ตอนที่ 74
ตอนที่ 74
ดวงอาทิตย์ลอยลงต่ำสะท้อนทั่วทั้งทะเลสาบ ท้องฟ้าค่อยๆมืดลงดวงดาวค่อยๆปรากฏทั่วทั้งท้องฟ้าสะท้อนบนผิวทะเลสาบเกิดเป็นภาพอันงดงามตระการตา
ไกลออกไปนั้นในทะเลสาบที่สะท้อนประกายดวงดาวบนฟากฟ้า ได้มีเรือลำเล็กลำหนึ่งอยู่ในทะเลสาบกำลังแล่นเข้าสู่ชายฝั่งอย่างช้าๆ
“นั้นมันเรือของนายน้อย รีบแจ้งแม่นางเสวี่ยฉุนกับแม่นางเสวี่ยฮวาทันที” หลังจากทั้งสองคนได้รับการแจ้งเตือนจากชายฝั่งพวกนางทั้งสองก็รีบมาทันที
ไป๋ซิงนอนอยู่บนเรือและดวงตาของเขาปิดสนิท เรือลำเล็กค่อยๆแล่นผ่านทะเลสาบด้วยความสงบจนกระทั่งใกล้ถึงชายฝั่งเขารับรู้ได้ถึงผู้คนจำนวนมากเขาจึงลืมตาขึ้นมา และค่อยๆลุกขึ้นยืนบนเรืออย่างช้าๆ เรือค่อยๆแล่นเข้าสู่ชายฝั่ง
“ข้ากลับมาแล้ว” เขาเหยียดกายด้วยท่าทีเกียจคร้าน วันนี้ก็เป็นอีกวันที่เขาประลองกับบิดาเมื่อประลองเสร็จแล้วนั้นเขาก็แล่นเรือนอนบนเรือปล่อยให้กระแสน้ำพัดผ่านจนถึงเย็น ในเวลานี้นั้นเขาสวมใส่ชุดขนสัตว์สีขาวที่มารดาของเขาเย็บให้ แต่ชุดขนสัตว์สีขาวนี้เขาได้อัพเกรดจนมันเป็นสมบัติวิเศษประเภทเกาะเรียบร้อยแล้วมันสามารถป้องกันการโจมตีของสาวกตำหนักม่วงได้อย่างสบาย ชุดทั้งสิบสองชุดนั้นเขาได้อัพเกรดเป็นสมบัติวิเศษประเภทป้องกันเรียบร้อยแล้วเขานั้นจะใส่ชุดทั้งสิบสองชุดนี้เป็นประจำ
เรือน้อยพลันเร่งความเร็วพุ่งทะยานผ่านผิวน้ำจนเมื่อเข้าใกล้ฝั่งจึงเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย หลงเหลือเพียงไป๋ซิงที่เดินบนผิวทะเลสาบค่อยๆเข้าหากลุ่มคนที่รอต้อนรับด้วยรอยยิ้ม
“นายน้อย” เสวี่ยฉุนและเสวี่ยฮวา หัวเราะเบาๆแล้วแย้มยิ้มอย่างอ่อนหวาน
“พี่ชายใหญ่ ท่านพี่่” เสวี่ยเทียนและเสวี่ยอิงวิ่งเข้าหาไป๋ซิงก่อนกล่าวอย่างตื่นเต้น “วันนี้มีพวกหกอัจฉริยะอะไรนั่นจากเขตปกครองกลางเดินทางมาถึงแล้ว แต่พวกมันล้วนเย่อหยิ่งไม่เห็นผู้ใดในสายตาราวกับว่าแต่ละคนไม่คู่ควรให้พวกมันนั้นชายตามอง” ทั้งสองคนนั้นต่างพากันแย่งการพูด
“ข้ารู้แล้ว” ไป๋ซิงลูบศีรษะของเด็กทั้งสอง
“พวกเขามาถึงเมื่อยามเที่ยง ถ้าให้พวกเขาพักอยู่เรือนรับรองแล้วนายน้อยๆ” เสวี่ยฉุนกล่าวตอบ
ไป๋ซิงพยักหน้าหลังจากนั้นก็หันมาสนใจเด็กทั้งสอง
“การฝึกฝนของพวกเจ้าวันนี้เป็นเช่นไรบ้าง” เมื่อเด็กทั้งสองที่ถูกทางนั้นใบหน้าของทั้งสองหลังก็ลุกลี้ลุกลนขึ้นมา ไป๋ซิงที่เห็นเยี่ยงนั้นก็หัวเราะออกมา
“พวกเจ้าไม่ต้องรีบร้อนค่อยๆฝึกฝนไปทีละขั้นตอนขอแค่พวกเจ้าสามารถปกป้องตัวเองได้ก็พอแล้ว” เด็กทั้งสองนั้นพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
“พาพวกมันไปที่ลานฝึกกระบี่” ไป๋ซิงหัวเราะออกมา “เขตปกครองกลางเมื่อส่งพวกมันมาที่นี่ ย่อมมีเจตนาให้ข้าลงมือทุบตีสั่งสอนพวกมัน”
“เช่นนั้นข้าจะรีบไปนำพวกมันมาให้ท่านทุบตี” เสวี่ยฮวากล่าวอย่างยิ้มแย้ม ผู้คนที่มาต้อนรับเขานั้นต่างก็ยิ้มแย้มเหมือนกับเรื่องนี้นั้นเป็นเรื่องปกติสำหรับที่นี่แล้ว
ไป๋ซิงเดินไปลานฝึนบนเกาะดวงดาวสีขาว
ลานฝึกแห่งนี้นั้นกว้างใหญ่กว่าห้าร้อยเมตรลานฝึกอยู่ที่หน้าคฤหาสน์ของเขา เขามักจะใช้สถานที่แห่งนี้ฝึกฝนเคล็ดวิชาต่างๆ รอบๆคฤหาสน์ของเขานั้นเป็นพื้นที่ส่วนตัวถ้าไม่ได้รับอนุญาตจาก เสวี่ยฉุน เสวี่ยฮวา ไป๋ตี้และไปจงจะไม่มีใครสามารถเข้ามารบกวนการฝึกฝนของเขาได้ยกเว้นบิดามารดาและเด็กทั้งสองที่สามารถเข้าออกได้อย่างปกติ
บุรุษสตรีทั้งหกนั้นต่างๆมารวมกันอยู่หน้าลานฝึกพวกเขาต่างพูดคุยกัน
“ข้านอนรอจนรากจะงอกอยู่แล้ว” ชายร่างใหญ่เป็นผู้กล่าวขึ้นมา
“ปล่อยให้พวกเรารอจนฟ้ามืดในที่สุดก็ถึงเวลาเสียที”
“ไป๋ซิงผู้นี้ถูกแต่งแต้มบรรยายจนคล้ายเป็นบุคคลในตำนานมีศักดิ์ฐานะเทียบเท่าผู้นำตระกูล ข้ากลับต้องการเห็นตัวจริงของเขาสักครั้ง”
บุรุษสตรีทั้งหกกล่าวกระซิบกระซาบด้วยความตื่นเต้นทั้งหมดรออยู่ที่ลานฝึกพร้อมกับเสวี่ยฉุน
“นายน้อยรอคอยทุกคนอยู่ที่นี่แล้วเชิญทางนี้”
ไป๋จีและบุคคลที่เหลือรีบมองสำรวจอย่างตั้งใจ ที่ไกลออกไปร่างของเด็กหนุ่มในชุดขนสัตว์สีขาวหยัดยืนสงบนิ่ง ไป๋ซิงในวันนี้ยังคงเป็นเด็กหนุ่มร่างบางไม่แตกต่างไปจากเมื่อครั้งที่เขาเพิ่งบรรลุระดับเหนือธรรมชาติ ทว่าผู้คนทั้งหกต่างมีความรู้สึกว่าบุคคลที่เบื้องหน้านั้นยิ่งใหญ่ราวกับแผ่นฟ้าแผ่นดิน เหมือนกับเขายืนอยู่ต่อหน้าผู้นำตระกูล
เมื่อเห็นไป๋ซิงทั้งหมดรู้สึกว่าคนผู้นี้นั้นยิ่งใหญ่ไม่ต่างไปจากผู้นำตระกูลของตนเองเลยแม้แต่น้อยและกิริยาท่าทางของเขานั้นอย่างสมบูรณ์แบบแม้แต่การที่เขายืนอยู่นิ่งๆนั้นพวกเขายังรู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้
เมื่อสักครู่นี้ไป๋ซิงเข้าสู่สภาวะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวฟ้าดิน ตั้งแต่ที่เขาย้ายมาอยู่ที่นี่นั้นเขาฝึกฝนตนเองอย่างต่อเนื่องจนสามารถเข้าสู่สภาวะสงบนิ่งที่จิตวิญญาณหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ เมื่อเข้าสู่สภาวะนี้แล้วการฝึกฝนวิชาต่างๆของเขาก็ก้าวหน้าขึ้นเป็นอย่างมาก ด้วยสภาวะเช่นนี้นั้นทำให้เกื้อหนุนการฝึกฝนของเขาจนฝีมือทางกระบี่ของเขานั้นก้าวหน้าแซงบิดาไปแล้ว
“พวกเจ้าเข้ามา” ไป๋ซิงเอ่ยเรียกพลังแห่งธรรมชาติอันล้ำลึกยังคงห้อมล้อมร่างอันบอบบางในรูปลักษณ์ของเด็กหนุ่ม
“คารวะนายน้อยไป๋ซิง” คนทั้งหกกล่าวแสดงความเคารพ
“พวกเจ้าทั้งหกคนนั้นข้าอยากรู้ว่าใครคืออันดับหนึ่งของเขตปกครองกลางที่เดินทางมาในครั้งนี้” ไป๋ซิงไม่คิดอ้อมค้อมอย่างไรก็ต้องทุบตีคนเหล่านี้รอบหนึ่ง ยังคงเริ่มจากผู้ที่เข้มแข็งที่สุดจึงได้ผลดีที่สุด
“ข้าเอง” ไป๋จีก้าวออกไปด้วยแววตาท้าทาย
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะเตรียมตัวมาแล้วนะ แล้วเจ้านั้นฝึกฝนวิชากระบี่ชุดใดของตระกูล”
“ท่วงทำนองหมื่นกระบี่” ดวงตาของไป๋จีเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น “ข้าเพิ่งฝึกสำเร็จได้ไม่นาน ยังหวังให้นายน้อยไป๋ซิงแนะนำให้มากไว้”
“ฝึกสำเร็จอย่างนั้นรึ ดูเหมือนว่าเจ้าจะยังห่างไกลกับความคาดหวังของท่านผู้เฒ่ามากนะ” เมื่อไป๋จีได้ยินเขานั้นก็โกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมากแต่เขานั้นก็พยายามจะระงับมันเอาไว้
“เจ้ารู้หรือไม่การฝึกฝนเขตวิชาต่างๆนั้นไม่มีคำว่าสำเร็จมีเพียงแค่ว่าจะบรรลุถึงระดับไหนเท่านั้นวิชาต่างๆนั้นสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องแล้วแต่บุคคลนั้นจะสามารถใช้ได้ถึงระดับไหน แม้แต่ตัวข้านั้นก็ไม่กล้าเผยว่าฝึกสำเร็จเลย” ไป๋ซิงเอาออกมาอย่างต่อเนื่องแต่คนทั้งหกนั้นก็ไม่ได้สนใจ
“ท่วงทำนองหมื่นกระบี่นั้นเป็นเคล็ดวิชากระบี่ที่ล้ำเลิศและเป็นยอดวิชาที่ผู้นำตระกูลใช้ปกป้องคุ้มครองตระกูลไป๋ของเรามาอย่างยาวนาน ข้าอยากรู้ฝีมือของเจ้าชักกระบี่ออกมาและจู่โจมข้าด้วยกระบวนท่าที่รุนแรงที่สุด ข้าจะขอชมว่าท่วงทำนองหมื่นกระบี่ของเจ้าฝึกปรือได้ลึกล้ำถึงระดับใด”
ไป๋จีไม่รอช้าดึงกระบี่ยาวที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งออกจากฝัก กระบี่นี้เป็นกระบี่วิเศษเล่มหนึ่งเมื่อเขาชักมันออกมาแล้วทำให้รู้สึกถึงพลังที่แข็งแกร่งจากอักขระอาคมที่จารึกบนตัวกระบี่ อักขระอาคมบนกระบี่นั้นเป็นประกายเจิดจ้า ไป๋จีโจมตีออกมาเป็นเงากระบี่นับไม่ถ้วนต่างพุ่งจู่โจมใส่ไป๋ซิง
ไป๋ซิงยืนนิ่งมองดูประกายกระบี่นับหมื่นสายที่พุ่งเข้าหาอย่างเยือกเย็น เขาชี้นิ้วออกไปเบาๆคราหนึ่งพลังงานรูปนิ้วมือของเขาก็ขอตัวขึ้นรูปนิ้วมือของเขาก็ขอตัวขึ้น
ประกายกระบี่นับหมื่นที่อยู่บนท้องฟ้า ถูกนิ้วของเขาแตะอย่างแผ่วเบาและทะลวงถึงกระบี่ที่แท้จริง กระบี่ของไป๋จีหลุดลอยออกมา กระบี่นั้นพุ่งตรงเข้าสู่มือของไป๋ซิง ไป๋ซิงสำรวจกระบี่จากงั้นก็โยนมันคืนกลับไป
“นี่ นี่” ไป๋จีเบิ่งตากลมโตตื่นตะลึงจนไม่อาจกล่าววาจาให้จบประโยค ยอดฝีมืออีกห้าคนที่เหลือก็แตกตื่นจนปากอ้าตาค้าง เพียงชี้ออกหนึ่งดรรชนีก็ปัดป่ายกระบี่ระดับฟ้ามนุษย์หลอมรวมได้ พวกมันไม่ได้รู้สึกว่านิ้วที่ไป๋ซิงใช้ออกนั้นรวดเร็วด้วยซ้ำ
“เป็นไปได้อย่างไรกระบี่ของข้า” ไป๋จียังคงไม่อาจเรียกสติกลับคืนมาได้ครบถ้วนและยังคงพึมพำออกมาอย่างต่อเนื่อง “พลังในดัชนีนั้นก็ไม่เห็นมีพลังมากมายอะไรเลยเหตุใดจึงสามารถเอาชนะกระบี่ของข้าและทำกระบี่ของข้าหลุดออกจากมือได้อย่างง่ายดาย”
“ไป๋จีเจ้ารู้หรือไม่ว่าแก่นแท้ของเคล็ดวิชาท่วงทำนองหมื่นกระบี่นั้นคือสิ่งใด” ไป๋ซิงกล่าวถาม
“ท่วงทำนองหมื่นกระบี่ประกอบด้วยสามเคล็ดความ ‘หนึ่งกระบี่หมื่นประกาย’ ‘หมื่นกระบี่ร่วมขับขาน’ และ ‘ท่วงทำนองหมื่นกระบี่’ ที่ข้าใช้ออกเมื่อครู่คือ ‘ท่วงทำนองหมื่นกระบี่’ ซึ่งเป็นกระบวนท่าที่รุนแรงที่สุด” ไป๋จีตอบโดยไม่เสียเวลาขบคิด
ไป๋ซิงถอนหายใจแล้วส่ายศีรษะ “ท่วงทำนองหมื่นกระบี่ แก่นแท้ของกระบวนท่ามิใช่คำว่าหมื่นกระบี่ หากแต่เป็นท่วงทำนอง”
ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีได้ใช้ให้คนส่งคัมภีร์ยุทธแทบทุกแขนงที่ตระกูลไป๋มีในครอบครองมาให้ไป๋ซิงศึกษา ด้วยระดับความสำเร็จของไป๋ซิงในเวลานี้เขาแทบสามารถคิดค้นวิชาฝีมือในระดับเดียวกันออกมาได้ด้วยตนเอง ดังนั้นเพียงพลิกดูรอบหนึ่งเขาก็เข้าใจถึงแก่นแท้ของมัน
“ท่วงทำนอง” ไป๋จียังมิอาจเข้าใจ
“จงตั้งใจดูให้ดี” กระบี่แห่งแสงปรากฏอยู่รอบกายของเขา หลังจากนั้นกระบี่นั้นก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า พริบตานั้นเองทั่วทั้งท้องฟ้าเต็มไปด้วยเงากระบี่แพรวพราวไม่แตกต่างจากกระบวนท่าของไป๋จีที่พึ่งแสดงออกมาเมื่อสักครู่เลย แต่ทว่าเงากระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนของไป๋ซิงเคลื่อนไหวตามจังหวะมือของไป๋ซิงราวกับว่าเขากำลังบรรเลงบทเพลงท่วงทำนองแห่งดนตรีท่ามกลางท้องฟ้า มีเสียงเล็ดลอดออกมาจากเงากระบี่นับไม่ถ้วนทำให้ผู้รับฟังนั้นรู้สึกเพลิดเพลินกับท่วงทำนองกระบี่บนท้องฟ้า แต่ละช่วงทำนองบนกระบี่ที่เขาบรรเลงนั้นต่างเต็มไปด้วยอารมณ์ที่แตกต่าง แต่เงากระบี่นับไม่ถ้วนนั้นกับสอดประสานกันเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างลงตัว
เหล่าผู้ที่เรียกตนเป็นอัจฉริยะอายุเยาว์ต่างตกตะลึงพรึงเพริด พวกมันสามารถรับรู้ได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกที่แผ่พุ่งออกจากบทเพลงที่เงากระบี่เหล่านั้นร่วมกันขับขานได้อย่างชัดเจน
เพลิดเพลิน
ความสุข
ความเศร้า
ชั่วขณะนั้นมือของไป๋ซิงพลันแผ่พุ่งพลังกระบี่ออกมาอีกสาย เงากระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนปรากฏซ้ำบนท้องฟ้า แต่ละเส้นแต่ละเงาคล้ายเป็นอิสระและคล้ายเชื่อมโยงถึงกัน เงากระบี่นับหมื่นร่วมบรรเลงบทเพลงขึ้นอีกครา ทว่าครั้งนี้กลับเต็มไปด้วยสำนึกแห่งการสังหารที่โหดเหี้ยมอำมหิต
เงากระบี่แต่ละเส้นคล้ายอาวุธสังหาร อาวุธสังหารแผดเสียงคำรามบุกทะลวงเข่นฆ่าไปข้างหน้า เปลี่ยนแผ่นฟ้าให้กลายเป็นสมรภูมิแห่งการประหัตประหาร
ไป๋จีและพวกที่เหลือถูกสำนึกกระบี่สังหารนี้ขมจนหน้าถอดสี อดมิได้ต้องล่าถอยไปด้านหลังโดยไม่รู้ตัว
“เข้าใจแล้วหรือไม่” พลังกระบี่บนท้องฟ้านั้นสลายหายไป “สิ่งนี้คือท่วงทำนองคือสำนึกที่แท้จริงของเพลงกระบี่ชุดนี้ ไม่มีข้อจำกัดว่าพลังแห่งสำนึกนั้นจะต้องเป็นเช่นใด ขอเพียงสำนึกของกระบี่ทั้งมวลล้วนผสานรวมเป็นท่วงทำนองเดียวกันได้ก็พอ แต่ละบุคคลนั้นก็มีท่วงทำนองไม่เหมือนกันถึงจะใช้วิชาเดียวกันแต่เมื่อท่วงทำนองไม่เหมือนกันเคล็ดวิชานี้นั้นสามารถแบ่งออกได้อย่างหลากหลายแล้วแต่ผู้ใช้ ยกตัวอย่างเช่น ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีท่วงทำนองของท่านนั้นร้อนแรงราวกับเปลวเพลิงและข้างในนั้นยังแฝงไปด้วยพิษร้าย ส่วนท่านยายหมื่นเงานั้นท่วงทำนองของท่านนั้นเงียบเชียบแต่มีความรู้สึกอันเย็นยะเยือกราวกับเงาที่พร้อมจะสังหารผู้คนอยู่ตลอดเวลา” ไป๋ซิงยกตัวอย่างให้อัจฉริยะทั้งหกฟัง เขาไม่ได้เพียงแค่พูดเท่านั้นแต่ยังแสดงท่วงทำนองของทั้งสองให้ดูอีกด้วย รัศมีอันร้อนแรงที่แฝงไปด้วยพิษร้ายและรัศมีอันเงียบเชียบแต่เย็นยะเยือกถูกปลดปล่อยออกมาทั่วทั้งท้องฟ้าผู้คนทั่วหุบเขาหมาป่าทะยานฟ้าแม้แต่สัตว์อสูรน้อยใหญ่ต่างรู้สึกได้ถึงท่วงทำนองสังหารนี้ แม้แต่ไป๋ฉีที่อยู่กับภรรยายังรู้สึกท่วงทำนองสังหารทั้งสองนี้ เมื่อเขาได้เห็นท่วงทำนองทั้งสองนี้แล้วนั้นทั่วร่างของเขาปลดปล่อยสภาวะแห่งการรู้แจ้งออกมาโดยไม่รู้ตัวแม้แต่เหม่ยเฟิ่งที่อยู่ด้านข้างยังรู้สึกประหลาดใจและค่อยๆถอยออกมาเฝ้าดูคนรักอยู่ห่างๆ
ขณะที่บุคคลทั้งห้ายังคงไม่อาจย่อยสลายความลึกล้ำของสิ่งที่เพิ่งรับฟัง ร่างของไป๋จีซึ่งมีความเชี่ยวชาญในท่วงทำนองหมื่นกระบี่มากที่สุดกลับสั่นสะท้านไม่หยุดยั้ง
หลังจากนั้นอัจฉริยะอีกห้าคนก็ได้รับการชี้แนะจากเขาตอนนี้นั้นพวกเขานั้นมีแต่ความเคารพยำเกรงต่อไป๋ซิงเมื่อสิ้นสุดการชี้แนะแล้วนั้น เสียงกระแทกพื้นหนังอย่างรุนแรงบุรุษและสตรีทั้ง หกนั้นโขกศีรษะจรดเพลิน
“ได้โปรดรับพวกข้าเป็นศิษย์ด้วยเถอะ”
*********************************************************************
ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามช่องทางyoutube ด้วยนะครับ
ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel