ตอนที่ 85
ตอนที่ 85
คลื่นพลังปราณอันเข้มข้นนั้นปะทะเข้ากับร่างกายของพวกเขา พวกเขานั้นพยายามระงับความตื่นเต้นยินดีพวกเขารู้สึกได้ถึงพลังภายในจุดตันเถียนของพวกเขานั้นสั่นสะเทือนจนแทบจะระเบิดออกมา รูขุมขนทั่วร่างของพวกเขาเปิดออกและดูดซับพลังที่เข้ามาปะทะร่างกายของพวกเขายังต่อเนื่อง
“เพียงแค่ยืนอยู่หน้าประตูพลังปราณมากมายมหาศาลนี้ก็ทำให้จุดตันเถียนสั่นสะเทือนแล้ว อีกครั้งด้วยพลังปราณมากมายมหาศาลที่ปลดปล่อยออกมานี้ยังทำให้ร่างกายสามารถดูดซับได้อย่างรวดเร็วด้วยตัวของมันเอง”
“พลังปราณนี้นั้นบริสุทธิ์เป็นอย่างยิ่งถ้าเข้าไปในห้องศิลานี้พลังปราณนั้นจะเข้มข้นเท่าไหร่กันด้วยความบริสุทธิ์ของพลังปราณนี้นั้นทำให้การดูดซับพลังปราณเข้ามาได้อย่างรวดเร็ว”
“เข้าไปเถอะข้างในนั้นไม่มีอันตราย” ไป๋ซิงค่อยๆเดินนำทุกคนเข้าไปในห้องศิลาสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของพวกเขานั้นคือสระของเหลวพลังปราณ
“นี่มันสระของเหลวพลังปราณ” ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคี ท่านยายหมื่นเงาและซูซิงส่งเสียงออกมาด้วยความตื่นเต้น ชั่วชีวิตของพวกเขานั้นไม่อาจสัมผัสกับสระของเหลวพลังพานมาก่อนดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง
“ถ้ามีสระของเหลวพลังปราณนี้อยู่พวกเราก็สามารถเผชิญกับภูเขาหมื่นดาราได้ หากในหมู่พวกเรานั้นสามารถทะลวงข้ามขั้นไปได้หากพวกเราผ่านวิกฤตนี้ไปได้ตระกูลของพวกเรานั้นจะก้าวหน้าไปอีกขั้น”
“วิเศษ วิเศษ ที่นี่เป็นสถานที่ซึ่งเซียนวิเศษใช้เก็บตัวฝึกฝีมือและบำเพ็ญเพียรจริงๆ ฮ่าฮ่าฮ่า” ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีพูดเพื่อความยินดี
พลังปราณที่ถูกอัดแน่นอยู่ในภายในห้องนี้นั้นบริสุทธิ์และสูงส่งทุกรูขุมขนภายในร่างกายของพวกเขานั้นเปิดออกเพื่อพยายามดูดซับพลังให้ได้มากที่สุด
“รีบปิดประตูห้องอย่าได้ปล่อยให้พลังปราณอันมีค่านี้รั่วไหลออกไปได้ ห้องศิลานี้มีคุณสมบัติพิเศษที่จะกักเก็บพลังปราณธรรมชาติเอาไว้” ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีรีบออกคำสั่ง ไป๋ซิงใช้พลังจิตปิดประตูห้องศิลาทันที ไป๋ซิงสำรวจรอบๆห้องอีกครั้งหนึ่ งภายในห้องนี้นั้นยังมีประตูเชื่อมต่อไปยังห้องอื่นๆอีก
“พวกเจ้าเห็นสิ่งนั้นหรือไม่” ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีชี้นิ้วไปยังสระขนาดใหญ่ซึ่งที่ก้นสระยังหลงเหลือของเหลวที่สะท้อนประกายสีฟ้า ทั้งยังระเหยเป็นพลังงานธรรมชาติขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสระแห่งนี้คือต้นกำเนิดของพลังปราณอันหนาแน่นภายในห้อง
“ไม่ผิดแน่แล้ว ที่แห่งนี้เคยมีเซียนวิเศษเร้นกายเพื่อฝึกฝนบำเพ็ญเพียร มันได้ทำการก่อตั้งค่ายกลอันยิ่งใหญ่เพื่อดึงดูดพลังงานธรรมชาติทั้งมวลในพื้นที่แถบนี้เข้ามาที่นี่ เมื่อเวลาผ่านไปบริเวณโดยรอบที่แห่งนี้จึงก่อเกิดแก่นผนึกพลังปราณจำนวนมากขึ้นมา ทว่าสำหรับเซียนวิเศษผู้นั้นแแก่นผนึกพลังปราณมากมายมหาศาลเพียงใดล้วนไม่สลักสำคัญเท่าสระน้ำพลังปราณ”
ทุกคนนั้นต่างสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อระงับอารมณ์ความตื่นเต้นของตนเอง หากจะบอกว่าผนึกพลังปราณชั้นสูงนั้นประกอบไปด้วยพลังปราณธรรมชาติที่มีความบริสุทธิ์สูงส่งแล้วแล้วก็ทั้งยังช่วยย่นระยะเวลาในการฝึกฝนของผู้คนได้หลายเท่า แต่สระของเหลวพลังปราณคือการควบแน่นของผนึกพลังปราณจนก่อเกิดเป็นหยดของเหลวและรวมกันเป็นสระพวกมันมีความบริสุทธิ์สูงกว่าผนึกพลังปราณเสียอีกและร่างกายยังสามารถดูดซับมันได้อย่างไม่จำกัดในเวลาอันรวดเร็วและมันยังมีคุณสมบัติย่นระยะเวลาในการฝึกได้มากกว่าผนึกพลังปราณหลายเท่า
ตามคำเล่าลือหากผู้อมตะบางคนที่เสียชีวิตและกลับมาจุติใหม่จนสูญเสียความทรงจำของอดีตชาติและกลับกลายเป็นคนปกติค้นพบวิธีปลุกความทรงจำแห่งอดีตชาติขึ้นมาอีกครั้ง พวกมันอาจสามารถอาศัยความรู้แจ้งในวิถีแห่งเต๋าและพลังแห่งจิตอันเข้มแข็งฟื้นตื่นขึ้นปรุงยาวิเศษในตำนานโอสถเก้าวัฏฏะซึ่งภายในนั้นบรรจุไว้ด้วยพลังงานธรรมชาติที่ไม่มีผลกระทบต่อร่างกายในปริมาณมากเพียงพอที่จะทำให้มันกลับกลายเป็นผู้อมตะได้อีกครั้งในชั่วข้ามคืน
ควรทราบว่าการฝึกฝีมือในวิถีแห่งความเป็นอมตะนั้น ผู้ฝึกจะต้องบรรลุองค์ประกอบสี่ประการซึ่งก็คือ ‘ความรู้แจ้งแห่งเต๋า’ ‘วิชาฝีมือ’ ‘พลังแห่งจิต’ และ ‘ระดับพลังงานธรรมชาติ’ ดังนั้นเมื่อผู้อมตะที่กลับชาติมาเกิดฟื้นคืนความทรงจำ ก็เท่ากับว่ามันได้บรรลุองค์ประกอบทั้งสามประการแรกไปแล้ว เมื่อกลืนกินโอสถเก้าวัฏฏะองค์ประกอบทั้งสี่ก็จะกลับมาครบถ้วนสมบูรณ์อีกครั้ง มิเช่นนั้นต่อให้มันมีความรู้อันลึกล้ำไพศาลจากอดีตชาติก็ยังต้องเริ่มต้นฝึกปรือใหม่ตั้งแต่ต้นเช่นเดียวกับคนอื่นๆ
เรื่องราวเหล่านี้ล้วนมีบันทึกอยู่ในตำรับตำราที่ไป๋ซิงได้เคยอ่านผ่านตาเมื่อครั้งที่ยังอาศัยที่เมืองเขตปกครองตะวันตก เช่นเดียวกับบันทึกที่ว่าสระของเหลวพลังปราณนั้นหากมีจำนวนมากเพียงพอแล้ว คุณค่าของมันแทบไม่ต่างจากโอสถเก้าวัฏฏะเลยแม้แต่น้อย เช่นนั้นแล้วถ้ามีผู้ค้นพบสิ่งนี้นั้นพวกเขาต่างเข้าต่อสู้แก่งแย่งชิงมันไป
“ผู้ใดกันที่ฝึกฝนอยู่ในที่แห่งนี้และยังสามารถรวบรวมพลังปราณจำนวนมากมายมหาศาลได้มามากมาย ถึงคนผู้นั้นจะดูดซับพลังปราณไปมากมายมหาศาลแล้ว แต่มันก็หลงเหลืออยู่มากมายเช่นกันเพียงแค่ปริมาณที่หลงเหลืออยู่นี้ก็มากมายกว่าทรัพย์สินทั้งตระกูลของพวกเราแล้วถ้ามีผู้ใดค้นพบมันนั้นก็ไม่มีผู้ใดยินดีที่จะขายมันถ้ามีผู้ที่จะขายมันนั้นก็ต้องใช้ความมั่งคั่งอย่างมหาศาลในการครอบครองมันอยู่ดี”
“ท่านผู้นำตระกูลพวกเราสามารถใช้น้ำพลังปราณเหล่านี้เพื่อบรรลุสู่ระดับปรมาจารย์หมื่นสำแดงหรือไม่” ไป๋ซิงรีบสอบถามอย่างมีความหวัง
“ถึงเคล็ดวิชาที่เจ้านั้นปรับปรุงให้กับพวกเราและมันสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์หมื่นสำแดงไปได้ ถ้าไม่ได้วิชาของเจ้าในอนาคตตระกูลของเราคงไม่มีใครประสบความสำเร็จเป็นปรมาจารย์หมื่นสำแดงได้เลย พวกข้าทั้งสองนั้นเพียงแค่ฝึกฝนต่อไปอีกไม่นานก็มีโอกาสที่จะทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์หมื่นสำแดงได้ภายในไม่กี่ปี แต่ว่าด้วยพลังงานที่เหลือมันสามารถช่วยเจ้าได้อย่างมากกว่า”
“ถูกแล้ว ไป๋ซิงเจ้าคือผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะรับมันไป” ท่านยายหมื่นเงารีบกล่าวสนับสนุนทันที “ด้วยพรสวรรค์อันสูงส่งของเจ้าหากถือกำเนิดในชาติตระกูลที่มีทรัพยากรที่พร้อมกว่านี้ เจ้าคงประสบความสำเร็จและรุดหน้าอย่างรวดเร็วกว่านี้มากมายนัก” นางหยุดและทอดถอนใจด้วยความเศร้าเสียดายแล้วจึงกล่าวต่อ “เป็นพวกเราที่ลากถ่วงความก้าวหน้าของเจ้าเอาไว้”
คนที่เหลือนั้นต่างก็พยักหน้าและมีท่าทีเห็นด้วยอย่างชัดเจน
“พวกท่านอย่าได้กล่าวเช่นนั้น ตัวข้านั้นมีความสุขดีที่ได้เกิดมาในตระกูลไป๋เมื่อข้าตายก็จะตายเพื่อตระกูลไป๋” เขารับรู้ได้ถึงความห่วงใยจากผู้อาวุโส ทุกคนนั้นยินดีเสียสละทรัพยากรที่มีค่าให้แก่เขา
“ขอบคุณผู้อาวุโสทุกคนแต่ตัวข้านั้นอยากให้บิดาและมารดาได้ดูดซับสระของเหลวพลังปราณนี้ เพื่อที่จะให้พวกท่านนั้นทะลวงผ่านเข้าสู่ปรมาจารย์หมื่นสำแดง”
“ถ้าตัวเจ้าใช้จะไม่มีโอกาสพัฒนาได้เร็วกว่าหรือ ทำไมเจ้าถึงตัดสินใจเช่นนั้นกัน” ท่านยายหมื่นเงากล่าวขึ้นมาทุกคนเองก็สงสัยในวาจาของไป๋ซิงเหมือนกัน ไป๋ซิงยิ้มให้กับทุกคนและกล่าว
“ตอนนี้ระดับฝีมือของข้านั้นสามารถรับมือกับปรมาจารย์หมื่นสำแดงขั้นต้นได้แล้ว”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ” ทุกคนนั้นเมื่อได้ยินคำกล่าวเช่นนี้ก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก แม้แต่บิดามารดาของเขานั้นก็รู้สึกตกใจเช่นกันถึงเขาจะรู้ว่าบุตรชายของพวกเขาแข็งแกร่งมาก แต่เขาไม่คิดเลยว่าบุตรชายของพวกเขานั้นจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
“ข้าอยากให้บิดามารดาใช้โอกาสในครั้งนี้เพื่อเลื่อนระดับเป็นปรมาจารย์หมื่นสำแดงเพื่อที่จะรับมือกับภูเขาหมื่นดาราที่อาจจะพายอดฝีมือระดับปรมาจารย์หทื่นสำแดงมาหลายคน ข้านั้นสามารถรับมือได้คนหนึ่งแต่ถ้ามีหลายคนนั้นข้าไม่อาจปกป้องทุกคนได้”
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนี้นะพวกเขาก็พยักหน้าเข้าใจ
“ตกลงพวกข้าสองคนนั้นจะใช้สระของเหลวพลังปราณนี้เพื่อจทะลวงเข้าสู่ปรมาจารย์หมื่นสำแดง”
“ประเสริฐ” เหล่าผู้อาวุโสตระกูลไป๋ต่างกล่าวชมเชยด้วยความพึงพอใจ กับพวกมันแล้วของสิ่งนี้สามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างจำกัดยิ่ง หากกลับมีความหมายอย่างใหญ่หลวงในการเสริมสร้างอนาคตของตระกูล
คนทั้งหมดทำการแยกย้ายออกสำรวจภายในห้องอีกครั้งแต่ไม่พบสิ่งของใดที่หลงเหลืออยู่อีก นอกจากเครื่องใช้ที่จัดสร้างจากศิลาพียงไม่กี่ชิ้น
“ดูท่าที่นี่เป็นสถานที่ซึ่งเซียนวิเศษใช้กักตนฝึกปรือโดยตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง” ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีกล่าว “ห้องศิลานี้ถูกออกแบบมาอย่างพิเศษเฉพาะ หลังจากที่พวกเราออกไปแล้วขอเพียงพวกเจ้าสองคนปิดประตูลงก็จะไม่มีผู้ใดสามารถเปิดมันออกได้อีก เจ้าจงสงบใจฝึกฝนให้ดีพวกเราจะรอคอยอยู่บนพื้นดิน”
“ตกลง” สองสามีภรรยารับคำก่อนที่จะปิดประตูลงเมื่อทุกคนออกจากห้องไปแล้ว
เมื่อเห็นว่าทุกคนออกไปแล้วสองสามีภรรยาก็สงบสติอารมณ์ พวกเขาค่อยๆเดินเข้าไปที่ริมสระของเหลวพลังปราณและโคจรวิชาที่บุตรชายของพวกเขานั้นคิดค้นขึ้นมาให้กับพวกเขาโดยเฉพาะไป๋ฉีได้วิชาลมปราณเทพน้ำแข็ง เหม่ยเฟิ่งได้วิชาลมปราณเทพสายฟ้าทั้งสองคนนั้นได้เคล็ดวิชาตามตรงพลังธาตุที่พวกเขาใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว
ทั้งสองคนรีบนั่งในท่าดอกบัวและโคจรวิชาพลังปราณของตนเองพลังงานในสระน้ำพลังปราณถูกดึงดูดเข้ามาภายในร่างกายของพวกเขาและเปลี่ยนแปลงให้เป็นพลังปราณ ควบแน่นและสะสมไว้ในจุดตันเถียน พลังงานที่มีสระของเหลวพลังปราณถูกดึงดูดเข้ามาอย่างรวดเร็วไม่ขาดสายพลังงานมากมายนั้นไม่มีผลกระทบต่อตัวของพวกเขาเลยนอกจากนี้พลังงานอันแข็งแกร่งก็หมุนเวียนกระแทกเข้าใส่ตำหนักม่วงอย่างต่อเนื่อง
ทันใดนั้นเองตำหนักม่วงของไป๋ฉีนั้นอัดแน่นท่วมท้นไปด้วยพลังปราณ พลังปราณที่อัดแน่นพลันระเบิดออกมาเขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงพลังงานที่แผ่พุ่งออกจากตัวเขาในรูปแบบของหมอกที่มีความเย็นจัดจนเกินเป็นน้ำแข็งก่อนที่ความรู้สึกนั้นจะสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เหม่ยเฟิ่งนางก็รู้สึกถึงพลังปราณระเบิดออกมาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าในร่างกายของนางนั้นพลังไหลทะลักออกมามีกระแสไฟฟ้ามากมายไหลไปมาในอากาศจากนั้นไม่นานกระแสไฟฟ้าทรงพลังก็สลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
พลังปราณของพวกเขานั้นยังไหลทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่องตำหนักม่วงของพวกเขานั้นขยายตัวออกอยากรวดเร็วตำหนักม่วงของทั้งสองนั้นยังขยายขนาดอย่างต่อเนื่องทั้งลึกลับกว้างขวาง
หลังจากนั้นตำหนักม่วงของพวกเขาก็หยุดขยายและเกิดการเปลี่ยนแปลง ภายในส่วนลึกของจิตสำนึกของพวกเขานั้นพลังงานจำนวนมากพุ่งเข้าหากันอย่างไม่หยุดหย่อนก่อกำเนิดกลายเป็นกระแสพลังปราณที่เปล่งประกาย หลังจากนั้นเวลาผ่านไปเท่าไรไม่อาจทราบว่าผ่านไปกี่วันสระของเหลวพลังปราณนั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้มีดวงดาวนับไม่ถ้วนนั้นเริ่มปราฏกออกมาควบแน่นกันและลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าจนแทบไม่มีช่องว่างในห้องศิลานี้
ปรากฏการณ์นี้คือปรากฏการณ์หมื่นดาราร่วมสำแดง ผู้ที่อยู่ข้างนอกนั้นไม่สามารถสัมผัสอะไรได้เลยเพราะว่ากำแพงของห้องศิลานี้นั้นได้ถูกปิดกั้นอย่างสมบูรณ์
สระของเหลวพลังปราณยังลดลงอย่างรวดเร็วอีกครั้งระดับสระของเหลวพลังปราณนั้นลดตัวลงอย่างไม่หยุดเมื่อเริ่มควบแน่นขึ้นเป็นดวงดาวรอบๆร่างกายของทั้งสองจนกระทั่งเวลาให้หลังการถือกำเนิดก็เสร็จสิ้น ดวงดาวเหล่านี้นั้นลอยอยู่บนอากาศรอบๆตัวของทั้งสองคนหลังจากนั้นก็เกิดปรากฏการณ์จันทราแรกทอประกายแสง สุริยันผุดเด่นบูรพาทิศ อีกครั้งรอบกายของพวกเขานั้นยังปรากฏพลังธาตุของพวกเขาเองอีกด้วย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะวิชาลมปราณของพวกเขาหรือเปล่าจึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ดังภาพปรากฏขึ้นมาระหว่างจะบรรลุปรมาจารย์หมื่นสำแดง
“ผสาน” ทั้งสองคนร้องคำรามเสียงดัง ทั้งสองใช้พลังจิตชักนำ พลังปราณในสระของเหลวพลังปราณที่ยังคงเหลืออยู่อีกเกือบครึ่งก็ยุบหายไปอย่างรวดเร็ว ที่ปรากฏขึ้นแทนคือประกายแสงจำนวนนับหมื่นนับแสนหรืออาจจะมากกว่านั้นซึ่งล่องลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าไม่ขาดสาย
ประกายแสงทั้งมวลถูกดึงดูดเข้าหาดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวและพลังธาตุ ก่อนจะผสานเข้าเป็นหนึ่งเดียว ส่งผลให้พวกมันทุกดวงขยายขนาดใหญ่โตและสุกสว่างยิ่งขึ้นไปอีก
จวบจนกระทั่งระดับพลังปราณในสระของเหลวพลังปราณแห้งขอดจนเกือบจะหมดสิ้น ความเคลื่อนไหวทั้งมวลในห้วงมิติแห่งนี้จึงได้กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง ดวงดาวทั้งหลายถูกดึงดูดชักนำด้วยปรากฎการณ์แห่งห้วงจักรวาลให้เริ่มต้นเคลื่อนไหวเป็นวงจรอันงดงามตามธรรมชาติรอบดวงสุริยันและจันทราในห้วงมิติ
ทันใดนั้นเองพลังปราณจำนวนมหาศาลที่รอบร่างขอทั้งสองก็ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดเป็นระลอกโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง และเมื่อกระแสพลังนั้นสงบลงปรากฏการณ์ต่างๆนั้นก็ได้สลายหายไป ไป๋ฉีและเหม่ยเฟิ่งก็ลืมตาลุกขึ้นยืนพร้อมเปล่งเสียงหัวเราะด้วยความปลื้มปิติ “สำเร็จแล้ว” ทั้งสองเผยรอยยิ้มออกมา
*********************************************************************
ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามช่องทางyoutube ด้วยนะครับ
ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel