ตอนที่ 62

ตอนที่ 62

“เข้ามา” น้ำเสียงแหบแห้งดังออกมาจากข้างใน

ศิษย์คนที่เจ็ดสะกดคมความกลัวและเปิดประตูหินเข้าไปข้างในที่ด้านหลังประตูหินเป็นห้องศิลาทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่มีความกว้างกว่าสามสิบเมตร

ชายร่างผอมบางสวมชุดยาวสีดำนั่งอยู่บนก้อนหินใหญ่ที่กึ่งกลางของห้อง ใบหน้าซูบเซียวใต้ผมยาวสยายถูกกลบบดบังไว้ด้วยประกายตาสีเขียวที่สาดรัศมีแห่งความชั่วร้ายราวกับปิศาจจากนรกอเวจี

ที่ด้านหน้าของชายชราชุดดำวางไว้ด้วยกระถางขนาดใหญ่ เปลวเพลิงสีเขียวลุกไหม้อยู่เหนือกระถางทว่ากระแสพลังที่เปล่งออกมากลับเย็นยะเยียบ ในเปลวเพลิงปรากฏเสาสี่ต้นที่มีสีแดงเลือด ลอยวนเวียนอยู่ภายใต้ประกายแสงสีแดงที่แผ่ปกคลุม ใบหน้าของผู้คนมากหลายผลุบโผล่บนเสา ทุกใบหน้าล้วนกรีดร้องสาปแช่งและพยายามกัดกินซึ่งกันและกัน

เมื่อศิษย์คนที่เจ็ดเห็นสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้านั้นร่างกายของเขาสั่นสะเทือนในใจของเขากู้ร้องว่า “พลังแห่งความแค้นมากมายมหาศาลยิ่งนัก”

ผู้ฝึกยุทธนั้นจะมีอยู่สองประเภทคือฝ่ายธรรมะและอธรรม

ฝ่ายธรรมะนั้นมุ่งสร้างความดีและฝึกวิชาคอยปกป้องผู้คน ส่วนฝ่ายอธรรมนั้นวิชาที่พวกเขาฝึกนั้นส่วนใหญ่จะเป็นการใช้ชีวิตของคนธรรมดาหรือผู้ฝึกตนทำให้พวกเขาเดินทางอยู่ในเส้นทางชั่วร้ายผู้คนที่เดินทางสายนี้นั้นพวกเขาจะมีรัศมีแห่งความแค้นมากมายมหาศาล

แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าศิษย์คนที่เจ็ดนั้นพลังแห่งความแค้นที่มากมายมหาศาลจนเห็นด้วยตาเปล่ามันกลับอยู่ในวัตถุที่อยู่บนเตาหลอม

“นี่เป็นสมบัติวิเศษที่หลอมสร้างจากวิญญาณพยาบาทอันไร้ที่สิ้นสุด” ศิษย์คนที่เจ็ดทั้งเลื่อมใสและหวาดหวั่นไปในเวลาเดียวกัน

ผู้ที่ฝึกฝนอวิชานั้นเมื่อต้องเผชิญกับสามหายนะเก้าภัยพิบัติที่จะต้องเผชิญจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าปกติหลายเท่า แต่ก็ยังมีผู้คนมากหลายเลือกเดินในเส้นทางสายนี้ ก็เพราะพวกมันมั่นใจว่าวิชาที่ตนฝึกฝนนั้นจะสูงส่งจนช่วยให้ผ่านพ้นหายนะทั้งหลายไปได้โดยง่าย และในความเป็นจริงก็มีผู้อมตะสวรรค์จำนวนไม่น้อยที่ถือกำเนิดจากวิถีมารเหล่านี้

“มิน่าเล่าท่านอาจารย์จึงกล่าวว่าหากสมบัติวิเศษชิ้นนี้หลอมสร้างเสร็จสิ้น ต่อให้ต้องเผชิญกับปรมาจารย์หมื่นสำแดงก็ไม่มีอันใดต้องกลัวอีกต่อไป เพราะว่าสมบัติชิ้นนี้นั้นใช้วิญญาณพยาบาทอย่างมากมายมหาศาลในการสร้าง”

“เจ้าเจ็ด” ชายชุดดำกล่าวจากท่านั่งขัดสมาธิ “ศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าเป็นศิษย์คนแรกของข้า เป็นศิษย์รักที่เปรียบเสมือนบุตรในสายเลือดของข้าฟงอี้เฟย ข้าจะไม่มีวันให้อภัยแก่ผู้ที่สังหารมันอย่างเด็ดขาด”ในระหว่างที่กล่าวนั้นดวงตาของชายชราชุดสีดำนั้นเต็มไปด้วยความเคียดแค้น

ดวงตาสีเขียวชั่วร้ายของฟงอี้เฟยจ้องมองศิษย์คนเล็ก “เพียงแต่ตอนนี้การหลอมสร้างสมบัติวิเศษมาถึงขั้นตอนสำคัญ ข้าไม่อาจปลีกตัวไปจัดการกับมันด้วยตนเอง”

การเดินทางลัดย่อมมีราคาที่ต้องจ่ายออกไป การหลอมสร้างสมบัติวิเศษแห่งความแค้นเช่นนี้ มิใช่อยากหยุดยั้งหรือยกเลิกเมื่อใดก็สามารถกระทำได้ตามใจชอบ ที่ผ่านมายังปรากฎยอดฝีมือจำนวนไม่น้อยถูกสมบัติวิเศษที่ตนเองหลอมสร้างกลืนกินดวงวิญญาณทำให้ตกตายไป

“ที่จริงหากไม่มีความจำเป็นจนถึงที่สุด ข้ายังไม่อาจตัดใจใช้ของล้ำค่าเช่นนี้ออกไป แต่เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นข้าจะมอบ ‘ผงกลืนชีวิต’ ให้แก่เจ้า” มันโยนกระปุกเคลือบใบหนึ่งให้ผู้เป็นศิษย์อย่างไม่ใส่ใจเท่าใด แต่ชายหนุ่มรูปงามกลับต้องตั้งสมาธิในการรับและประคองเอาไว้ด้วยความระมัดระวัง มันรู้ซึ้งถึงความร้ายกาจของพิษชนิดนี้เป็นอย่างดี

ราคาของพิษชนิดนี้ยังสูงกว่าสมบัติวิเศษที่มีอันดับ ยอดฝีมือระดับตำหนักม่วงจำนวนมากมายล้มตายลงเพราะมัน อย่าว่าแต่ต่อให้มีทรัพย์สินเงินทองก็ใช่ว่าจะสามารถซื้อหามาครอบครองได้ ยาพิษขวดนี้เป็นอาจารย์ของมันดำเนินการผ่านเส้นสายภายในสำนักจึงสามารถได้มาไว้ในครอบครองได้

“เจ้าจงจดจำไว้ให้ดีในระหว่างที่เข้าไปใกล้ไม่เกินสามสิบเมตรจากตัวมันให้เจ้าทุบกระปุกนี้ให้แตกซะ เมื่อพิษเข้าสู่ร่างกายของมันแล้วนั้นจะไม่มีทางกำจัดออกมาได้ เมื่อสามวันผ่านไปคนผู้นั้นจะเสียชีวิตทันทีต่อให้มีกายาเทพอสูรยอดเยี่ยมเพียงใดก็ตามส่วนตัวเจ้าเมื่อทำสำเร็จแล้วให้รีบถอยออกมาหากไม่เช่นนั้นแล้วเจ้าของจะติดพิษตายด้วยเช่นกัน”

ชายหนุ่มรูปงามรีบผงกศีรษะรับคำด้วยความนอบน้อมกลัวเกรง “ท่านอาจารย์โปรดวางใจ ธุระอันเล็กน้อยเพียงนี้ศิษย์ย่อมต้องทำจนสำเร็จสมบูรณ์”

“เจ้าไปได้แล้ว” ฟงอี้เฟยออกปากขับไล่แล้วหันเหความสนใจทั้งหมดกลับไปที่เสาสีแดงเลือดอีกครั้ง

ดวงวิญญาณของวิญญาณพยาบาทมากมายต่างพากันกรีดร้องด้วยความเคียดแค้นชิงชังพวกมันนั้นพยายามที่จะทำลายเสาเพื่อให้หลุดพ้นจากการทรมานนี้ แต่ไม่ว่ายังไงพวกมันก็ไม่สามารถหลุดรอดออกมาได้

เมื่อชายชราชุดดำเห็นศิษย์คนที่เจ็ดออกไปแล้วมันก็เริ่มการหลอมสมบัติอีกครั้งหนึ่งและประตูเหล็กกล้าปิดสนิท กลิ่นอายแห่งความตายอันชั่วร้ายรุนแรงถูกตัดขาดลงอีกครั้ง

**********

ภายในค่ายกลที่มีหมอกปกคลุมอยู่ ไป๋ซิงนั่งวิเคราะห์ค่ายกลเพื่อจะหาหนทางการไปค่ายกลเขาคิดวิเคราะห์ภายในหัวของเขาตอนนี้นั้นมีรูปแบบต่างๆของค่ายกลนับไม่ถ้วนวนเวียนอยู่ในหัวของเขา แต่แล้วในขณะนั้นเองสัมผัสพลังจิตของเขานั้นก็รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวได้

“อันตราย” ไป๋ซิงลืมตาขึ้นสำรวจไปรอบกาย

หมอกดำที่ด้านขวาของเขาแหวกออกเป็นแนว แส้ยาวพุ่งทะลวงเข้ามาหมายรัดพันร่างกายของไป๋ซิงเอาไว้ แต่ไป๋ซิงก็หลบได้

“ชิ” ไกลออกไปชายหนุ่มรูปงามที่ลอบโจมตีล้มเหลวในครั้งก่อนถือด้ามของแส้อยู่ในมือข้างหนึ่ง มืออีกข้างหนึ่งกำผนึกแห่งเต๋าเอาไว้

ไป๋ซิงคิ้วขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นบุคคลที่ลอบโจมตีเขา เขาสั่งให้กระบี่แห่งแสงนั้นพุ่งเข้าไปโจมตีใส่ชายรูปงามแต่ชายคนนั้นก็สะบัดแส้ปะทะเข้ากับกระบี่แห่งแสง ด้วยการปะทะกันนั้นปรากฎเสียงระเบิดดังขึ้นมา

ไป๋ซิงเพิ่งสังเกตว่าภายในการโจมตีของชายคนนั้นมันมีขวดบางอย่างซ่อนเอาไว้อยู่ในนั้น เมื่อเห็นขวดนั้นใบหน้าของไป๋ซิงเปลี่ยนไปเป็นตื่นตระหนก เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายจากขวดนั้น

เปรี้ยง

ขวดยาพิษแตกออกมา ผงสีขาวกระจายออกมาจากขวดไป๋ซิงโคจรลมปราณปิดทุกรูขุมขนที่พิษจะเข้ามาได้ เขาเคลื่อนไหวไปอยู่ข้างๆพวกไป๋ตี้ใช้พลังจิตแบกร่างทั้งสองขึ้นมาจากนั้นโคจรพลังทั้งหมดเต็มที่ปลดปล่อยออกมาจากคอนโดห้าชั้นอย่างต่อเนื่องเพื่อหวังจะทำลายค่ายกลเป็นช่องว่างเล็กๆเพื่อที่จะปล่อยสองคนนี้ออกจากค่ายกล

แต่แล้วในเวลานั้นเองก็มีกระแสความเจ็บปวดที่แทงทะลุหัวใจของเขาจนใบหน้าของเขากลายเป็นซีดขาว เขาเรียกใช้พลังห่อหุ้มทั้งสองคนไว้เพื่อไม่ให้พิษนั้นแทรกซึมเข้ามาได้

ไป๋ซิงฝืนรวบรวมพลังเข้าไปในกระบี่แสงและกระบี่น้ำแข็งพร้อมรวมกระบี่ทั้งสองเข้าด้วยกันจากนั้นถ่ายเทพลังทั้งหมดเข้าไปเขากัดฟันแน่นปลดปล่อยกระบี่พุ่งทะลวงออกไปข้างหน้าและใช้พลังจิตผลักดันทั้งสองคนติดตามเบื้องหลังกระบี่ไปด้วย

ตู้ม

ด้วยพลังทำลายล้างอันมหาศาลสามารถสร้างรอยแตกของขอบค่ายกลขึ้นมาได้หลังจากงั้นติดตามมาด้วยพวกไป๋ตี้ที่ยังสลบอยู่สามารถรอดพ้นจากค่ายกลนี้ไปได้ แต่ใช้เวลาไม่นานรอยแตกร้าวก็สมานคืนกลับมาเหมือนเดิม

แต่ศิษย์คนที่เจ็ดที่เห็นพลังทำลายล้างของกระบี่นั้นเขาไม่รอช้าอีกต่อไปใช้พลังปราณเข้าไปในผนึกแห่งเต๋าที่เตรียมเอาไว้ตั้งแต่แรกหลังจากนั้นร่างของเขาก็หายลับไปในทันที

เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วเขานั่งขัดสมาธิใช้พลังกฎเกณฑ์ของกายาเทพอสูรว่างเปล่าโคจรสำรวจไปรอบร่างแต่กลับไม่อาจตรวจพบพิษหรือสิ่งแปลกปลอมใดๆได้ แต่สิ่งที่ผิดปกติอย่างเดียวที่รู้สึกได้คือความเจ็บปวดอันมากมายมหาศาลตรงบริเวณหัวใจซึ่งค่อยๆกระจายไปสู่อวัยวะอื่นๆอย่างช้าๆ

ตอนนี้ในสมองของเขานั้นหวนนึกถึงคำเตือนของบิดาเหล่าผู้ฝึกฝนสู่เส้นทางความเป็นอมตะไม่อาจดูถูกได้ ทุกคนนั้นต่างมีกลยุทธ์ยุทธวิธีมากมายมหาศาลเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความสามารถที่ไม่รู้จักนี้ต่อให้มีพลังฝีมือสูงส่งเพียงใดฝ่ายตรงข้ามก็มีวิธีมากมายที่จะสังหารตนลงได้โดยไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้าโดยตรง

เมื่อหวนนึกถึงคำเตือนของบิดาแล้วนั้นทำให้เขารู้สึกว่ายอดฝีมือนั้นไม่สามารถจัดการด้วยพละกำลังเพียงอย่างเดียวแต่ยังมีกลวิธีมากมายที่สามารถจัดการลงได้เป็นเขาเองที่ประหม่าไม่เตรียมรับมือให้ดี

“ฮาฮาฮา” เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้นจากที่ไกลออกไป “ไป๋ซิงไม่ว่าเจ้าจะเป็นอัจฉริยะหรือปิศาจ คราครั้งนี้เจ้าก็ต้องตายอย่างแน่นอน”

สีหน้าของไป๋ซิงแปรเปลี่ยนจนปั้นยาก พิษชนิดนี้เขาไม่รู้ว่าเป็นพิษชนิดใด ขนาดตอนที่มันกระจายออกมาทั้งที่ยังเห็นแต่ไม่สามารถป้องกันเอาไว้ได้ไม่ว่าจะเป็นพลังปราณหรือพลังจากกายาเทพอสูรก็ตามก็ไม่อาจสามารถป้องกันไว้ได้ ทว่าเขากลับรับรู้ได้ถึงประสิทธิภาพอันร้ายกาจของมันที่ค่อยๆแทรกซึมเข้ากัดกร่อนทุกอณูในร่างกายอย่างช้าๆ

“หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เพียงแค่สองถึงสามวันข้าคงไม่อาจทนทานได้อีกต่อไป” ประกายตาของไป๋ซิงแทนที่จะทดท้อกลับลุกไหม้ไปด้วยเพลิงแห่งความมุ่งมั่น

“เมื่อไม่อาจหนีพ้นก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด ไม่ว่าอย่างไรข้าต้องทลายค่ายกลนี้ออกไปให้ได้ภายในสามวัน ต่อให้ต้องตายก็จะขอลากพวกมันลงนรกไปด้วยกัน”

ตอนนี้นั้นเขาใช้พลังปราณพลังกายาเทพอสูรชะลอพิษจากหัวใจไม่ให้กระจายไปสู่อวัยวะต่างๆเร็วเกินไป

เมื่อศิษย์คนที่เจ็ดเดินกลับเข้าสู่ภายในหุบเขาด้วยความยินดี เขาพบว่าเหล่ายอดฝีมือของตระกูลไป๋ล้วนใช้สายตาที่เคียดแค้นจ้องมองมาที่ตนเอง

“จ้องมองอันใดนายน้อยของพวกเจ้าต้องตายอย่างแน่นอน ต่อให้สาวกตำหนักม่วงถูกพิษชนิดนี้เข้าไปก็ต้องตายภายในสามวันเช่นกัน”

“พิษแค่นั้นไม่สามารถทำร้ายนายน้อยของพวกข้าได้หรอก” ไป๋หยูกล่าวด้วยความมั่นใจ

“ไป๋ซิงนั้นเป็นยอดอัจฉริยะแม้แต่ตระกูลชั้นสูงนั้นก็ไม่มีให้เห็นมาง่ายๆ”

“เมื่อนายน้อยของพวกข้ากลับไปยังตระกูลได้แล้วนั้น ท่านผู้นำตระกูลจะไม่ปล่อยพวกเจ้าไปอย่างแน่นอน”

“ไม่เพียงพวกเจ้าทั้งหมดจะถูกกวาดล้าง นายน้อยไป๋ซิงก็จะถูกช่วยเหลือเช่นกัน”

ผู้คนของตระกูลไป๋นั้นพากันพูดสิ่งที่คิดออกมา

“พวกเจ้านี้ช่างไม่รู้อะไรเลยพิษตัวนี้นั้นต่อให้เป็นปรมาจารย์หมื่นสำแดงก็ได้รับผลกระทบจากมันแค่นายน้อยของเจ้าที่อยู่แค่ระดับเหนือธรรมชาติไม่อาจต้านทานได้นานนักไม่นานเขาก็ต้องตาย” เมื่อทุกคนได้ยินสิ่งนี้พวกเขาก็ไม่อาจยอมรับในสิ่งที่ได้ยิน

“ผู้นำของตระกูลเล็กๆในเทือกเขาดอยทะลุฟ้าอันห่างไกลจะสามารถทำอันใดได้ สิ่งนี้หาใช่พิษธรรมดาสามัญไม่ พวกเจ้าไม่ต้องจ้องมองข้า ข้าไม่มีทางแพร่งพรายนามของพิษชนิดนี้ออกไปแน่”

เหล่ายอดฝีมือของตระกูลไป๋เริ่มต้นก่นด่าสาบแช่งมันอีกครั้ง ครานี้กระทั่งยอดฝีมือของตระกูลอื่นก็พากันสาปแช่งมันด้วยความสิ้นหวังเช่นกัน

เหล่าศิษย์ทั้งหกไม่สนใจผู้ที่ผูกติดอยู่บนเสาอีกพวกเขาทรมานคนเหล่านั้นไม่หยุดไม่หย่อนต่อไป

*********************************************************************

ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามช่องทางyoutube ด้วยนะครับ

ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel

https://www.youtube.com/channel/UCq0jhJfgu3BFHkCtMgcTBcQ

ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 62

ตอนถัดไป