ตอนที่ 90
ตอนที่ 90
ทิวทัศน์ในห้องโถงเทพสำนึกต่างเต็มไปด้วยธรรมชาติ ต้นไม้ ลำธาร ภูเขา ต้นหญ้า และมีกระท่อมหลังเล็กๆตั้งอยู่หลังนึง
ที่ลำธารนั้นมีกระแสน้ำไหลเวียนลงมาจากภูเขาภายใต้ดวงดาวสุกใสจำนวนนับไม่ถ้วนที่ประดับประดาทั่วท้องฟ้า
ต้นไม้ ต้นหญ้าต่างพากันโบกสะบัดไปมาทั้งที่ไม่มีสายลมเลย
“ที่นี่น่าอัศจรรย์จริงๆมันแยกจากโลกภายนอกอย่างชัดเจน สัมผัสวิถีแห่งเต๋าก็ชัดเจนจนสามารถรู้สึกได้ทั้งที่ยังยืนอยู่” ไป๋ซิงเหม่อมองสภาพแวดล้อมของห้องโถงเทพสำนึก
“ที่ห้องโถงเทพสำนึกเป็นมิติเอกเทศซึ่งถูกสร้างขึ้นมาโดยประมุขคนแรกของโบราณสถาน ประมุขคนแรกนั้นมีความสามารถที่ลึกลับในระดับที่ไม่อาจหยั่งถึงเขาสามารถสร้างห้องโถงเทพสำนึกและบรรจุด้วยวิถีแห่งเต๋ามากมาย” กวางสีดำกล่าวขึ้นมาเพื่ออธิบายคุณสมบัติของห้องนี้
ไป๋ซิงพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจสิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้านั้นน่าอัศจรรย์เขาไม่เคยสัมผัสกับประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน โบราณสถานแห่งนี้นั้นก็ตั้งอยู่ในมิติที่เป็นเอกเทศและห้องโถงเทพสำนึกนี้ก็คือมิติเอกเทศอย่างหนึ่งเช่นเดียวกันมิติซ้อนมิติอีกชั้นนึง
“เจ้าไปทางด้านนั้นก่อนขุมทรัพย์ที่แท้จริงซุกซ่อนอยู่ภายในตัวกระท่อมนั้น” กวางสีดำส่งเสียงกระตุ้นและหนึ่งคนหนึ่งตนก็เดินมาจนถึงกระท่อมไม้เชิงเขาซึ่งดูจากภายนอกแล้วไม่มีอันใดพิเศษพิสดาร
ภายในกระท่อมแห่งนี้นั้นมีเครื่องใช้เพียงไม่กี่ชิ้นและมีตำราที่มีสีดำสนิทซึ่งหน้าปกของหนังสือแต่ละเล่มมีตัวอักษรโบราณกำกับไว้อย่างสวยงาม ‘คัมภีร์เทพสำนึก’ ‘คัมภีร์เทพสำนึกเล่มที่สอง’ ‘คัมภีร์เทพสำนึกเล่มที่สาม’ รวมทั้งสิ้นสี่สิบห้าเล่ม
“ประมุขรุ่นที่หนึ่งนั้นได้รวบรวมตำราเอาไว้มากมายและตั้งชื่อมันว่าคัมภีร์เทพสำนึกและนี่จึงเป็นที่มาของชื่อห้องโถงแห่งนี้” กวางสีดำอธิบายความเป็นมาของห้องแห่งนี้ให้กับเด็กหนุ่มได้ฟัง
ไป๋ซิงเดินเข้ามาและหยิบคัมภีร์เทพสำนึกขึ้นมาเปิดดูหน้ากระดาษของคัมภีร์เป็นสีดำสนิทในขณะที่อักษรโบราณนั้นมีสีทองเนื้อหาของมันนั้นเขาไม่สามารถอ่านมันได้เนื่องจากมันเป็นภาษาโบราณหรือภาษาเทพอสูรในสมัยก่อน แต่เขาก็สามารถเข้าใจเนื้อหาในคัมภีร์พวกนี้ได้สิ่งที่ถูกบันทึกเอาไว้ล้วนเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปและบันทึกประจําวันต่างๆ เนื้อหาที่อยู่ในคัมภีร์ผิดจากที่เขาคาดหวังเอาไว้มากนัก
“เจ้าอย่าเพียงแค่เปิดผ่านๆให้ตั้งสมาธิและอ่านอย่างตั้งใจ ไปที่ด้านนอกและอ่านออกเสียงให้อย่างชัดเจน”
“แต่ข้าไม่รู้ภาษาโบราณของเทพอสูร”
“ให้เจ้าอ่านตามปกติเจ้าจะเข้าใจเองนั่นคือสิ่งที่ท่านเซียนเทียนหลงเคยทำมาและคนอื่นๆเคยกระทำมาก่อน” กวางชราสีดำพูดชี้แนะ
ไป๋ซิงถือคัมภีร์เทพสำนึกและเดินออกมานั่งทีมานั่งข้างนอกตามคำแนะนำของกวางสีดำเขาเริ่มอ่านคัมภีร์อย่างช้าๆ
เขาค่อยๆอ่านทีละคำในคัมภีร์แต่เสียงที่ผ่านออกมาจากปากของเขานั้นกลับเกิดเป็นกระแสคลื่นที่สามารถสั่นคลอนหัวใจของผู้ฟังได้ เสียงที่อ่านออกมานั้นเต็มไปด้วยอารมณ์มากมายไม่ว่าจะความทุกข์ความสุขความเศร้าและยังมีอารมณ์อีกมากมายจนไม่อาจจำแนกได้
ไป๋ซิงจมลงไปในห้วงสมาธิกับการอ่านคัมภีร์เขาค่อยๆถูกดึงดูดเข้าไปสู่โลกอันลึกลับ
ไป๋ซิงที่ตกอยู่ในห้วงภวังค์หลงลืมคัมภีร์เทพสำนึกในมือ สายตาของเขาจ้องมองออกไปยังต้นหญ้า ขุนเขา โขดหิน และสายน้ำ คล้ายดั่งเห็นซึ้งถึงพลังแห่งเต๋าที่สถิตย์อยู่ในทุกสรรพสิ่ง
เขาเงยหน้าขึ้นจ้องมองไปบนท้องฟ้า กวาดตามองไปยังดวงดาวแต่ละดวงที่ทอแสงกระจ่างด้วยความรู้สึกที่แตกต่าง จนมาหยุดยั้งลงที่ดาวดวงหนึ่งซึ่งเขารู้สึกคุ้นเคยและผูกพันเป็นพิเศษ
ไป๋ซิงรู้สึกคล้ายตนเองกำลังหลับใหลอยู่บนอ้อมแขนของมารดาตั้งแต่แรกเกิดจนตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาที่ได้อยู่กับครอบครัวมันทำให้เขารู้สึกถึงความอบอุ่นของบิดาและมารดา ความรู้สึกและประสบการณ์มากมายหลั่งไหลเข้ามาในจิตใจของเขา
กวางชราสีดำเบิกตาจนกลมกว้างจ้องมองภาพดังกล่าว “เหลือเชื่อเกินไปแล้วนี่อ่านคัมภีร์เล่มแรกรวดเดียวจนเกือบจบโดยไม่ต้องหยุดพัก ไป๋ซิงผู้นี้กลับมีความเข้าใจในเต๋าที่ลึกซึ้งจนสามารถจมลึกเข้าไปในภวังค์ระดับสูงและอ่านตัวอักษรมากมายเพียงนี้ในคราเดียว”
มันนั้นเคยเฝ้ามองสังเกตท่านเซียนเทียนหลงและหลี่ตงเข้ามาฝึกฝนในห้องโถงแห่งนี้เป็นอย่างดี คัมภีร์เหล่านี้เป็นเพียงสื่อกลางที่ใช้ชักนำจิตสำนึกของผู้อ่านให้ฟังหรือเข้าไปในห้วงพะวงในการรู้แจ้งยิ่งผู้อ่าน อ่านได้ยาวนานและเข้าใจได้ลึกซึ้งเท่าไหร่ความสำเร็จเกี่ยวกับการรู้แจ้งของบุคคลนั้นก็จะถูกสะสมจนบรรลุในที่สุด
รอยยิ้มอันสุขสงบประดับอยู่บนใบหน้าของไป๋ซิง นั่นเป็นรอยยิ้มที่งดงามเฉิดฉันและจริงแท้ เขาคล้ายกลับไปเป็นเด็กน้อยในอ้อมกอดของมารดา แม้แต่กวางชราสีดำยังบังเกิดความอบอุ่นขึ้นในหัวใจเมื่อได้เห็น
“ดาราดวงใดที่เขาจ้องมอง” กวางชราสีดาไล่สายตาตามไป๋ซิงขึ้นไปบนท้องฟ้า ตามที่มันได้ยินมาจากผู้อมตะเทียนหลงดวงดาวแต่ละดวงล้วนสำแดงวิถีแห่งเต๋าที่แตกต่างกัน
“หลอมรวมทุกสรรพสิ่ง”
ไป๋ซิงลุกขึ้นยืนจากนั้นเขาก็โคจรกฎเกณฑ์แห่งธาตุ พลังเพลงกระบี่และสายเลือดเทพอสูรจิ้งจอกเก้าหางออกมาคลื่นพลังมากมายต่างก็ออกมาและค่อยๆหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างช้าๆจนเกิดเป็นปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาด
กฎเกณฑ์แห่งธาตุแห่งแสงและสุริยันค่อยๆหลอมรวมเข้ากันอย่างช้าๆต่อจากนั้นก็เป็นกฎเกณฑ์ธาตุน้ำแข็ง เมื่อทุกอย่างพร้อมรวมเข้าด้วยกันแล้วเกิดเป็นรัศมีสีทองอันเจิดจรัสจากนั้นสายเลือดเทพอสูรก็ปรากฏขึ้นมาในร่างกายของเขาปรากฏหูและหางของจิ้งจอกเก้าหาง และพลังของเพลงกระบี่ก็ปรากฏออกมาเป็นเจตจำนงกระบี่ วงแหวนสามวงปรากฏออกมาเบื้องหลังของเขามันมีสีขาวสีแดงและสีฟ้าตามลำดับ
ไป๋ซิงค่อยๆไล่รำเพลงกระบี่อย่างช้าๆพลังกระบี่กระจายออกไปอย่างไร้ขอบเขตแม้แต่กวางชราสีดำที่เฝ้ามองอยู่อย่างมันรับรู้ได้ถึงเจตจำนงกระบี่ที่แข็งแกร่ง
กวางสีดำเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของเด็กหนุ่มเบื้องหน้าด้วยความตกใจเพียงแค่อ่านคัมภีร์เทพสำนึกเล่มแรกและรับรู้วิถีแห่งเต๋าการหลอมรวมทุกสรรพสิ่งจนหลอมรวมพลังทุกอย่างเข้าด้วยกัน
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา กวางชราสีดำลอบจับตาดูไป๋ซิงฝึกฝนที่หุบเขาหมาป่าทะยานฟ้ามันได้เห็นพลังต่างๆและกฎเกณฑ์แห่งธาตุของเด็กหนุ่มเบื้องหน้าและได้เห็นเพลงกระบี่และความรู้แจ้งแห่งเต๋าในตัวเขาที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งยังคุ้นเคยกับสำนึกแห่งความหวนรำลึกที่แฝงอยู่ในท่ากระบี่ของไป๋ซิงอย่างลึกล้ำ
ท่วงท่าในการร่ายรำกระบี่เปลี่ยนแปลงไป
“เปลี่ยนแปลงอีกแล้ว” กวางชราสีดาเฝ้ามองเห็นท่ากระบี่ของเด็กหนุ่มเบื้องหน้าใช้ออกและร่ายรำออก เปลี่ยนแปลงไปมาเขาใช้ออกด้วยพลังกระบี่ที่บริสุทธิ์และสูงส่งความแข็งแกร่งของเจตจำนงกระบี่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และพลังจิตเองนั้นก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกันทำให้พลังของเจตจำนงกระบี่นั้นแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ทันใดนั้นเองพลังสามสายได้ปรากฎรอบร่างกายของเด็กหนุ่มมันไม่ใช่พลังธรรมชาติแต่เป็นพลังกฎเกณฑ์แห่งธาตุทั้งยังเป็นกฎเกณฑ์ชั้นสูงที่มีพลังมากกว่าพลังธาตุธรรมดาและพลังธาตุเที่ยงแท้มากนัก
พลังทั้งสามสายนั้นต่างโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่องโดยมีเด็กหนุ่มเป็นจุดศูนย์กลางมันหมุนวนดั่งพายุเฮอริเคนแต่ก็ไม่ได้ทำลายล้างร่างกายของเด็กหนุ่มเลย
กวางชรานิ่งตะลึงมองปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าอยู่เนิ่นนานก่อนเอ่ยวาจาออกมาในที่สุด “การหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว” ประสบการณ์ต่างๆที่เด็กหนุ่มได้ฝึกฝนและรู้แจ้งในวิถีแห่งเต๋าตลอดการฝึกฝนเส้นทางอมตะมันกำลังหลอมรวมและตกผนึกจนส่งผลให้เขาก้าวผ่านและทะลวงเข้าสู่ขอบเขตต่อไป
ไป๋ซิงดื่มดำกับความรู้สึกแห่งความรู้แจ้งนี้ท่ามกลางพลังทั้งสามสาย เพียงแค่นิ้วมือที่ร่ายรำคล้ายออกกระบี่ยังเรียบง่ายแต่กับมีพลัง หลังจากนั้นเองเขากลับรับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของพลังทั้งสามสาย
ประกายแสง เกล็ดน้ำแข็งและดวงดาวสุริยันขนาดเล็กหมุนวนรอบกายพวกมันนั้นหยอกล้อเล่นสนุกทำการเคลื่อนไหวรอบเด็กหนุ่มบางทีนั้นพลังทั้งสามสายต่างก็พร้อมรวมเชื่อมโยงกันพวกมันต่างไม่ได้ขัดแย้งกัน
ประกายแสง เกล็ดน้ำแข็งและดวงสุริยันเปล่งประกายราวกลับกระบี่พลังทั้งหมดสาดซัดหนักขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นพายุที่เกี่ยวกับไร้ความปราณี เพลงกระบี่ของเด็กหนุ่มก็เปลี่ยนแปลงจากนุ่มนวลเป็นรุนแรงทรงพลังจนไม่มีผู้ใดต้านทานได้
ลิงยักษ์สีขาวจ้องมองการเปลี่ยนแปลงของเด็กหนุ่มจากที่ไหนสักแห่งในโบราณสถานเขาเห็นการเปลี่ยนแปลงของพลังทั้งสามสายและสุดท้ายมันก็กลับสู่รูปลักษณ์เดิมเหมือนกับตอนที่เขาเริ่มดูดซับกฎเกณฑ์ครั้งแรกลักษณะของมันเปลี่ยนเป็นพลังงานทรงกลม
“ในที่สุดก็สำเร็จ” ไป๋ซิงลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ
ติ้ง
บรรลุเขตแดนแห่งเต๋าหลอมรวมทุกสรรพสิ่ง
“ขอแสดงความยินดีด้วยไป๋ซิง” ริมฝีปากของกวางชราสีดำเผยยิ้มกว้างด้วยความตื่นเต้นอย่างล้นเหลือ “เจ้าได้หลอมรวมตนเองเข้ากับเต๋าได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้วความรู้สึกที่เป็นส่วนหนึ่งของเต๋าช่างวิเศษมหัศจรรย์ยิ่งนัก ใช่หรือไม่”
ความรู้สึกที่เขาสัมผัสได้นั้นมันช่างน่าเหลือเชื่อเขารู้สึกว่าตนเองนั้นเหมือนกับเป็นกฎเกณฑ์ทั้ง สามและเจตจำนงกระบี่ที่แข็งแกร่ง พลังสายเลือดเองเขาก็รู้สึกว่าสามารถใช้ได้อย่างไหลลืน ความรู้สึกนั้นทำให้เขาตระหนักและได้ค้นพบวิธีต่อของตนเองแล้วนั่นคือการหลอมรวมทุกสรรพสิ่งไม่ว่าจะรู้แจ้งวิถีเต๋าใดเขานั้นจะหลอมรวมมันให้เป็นหนึ่งเดียว
“การฝึกฝนของเจ้าตลอดหลายปีที่ผ่านมานั้นได้สั่งสมประสบการณ์จนช่วยให้เจ้าทะลวงเข้าสู่เขตแดนแห่งเต๋าได้”
“เขตแดนแห่งเต๋า” ไป๋ซิงทวนคำด้วยความงุนงงระบบก็เตือนเขาว่าเขานั้นได้บรรลุเขตแดนแห่งเต๋าแล้ว
กวางชราสีดำอดมิได้ต้องบังเกิดความประหลาดใจ “แม้แต่เรื่องนี้เจ้าก็ไม่ทราบ”
“อาวุโสโปรดชี้แนะ”
กวางชราสีดำถอนลมหายใจ “ตระกูลของเจ้านับเป็นตระกูลเล็กๆในพื้นที่ห่างไกลมันไม่แปลกที่เจ้าจะไม่รู้ความรู้พื้นฐานในการรู้แจ้งในแต่ละระดับ เช่นนั้นให้ข้าบอกต่อเจ้า ในการฝึกฝนเพื่อพัฒนาระดับเคล็ดวิชาของตนไม่ว่าจะเป็นกระบี่ ดาบ หอก แม้แต่ด้านจิตรกรรม ดนตรีการ หรือศิลปะแขนงต่างๆ ขั้นแรกสุดก็คือ ‘พื้นฐาน’ ซึ่งก็คือการทำความคุ้นเคยกับพื้นฐานเบื้องต้นของวิชาเหล่านั้น ขั้นที่สองก็คือ ‘เชี่ยวชาญ’ ซึ่งหมายความว่าเจ้ามีความเชี่ยวชาญในวิชานั้นอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ขั้นที่สามก็คือ ‘ฟ้ามนุษย์หลอมรวม’ ซึ่งหมายความว่าเจ้าได้เริ่มเข้าสู่วิถีแห่งเต๋าและปรับตัวให้เข้ากับพลังแห่งฟ้าดิน”
ไป๋ซิงนิ่งรับฟังสำหรับสามระดับแรกนี้เขาพอจะมีความเข้าใจมาก่อนแล้วแต่เขตแดนแห่งเต๋านี้เขาไม่มีข้อมูลของมันเลย
“หลังจากระดับ ‘ฟ้ามนุษย์หลอมรวม’ ขั้นต่อไปคือการเข้าให้ถึงความลึกซึ้งแห่งวิถีธรรมชาติและค้นหาวิถีแห่งเต๋าของตนเอง เมื่อใดที่ค้นพบก็เท่ากับเจ้าเข้าถึง ‘ความรู้แจ้งแห่งเต๋า’ ซึ่งเป็นขั้นที่สี่” กวางชราส่ายศีรษะ “นี่เป็นระดับที่แม้แต่สาวกตำหนักม่วงบางคนก็ยังไม่อาจเข้าถึง”
เขาพยักหน้าการรู้แจ้งแห่งเขานั้นได้รู้แจ้งมันหลายครั้งแล้ว ระดับนี้เขาพอจะรู้จักอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้รู้จักมากมายอะไร
“จากนั้นเมื่อเจ้าสั่งสมและรวบรวมประสบการณ์ของความรู้แจ้งมากยิ่งขึ้น ระดับความล้ำลึกในวิถีแห่งเต๋าของเจ้าก็จะยิ่งสูงขึ้นจวบจนเมื่อถึงจุดหนึ่งเจ้าจะรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับเต๋าอย่างแท้จริง จนถึงขั้นที่เพียงแค่คิดก็สามารถรวบรวมพลังแห่งเต๋าจากสรรพสิ่งรอบกายมาสร้างเป็นเขตแดนแห่งเต๋าของเจ้าเองได้และนี่คือขั้นที่ห้าเขตแดนแห่งเต๋า ซึ่งเป็นขั้นที่เจ้าแสดงออกเมื่อครู่นี้และนับว่ายอดเยี่ยมยิ่งนัก”
“ข้าได้มาถึงขั้นนี้แล้ว” ไป๋ซิงพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้
*********************************************************************
ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามช่องทางyoutube ด้วยนะครับ
ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel