ตอนที่ 69

ตอนที่ 69

ระหว่างที่เดินทางกลับเขตปกครองตะวันตกนั้นบนเมฆสีขาวขนาดใหญ่มีผู้คนอยู่ยี่สิบกว่าคนเมฆสีขาวล่องลอยบินไปทางเมืองเขตปกครองตะวันตกด้วยความเร็วที่พอดี ไป๋ซิงมีสิ่งที่สงสัยจึงเอ่ยถาม

“ท่านมู่เยว่ก่อนหน้านี้ท่านว่าฟงอี้เฟยเคยอยู่ภูเขาหมื่นดารามันหมายความว่ายังไง” ไป๋ซิงถามขึ้นมา

“ภูเขาหมื่นดารามียอดฝีมือทรงอิทธิพลระดับจักรวาลแรกกำเนิดคอยควบคุมอยู่ ยอดฝีมือสาวกตำบักม่วงหรือหมื่นดาราร่วมสำแดงต่างมีอยู่มากมายและสาขาหลักของภูเขาหมื่นดารานั้นอยู่ในนครเมฆา”

“มียอดฝีมือระดับนั้นตั้งมากมายอย่างนั้นรึ” ไป๋ซิงแตกตื่นจนไร้คำพูด

“เจ้าไม่ต้องคิดมากยังมีกลุ่มอิทธิพลมากมายกว่านั้นที่มีความยิ่งใหญ่กว่าภูเขาหมื่นดาราเสียอีก”

“แต่ในอาณาเขตนครเมฆาภูเขาหมื่นดารานั้นก็ใหญ่โตและมีแนวทางเช่นวิชาฝีมือที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นเคล็ดวิชาฝ่ายอธรรมหรือธรรมะพวกมันก็มีอยู่มากมายทำให้ภูเขาหมื่นดารานั้นมีผู้คนมากมายสังกัดอยู่ภูเขาหมื่นดารานั้นไม่สนใจว่าผู้ที่เข้ามานั้นจะเคยเป็นอะไรหรือเป็นใครพวกเขาสนใจแต่ความแข็งแกร่งเท่านั้นนั่นจึงทำให้มียอดฝีมือทั้งฝ่ายธรรมะและอธรรมอยู่มากมายปะปนกันไป”

“เนื่องจากพวกมันมีศิษย์และสาวกมากมาย ทำให้ยอดฝีมือตั้งแต่ระดับตำหนักม่วงขึ้นไปบางส่วนถูกส่งออกไปตั้งตนเป็นใหญ่ในดินแดนอันห่างไกลและก่อตั้งสาขาของภูเขาหมื่นดาราเพื่อขยายอิทธิพลต่อไป สาขาเหล่านี้จะเฟ้นหาอัจฉริยะอายุเยาว์เพื่อส่งเข้าสู่สาขาหลัก ด้วยวิธีการเช่นนี้ ภูเขาหมื่นดาราจึงเติบโตเข้มแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่แน่นอนว่าพวกมันยังไม่อาจเทียบได้กับพวกเราองครักษ์มังกรดาราได้อยู่ดี”

“กลุ่มองครักษ์มังกรดาราของเรานั้นมียอดฝีมือผู้อมตะเสเพลอยู่ขอเพียงแค่เขาออกไปจากการก็สามารถลบล้างภูเขาหมื่นดาราออกไปได้ในชั่วพริบตา แต่ภูเขาหมื่นดารานั้นก็มีประโยชน์สำหรับองครักษ์มังกรดาราเช่นเดียวกัน”

“ประโยชน์อย่างนั้นหรือท่านมู่เยว่”

“ใช่ ใช้ยอดฝีมือของภูเขาหมื่นดาราในการฝึกฝนสำหรับภารกิจ แต่เรื่องนี้นั้นก็มีความสลับซับซ้อนอยู่มาก”

ไป๋ซิงยอมรับอย่างปราศจากข้อกังขา ถึงภูเขาหมื่นดาราจะยิ่งใหญ่ในอาณาเขตนี้สักเพียงใด แต่องค์รักษ์มังกรดารานั้นถูกจัดตั้งขึ้นโดยจักรวรรดิ์ดาราสวรรค์เพื่อดูแลความสงบของอาณาเขตต่างๆแน่นอนว่าภูเขาหมื่นดารานั้นไม่สามารถเทียบกับพวกเขาได้

“ตอนนี้พวกเราเข้าสู่เมืองเขตปกครองตะวันตกแล้ว” มู่เยว่กล่าวพลางชี้นิ้วไปข้างหน้า

“รวดเร็วยิ่งนัก” ไป๋ซิงตกใจเล็กน้อยสำหรับสมบัติวิเศษเมฆสีขาวที่พาพวกเขาเดินทางมาถึงเมืองเขตปกครองตะวันตกได้อย่างรวดเร็ว

“หวังว่าอาการของท่านคงจะไม่หนักเกินไปข้าเป็นห่วงท่านยิ่งนัก” ไป๋ซิงพึมพำออกมา

เมฆสีขาวขนาดใหญ่ค่อยๆเคลื่อนตัวเข้ามาในเมืองเขตปกครองตะวันตก ยอดฝีมือในเขตปกครองตะวันตกนั้นเห็นเมฆสีขาวขนาดใหญ่แต่พวกเขาก็รู้สึกถึงยอดฝีมือที่แข็งแกร่งด้วยเช่นเดียวกันพวกเขาจึงยังไม่เคลื่อนไหวใดๆ

ภายในบ้านหลังหนึ่งภายในเขตปกครองตะวันตก

ไป๋ฉีคอยดูแลเหม่ยเฟิ่งตลอดเวลาเมื่อนางพักผ่อนนั้นเขาจะออกมาด้านนอกเพื่อสนทนากับผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคี

“อาการบาดเจ็บของนางนั้นมาจากการเดินทางในครั้งนั้นแต่ข้านึกไม่ถึงเลยว่ามันจะร้ายแรงและกะทันหันเยี่ยงนี้” ไป๋ฉีกล่าวอย่างสะทกสะท้อน

ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีพยักหน้าเขาก็รับรู้เรื่องราวนี้เป็นอย่างดี “โศกนาฏกรรมในครั้งนั้นเปลี่ยนชีวิตของพวกเจ้าสองสามีภรรยาไปโดยสิ้นเชิง ทั้งๆที่เจ้าคือยอดอัจฉริยะในรอบพันปีของตระกูลไป๋๋ของเรา เด็กหนุ่มที่แม้เพิ่งสูญเสียบิดากลับสามารถจัดตั้งตำหนักม่วงขึ้นสำเร็จ แต่แล้วทุกประการล้วนกลับกลายเป็นสูญเปล่า”

“ข้าไม่เคยสำนึกเสียใจที่ต้องสูญเสียเส้นทางสู่ความเป็นอมตะ”ไป๋ซิงศีรษะทอดถอนใจ “ในครั้งนั้นพี่ชายของนางซึ่งเป็นผู้ที่เข้มแข็งที่สุดในหมู่พวกเราทั้งสี่สละชีวิตเพื่อเปิดหนทางหลบหนี ภรรยาข้ายินยอมรับผลของการบั่นทอนพลังชีวิตใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามเพื่อให้กำเนิดลูกซิง คำพูดย้อนกลับมากล่าว ตัวข้าเองกลับเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดแล้ว”

“แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง ลูกซิงได้ให้เม็ดยาล้ำค่าและทำให้ข้านั้นสามารถจะตั้งตำหนักม่วงสำเร็จอีกครั้งหนึ่ง และอาการบาดเจ็บของข้านั้นก็หายดีเช่นกัน”

“เจ้าว่าเยี่ยงไรนะ” ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีได้ยินสิ่งที่ไป๋ฉีกล่าวเขาแทบไม่เชื่อสิ่งที่ตัวตนเองได้ยิน ผู้เฒ่าส่งเสียงอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจแต่ในทันใดนั้นเองผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีนั้นรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวภายนอก ไป๋ฉีเองก็รับรู้ได้หลังจากนั้นเพียงชั่วครู่ ทั้งสองต่างยกศีรษะแหงนมองและพบเห็นเมฆสีขาวขนาดใหญ่บินผ่านท้องฟ้ากำลังมุ่งตรงเข้ามาก่อนเมฆสีขาวจะร่อนลงและย่อขนาดให้พอดีกับสวน

ไป๋ฉีและผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีเห็นเงาผู้คนมากมายในเมฆสีขาวนั้นแต่เมื่อพวกเขาจ้องมองก็ต้องทำให้พวกเขาประหลาดใจ

“ไป๋อู ไป๋ซาน ไป๋หวาฉง ไป๋ถู ไป๋หยู เกิดอะไรขึ้นกับพวกเจ้าทำไมพวกเจ้านั้นมีอาการบาดเจ็บมากมายถึงเพียงนี้” ไป๋อู ไป๋ซาน ไป๋หวาฉง ไป๋ถู ไป๋หยูเมื่อเห็นผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีพวกเขาก็คำนับทำความเคารพผู้นำตระกูล

ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีเองก็บังเกิดความสงสัยไม่ด้อยไปกว่าไป๋ฉีเช่นกัน แต่การที่ยอดฝีมือและบุคคลสำคัญยี่สิบกว่าคนซึ่งสูญหายโดยไร้ร่องรอยกลับปรากฎตัวขึ้นอีกครั้งทำให้มันทั้งแตกตื่นทั้งยินดีจนรีบเอ่ยถามขึ้น “เมื่อได้รับข่าวว่าพวกเจ้าหายตัวไป ทั้งตระกูลต่างกระจายกำลังกันออกพลิกแผ่นดินค้นหา เกิดเรื่องอันใดขึ้นกับพวกเจ้ากันแน่”

“พวกเรานั้นถูกยอดฝีมือตำหนักม่วงจับตัวไป พวกมันทั้งต่างทำลายจุดตันเถียนของพวกเราแต่ก็ยังดีที่พวกเรานั้นสามารถกลับมาและรักษาชีวิตเอาไว้ได้” ไป๋อูใช้เสียงที่แหบแห้งตอบคำถามแทนทั้งหมด

“ยอดฝีมือตำหนักม่วงนั้นรึ มันเป็นผู้ใด” ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีตกใจเป็นอย่างมากเมื่อรับรู้ได้ว่าเรื่องนี้นั้นเกี่ยวข้องกับยอดฝีมือตำหนักม่วงแต่เขานั้นก็รู้สึกเจ็บใจที่มีคนบังอาจกล้าล่วงเกินตระกูลของเขา

เด็กหนุ่มคนหนึ่งในหมู่ผู้รอดชีวิตกล่าวเสริมขึ้นว่า “นี่ยังต้องขอบคุณไป๋ซิงและปรมาจารย์หมื่นสำแดงท่านมู่เย่วที่ช่วยให้พวกเรามีชีวิตรอดกลับมา”

ทั้งสองรีบเบือนหน้ามาทางมู่เยว่และไป๋ซิง แม้ว่าพวกมันจะรู้สึกได้ว่าคนผู้นี้มีระดับการฝึกปรือที่ลึกล้ำสุดจะหยั่งแต่จะอย่างไรก็คาดไม่ถึงว่ามันจะเป็นถึงปรมาจารย์หมื่นสำแดง ยิ่งเมื่อเห็นไป๋ซิงยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับอีกฝ่ายก็ยิ่งสร้างความสงสัยให้แก่พวกมัน เขานั้นเห็นทั้งสองคนนั้นสนิทสนมกันเป็นอย่างมากไป๋ซิงไปสนิทสนมกับยอดฝีมือที่แข็งแกร่งอย่างนี้ได้เยี่ยงไร

“คารวะท่านปรมาจารย์ ขอบคุณที่ช่วยทุกคนไว้” เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งทั้งสองจึงรีบกล่าวทำความเคารพ

“อันที่จริงแล้วข้านั้นไม่ได้ช่วยอะไรเลย เป็นไป๋ซิงต่างหากที่จัดการทุกอย่างทั้งหมด” มู่เยว่หัวเราะอย่างเป็นกันเอง

เมื่อทั้งสองคนได้ยินนั้นก็ยิ่งสับสนไปอีกไป๋ซิงสามารถต่อกรกับยอดฝีมือตำหนักม่วงและช่วยทุกคนออกมาอย่างนั้นรึ

ใบหน้าของไป๋ซิงเต็มไปด้วยความสับสนยุ่งยากใจ เขากล่าวออกมาเบาๆ “ข้าทราบมาว่าท่านแม่ป่วยหนักจึงได้เรียนเชิญปรมาจารย์มู่มายังเมืองเขตปกครองตะวันตกดูว่าจะสามารถช่วยอะไรได้หรือไม่”

“มารดาของเจ้าอยู่ในห้องด้านในรีบไปกันเถอะ” ไป๋ฉีค่อยเข้าใจเรื่องราวเล็กน้อยจึงรีบบอกออกมา

หลังจากนั้นบุคคลทั้งสี่ก็รีบก้าวเข้าไปในบ้าน เมื่อเข้ามาถึงแล้วไป๋ซิงเดินเข้าไปนั่งอยู่ข้างๆมารดาของตนและกล่าวขึ้น

“ท่านพ่อเกิดอะไรขึ้นกับท่านแม่อย่างนั้นรึ”

ไป๋ฉีถอนหายใจเรื่องนี้นั้นพวกเขาทั้งสองต่างปิดบังบุตรชายมาตลอดแต่เวลานี้นั้นเขาทำได้แต่บอกความจริงออกไป

“ตอนที่ข้าและมารดาของเจ้าออกเดินทางด้วยกันนั้นเกิดเหตุการณ์บางอย่างทำให้มารดาของเจ้าบาดเจ็บเรื้อรังมาจนถึงทุกวันนี้รายละเอียดอื่นๆเดี๋ยวข้าจะอธิบายให้เจ้าฟังในภายหลัง”

ภายในห้องเวลานี้ไม่มีใครอื่นนอกจากบุคคลทั้งสี่และเหม่ยเฟิ่งที่นอนป่วยอยู่บนเตียง เมื่อเหม่ยเฟิ่งรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวข้างๆนางนางลืมตาขึ้นมาอย่างุนงง ไป๋ซิงรีบอธิบายทุกอย่างคร่าวๆ “นี่คือท่านปรมาจารย์มู่ซึ่งลูกเชื้อเชิญมาตรวจรักษาท่าน”

เมื่อทราบถึงศักดิ์ฐานะของผู้มา มารดาของไป๋ซิงก็รีบยันกายทรงตัวขึ้น “คารวะท่านปรมาจารย์”

“ไม่ต้องมากพิธีตอนนี้เจ้ายังบาดเจ็บอยู่ ยื่นมือขวาของเจ้ามา” มู่เยว่เข้ามานั่งบนเก้าอี้ข้างๆเตียงแทนไป๋ซิง

เหม่ยเฟิ่งยื่นมือที่ขาวซีดออกไป เมื่อนางเห็นหน้าบุตรชายนั้นใบหน้าของนางก็มีความสุขแล้ว

มู่เยว่ใช้นิ้วเพียงนิ้วเดียวแตะลงที่ข้อมือของมารดาไป๋ซิง ประกายแสงสีเขียวที่เต็มไปด้วยพลังชีวิตแผ่พุ่งออกปกคลุมร่างของนางเอาไว้ ไป๋ฉีและไป๋ซิงเฝ้ารอด้วยความกระวนกระวาย ผ่านไปครู่ใหญ่มู่เยว่จึงขมวดคิ้วกล่าวพึมพำ “ประหลาดแท้”

ไป๋ซิงมิอาจอดทนได้จึงถามออกไปอย่างเร่งรีบ“ท่านปรมาจารย์ ท่านแม่ของข้านางเป็นเช่นไร”

มู่เยว่ตอบคำถามโดยที่คิ้วซึ่งขมวดมุ่นยังไม่คลายออก “แม้ว่าข้าจะไร้ความเชี่ยวชาญด้านการตรวจรักษา แต่ข้ายังสามารถบอกได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับนางมิใช่โรคภัยไข้เจ็บ หากแต่สืบเนื่องจากพลังชีวิตในร่างเสื่อมสูญหมดสิ้นด้วยอาการเช่นที่เป็นอยู่นี้นางคงไม่อาจมีชีวิตผ่านเดือนที่สาม”

ไป๋ซิงรีบอธิบายขึ้น “ภรรยาข้าเคยได้รับบาดเจ็บสาหัสเมื่อตอนที่นางท้องแก่ใกล้คลอด ภายหลังจากนั้นนางยังใช้วิชาต้องห้ามในการถ่ายเทพลังชีวิตของตนเพื่อปกป้องทารก”

มู่เยว่ผงกศีรษะ “ด้วยพลังปราณอันบริสุทธิ์ของนางข้าคาดว่านางคงเคยเป็นยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงสุดมาก่อน แต่ด้วยอาการบาดเจ็บรุนแรงนั้นทำให้มันส่งผลกระทบถึงจุดตันเถียงของนางตอนนางตั้งครรภ์อยู่ ถึงแม้นางจะใช้วิชาฝีมือต้องห้ามในการอาศัยพลังชีวิตของตนเพื่อยืดชีวิตทารกจนคลอดออกมา แต่ค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายออกไปนั้นหนักหนาสาหัสนัก พลังชีวิตที่สูญเสียไปไม่อาจสร้างกลับคืนมาได้ตลอดกาล”

เมื่อไป๋ซิงได้ยินเรื่องราวต่างๆนั้นมันกระแทกจิตใจของเขาเป็นอย่างมากทำให้ใบหน้าของเขาซีดเซียว เขารู้เรื่องราวของตนเองว่าได้รับบาดเจ็บตั้งแต่อยู่ในครรภ์แต่เขาไม่รู้เลยว่ามารดาของเขานั้นได้ฝืนช่วยเหลือเขาจึงทำให้นางนั้นบาดเจ็บเรื้อรังมาตลอด ที่ผ่านมานั้นบิดามารดาของเขาจงใจปกปิดเรื่องราวนี้มาตลอดเวลา

“ท่านปรมาจารย์ได้โปรดช่วยท่านแม่ข้าด้วย” ไป๋ซิงแตกตื่นจนร่างสั่นสะท้าน

“มีแต่เม็ดยาสุดยอดรักษา และเม็ดยายืดอายุไขเท่านั้นถึงจะสามารถช่วยนางได้” มู่เยว่ตัวเขานั้นก็จนปัญญาเช่นเดียวกัน

“ถึงตัวข้าที่เป็นองครักษ์มังกรดารานั้นและภายในองครักษ์มังกรดารามีเม็ดยาอยู่แต่เม็ดยาเหล่านั้นถูกปรุงขึ้นมาเพื่อใช้กับยอดฝีมือเท่านั้นตัวยานี้นั้นไม่สามารถใช้กับผู้ไร้พลังได้ ต้องมีนักปรุงยาที่สามารถปรุงยาเม็ดยาสุดยอดรักษาหรือเม็ดยายืดอายุไขที่ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ไร้พลังถึงจะสามารถรักษาได้แต่นักปรุงยานั้นที่มีฝีมือสุดยอดเยี่ยงนั้นหาได้ยากเป็นอย่างยิ่งในนครเมฆานั้นไม่มียอดฝีมือระดับนั้นอยู่เลยนอกจากอยู่ในราชวงศ์เท่านั้น”

ในขณะที่ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีตกตะลึงกับศักดิ์ฐานะที่แท้จริงของอีกฝ่าย หัวใจของไป๋ซิงกลับกลายเป็นเย็นเฉียบราวถูกแช่ในหล่มน้ำแข็ง

*********************************************************************

ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามช่องทางyoutube ด้วยนะครับ

ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel

https://www.youtube.com/channel/UCq0jhJfgu3BFHkCtMgcTBcQ

ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 69

ตอนถัดไป