ตอนที่ 86
ตอนที่ 86
ไป๋ซิงนั่งสมาธิฝึกฝนอยู่ข้างนอกห้องศิลา เขานั้นได้ใช้พลังจิตติดตามดูการเคลื่อนไหวของทั้งสองคนอยู่ตลอดเวลาพลังจิตของเขานั้นพิเศษกว่าคนอื่นๆทำให้สามารถเล็ดลอดกำแพงห้องศิลาไปได้
เขาดูการเคลื่อนไหวของบิดาและมารดาตั้งแต่กระบวนการเริ่มขยายตำหนักม่วงจนก่อเกิดควบแน่นดวงดาวขึ้นมา
หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยปรากฏการณ์ทั้งผสาน เขาเฝ้ามองทั้งสองอย่างใกล้ชิดถ้ามีอะไรผิดพลาดนั้นเขาจะบุกเข้าไปในห้องศิลาและช่วยทั้งสองคนออกมาอย่างรวดเร็ว
กระบวนการทะลวงเข้าสู่ขั้นปรมาจารย์หมื่นสำแดงนั้นได้ผ่านไปแล้วสามวันก่อนจะสิ้นสุดวันที่ สามช่วงก่อนจะเช้านั้นกระบวนการของทั้งสองนั้นได้เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย
“ดูเหมือนว่าข้าจะดูถูกสระของเหลวพลังปราณมากเกินไปสระของเหลวพลังปราณนั้นย่นระยะเวลาได้มากกว่าที่คาดคิด อีกทั้งยังเหลือของเหลวกำลังฟังอีกส่วนหนึ่ง”
เมื่อมาถึงกระบวนการสุดท้ายแล้วเขาก็วางใจตอนนี้ได้เวลาที่เขานั้นจะอัพเกรดความสามารถด้านพลังของเขาแล้ว
[อัพเกรดพลังปราณสามระดับ ใช้30,000แต้ม]
[ตกลง]
เกิดวังวนพลังปราณดูดซับพลังงานธรรมชาติโดยรอบทะลักไหลเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างต่อเนื่องจนค่อยๆข้ามระดับเข้าสู่ขั้นที่ 8 ขั้นที่ 9 และเข้าสู่ขั้นสูงสุดหลังจากนั้นพลังปราณจำนวนมากที่ได้ทะลักเข้าสู่ร่างกายของเขาเริ่มก่อเกิดเป็นตำหนักขนาดใหญ่อย่างช้าๆ ตำหนักแห่งนี้คือการก่อเกิดตำหนักม่วงนั่นเองเมื่อก่อตั้งตำหนักม่วงได้เสร็จสิ้นแล้วนั้นคนผู้นั้นก็จะอยู่ในระดับสาวกตำหนักม่วงอย่างแท้จริง
การสร้างตำหนักม่วงนั้นค่อยๆก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆตั้งแต่รากฐานจนถึงตัวตำหนักกระบวนการนี้นั้นให้ผ่านไปสามวันจนเขาสามารถก่อตั้งสำนักม่วงได้สำเร็จ
ระหว่างกระบวนการนี้นั้นพวกผู้อาวุโสสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงนี้พวกเขาต่างอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ
“เขาทะลวงเข้าสู่ขั้นสาวกตำหนักม่วงในเวลานี้อย่างนั้นหรือ”
“เขานั้นคืออัจฉริยะในตระกูลของเราในภายภาคหน้า ถ้าเขายังมีชีวิตต่อไปตระกูลของเรานั้นจะเจริญรุ่งเรืองสืบต่อไปและชื่อเสียงของเขาก็จะกระฉ่อนไปทั่วทั้งจักรวรรดิ”
“ปล่อยให้เขาอยู่อย่างเงียบๆอยากได้รบกวนเขา แล้วพวกเราก็คอยอารักขาอย่าให้มีสิ่งใดรบกวนพวกเขาได้” พวกผู้อาวุโสนั้นต่างเฝ้ารอกันอยู่เงียบๆพวกเขารู้ดีว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์ตระกูลของพวกเขา ถ้าพวกเขาชนะการต่อสู้ครั้งนี้มันจะเป็นสิ่งหนึ่งที่จดจำไว้ในประวัติศาสตร์ภายในเทือกเขาดอยทะลุฟ้า แต่ถ้าพวกเขาพ่ายแพ้นั้นจะไม่มีตระกูลเขาอยู่ในเทือกเขาดอยทะลุฟ้าอีกและไม่อาจมีใครจดจำพวกเขาได้เหมือนกับตระกูลต่างๆที่ถูกกวาดล้างในอดีตกาล
ติ้ง
[เลื่อนระดับเข้าสู่ขั้นที่ 3 สาวกตำหนักม่วงสำเร็จ]
ไป๋ซิงลืมตาขึ้นมาหลังจากนั้นเขาก็พลิกฝ่ามือ กุญแจสำหรับเข้าโบราณสถานก็ปรากฏขึ้นมาไป๋ซิงจ้องมองไปยังกุญแจที่ใช้เข้าโบราณสถานด้วยสายตาที่เปล่งประกาย “ในระหว่างห้าปีที่ข้าฝึกฝนนี้ ข้าไม่ได้เข้าไปในโบราณสถานเลยแม้แต่ก้าวเดียวถึงข้าจะพัฒนาเข้าสู่สาวกตำหนักม่วงในด้านกายาเทพอสูรแล้วก็ตาม” ไป๋ซิงในห้าปีที่ผ่านมาไม่ได้เข้าไปในโบราณสถานเลยแม้แต่น้อยเขารอจนกว่าเขาจะทะลวงเข้าสู่สาวกตำหนักม่วงด้านพลังปราณพร้อมกันทั้งสองด้านเสียก่อนเขาถึงจะเข้าไป
“การเผชิญหน้ากับภูเขาหมื่นดารานั้นหวังว่าโบราณสถานจะช่วยเพิ่มพูนพลังของข้าให้ก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งได้” ไป๋ซิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่มุ่งมั่น ผู้อาวุโสก็รู้ดีว่าไป๋ซิงได้ครอบครองโบราณสถานอันลึกลับแต่คนที่สามารถเข้าไปได้มีแต่ผู้ที่ครอบครองกุญแจและประมุขเท่านั้น
ไป๋ซิงส่งพลังปราณเข้าไปและสร้างพันธะครอบครองกุญแจอย่างรวดเร็ว
พลังงานที่เก่าแก่โบราณสายหนึ่งคล้ายถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลเมื่อได้รับการกระตุ้นจากพลังงานของเขา พลังธรรมชาติที่เก่าแก่สายนั้นได้เข้าสู่ร่างกายของเขา พลังงานสายนั้นช่วยปรับปรุงร่างกายของเขาและเพิ่มพูนระดับความสามารถทางร่างกายของเขาจนเขาก้าวเข้าสู่สาวกตำหนักม่วงขั้นที่ 4 ในด้านกายาเทพอสูร
“ประมุขคนแรกของโบราณสถานเป็นใครกันแน่เพียงแค่สร้างพันธะครอบครองนั้นก็สามารถส่งพลังงานทำให้ข้าเลื่อนระดับได้แล้ว” ไป๋ซิงเรียกขวดหยกอันหนึ่งออกมานี่เป็นสมบัติวิเศษไร้ระดับเอาไว้เก็บเม็ดยาไม่ให้สูญเสียคุณสมบัติถึงขนาดของมันจะมีเท่าแค่ครึ่งฝ่ามือแต่กับสามารถบรรจุได้มากมายกว่าที่ตาเห็น ไป๋ซิงพกพาขวดหยกนี้ไว้ใส่สุราดอกท้อเข้าไปเป็นจำนวนมาก
ไป๋ซิงดื่มสุราดอกท้อระหว่างที่รอบิดาและมารดาที่ผสานพลังเพื่อก้าวเข้าสู่ปรมาจารย์หมื่นสำแดง ไป๋ซิงดื่มด่ำสุราดอกท้อจนลืมช่วงเวลาที่อยู่รอบกายไปชั่วขณะ
ทันใดนั้นเองประตูห้องศิลาก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงหลังจากนั้นประตูห้องศิลาก็เปิดออกคลื่นพลังความเย็นและพลังสายฟ้าอันมหาศาลระเบิดออกมาจากนั้นก็มีเงาร่างสองคนพุ่งออกมาและทะลวงขึ้นสูงเหนือพื้นดิน
“ตามไปเร็ว” ผู้อาวุโสนั้นรีบติดตามไปอย่างรวดเร็วรวมถึงไป๋ซิงด้วยหลังจากนั้นช่วงครู่พวกเขาก็ขึ้นมาถึงด้านบน
“ไป๋ฉี เหม่ยเฟิ่ง ท่านพ่อท่านแม่” ทั้งหมดเมื่อติดตามมาถึงแล้วก็เห็นร่างเงาของทั้งสองคนยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักค่ายกลบริเวณนี้ถูกเก็บกลับไปจนหมดสิ้นแล้วทิวทัศน์ของป่าและหุบ เขาก๋กลับคืนมาเป็นปกติอีกครั้งมีเพียงแค่พื้นที่บางส่วนที่ยังมีร่องรอยการต่อสู้หลงเหลือเอาไว้
ทั้งสองคนรีบเดินมาทักทายผู้อาวุโสแต่ระหว่างที่เดินมานั้นรอบกายของทั้งสองคนนั้นต่างทำให้ผู้อาวุโสรู้สึกกดดันเป็นอย่างมาก
“ท่านพ่อท่านแม่พวกท่านควบคุมพลังหน่อยพวกผู้อาวุโสนั้นรู้สึกอึดอัดมาก” ทั้งสองคนนั้นเมื่อถูกบุตรชายของตนนั้นกล่าวตักเตือนขึ้นมา ทั้งสองคนนั้นรีบควบคุมพลังอย่างรวดเร็วและความกดดันก็ค่อยๆหายไป
“พวกเจ้าทั้งสองทำสำเร็จแล้วสินะคิดไม่ถึงเลยว่าในตระกูลของเรานั้นจะมีปรมาจารย์หมื่นสำแดงกำเนิดขึ้นมาแล้ว” ไป๋หลิวกล่าวด้วยความยินดีสองสามีภรรยาก็พยักหน้าให้กับอีกฝ่าย ไป๋หลิวไม่ได้อิจฉาพวกเขาเลยแม้แต่น้อยเขากลับยินดีด้วยซ้ำ ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีและคนอื่นๆนั้นก็มาแสดงความยินดีด้วยเช่นกัน
“เจ้าทะลวงเข้าสู่สาวกตำหนักม่วงด้านพลังปราณแล้วหรือ” ไป๋ซิงเพียงยิ้มให้กับทั้งสองคนเพียงเท่านั้น
“ตอนที่ฆ่าสังหารคนของภูเขาหมื่นดารานั้นได้สมบัติวิเศษมาบ้างเล็กน้อย” ไป๋ซิงบอกกับทุกๆคน
“รีบนำมันมาตรวจสอบเถอะพวกเรานั้นจะแบ่งสมบัติทั้งหมดให้แก่ผู้ที่เหมาะสมเพื่อจะได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในศึกครั้งนี้” ท่านยายหมื่นเงารีบกล่าวขึ้นมา
ไป๋ซิงพยักหน้าหลังจากนั้นก็กล่าวขึ้นมา “ข้าได้สมบัติวิเศษที่ใช้งานเหินบินมาชิ้นหนึ่ง สมบัติวิเศษที่ใช้เก็บของชิ้นหนึ่งและสมบัติวิเศษสำหรับป้องกันชิ้นหนึ่ง ดาบยักษ์เล่มหนึ่งและปีกวิเศษคู่หนึ่งนอกเหนือจากนี้แล้วของสิ่งอื่นล้วนไร้ประโยชน์สำหรับข้า”
ไป๋ซิงเคยได้รับสมบัติวิเศษมีอันดับที่ใช้เก็บของและใช้สำหรับป้องกันจากฟงอี้เฟยมาก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้นจึงมีเพียงสมบัติวิเศษมีอันดับชนิดปีกคู่นี้เท่านั้นที่เขาต้องการ
“แล้วเจ้าต้องการสิ่งใด” ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีมองดูไป๋ซิง
“ข้าไม่ต้องการสิ่งใดพลังตอนนี้ของข้านั้นก็เพียงพอแล้วที่เหลือนั้นให้พวกท่านตัดสินใจได้เลยว่าจะมอบมันให้กับผู้ใด”
พลังโจมตีหลักของเขานั้นก็คือกฎเกณฑ์แห่งธาตุแต่เขานั้นสามารถต่อสู้ระยะประชิดและระยะไกลได้พร้อมกันจะว่าตัวเขานั้นไม่มีจุดอ่อนเลยก็ว่าได้ ถ้าเขาไม่ได้เจอผู้ที่แข็งแกร่งกว่าปรมาจารย์หมื่นสำแดงที่เหลือนั้นเขาก็ไม่กลัวใคร
และในตอนนี้นั้นเขายังบรรลุระดับสาวกตำหนักม่วงด้านพลังปราณเรียบร้อยแล้วเมื่อรวมพลังทั้งหมดเข้าด้วยกันนั้นเขาสามารถป้องกันการโจมตีของปรมาจารย์หมื่นสำแดงขั้นกลางได้เลย
“เจ้าจะไม่เอาสมบัติอะไรจริงๆอย่างนั้นรึ”
“ในส่วนของข้านั้นยกให้กับท่านพ่อท่านแม่ก็ได้” ผู้อาวุโสก็ตกลงในข้อเสนอของเขาเพราะว่าครั้งนี้นั้นไป๋ซิงเป็นผู้ที่ลงแรงที่สุดก็ว่าได้
ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีนำกระบี่บินออกมาหลังจากนั้นก็มอบให้กับไป๋ฉี ส่วนปีกคู่ที่เขาครอบครองนั้นเขาให้กับมารดาของเขาเพื่อเพิ่มความเร็วของนางถึงมันจะเพิ่มได้เล็กน้อยแต่เมื่อเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันแม้ความเร็วจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยก็มีผลต่อชีวิตมากมายมหาศาล
ตอนนี้นั้นเมื่อรวมกับกระบี่บินของบิดาที่เขาเก็บเอาไว้ทั้งหมดก็มีอยู่สิบเล่มเขายังไม่เคยเห็นบิดานั้นใช้กระบี่บินมาก่อนเลย เมื่อท่านทะลวงเข้าสู่ปรมาจารย์หมื่นสำแดงพลังของท่านคงจะมากมายมากกว่าเดิมและสามารถสังหารต้าวจื่อที่ใช้พยุหะอสุราโลหิตได้ไม่ยาก
เมื่อแจกจ่ายทุกอย่างเรียบร้อยแล้วนั้นผู้อาวุโสและคนอื่นก็จากไปเพื่อเตรียมตัวสำหรับการโจมตีของภูเขาหมื่นดารา
“ท่านพ่อท่านแม่พวกเราจะกลับไปยังเมืองเขตปกครองตะวันตกหรือไม่”
“พวกเราจะกลับไปที่หุบเขาหมาป่าทะยานฟ้า” ไป๋ฉีสายศีรษะ “ข้าอยากจะเจอกับท่านไป๋หูกับท่านเฮยเซ่อแล้วพวกเราทั้งสามนั้นเปรียบเสมือนพี่น้องที่ร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกันไม่ว่าอย่างไรข้าก็อยากเจอกับพวกเขาอีกสักครั้งก่อนที่ศึกครั้งนี้จะมาถึง”
ตลอดเวลาห้าปีที่ไป๋ฉี เหม่ยเฟิ่งพักอาศัยอยู่บนเกาะดวงดาวสีขาว จิ้งจอกเก้าหางวารีวิสุทธิ์และอีกาดำก็พำนักอยู่เคียงข้างพวกเขาสองสามีภรรยามาโดยตลอด
ไป๋ซิงพยักหน้าเล็กน้อย
จิ้งจอกเก้าหางวารีวิสุทธิ์สนิทสนมกับบิดาของเขาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งสองออกเดินทางร่วมกันจนถึงทะเลทมิฬอันไกลโพ้น ระยะเวลาที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกันยังยาวนานยิ่งกว่าระยะเวลาที่บิดาและมารดาของเขาอยู่ร่วมกันอีก ไม่น่าประหลาดใจที่ทั้งคู่จะยึดถืออีกฝ่ายเป็นเสมือนพี่น้องร่วมสายเลือด
ส่วนท่านเฮยเซ่อได้ติดตามมารดาของเขาตั้งแต่นางยังเล็กทั้งสองคนนั้นผูกพันกันเป็นอย่างมาก
“เช่นนั้นพวกเราก็ออกเดินทางเถอะ” กระบี่ขนาดเล็กลอยออกมาและขยายขนาดจนมีขนาดใหญ่โตมีพื้นที่ให้ทั้งสามนั้นขึ้นไปและกระบี่ขนาดยักษ์นั้นพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
**********
เทือกเขาดอยทะลุฟ้านั้นมีเมืองเขตปกครองอย่างเป็นทางการทั้งสิ้นสิบเมือง สามเมืองอยู่ภายใต้อำนาจของภูเขาหมื่นดาราเช่นเดียวกับตระกูลไป๋ที่ปกครองนครหมื่นมายา
เมื่อครั้งที่ต้าวจื่อนำกำลังบุกเข้ามาในเทือกเขาดอยทะลุฟ้า มันก็เปลี่ยนชื่อเมืองที่ยึดครองได้เป็นนครมังกรหมื่นดารา เพื่อประกาศให้ทุกคนทราบว่านครแห่งนี้เป็นสาขาของภูเขามังกรหมื่นดารา
แม้หลังจากนั้นพวกมันก็ได้ขยายอาณาเขตยึดเมืองเขตปกครองเพิ่มขึ้นอีกสองเมือง ศูนย์กลางการปกครองของสาขาภูเขามังกรหมื่นดาราในเทือกเขาดอยทะลุฟ้าก็ยังคงเป็นนครมังกรหมื่นดาราเช่นเดิม
ใบไม้วิเศษได้พุ่งเข้ามาในนครมังกรหมื่นดาราอย่างรวดเร็ว เมื่อใบไม้วิเศษได้ปรากฏขึ้นมาได้มีเงาร่าง 3 สายช่องมองใบไม้วิเศษที่พุ่งเข้ามาในนครหมื่นดารา ภายในนครมังกรหมื่นดารานี้นั้นห้ามใช้สมบัติประเภทบินทุกชนิดแต่ผู้ที่สามารถใช้ได้นั้นมีแค่ผู้ที่ปกครองนครมังกรหมื่นดาราเท่านั้นที่สามารถใช้สมบัติวิเศษประเภทบินได้
ผู้อาวุโสเมื่อเห็นพวกต้าวจื่อที่อยู่บนใบไม้วิเศษอีกทั้งเมื่อพวกเขาสังเกตอย่างละเอียดนั้นก็พบว่าบุคคลทั้งสองนั้นได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงมันทำให้พวกเขาตกตะลึงเป็นอย่างมากจะมีใครที่สามารถทำร้ายพวกเขาได้มากขนาดนี้ พวกเขาไม่เชื่อว่าคนของเทือกเขาดอยทะลุฟ้าจะทำร้ายทั้งสองคนได้ มันต้องเป็นผู้คนที่อยู่ด้านนอกเทือกเขาดอยทะลุฟ้าอย่างแน่นอนที่ทำร้ายทั้งสองคนบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ แต่พวกเขาทั้งสามไม่รู้เลยว่าความคิดของพวกเขานั้นผิดมหันต์
“ใครทำร้ายเจ้าแล้วอีกสามคนไปไหนแล้ว” ทั้งสามคนนั้นถามด้วยความตื่นตระหนกต้าวจื่อได้รับบาดเจ็บกลับมาทั้งยังไม่เห็นสาวกตำหนักม่วงอีกสามคนที่ส่งออกไป
ก่อนหน้านี้เมื่อถงจู้จากตระกูลถงพบว่าเครื่องรางแห่งชีวิตของหลานชายแตกสลาย ก็เร่งเดินทางมาคาดคั้นกับผู้อาวุโสทั้งสองของตระกูลต้าวที่เฝ้าประจำอยู่ที่นครมังกรหมื่นดารา พวกมันล้วนรับฟังจนใจสั่นสะท้าน รู้สึกได้ทันทีว่าเรื่องราวไม่ถูกต้องแต่ต่อให้พวกมันคาดเดาอย่างไรก็ก็ยังคิดไม่ถึงว่านอกจากถงถงแล้ว สองพี่น้องตระกูลฉีก็เสียชีวิตลงด้วย
“ทั้งสามคนตายหมดแล้วโดนพวกตระกูลไป๋รอบติดตั้งค่ายกลและรุมสังหารพวกเรานั้นไม่สามารถรับมือกับมันได้เลยศิษย์น้องทั้งสองนั้นต่างถูกสังหารทีละคน เมื่อตอนที่พี่น้องตระกูลฉีถูกสังหารลงป้ายพระราชทานของพวกมันก็ถูกช่วงชิงไปด้วยเช่นกัน”
“บัดซบมันเป็นเช่นนี้ได้ยังไง” เมืองเขตปกครองทั้งสามของภูเขาหมื่นดารานั้นถูกแบ่งให้กับตระกูลต้าว ตระกูลถงและตระกูลฉีป้ายพระราชทานของตระกูลฉีถูกถือครองโดยสองพี่น้องตระกูลฉีนั้นเอง
“พวกเราต้องรีบแย่งชิงป้ายพระราชทานกลับมาไม่อย่างนั้นพวกเราจะต้องเดือดร้อนแน่”
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนแต่ตระกูลไป๋รนหาที่ตายแล้ว” แววตาของถงจู้มีโลหิตไหลออกมา ดวงตาของเขานั้นแดงก่ำเหมือนกับอสูรที่บ้าคลั่ง
น้องสี่ที่อยู่ข้างเคียงกล่าวเสียงเรียบ “ผลการสำรวจต้นตอของคลื่นพลังธรรมชาติที่สั่นสะเทือนครานี้ พวกเราพบว่ามีแหล่งผนึกพลังปราณขนาดใหญ่ในเขตปกครองของตระกูลไป๋ ภายในนั้นมีผนึกพลังปราณชั้นสูงมากมาย ทั้งยังกินพื้นที่กว้างขวางถึงสี่พันกิโลเมตรและลึกถึงสามร้อยกิโลเมตร
“ว่ากระไร เช่นนี้แล้วพวกเราก็ไม่อาจปล่อยพวกมันไปได้” ถงจู้และผู้อาวุโลตระกูลต้าวทั้งสองต่างตื่นตระหนก
“ตระกูลไป๋ไม่ยินยอมส่งมอบแหล่งผนึกพลังปราณให้พวกเราเรื่องจึงจบลงที่การต่อสู้” ต้าวจื่อเค้นคำพูดออกมา
“พวกเราต้องจัดการเรื่องนี้ให้รอบคอบมากที่สุด สาขาหลักนั้นต้องการแหล่งผนึกพลังปราณนี้อย่างแน่นอน หากเราสามารถส่งมอบมันให้ได้ถือว่าเป็นความชอบครั้งใหญ่ ด้วยผลงานในครั้งนี้สถานะของพวกเราทั้งสามตระกูลนั้นต้องสำคัญขึ้นไปอีกและอาจจะสามารถฝึกเทพวิชาจากภูเขาหมื่นดาราสาขาหลักก็ได้ เมื่อตระกูลไป๋กล้าแข็งข้อกับภูเขาหมื่นดารา พวกเราก็ใช้เลือดล้างตระกูลไป๋มิให้หลงหลือแม้สัตว์เลี้ยง”
“แน่นอนข้าจะฆ่าล้างบางพวกมันให้หมด” ต้าวจื่อพูดออกมาด้วยความเครียดแค้น
“แต่ตอนนี้นั้นทางตระกูลไป๋ได้ส่งคนไปลงนามในสัญญากับจักรวรรดิ์ดาราสวรรค์แล้ว”
“สิ่งที่พวกเราต้องทำตอนนี้คือต้องขัดขวางการลงนามในสัญญาในครั้งนี้และถ่วงเวลาออกไปให้ได้นานที่สุด” ผู้อาวุโสทั้งสามนั้นเมื่อได้ยินพวกเขาก็เข้าใจและตัดสินใจที่จะขัดขวางตระกูลไป๋
“ถึงพวกนั้นจะเดินทางไปถึงแล้วแต่จนกว่าท่านทูตจะเดินทางมาถึงก็ใช้เวลาสามวัน ในเวลาสามวันนี้พวกเรานั้นต้องถ่วงเวลาเอาไว้และทำให้มันล่าช้าออกไปอีกสักระยะหนึ่ง ตอนนี้พวกเราต้องแข่งกับเวลาแล้วเท่านั้น ยิ่งพวกเรากำจัดตระกูลไป๋ได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีกับตัวพวกเราเท่านั้น”
“ตกลงเอาตามนี้” ทุกคนนั้นตกลงกับความคิดเห็นนี้อย่างรวดเร็ว ตอนนี้พวกเขาเองก็ไม่มีตัวเลือกมากนักหากพวกตระกูลไป๋ได้รับการคุ้มครองจากจักรวรรดิ์ดาราสวรรค์พวกเขาก็ไม่อาจทำอะไรพวกมันได้ และหากภายภาคหน้าตะกูลไป๋สามารถเพิ่มพลังความแข็งแกร่งได้มากกว่านี้มันจะเป็นการคุกคามพวกเขา เช่นนั้นแล้วพวกเขาจึงตัดสินใจฆ่าล้างตระกูลไป๋
ตระกูลไป๋สังหารสาวกตำหนักม่วงของฝ่ายมันไปสามคน ทำให้หลงเหลือเพียงแค่ห้าคน หากทุ่มเทกำลังเข้าต่อสู้แม้พวกมันจะได้ชัยก็คงต้องล้มตายเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ผลประโยชน์ไม่ว่าจะมีมากมายเพียงใดคนต้องมีชีวิตอยู่จึงจะสามารถเสวยสุขได้
“พวกเรานั้นต้องเชิญผู้แข็งแกร่งจากภูเขาหมื่นดาราในบริเวณใกล้เคียงมาที่นี่เพื่อสมทบเป็นกำลังเสริมให้กับพวกเรา ส่วนตัวข้านั้นจะมุ่งไปที่นครดอยทะลุฟ้าเพื่อพบกับแม่ทัพกองกำลังที่ประจำการอยู่และขอให้เขาดึงเรื่องนี้เอาไว้ให้นานที่สุด หากเป็นไปได้ให้เชิญผู้เฒ่าหมื่นโลหิตมาด้วย”
“ถึงกับต้องเชิญผู้เฒ่าหมื่นโลหิตมาเลยเช่นนั้นรึ”
“ลางสังหรณ์ของข้าบอกว่าการต่อสู้ครั้งนี้นั้นหากพวกเราไม่ทุ่มสุดตัวพวกเราทั้งหมดอาจจะตายไปได้”
“ขอเพียงสามารถเชื้อเชิญสหายมาสักหลายสิบ ยี่สิบคนการบุกเข้าไปกวาดล้างตระกูลไป๋จะกลายเป็นเรื่องอันง่ายดาย หากมียอดฝีมือเช่นผู้เฒ่าหมื่นโลหิตเสริมเข้ามาอีกมันยิ่งจะรับประกันความปลอดภัยของพวกเราได้มากขึ้น” ต้าวจื่อกล่าว “เมื่อแจกแจงผลได้ผลเสียให้ชัดเจนว่าการรวมพลังเข้าด้วยกันนั้นจะปลอดภัยไร้เรื่องราว ในขณะที่ทุกคนล้วนมีส่วนแบ่งในผลลัพธ์ร่วมกันเหล่าศิษย์ร่วมสำนักทั้งหลายย่อมต้องยินยอมเดินทางมาร่วมมืออย่างแน่นอน”
“ดีตกลงตามนี้”
“เช่นนั้นแยกย้ายไปทำตามหน้าที่” เมื่อวางแผนทุกอย่างเรียบร้อยแล้วนั้นพวกเขาก็แยกย้ายไปทำตามแผนของพวกเขาทันที
*********************************************************************
ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามช่องทางyoutube ด้วยนะครับ
ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel