ตอนที่ 73

ตอนที่ 73

ทั่วทะเลสาบปรากฏหมอกสีขาว อากาศในเกาะดวงดาวสีขาวพลันลดลงอย่างรวดเร็ว ผู้คนที่อยู่บนเกาะนั้นเมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้แต่ก็ไม่มีใครตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย

“นี่มันฝีมือของพี่ใหญ่” เสวี่ยอิงโพล่งออกมาด้วยความแตกตื่นเลื่อมใส

“ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งตั้งแต่นายน้อยมาอยู่ที่นี่ นี่เป็นสัญญาณว่าท่านผู้บัญชาการไป๋และนายน้อยกำลังประลองกระบี่กัน ทั้งสองคนนั้นไปประลองกระบี่กันปีละครั้ง แต่เมื่อสองปีก่อนนั้นท่านผู้บัญชาการไป๋ไม่อาจเอาชัยนายน้อยได้อีกต่อไป แต่ทั้งสองคนนั้นก็อย่างประลองกระบี่อย่างนี้กันทุกปีเหมือนเดิม”

“ข้าอยากรู้ยิ่งนักว่าเพลงกระบี่ของพี่ชายใหญ่บรรลุถึงระดับขั้นไหนแล้วกันแน่” เสวี่ย​เทียนกล่าวด้วยความยอมรับนับถือ

“เรื่องนี้นั้นไม่มีใครอาจรู้ได้นอกเสียจากผู้บัญชาการไป๋และนายหญิงเท่านั้น”

“เจ้าดูนั่น” เสวี่ยฉุนพลันส่งเสียงพลางชี้มือไปทางทะเลสาบ

ห่างออกไปในทะเลสาบเงาของเรือใหญ่กำลังมุ่งหน้ามาทางเกาะดวงดาวสีขาว นี่เป็นเรือประเภทที่ใช้บรรทุกผู้คนและสิ่งของจากนอกหุบเขาหมาป่าทะยานฟ้าแผ่นดินใหญ่มาที่เกาะนี้เนื่องจากบ่าวไพร่กว่าร้อยคนบนเกาะยังคงต้องพึ่งพาการจัดส่งเสบียงเครื่องใช้บางอย่างจากภายนอก และบางครั้งยังมีแขกจากที่ต่างๆเข้ามาเยี่ยมเยียนผู้คนบนเกาะเช่นกัน

หุบเขาหมาป่าทะยานฟ้านั้นเป็นพื้นที่สำคัญของตระกูลไป๋ไปแล้ว เป็นเพราะผู้ปกครองที่นี่คือไป๋ซิงทำให้พื้นดินแถบนี้นั้นเป็นพื้นที่สำคัญอีกหนึ่งแห่งของตระกูลไป๋และยังเป็นด่านหน้าสำหรับรับมือกับขั้วอำนาจอื่นๆอีกด้วย

ตั้งแต่ที่ไป๋ซิงย้ายมาอยู่ที่นี่นั้นต่างก็มียอดฝีมือจากตระกูลต่างๆนั้นมาท้าประลองอยู่มากมาย แต่ทั้งหมดนั้นก็พ่ายแพ้กลับไปแต่ส่วนใหญ่ก็เป็นยอดฝีมือขั้นเหนือธรรมชาติเท่านั้น ส่วยยอดฝีมือสาวกตำหนักม่วงนั้นพวกเขาไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถึงพวกเขาจะไม่สนใจแต่พวกเขาทั้งหลายก็ส่งยอดฝีมือรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นที่สุดมาท้าประลองอยู่เรื่อยๆเพื่อที่จะได้รู้ถึงความสามารถสูงสุดของไป๋ซิง และเป็นการฝึกรุ่นเยาว์ของพวกเขาด้วย แต่สถานการณ์อย่างนี้ก็ดำเนินไปได้เพียงแค่หนึ่งปีเท่านั้น ไป๋ซิงก็ไม่ออกมาประลองกับพวกเขาอีกแต่ส่งไป๋ตี้และไป๋จงออกมาแทน ระหว่างการประลองนั้นมีผู้อาวุโสของแต่ละตระกูลมากับรุ่นเยาว์ของพวกเขาด้วยเพื่อป้องกันอันตราย

***********

บนเรือขนาดใหญ่ที่กำลังแล่นเข้าสู่เกาะดวงดาวสีขาว มีบุรุษสตรีหกคนกำลังยืนสนทนากันอยู่บนดาดฟ้าเรือ

“ทำไมพวกเราต้องมาที่ทุรกันดารเช่นนี้ด้วย”

“มันเป็นคำสั่งของผู้นำตระกูลพวกเราต้องทำตามท่านผู้นำสั่งให้ยอดฝีมือรุ่นใหม่ของตระกูลในเขตปกครองกลางมาคำนับไป๋ซิง”

“พวกเจ้าหุบปากซะ” ชายหนุ่มคนหนึ่งพูดขึ้นมา

“ก่อนจะมาผู้นำตระกูลไม่ใช่กำชับให้พวกเราไม่อ่านเสียมารยาทได้อย่างนั้นทั้งยังต้องให้เกียรตินายน้อยไป๋ซิงอีกด้วย”

“ท่านผู้นำตระกูลให้พวกเรามาประลองกับเขาแต่ว่าต้องให้มาคำนับและรับการสั่งสอนจากเขานี่มันก็ออกจะมากไปนะข้าว่า”

“ท่านผู้นำสั่งไม่อาจขัดคำสั่งของท่านได้” หญิงสาวคนหนึ่งกล่าวขึ้นมา

“รู้แล้วรู้แล้ว” ชายร่างใหญ่กล่าวตามแต่ยังอดไม่ได้ที่จะฉวยโอกาสเติมเชื้อฟืนลงบนกองไฟ “สำหรับพวกเราย่อมไม่มีปัญหาใด แต่กับไป๋จีท่านก็นับรวมด้วยหรือ ท่านที่เป็นมือกระบี่อันดับหนึ่งในหมู่ทายาทรุ่นหลังของตระกูลไป๋ บรรลุระดับเหนือธรรมชาติตั้งแต่อายุสิบห้าปี ทั้งยังฝึกปรือท่วงทำนองหมื่นกระบี่จนเชี่ยวชาญ ต่อให้ไป๋ซิงก็งั้นๆ “เจ้ารู้หรือไม่นายน้อยไป๋ซิงบรรลุระดับเหนือธรรมชาติตั้งแต่อายุสิบปี”

“ข้ารู้ว่านายน้อยไป๋ซิงผู้นั้นบรรลุระดับเหนือธรรมชาติก่อนหน้าไป๋จีเพียงแค่ห้าปีแต่ก็ไม่ถึงต้องให้พวกเรานั้นมาขอรับการสั่งสอนพร้อมกันทั้งหมดกระมั้ง”

“ไป๋จี” สตรีผมสีดำกล่าวขึ้น “ที่ไป๋ถงกล่าวก็ไม่ผิด แม้ว่าพวกเราไม่อาจขัดคำสั่งของท่านผู้นำตระกูลได้ ทว่าลึกลงในใจพวกเราไหนเลยยอมรับนับถือ พวกเราทุกคนในที่นี้ล้วนเป็นอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์แห่งเขตปกครองกลาง ส่วนไป๋ซิงนายน้อยไป๋ซิงผู้นั้นก็แค่อัจฉริยะอันดับหนึ่งของเขตปกครองตะวันตก ต่อให้เก่งกาจเพียงใดอย่างมากก็เพียงเหนือล้ำกว่าพวกเราขั้นหรือครึ่งขั้น ไยต้องให้พวกเราแสดงความนอบน้อมถึงเพียงนี้”

“พวกเจ้าพอได้แล้ว” ไป๋จีจ้องมองสตรีผมดำ และกวาดสายตามองคนอื่นๆคนทั้งห้านั้นต่างไม่กล้าส่งเสียงออกมา

ไป๋จีงั้นถูกยกย่องในฐานะอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเขตปกครองกลางอย่างไรคำโต้แย้งและเขานั้นได้ถูกเลือกให้ฝึกฝนกับท่านยายหมื่นเงาตั้งแต่ยังเด็ก นี่ยิ่งทำให้สถานะของเขานั้นใหญ่โตยิ่งขึ้น จนกระทั่งบางคนนั้นพูดว่าเขานั้นถูกวางตัวให้สืบทอดตำแหน่งผู้ดูแลเขตปกครองกลางของตระกูลไป๋แล้ว

“พวกเจ้าคงรู้แล้วว่าข้านั้นฝึกฝนกับท่านยายหมื่นเงามาตั้งแต่ยังเด็ก” บุรุษสตรีทั้งห้านั้นต่างพยักหน้า

ไม่มีผู้ใดนั้นทราบถึงความยิ่งใหญ่ของตระกูลไป๋ทั้งหมดว่ามียอดฝีมือสาวกตำหนักม่วงกี่คน การปกปิดไพ่ตายและการปล่อยข่าวทั้งจริงทั้งลวงเป็นเคล็ดลับในการรักษาความมั่นคงของเหล่าตระกูลใหญ่อยู่แล้ว ทว่ามีบุคคลสองคนที่ยืนหยัดในจุดสูงสุดของตระกูลไป๋ทั้งห้าเขตปกครองอย่างโดดเด่นชัดเจนตลอดมา นั่นคือผู้นำตระกูลผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีและท่านยายหมื่นเงาซึ่งเป็นน้องสาวของผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคี ในช่วงอายุกว่าสี่ร้อยปีของนางและสามร้อยปีในนั้นเป็นฐานะของสาวกตำหนักม่วง

“ท่านยายหมื่นเงาเป็นผู้ถ่ายทอดเพลงกระบี่ให้แก่ข้าด้วยตนเอง เพลงกระบี่ของท่านยายหมื่นเงาเหนือล้ำจนไม่อาจจินตนาการได้” ไป๋จีพลันหันเหหัวเรื่องกล่าวว่า “แล้วพวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมเขตปกครองกลางจึงส่งพวกเราทั้งหกเดินทางมาในครั้งนี้”

“ข้าได้ยินมาว่าเขตปกครองเหนือ ใต้ และตะวันออกต่างก็เคยส่งยอดฝีมือรุ่นใหม่มาเยี่ยมคำนับนายน้อยไป๋ซิงเช่นกัน คราวนี้คงถึงรอบของพวกเราบ้าง”

“เจ้าผิดแล้ว” ไป๋จีส่ายหน้าเล็กน้อย “เขตปกครองกลางเราเป็นรากฐานของตระกูลไป๋ ท่านผู้นำตระกูลและท่านยายหมื่นเงาต่างก็พำนักอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นในด้านของอาณาเขต ทรัพยากร หรือแม้กระทั่งจำนวนยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติ พวกเราล้วนมีมากกว่าเขตปกครองอื่นอย่างเทียบกันไม่ติด เหตุใดพวกเราจึงต้องกระทำเหมือนเขตอื่นด้วยละ”

“เช่นนั้นแล้วเป็นเพราะเหตุใด” คำพูดนั้นจุดประกายความสงสัยขึ้นในใจของทุกคน

“ประมาณหนึ่งปีก่อนท่านยายหมื่นเงานั้นได้เดินทางมาที่หุบเขาหมาป่าทะยานฟ้าครั้งหนึ่ง”

“ครั้งนั้นที่ท่านผู้นำตระกูลเดินทางกลับจากเขตปกครองตะวันตก ท่านได้กล่าวชื่นชมไป๋ซิงเอาไว้ว่าคนผู้นี้จะกลายเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของตระกูลไป๋ในอนาคต ท่านยายหมื่นเงาบังเกิดความคับข้องใจจึงเดินทางมาที่หุบเขาหมาป่าทะยานฟ้าเพื่อพิสูจน์ว่ามันเป็นจริงหรือไม่ด้วยตนเอง”

“แล้วท่านว่าอย่างไรบ้าง”

ดวงตาของไป๋จีทอประกายประหลาดที่ยากเข้าใจกล่าวตอบอย่างเชื่องช้า “ทันทีที่ท่านยายหมื่นเงาเดินทางกลับมาถึง ข้าก็เฝ้ารบเร้าให้ท่านช่วยเปรียบเทียบตัวข้ากับนายน้อยไป๋ซิง เมื่อท่านตอบว่าไม่อาจเปรียบเทียบได้ ข้าก็ขอให้ช่วยระบุว่าเพลงกระบี่ของนายน้อยไป๋ซิงนั้นลึกล้ำถึงระดับใด สุดท้ายท่านยายหมื่นเงาเพียงตอบข้าด้วยประโยคเดียวเท่านั้น นั่นคือ ลึกล้ำสุดหยั่งถึง แม้แต่ตัวนางและผู้นำตระกูลนั้นก็ไม่สามารถเปรียบเทียบได้และกองกำลังส่วนตัวของไป๋ซิงยังแข็งแกร่งมากอีกด้วย”

“ท่านยายหมื่นเงาพูดเยี่ยงนั้นรึ แล้วระดับพลังท่านได้ถามหรือไม่ว่าเขาบรรลุถึงระดับไหนแล้ว แล้วยอดฝีมือในกองกำลังของเขาละเป็นอย่างไงบ้าง”

“สาวกตำหนักม่วงส่วนเรื่องกองกำลังนั้นเป็นความลับมีแค่ผู้นำเขตปกครองทั้งห้าและคนผู้เล็กที่รู้เรื่องนี้” คนทั้งห้าเมื่อได้ยินล้วนตกตะลึงอายุเพียงแค่ 14-15 ปีกับบรรลุถึงขั้นสาวกตำหนักม่วงแล้ว ทั้งยังมีกองกำลังส่วนตัวอีกนี่จะเหนือจินตนาการแล้ว

“เรื่องนี้ก็พอแค่นี้แหละเรือใกล้จะถึงฝั่งแล้ว” กัปตันเรือตะโกนแจ้งเตือนทุกคน บุรุษสตรีทั้งห้านั้นต่างมองไปบนชายฝั่งที่มีทิวทัศน์งดงาม

ดวงตาของไป๋จีเป็นประกาย “นี่หรือคือที่พำนักของนายน้อยไป๋ซิง”

“พวกเจ้าสังเกตหรือไม่ว่าที่นี่นั้นมีหมอกและอุณหภูมิที่ต่ำเป็นอย่างมาก”

“พวกท่านไม่ต้องกังวลอีกสักพักหมอกและอุณหภูมินี้ก็จะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม” พวกลูกเรือและกัปตันนั้นต่างรับรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี เรื่องที่เกิดขึ้นนี้นับว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับพวกเขาแล้ว

เรือค่อยๆเข้าเทียบท่าเรือ เห็นผู้ที่ออกมาต้อนรับเป็นสตรีหน้าตางดงามในเครื่องแต่งกายอันเรียบง่ายและเด็กชายในชุดสีฟ้าเด็กหญิงในชุดสีขาว ที่ติดตามอยู่ด้านหลังของทั้งสามคือองครักษ์ชาดจำนวนสองนายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในองครักษ์จำนวนหนึ่งกองร้อยที่ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีส่งมาประจำการบนเกาะแห่งนี้โดยเฉพาะ

พรึบ

ไป๋จงเคลื่อนไหวมาปรากฏอยู่ด้านหน้าของเสวี่ยฮวาอย่างรวดเร็วพร้อมกับทหารสิบกว่าคนปรากฏตามมาอีก

เมื่อคนทั้งหมดนั้นเห็นคนผู้หนึ่งและทหารอีกสิบคนปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าอย่างรวดเร็วนั้นพวกเขานั้นตื่นตกใจเป็นอย่างมาก เพราะคนที่ปรากฏตัวนั้นมีอายุไม่มากเท่าไหร่นักเขาน่าจะมีอายุ 20 ปีกว่าเท่านั้นอีกทั้งทหารทั้งสิบที่ปรากฏตัวตามมาก็มีพลังกดดันมากมายเช่นกันราวกับพวกเขาได้เจอกับผู้อาวุโสของพวกเขาเอง

‘นี่ใช่กองกำลังที่ว่าหรือไม่’ คนทั้งหกต่างพูดคุยกันผ่านทางลมปราณ แต่เวลานี้ก็ทำให้พวกเขาไม่อาจจะพูดคุยกันได้นานนัก

คนทั้งหกโค้งคำนับ “ไม่ทราบว่าท่านคือ”

“พวกเจ้าไม่ต้องสนใจข้าหรอข้าแค่มาคอยคุ้มกันพวกเจ้าเฉยๆ” ไป๋จงตอบอย่างเรียบง่าย คนทั้งหกนั้นก็ไม่เซ้าซี้หลังจากนั้นพวกเขาก็หันไปหาเสวี่ยฮวา

“ท่านคงเป็นผู้ดูแลที่นี่นามว่าเสวี่ยฮวา” ไป๋จีเป็นตัวแทนของทั้งหมดเอ่ยถามเมื่อเขาผายมือออกม้วนหนังสัตว์ก็ปรากฎขึ้น “พวกเรามาที่เกาะแห่งนี้ตามคำสั่งของผู้ดูแลเขตปกครองกลางเพื่อเยี่ยมคำนับนายน้อยไป๋ซิง”

เสวี่ยฮวารับม้วนคัมภีร์ขึ้นมาอ่านรอบนึงจากนั้นนางจึงพยักหน้านางนั้นได้รับการแต่งตั้งให้ดูแลหุบเขาหมาป่าทะยานฟ้าและจัดการเรื่องต่างๆพร้อมกับเสวี่ยฉุน

“พวกเราได้รับแจ้งเรื่องที่พวกท่านจะมาแล้ว ขอให้พวกท่านนั้นโปรดติดตามข้ามาข้าจะพาท่านไปหานายน้อย”

“พวกเราเดินทางมาเยี่ยมคำนับนายน้อยไป๋ซิงโดยเฉพาะ ไม่ทราบว่าเมื่อใดพวกเราจึงจะได้พบนายน้อย” หนึ่งในหกเอ่ยถามขึ้น

“โปรดอย่าได้กังวลพวกท่านจะได้พบกับนายน้อยภายในวันนี้อย่างแน่นอน” เสวี่ยฮวากล่าวราวกับไม่มีเรื่องราวใดพร้อมชักนำทั้งหมดมาสู่เรือนรับรองอันเงียบสงบสันโดษหลังหนึ่ง

นางกล่าวกับหญิงรับใช้ประจำเรือนรับรองว่า “ท่านทั้งหกนี้ล้วนเป็นแขกผู้ทรงเกียรติจากเขตปกครองกลาง พวกเจ้าจงช่วยกันดูแลอย่าให้ขาดตกบกพร่อง”

เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วนางจึงจากไปพร้อมกับเด็กทั้งสองคน

“ช่างเย่อหยิ่งนัก” ชายหนุ่มร่างใหญ่ระเบิดคำพูดออกมา “บนเกาะที่ห่างไกลผู้คนเช่นนี้นายน้อยไป๋ซิงยังจะมีกิจธุระอันใดได้อีก อย่าได้กังวลอันใดของมารดามันผู้ดูแลสตรีนั้นไม่เห็นพวกเราอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย” หญิงรับใช้ก็ดูแลพวกเขาอย่างเงียบๆเพราะเรื่องราวแบบนี้พวกนางชินกับมันเสียแล้ว

“พวกเจ้าอดทนไว้เจ้าอย่าได้ดูถูกนางเป็นอันขาดนางนั้นก็เป็นยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติเช่นกัน”

“ระดับเหนือธรรมชาติอย่างนั้นแล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร”

“ผู้ที่อยู่ข้างกายนายน้อยไป๋ซิงนั้นต่างเป็นยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติทั้งนั้นและยังมีกองกำลังลับที่นายน้อยไป๋ซิงฝึกฝนด้วยตนเองอีกด้วยพวกเจ้าอย่าได้พูดอะไรไม่คิดแล้ว”

“ข้าเพียงแค่ระบายความรู้สึกออกมาเท่านั้น”

บุคคลทั้งห้านั้นต่างพูดคุยโต้เถียงถึงการกระทำต่างๆเมื่อพวกเขามาถึงเกาะแห่งนี้แล้ว ทว่าภายในหัวใจของไป๋จีอันหยิ่งทระนงของมันไยมิใช่มีกองเพลิงอันร้อนแรงกำลังลุกไหม้อยู่เช่นกันถึงจะได้ยินเรื่องราวต่างๆมาจากท่านยายหมื่นเงาแล้วแต่มันก็ยังไม่เชื่อเต็มร้อย ตอนนี้ภายในจิตใจของเขานั้นเหมือนภูเขาไฟที่จะปะทุได้ตลอดเวลา


*********************************************************************

ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามช่องทางyoutube ด้วยนะครับ

ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel

https://www.youtube.com/channel/UCq0jhJfgu3BFHkCtMgcTBcQ

ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 73

ตอนถัดไป