบี่ 50 กระบี่นับร้อยนับพันฟันเข้าใส่ชายชุดดำจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไม่มีโอกาสให้เขาได้ฟื้นคืนชีพกลับมาได้อีก
เมื่อกระบี่สุดท้ายฟันลงร่างกายของชายชุดดำนั้นไม่หลงเหลือเลยแม้แต่น้อยมีแต่ส่วนหัวเท่านั้นที่ยังพอจะเหลืออยู่
“เจ้า… เจ้า…” ชายชุดดำสมกับที่เป็นยอดฝีมือกายาเทพอสูรระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงสุด มันยังคงหลงเหลือพลังเฮือกสุดท้ายกล่าววาจาออกมา แต่ด้วยที่เหลือเพียงแต่ศีรษะเพียงอย่างเดียวทำให้ไม่อาจฝืนทนได้นานนัก ต่อให้เป็นเขาเองถูกทำร้ายร่างกายจนไม่เหลือเมื่ออยู่ในระดับเหนือธรรมชาติก็ไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้ ในที่สุดลมหายใจสุดท้ายของมันก็หยุดลง
ไป๋ซิงใช้พลังกฎเกณฑ์แห่งน้ำแข็งแช่แข็งส่วนเล็กๆและส่วนหัวของชายชุดดำจากนั้นก็ทำลายเป็นผุยผง
ไป๋ซิงนั่งลงหอบหายใจอย่างรุนแรง เขาจ้องมองเศษซากน้ำแข็งที่แตกละเอียดของชายชุดดำที่กองอยู่เบื้องหน้า ในการโจมตีครั้งสุดท้ายชายชุดดำไม่คิดเลยว่าเขาจะเพลี่ยงพล้ำให้กับไป๋ซิง
ในการต่อสู้แลกชีวิตนั้นใครที่มีไพ่เยอะกว่าย่อมมีความได้เปรียบเมื่อต่อสู้ตัดสินแลกชีวิตกันหากมิใช่ว่าไป๋ซิงเก็บพลังจิตไว้เป็นไพ่ลับไม่ให้ชายชุดดำรู้ เมื่อการโจมตีที่ไม่คาดคิดนั้นทำให้ชายชุดดำพลาดท่าและนั่นเป็นโอกาสให้ไป๋ซิงฟาดฟันกระบี่อยากรวดเร็วจนชายชุดดำมิอาจป้องกันได้จึงทำให้ชายชุดดำนั้นเสียชีวิตลงในที่สุด
“ฮาฮาฮา” ไป๋ซิงแหงนหน้าเปล่งเสียงหัวเราะและกล่าวว่า “มาเถิดหากผู้ใดไม่เกรงกลัวความตายก็จงดาหน้าเข้ามา ไม่ว่าจะมีสักกี่คนข้าก็จะฆ่าให้หมดสิ้น ฮาฮาฮา”
ไป๋ซิงปลดปล่อยอารมณ์ของตนเองออกมา ด้วยสภาวะกดดันต่างๆนั้นแทบจะทำให้เขาเคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลาและอารมณ์ที่เขากักเก็บเอาไว้นั้นก็ระเบิดออกมา
หลังจากหัวเราะเสร็จแล้วนั้นไป๋ซิงก็ขับพิษที่อยู่ในร่างกายของเขาออก หลังจากนั้นก็เดินไปช่วยไป๋ตี้ ไป๋จงขับพิษที่อยู่ในร่างกายของพวกเขาเนื่องจากพวกเขาหมดสติจึงไม่สามารถปกป้องพิษนี้ได้
“ชายชุดดำมีพลังฝีมือเข้มแข็งกว่าชายหนุ่มคนก่อนหน้านี้มากนัก คาดว่ามันคงมีฐานะที่ไม่ธรรมดาในหมู่ศัตรู บางทีในร่างของมันจะมีเบาะแสอันใดให้สืบค้นได้” ไป๋ซิงลงมือค้นร่างของชายชุดดำแต่ทว่าน่าเสียดายที่บนร่างของมันไม่มีสิ่งของหรือข้อมูลใดๆที่จะช่วยให้ฝ่าออกจากค่ายกลได้ เขาเพียงค้นพบผนึกแห่งเต๋าจำนวนหนึ่งและขวดยาหลายขวดที่เขาไม่กล้าเสี่ยงเปิดจุกออกตรวจสอบ
เมื่อตรวจสอบทุกอย่างเสร็จแล้วสุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงแค่รวบรวมข้าวของทั้งหมดเก็บเอาไว้และลงมือศึกษาค่ายกลต่อไปเพื่อหวังที่จะทำลายและผ่านมันไปให้ได้
**********
ย้อนกลับมาภายในของเขาระหว่างที่ชายชุดดำนั้นออกไปเพื่อไปจัดการกับผู้บุกรุก
“ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเจ้าคงจะไม่ได้กลับมา” ไป๋อูกล่าวเยาะเย้ยบุรุษสตรีทั้งหก
“เมื่อศิษย์พี่ใหญ่ของข้าลงมือด้วยตนเองแล้วนายน้อยของพวกเจ้านั้นย่อมต้องการอย่างแน่นอน”
“ก็แค่เด็กน้อยอายุ 10 กว่าปีถึงจะเป็นอัจฉริยะแต่ก็ไม่สามารถรอดน้ำมือศิษย์พี่ใหญ่ไปได้”
ชายศีรษะล้านร่างกายเต็มไปด้วยริ้วรอยบาดแผลที่ถูกล่ามติดกับเสาในบริเวณนั้น ตะโกนขึ้นมาว่า “นายน้อยตระกูลไป๋ซิงเพิ่งมีอายุเพียงสิบเอ็ดสิบสองปีเท่านั้น หากจะเปรียบเทียบกัน พวกเจ้าก็เป็นเพียงตัวหนอนอันน่าสมเพชที่คิดประชันกับพญามังกรบนชั้นฟ้า”
“หุบปาก” ทาสรับใช้ที่ทำหน้าที่ทรมานชายศีรษะล้านรีบใช้เหล็กเผาไฟนาบไปบนร่างของมัน
“ฮ่าฮ่าฮ่า”ชายศีรษะล้านไม่สนใจแต่หัวเราะด้วยความสะใจ “พวกขี้ขลาดที่รู้จักแต่วิธีลอบกัดกลับกล้ายกตัวขึ้นเทียบกับนายน้อยไป๋ซิง”
“พวกเจ้าอายุ 30-40 ปีแล้วคิดว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะเยาวัยข้าอยากจะหัวเราะให้ท้องแข็งจริงๆ”
ยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติที่ถูกจับมานั้นต่างพากันเยาะเย้ยเหยียดหยามบุรุษสตรีทั้งหมดเพื่อระบายความแค้นในใจออกมา
คนทั้งหกล้วนอับอายจนกลับกลายเป็นโทสะพวกมันพากันร้องสั่งการ “บัดซบทรมานพวกมันให้หนักมือขึ้นอีก ทำให้พวกมันกลายเป็นวิญญาณพยาบาทซะ”
แต่ในทันใดนั้นเองได้มีเสียงตะโกนกูร้องดังขึ้นมาท่ามกลางหุบเขา
“มาเถิดหากผู้ใดไม่เกรงกลัวความตายก็จงดาหน้าเข้ามา ไม่ว่าจะมีสักกี่คนข้าก็จะฆ่าให้หมดสิ้น ฮาฮาฮา”
“เป็นไปไม่ได้” สีหน้าของคนทั้งหกเปลี่ยนไป พวกมันย่อมจดจำเจ้าของเสียงกู่ร้องไม่ใช่ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกมัน “หรือว่าศิษย์พี่ใหญ่กลับพลาดท่าเสียที”
“พวกจ้าออกไปดูหน่อยซิ” ศิษย์น้องเจ็ดได้สั่งทาสร่างยักษ์ให้ออกไปดูบริเวณค่ายกล ตอนนี้นั้นทั้งหกตื่นตระหนกเป็นอย่างมากความแข็งแกร่งของศิษย์พี่ใหญ่ของพวกมันนั้นทุกคนล้วนทราบดี เพราะสิ่งที่พี่ใหญ่มีนั้นไม่ใช่มีแค่พิษหรือของวิเศษเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีหุ่นเชิดระดับสาวกตำหนักม่วงอีกไม่ใช่ยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติจะสามารถปิดชีพพี่ใหญ่ของมันได้อย่างง่ายดาย เพราะด้วยของวิเศษมากมายทำให้สายตาของพวกนั้นศิษย์พี่ของพวกมันคือยอดฝีมือไร้เทียมทานในสายตาพวกมัน
แต่เมื่อทาสที่ส่งออกไปนั้นไม่มีการตอบรับใดๆบุรุษสตรีทั้งหกนั้นยังส่งทาสออกไปอีกแต่สิ่งที่ตอบกลับมาย่อมมีแต่ความเงียบเท่านั้น
ในที่สุดเมื่อถูกความเป็นจริงบังคับให้ต้องยอมรับ ชายหญิงทั้งหกต่างทำอะไรไม่ถูกได้แต่หันมองกันและกัน
“เด็กหนุ่มอายุเพียงสิบเอ็ดสิบสองปีกลับสามารถสังหารศิษย์พี่ใหญ่ได้ นี่เป็นปีศาจอันใดของมันกันแน่ ต่อให้เป็นที่สำนักใหญ่ของพวกเราก็ไม่มีทางจะพบพานได้ สถานที่ซึ่งสามารถให้กำเนิดอัจฉริยะเยี่ยงนี้สมควรมีเพียงตระกูลชั้นสูงที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้อมตะเท่านั้น” คนทั้งหกล้วนมีประสบการณ์อันช่ำชองและมาจากค่ายสำนักที่มีชื่อเสียง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ออกจะเหลือเชื่อจนเกินไปแล้ว
ในระหว่างที่บุรุษสตรีทั้งหกยังคงไม่อาจสงบจิตใจลงประตูเหล็กกล้าก็เปิดขึ้นอีกครั้ง รังสีแห่งความชั่วร้ายเยียบเย็นที่พวยพุ่งออกมายังคงทำให้พวกมันต้องสยิวกายด้วยความหวาดกลัวเช่นทุกครั้ง
“เจ้าใหญ่” เสียงสั่นสะท้านโหยหวนดังลอดออกมาจากภายใน “เดียรัจฉานน้อยกลับกล้าสังหารศิษย์รักของข้า มันจะต้องตาย”
เมื่อศิษย์ทั้งหกได้ยินเสียงของอาจารย์หัวใจของพวกมันนั้นสั่นสะเทือนในขณะที่เหล่าทาสรับใช้ต่างพากันตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวพวกมันต่างก็ไม่เคยเห็นอาจารย์หรือนายของมันนั้นโกรธเกี้ยวถึงเพียงนี้มาก่อนเลย
“เดียรัจฉานน้อยนี้กลับเป็นเด็กปีศาจที่มีพรสวรรค์เหนือธรรมดา หากมันมิใช่ศัตรูของพวกเรา ข้าอาจบางทีจะแนะนำมันให้เข้าสู่สำนัก แต่เมื่อมันกล้าแข็งข้อกับพวกเราทั้งยังปลิดชีวิตของลูกใหญ่ ข้าจะให้มันตกตายอย่างทรมาน” เสียงแหลมเล็กที่แหบโหยแสดงความเกลียดชังออกมาอย่างชัดเจน “เจ้าเจ็ดเข้ามาหาข้า”
ศิษย์น้องเจ็ดเมื่อถูกอาจารย์เรียกเข้าไปพบตัวมันนั้นสะดุ้งสุดตัว “เข้ามาเดี๋ยวนี้” เพลิงโทสะลุกไหม้อยู่ในเสียงคำสั่งนั้น
“ศิษย์ทราบแล้ว” ศิษย์คนที่เจ็ดไม่กล้าลังเลอีกต่อไป รีบพุ่งกายผ่านประตูเหล็กลงสู่ห้องใต้ดินทันที
เมื่อเห็นศิษย์คนที่เจ็ดนั้นเข้าไปในประตูแล้วศิษย์พี่และทาสรับใช้ต่างโล่งอกเป็นอย่างมาก
ในทางเดินที่ลงไปในใต้ดินนั้นเป็นทางลาดชันอย่างมากถึงศิษย์คนที่เจ็ดจะโคจรพลังปราณเพื่อชะลอร่างให้ช้าลง แต่ตัวของมันก็ต้องอาศัยฝาเท้าแตะบนพื้นเพื่อชะลอความเร็วเป็นระยะระยะจนกว่ามันจะถึงพื้นด้านล่าง ไม่อย่างนั้นถ้ามันปล่อยตัวเองลงไปเลยด้วยความลึกและความชันขนาดนี้มันต้องบาดเจ็บสาหัส
“ที่แห่งนี้อยู่ลึกยิ่งนัก ไม่ทราบห้องลับของท่านอาจารย์ตั้งอยู่ที่ใด” ชายหนุ่มรีบกวาดตามองหาเส้นทางภายในความมืดมิด จนพบประตูหินที่มีระลอกพลังสีเขียวอันน่าสะพรึงกลัวลอดผ่านออกมา
“ท่านอาจารย์” มันหยุดเท้าลงที่หน้าประตูหินแล้วกล่าวแสดงความเคารพ
*********************************************************************
ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามช่องทางyoutube ด้วยนะครับ
ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel