ตอนที่ 82
ตอนที่ 82
“ไป๋ซิงเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง” ผู้อาวุโสทั้งสามนั้นเข้ามาถามเขาอยากรวดเร็ว
“ข้าไม่เป็นอะไรข้าสบายดี ข้าใช้พลังไปเล็กน้อยเท่านั้น” ทั้งสามคนนั้นต่างถอนหายใจอย่างโล่งอก พวกเขาไม่คิดเลยว่าเด็กหนุ่มเบื้องหน้านั้นจะแข็งแกร่งจนสามารถสังหารสาวกตำหนักม่วงได้อย่างง่ายดาย
ไป๋ซิงรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่อยู่บนพื้นเขามองเห็นประกายสีดำบางอย่างก็ค่อยเป็นประกายออกมา
“ถอยไป” ไป๋ซิงสัมผัสได้ถึงอันตรายอันร้ายแรงเขารีบใช้พลังขอตัวขึ้นเป็นเกราะป้องกันขึ้นมาป้องกันทุกคนเอาไว้
ตู้มๆๆๆๆๆ
เกิดเสียงระเบิดมากมายขึ้นอย่างต่อเนื่องไป๋ซิงไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายนั้นจะใช้ระเบิดเพลิงอัสนีเช่นนี้ ด้วยความเร่งรีบทำให้เขาไม่อาจหลบเลี่ยงคลื่นพลังอันร้ายแรงทั้งหมดได้ทำให้คลื่นพลังกระแทกเข้าใส่ทรวงอกของเขาจนเขาถูกกระแทกลอยเข้าปะทะกับพื้นดินอย่างแรง
“ไป๋ซิง” ผู้อาวุโสทั้งสามนั้นตกใจเป็นอย่างมากพวกเขารีบเข้าไปดูที่ปากหลุมด้วยความตื่นตระหนก
ภาพที่พวกเขาเห็นนั้นคือโลหิตมากมายที่ไหลทะลักออกมาจากทรวงอกของไป๋ซิงจนตลอดคราบโลหิตสีแดงนั้นไหลไปทั่วร่างกายอย่างมีบาดแผลจากไฟไหม้และสายฟ้า ไป๋ซิงพุ่งออกมาจากกลุ่มนั้นหลังจากนั้นเขาก็นั่งลงอย่างช้าๆ
“ข้าไม่เป็นอะไร” ไป๋ซิงตอบด้วยน้ำเสียงแหบแห้งเขานั้นรีบฟื้นฟูอาการบาดเจ็บอย่างรวดเร็วแก่นพลังงานกฎเกณฑ์แห่งธาตุและพลังงานกายาเทพอสูรนั้นต่างโคจรไปทั่วร่างกายของเขาหลังจากนั้นบาดแผลทั้งหมดก็ฟื้นฟูกลับมาเหมือนเดิม เขาก้มมองดูเสื้อผ้าที่แม่เขาเป็นคนเย็บให้เสื้อชุดนี้นั้นเขาได้อัพเกรดมันจนเป็นสมบัติวิเศษประเภทเกราะป้องกันแต่ถึงยังไงนั้นมันก็ไม่สามารถป้องกันการโจมตีของระเบิดเพลิงอัสนีที่มาหลายละลอกได้ทำให้เสื้อผ้าของเขานั้นต่างถูกเผาไหม้เขารีบเปลี่ยนชุดใหม่และใส่เสื้อสีฟ้าชุดขนสัตว์แทน
เมื่อเห็นเช่นนั้นยอดฝีมืออาวุโสทั้งสามจึงได้ระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกพวกเขานั้นรู้สึกชื่นชมเด็กหนุ่มเบื้องหน้าเป็นอย่างมากเพราะฝีมือของไป๋ซิงนั้นแข็งแกร่งกว่าพวกตนไม่อาจเทียบได้ ถ้าเป็นพวกเขาทั้งสามรับการโจมตีนั้นรับรองได้ว่าคงไม่อาจรอดชีวิตไปได้อย่างแน่นอน
“พลังที่เกิดขึ้นจากระเบิดเพลิงอัสนีนับว่าร้ายแรงเป็นอย่างมาก” ท่านยายหมื่นเงาสำรวจเศษซากอาวุธที่ระเบิดนางจึงรู้ว่ามันคือระเบิดเพลิงอัสนีพวกนางไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายนั้นจะใช้อาวุธร้ายแรงเพียงนี้
“นี่คือสาเหตุที่ข้าเสนอให้หลีกเลี่ยงการต่อสู้ในระยะประชิดกับพวกมัน” ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีกล่าวอย่างจริงจัง
“พวกเราไม่มีทางรู้เลยว่าศัตรูของพวกเรานั้นจะมีลูกเล่นอะไร” ซูซิงพูดขึ้น
“แต่พลังชีวิตของผู้ฝึกกายาเทพอสูรก็นับว่ากล้าแข็งจนน่าเหลือเชื่อเช่นกัน” ท่านยายหมื่นเงากล่าวเสริมขึ้นด้วยความชื่นชม
**********
ภายในค่ายกลที่อีกด้านหนึ่ง
“ศิษย์พี่ต้าวจื่อโปรดใช้เลือดล้างตระกูลไป๋แก้แค้นให้แก่พวกเรา” เสียงร้องตะโกนดังสนั่นไปทั่วค่ายกล หลังจากนั้นเสียงระเบิดท่อดังสนั่น
น้องสี่สัมผัสอะไรบางอย่างได้หลังจากนั้นเขาก็ลืมตาขึ้นมา “ทั้งสองคนตายแล้ว” อารมณ์ของน้องสี่นั้นตอนนี้ไม่มั่นคงเป็นอย่างมาก พวกเขารู้ดีว่าแรงระเบิดน้ำเกิดจากระเบิดเพลิงอัศนีที่สองพี่น้องมีในครอบครองและมันยังมีพลังอำนาจที่สามารถคุกคามสาวกตำหนักม่วงได้ด้วย
ร่างเงาของหุ่นอสุราทั้งแปดต่างแหวกว่ายอยู่รอบกายของคนทั้งสองตอนนี้นั้นใบหน้าของต้าวจื่อเต็มไปด้วยความเครียดแค้นเป็นอย่างมากรังสีสังหารมากมายเป็นประกายออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างของเขาจนน่าสะพรึงกลัว ความแค้นของมันนั้นไหลทะลักออกมาจนน้องสี่รู้สึกได้มันต้องการฆ่าทุกคนของตระกูลไป๋ให้ตายคามือของมัน
“ศิษย์น้องทั้งสองนั้นถูกกดดันอย่างหนักและใช้สมบัติวิเศษไปมากมาย ขนาดใช้ระเบิดเพลิงอัสนีที่เป็นตัวเลือกสุดท้ายด้วยเช่นกัน” ต้าวจื่อยิ่งได้ยินเรื่องต่างๆเพลิงความโกรธของมันก็แทบทะลุออกมาจากทรวงอกของเขา เขาไม่คาดคิดเลยว่าพวกศิษย์น้องนั้นจะถูกสังหารด้วยตระกูลอันต่ำต้อยจากพื้นที่อันห่างไกล
ต้าวจื่อพลันแหงนหน้าตะโกนก้อง “ข้าต้าวจื่อขอสาบานข้าจะทำลายล้างตระกูลไป๋ไม่ให้หลงเหลือสิ่งมีชีวิตใดๆเล็ดลอดออกไปได้” น้องสี่หลับตาลงเขากำหมัดทั้งสองแน่นจนเลือดไหลออกมาหลังจากนั้นเขาก็มุ่งสมาธิเข้าไปในพื้นดินอย่างต่อเนื่อง เถาวัลย์มากมายแผ่ขยายออกไปทั่ว
เมื่อทุกคนได้ยินเสียงอันโกรธแค้นที่ดังสะท้อนไปทั่วทั้งค่ายกลสีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก
“ท่านผู้นำตระกูลพวกเรานั้นจะฆ่าทั้งสองคนได้แล้ วแต่พวกมันนั้นก็จะทำลายตระกูลพวกเราอยู่ดีพวกเรานั้นต้องสังหารพวกมันทั้งหมดจนไม่อาจโต้กลับคืนมาได้ ถ้าพวกเราไม่เข่นฆ่าสังหารพวกมัน พวกมันจะโต้ตอบพวกเราจนยากจะแก้ไขสถานการณ์ภายภาคหน้าเป็นแน่”
“รีบไปจัดการกับพวกมันต่อกันเถิด” ท่านยายหมื่นเงาขบกรามกล่าวขึ้นก่อน
“ถูกต้องแล้ว” ซูซิงรีบสนับสนุนทันที
รังสีสังหารออกมาจากบุคคลทั้งสี่ไหลทะลักออกมา ศัตรูของพวกเขานั้นคิดจะฆ่าล้างตระกูลของพวกเขา พวกเขานั้นมีแต่ต้องโต้ตอบกลับไปด้วยการฆ่าฟันอีกฝ่ายเช่นเดียวกันพวกตนถึงจะอยู่รอดไปได้
“ไป๋ซิง” ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีพลันขมวดคิ้วลงก่อนออกคำสั่ง “รีบไปช่วยเหลือพวกบิดามารดาและผู้อาวุโสช่วยพวกเขากำจัดถงซะ”
ไป๋ซิงหลังจากนั้นเขาก็รีบขยายพลังจิตเพื่อรับรู้ตำแหน่งของบิดาหลังจากนั้นเขาก็เคลื่อนไหวออกไปทิศทางหนึ่ง
ไป๋ซิงรีบเคลื่อนไหวไปที่ทิศทางของบิดามารดาและผู้อาวุโสอย่างรวดเร็วเขาสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวไปในตำแหน่งนั้น
“หรือว่าจะเป็นวิชาของเจ้านั่น” ไป๋ซิงคิดถึงเถาวัลย์ที่โจมตีเขา ถ้าหากเถาวัลย์ควบคุมออกไปทั่วทั้งค่ายกลทั้งสามคนนั้นก็จะกลับมารวมตัวกันได้และก่อให้เกิดปัญหาใหญ่กับฝ่ายเราอย่างแน่นอนไป๋ซิงรีบออกไปเร็วขึ้น
“ส่วนพวกเราจะมุ่งหน้าไปยับยั้งต้าวจื่อกับน้องสี่” ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีกล่าวกับท่านยายหมื่นเงาและซูซิง “ยังไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเสี่ยงชีวิตกับพวกมันเพียงแค่แบ่งแยกรบกวนสมาธิของน้องสี่ก็พอ” สิ้นเสียงสั่งการร่างของมันก็เหินนำผู้ติดตามทั้งสองไปยังตำแหน่งของต้าวจื่อทันที
ไป๋ซิงใช้ท่าร่างอย่างรวดเร็วหลบหลีกเถาวัลย์มากมายตลอดทาง เถาวัลย์มากมายนั้นพยายามจะขัดขวางเขาแต่ก็ไม่สามารถขัดขวางเขาได้หลังจากเคลื่อนไหวไปได้สักพักเขาก็มองเห็นบิดาและมารดาของเขาและผู้อาวุโสห่างออกไปไม่ไกลนัก
เมื่อเคลื่อนที่ใกล้เข้าไปเรื่อยๆ ไป๋ซิงจึงพบว่าขณะที่ไป๋หลิวบังคับสมบัติวิเศษเข้าต่อกรกับชายร่างใหญ่นามว่าถง บิดาของตนกลับใช้เพียงกระบี่คู่มือฟาดฟันรังสีกระบี่ใส่ฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น และมารดาของเขานั้นเคลื่อนไหวไปรอบๆศัตรูโจมตีจากระยะไกลคอยสนับสนุนทั้งสองคน
เมื่อมองเห็นการโจมตีของบิดาของเขาเขาขมวดคิ้วเล็กน้อย
‘ทำไมท่านพ่อไม่ใช้สมบัติวิเศษกันท่านใช้แต่กระบี่เท่านั้น’
“เหลวไหลบัดซบ” ถงสบถออกมาด้วยความหงุดหงิด คู่มือของมันทั้งสามแสดงแน่ชัดว่าเพียงต้องการล้อมกักมันไว้ แล้วใช้การโจมตีอันฉาบฉวยค่อยๆบั่นทอน เล่นงานจุดอ่อนของมันที่ขาดความแคล่วคล่องว่องไว
“ท่านพ่อพวกเรานั้นต้องจบการต่อสู้ให้เร็วที่สุดแล้ว” ไป๋ซิงส่งเสียงทางลมปราณไปบอกบิดาของตนเอง
ทั้งสี่คนเคลื่อนไหวล้อมกรอบถงเอาไว้ในจุดกึ่งกลาง
“ไอ้พวกหมาลอบกัดแน่จริงก็มาสู้ตัวต่อตัวสิ”
“การต่อสู้กับพวกเจ้านั้นไม่จำเป็นต้องสู้อย่างตรงไปตรงมา” ไป๋ฉีกล่าวขึ้นมา
“ท่านพ่อท่านแม่ท่านลุงให้ข้าร่วมจัดการมันกับพวกท่านด้วย” สิ้นเสียงตะโกน ร่างของไป๋ซิงก็กลับกลายเป็นลำแสงสายหนึ่งพุ่งเข้าหาถง
ทั้งสามคนนั้นต่างก็จู่โจมออกไปพร้อมเพียงกันเพื่อรั้งไม่ให้ถงป้องกันการโจมตีของไป๋ซิงไปได้ ถงเมื่อเป็นยอดฝีมือกายาเทพอสูรระดับตำหนักม่วงย่อมมีความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นในการต่อสู้ตะลุมบอน ตัวมันนั้นได้ฝึกปรือในด้านพลังปราณด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่ทุ่มเทสมาธิจิตใจยังคงเป็นทักษะการต่อสู้ระยะประชิด
“ให้ข้าดูหน่อยว่าอัจฉริยะที่สามารถสังหารน้องทั้งสองของข้าได้มันจะแกร่งสักแค่ไหนกัน” กลางหลังของฝ่ายตรงข้ามนั้นปรากฏสมบัติวิเศษปีกสีดำขึ้นมาร่างกายอันใหญ่โตของมันนั้นรับมือกับการโจมตีของไป๋ซิง ส่วนปีกที่เป็นสมบัติวิเศษนั้นป้องกันการโจมตีของทั้งสามคนเอาไว้ได้และสะท้อนการโจมตีนั้นกลับไป
ทั้งสามคนรู้สึกประหลาดใจกับสมบัติวิเศษชิ้นนี้เป็นอย่างมากพวกเขานึกไม่ถึงเลยว่าฝ่ายตรงข้ามนั้นจะสามารถสะท้อนการโจมตีกลับมาได้
ทั้งสามคนนั้นหลบเลี่ยงการโจมตีที่ถูกสะท้อนกลับมาหลังจากนั้นก็พุ่งเข้าไปโจมตีปีกสีดำที่เป็นสมบัติวิเศษของฝ่ายตรงข้าม ปีกสีดำนั้นราวกับมีความนึกคิดเป็นของตัวเองพวกมันนั่นโบกสะบัดป้องกันการโจมตีของทั้งสามคน ทำให้ทั้งสามคนในเวลานี้นั้นไม่อาจทำลายสมบัติพิเศษเช่นนี้ได้
“ดูเหมือนว่าสมบัติวิเศษประเภทปีกของเจ้านั้นจะมีระดับสูงมาก” ไป๋ซิงพูดขึ้นมาหลังจากนั้นเขาก็โจมตีใส่อีกฝ่าย
หมัดและกระบี่เข้าปะทะกัน ฝ่ายตรงข้ามนั้นหมัดเหมือนกับเหล็ก ทุกครั้งที่ปะทะกันนั้นไป๋ซิงสร้างรอยแผลให้อีกฝ่ายเล็กน้อยเท่านั้นแต่ด้วยอีกฝ่ายที่ฝึกกายาเทพอสูรทำให้บาดแผลรักษาหายในชั่วพริบตา
ถงถอยหลังออกมาหลังจากนั้นเขาก็เรียกอาวุธวิเศษประเภทขวานของเขาออกมาเขาพุ่งเข้าไปจู่โจมศัตรูที่อยู่เบื้องหน้าขวานและกระบี่กฎเกณฑ์แห่งธาตุเข้าปะทะกัน ถึงแม้ว่าไป๋ซิงแข็งแกร่งแต่ฝ่ายตรงข้ามนั้นก็เป็นยอดฝีมือที่ถูกอบรมขึ้นมาโดยสำนักที่แข็งแกร่งฝ่ายตรงข้ามนั้นก็ฝึกวิชากายาเทพอสูรที่แข็งแกร่งถึงแม้ว่าวิชานั้นจะไม่ใช่อันดับหนึ่งแต่มันก็สูงส่งทรงพลังไม่น้อยและความสำเร็จในวิชาความของฝ่ายตรงข้ามนั้นก็สูงด้วยเช่นกัน
การต่อสู้ของทั้งสองนั้นเต็มไปด้วยความดุเดือดราวกับว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างเทพอสูรที่แท้จริงแห่งยุคบรรพกาล ถงไม่สนใจบาดแผลของตนเองเลยแม้แต่น้อยเขานั้นฟาดฟันขวานออกไปอย่างต่อเนื่องแต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่สามารถสร้างบาดแผลให้กับเด็กหนุ่มตรงหน้าได้มีแต่เขาที่ได้รับบาดแผลมามากมายสภาพแวดล้อมทุกสิ่งรั้วถูกทำให้พังทลายไปจนหมดสิ้นด้วยพลังของทั้งห้าคน
ปีกที่เป็นสมบัติวิเศษของเขานั้นก็ถูกทำลายไปแล้วเช่นกันตอนนี้นั้นเขาต้องรับมือกับคนทั้งสี่พร้อมเพียงกันทำให้ลำบากเป็นอย่างมาก
“ถงผู้นี้ช่างร้ายกาจยิ่งนักขวานใหญ่ของมันไม่เพียงสามารถใช้โจมตียังสามารถใช้งานเป็นโล่เหล็กได้อีกด้วย ร่างกายของมันนั้นก็แข็งแกร่งมากมายเช่นกัน” ไป๋ฉีวิเคราะห์การต่อสู้ของบุตรชายและศัตรู
“ไป๋ฉีเราจะไม่เข้าไปแทรกแซงการต่อสู้นี้อย่างนั้นเหรอ” ระหว่างที่ทำลายปีกของอีกฝ่ายได้แล้วและช่วยสนับสนุนสักพักทั้งสามคนนั้นก็ถอยกลับมารวมกันอยู่รอบนอกและมองดูการต่อสู้ของทั้งสองคนอย่างใกล้ชิด
“ปล่อยให้เขาต่อสู้ด้วยตนเอง”
“ไป๋ฉีเจ้าจะปล่อยบุตรชายของเจ้าต่อสู้อย่างนี้จริงๆอย่างนั้นรึ” ไป๋หลิวกังวลเป็นอย่างยิ่ง
“ท่านไป๋หลิวท่านไม่ต้องกังวลปล่อยให้เขาต่อสู้ไปเถอะ ท่านก็รู้ดีว่าเมื่อไป๋ฉีตัดสินใจอย่างไรแล้วก็ไม่มีใครห้ามเขาได้” ไป๋หลิวถอนหายใจเล็กน้อย
“ไป๋ซิงสมแล้วที่เจ้าเป็นอัจฉริยะอายุเพียงแค่นี้นั้นก็มาถึงระดับสาวกตำหนักม่วงด้านกายาเทพอสูรแล้ว อีกทั้งฝีมือในการใช้กระบี่นั้นก็พิสดารเป็นอย่างมาก ตัวข้านั้นได้ฝึกฝนมากกว่าศตวรรษแล้วแต่กลับเป็นฝ่ายเสียเปรียบเจ้าทุกครั้งที่ปะทะกัน”
ทั้งคู่ต่างทำการประเมินคู่ต่อสู้ของตนในระหว่างที่ทำการต่อสู้ ไป๋ซิงก็ประเมินระดับฝีมือของอีกฝ่ายเช่นเดียวกันไป๋ซิงยังไม่ได้ทุ่มสุดฝีมือตอนนี้นั้นเขากำลังขัดเกลาวิชากระบี่ของเขาเพื่อให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นการที่เขาจะหาคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งได้สักคนนั้นมันยากเป็นอย่างยิ่ง เขาสร้างบาดแผลจำนวนมากบนร่างของถงได้สำเร็จ โดยที่ตนเองได้รับบาดแผลเพียหนึ่งแห่งเท่านั้น ทว่าบาดแผลของคนทั้งคู่ล้วนถูกฟื้นฟูจนหายดีในระยะเวลาอันรวดเร็ว
“กระบี่ของข้าต้องรวดเร็วและรุนแรงมากกว่านี้” ไป๋ซิงโจมตีออกไปอย่างเกี้ยวกราด เขาเคลื่อนไหวไปรอบๆถงและฟาดฟันกระบีออกไปอย่างรวดเร็วอีกฝ่ายนั้นไม่สามารถป้องกันการโจมตีได้เลยแม้แต่น้อยเพราะว่าไป๋ซิงได้เพิ่มพลังของเขาขึ้นไปอีกตอนนี้นั้นร่างกายของถงนั้นมีบาดแผลเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆแม้แต่การฟื้นฟูนั้นก็ไม่สามารถฟื้นฟูบาดแผลได้ทัน
“รวดเร็วกว่านี้”
“รุนแรงกว่านี้”
“ผสานพลังทั้งสามเป็นหนึ่งเดียว”
กระบี่ในมือซ้ายและในมือขวาของเขานั้นใช้ออกด้วยกระบวนท่าที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงข้างหนึ่งรวดเร็วอีกข้างหนึ่งนั้นพลังทำลายล้างที่แข็งแกร่งและหลังจากนั้นก็รวมพลังเป็นหนึ่งเดียวและปลดปล่อยกฎเกณฑ์ทั้งสามออกไป การโจมตีทั้งสามนั้นสอดประสานเกื้อหนุนซึ่งกันและกันอย่างไม่น่าเชื่อ
“รวดเร็วกว่านี้ ข้าต้องรวดเร็วยิ่งกว่านี้” ไป๋ซิงเคลื่อนไหวกวัดแกร่งกระบี่รวดเร็วยิ่งขึ้น
ดอกบัวกฎเกณฑ์แห่งธาตุทั้งสามนั้นปรากฏขึ้นมาหลังจากนั้นก็ร่วมสอดประสานโจมตีออกไปกระบี่ฟาดฟันเข้าที่เอวของศัตรูและตัดร่างอันใหญ่โตของอีกฝ่ายเป็นสองท่อน
ไป๋ซิงไม่ทิ้งโอกาสนี้เขาใช้กระบี่ในมือฟาดฟันออกไปอย่างบ้าคลั่ง ร่างกายของอีกฝ่ายนั้นต่างถูกฟาดฟันนับไม่ถ้วนและถูกดอกบัวกฎเกณฑ์แห่งธาตุทั้งสามนั้นทำลายอย่างต่อเนื่อง
“โอบกอดดอกบัว” ดอกบัวกฎเกณฑ์ทั้งสามขยายใหญ่ขึ้นรอบล้อมร่างกายที่ถูกทำลายของอีกฝ่ายหลังจากนั้นก็ทำร้ายร่างกายของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วจนไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน
“ยอดเยี่ยมมากดูเหมือนว่าฝีมือของเจ้านั้นจะพัฒนาขึ้นอีกขั้น”
“ท่านพ่อท่านแม่ท่านลุงตอนนี้พวกเราไม่มีเวลาแล้วต้องรีบไปสมทบกับผู้นำตระกูลยังมีศัตรูที่แข็งแกร่งหลงเหลืออีกอยู่สองคน” ไป๋ซิงไม่มีเวลาชื่นชมกับคำกล่าวของบิดาของตนเอง
“เหลือเพียงสองคนเท่านั้นอย่างนั้นรึ” ทั้งสามคนอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้นยินดีดูเหมือนว่าผลลัพธ์ในการต่อสู้ครั้งนี้นั้นจะอยู่นอกเหนือการคาดการณ์ของพวกเขาเอาไว้มากมาย ถึงแม้ศัตรูเขาสองคนจะแข็งแกร่งที่สุดในหมู่ศัตรูทั้งหมดก็ตามแต่เมื่อพวกเขาทั้งหมดรวมพลังกันพวกเขานั้นก็สามารถฆ่าอีกฝ่ายได้อย่างแน่นอน
“ไปถึงเวลากวาดล้างพวกมันให้สิ้นซากแล้ว” ลำแสงมากมายต่างพุ่งทะยานไปตำแหน่งของศัตรู
*********************************************************************
ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามช่องทางyoutube ด้วยนะครับ
ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel