ตอนที่ 93

ตอนที่ 93

“แม้แต่การโจมตีด้วยกระบี่กฎเกณฑ์ทั้งสองก็ยังไม่อาจทำลายหุ่นไม้นี้ได้” ไป๋ซิงสลายกระบี่กฎเกณฑ์ทั้งสอง

“หมุนเวียนพลัง 500 รอบ กระบี่ธาตุบรรพกาล” ไป๋ซิงชูมือเหนือศีรษะเกิดกระบี่กฎเกณฑ์สาม เล่มแต่ละเล่มนั้นต่างมีสีแตกต่างกันหนึ่งสีขาว หนึ่งสีฟ้า หนึ่งสีแดงพลังกฎเกณฑ์แห่งธาตุทั้งสามถูกปลดปล่อยเขhาใส่กระบี่กฎเกณฑ์ทั้งสามอย่างต่อเนื่อง และกระบี่กฎเกณฑ์ทั้งสามนั้นค่อยๆขยายตัวออกอย่างช้าๆ จนมีขนาดใหญ่นับร้อยเมตร

“ตั้งแต่การต่อสู้กับพวกภูเขาหมื่นดาราครั้งสุดท้าย ตอนนั้นระดับพลังปราณของข้าอยู่แค่ระดับเหนือธรรมชาติเท่านั้น แต่ตอนนี้อยู่ระดับสาวกตำหนักง่วงแล้วมาดูสิว่าพลังทำลายล้างของมันจะเพิ่มมากขึ้นสักแค่ไหน” ไป๋ซิงโคจรพลังปราณและปลดปล่อยเข้าไปในกระบี่ธาตุบรรพกาลเขาอยากรู้ว่าการโจมตีของเขาจะแข็งแกร่งถึงขนาดไหน

“ไป”กระบี่ธาตุบรรพกาลทั้งสามเล่มพุ่งทะยานเขาใส่หุ่นไม้ สิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังเสียงระเบิดคืออักขระอาคมที่ถูกทำลายไปหนึ่งในสามและหุ่นไม้ยังมีรอยกระบี่ฟันลึกถึงยี่สิบเซนติเมตรอยู่สามรอย

“สำเร็จ” ไป๋ซิงเปล่งเสียงอย่างลิงโลด กระบี่ธาตุบรรพกาลทั้งสามเล่มก็เกิดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง หลังจากนั้นมันก็พุ่งทำรายหุ่นไม้การโจมตีนี้ปรากฏขึ้นมาเรื่อยๆ หุ่นไม้ที่ถูกกระบี่ธาตุบรรพกาลโจมตีนั้นอักขระอาคมและร่องรอยบนหุ่นไม้ก็ถูกทำลายมากขึ้นเรื่อยๆ

“หมุนเวียนพลังหกร้อยรอบ” เขาปล่อยพลังปราณ กำลังกายาเทพอสูรและพลังกฎเกณฑ์แห่งธาตุ กระบี่ธาตุบรรพกาลทั้งสามเล่มพุ่มทะลวงทำลายหุ่นไม้ได้ในที่สุด

ตู้ม

หุ่นไม้สลายหายไปเหมือนไม่เคยอยู่ตรงนั้นมาก่อน

“สำเร็ว” ไป๋ซิงรีบหันไปสำรวจดูนาฬิกาทรายที่อยู่บนอากาศและพบว่ายังเหลือเวลากว่าครึ่งชั่วโมง

“ยินดีด้วยเจ้าทำสำเร็จในที่สุด” ลิงยักษ์สีขาวกล่าวชื่นชมพลางเดินเข้าหา “เจ้าจะทดลองฝ่าด่านที่สองเลยหรือไม่”

ไป๋ซิงครุ่นคิดถึงเขาจะอยากได้สมบัติวิเศษ แต่เขาก็รู้ตัวดีเพราะขนาดด่านที่หนึ่งเขายังใช้พลังไปมากและนี่ยังเป็นการทดสอบที่ง่ายที่สุด หากด่านที่สองไม่ใช่บททดสอบแบบนี้แต่เป็นบททดสอบที่ยากกว่านี้เขาคงจะไม่ผ่าน

“ผู้อาวุโส ระดับความยากของด่านที่สองนั้นมากกว่าด่านที่หนึ่งเท่าใด”

“ย่อมหนักหนากว่ามากนัก” ลิงยักษ์สีขาวกล่าวตามตรง “ด่านที่เจ้าเพิ่งผ่านมาได้นั้นนับเป็นด่านที่เรียบง่ายที่สุดแล้ว หลังจากนี้จะไม่มีด่านใดที่ง่ายดายเช่นนั้นอีก สิ่งเดียวที่ข้าสามารถแนะนำเจ้าได้ก็คือ เมื่อใดที่เจ้าตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตให้รีบใช้กุญแจโบราณสถานกลับออกมา เช่นนั้นแม้จะถือว่าล้มเหลวในการทดสอบแต่อย่างน้อยก็ยังรักษาชีวิตเอาไว้ได้”

ลิงยักษ์สีขาวกล่าวอธิบายถึงความอันตรายของด่านที่สอง “เจ้าจะเข้ารับการทดสอบในด่านที่สองหรือไม่”

“แน่นอนสิ”

“ไปเถิด” สิ้นเสียงร่างของไป๋ซิงก็พลันหายไปจากห้อง แต่แล้วหลังจากผ่านไปไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นร่างของไป๋ซิงก็ร่วงหล่นลงมาจากความว่างเปล่าและกระแทกพื้นของห้องโถงเทพต่อสู้ที่ชั้นหนึ่งอย่างแรง ทั่วร่างกายของไป๋ซิงมีบาดแผลมากมายเกิดขึ้น ไป๋ซิงลุกขึ้นมาอย่างช้าๆด้วยพลังของกายาเทพอสูรของเขาบาดแผลของเขาก็หายไปเป็นปกติ ตอนนี้ชุดขนสัตว์ที่มารดาของเขาตัดเย็บให้ต่างขาดรุ่งริ่งนี่เป็นสิ่งยืนยันที่ชัดเจนว่าเขาได้เผชิญกับอันตรายอันใดมา ถึงชุดขนสัตว์นั้นจะเป็นชุดประเภทป้องกันแต่ก็ไม่สามารถป้องกันอะไรได้เลย

“เจ้าล้มเหลว” ลิงยักษ์สีขาวกล่าวอย่างเรียบง่าย

“เพียงสมบัติวิเศษในอันดับเดียวกับด่านแรก เหตุใดจึงยากเย็นกว่าถึงเพียงนี้ ดูเหมือนว่าข้าจะดูถูกบททดสอบนี้มากเกินไป” ไป๋ซิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ที่เขาหงุดหงิดนั่นไม่ใช่เพราะว่าเขาล้มเหลวในการทดสอบไอ้ที่เขาหงุดหงิดนั้นก็คือพลังของตนเองนั้นช่างน้อยนิดเหลือเกิน

ทันทีที่เขาปรากฏตัวในชั้นที่สองของห้องโถงเทพต่อสู้ ตั๊กแตนก็ปรากฏขึ้นมาทันที ตั๊กแตนพวกนี้นั้นเป็นสีดำทั้งหมดแขนของพวกมันเป็นใบมีดที่แหลมคม นี่คือสัตว์อสูรตั๊กแตนทมิฬ ตั๊กแตนทมิฬทั้งยี่สิบตัวนั้นพุ่งเข้าจู่โจมฉีกกระชากร่างของเขาเป็นชิ้นๆ แต่ละตัวนั้นมีระดับพลังสาวกตำหนักม่วงขั้นสูงสุดมันทำให้เขาตกใจเป็นอย่างมาก เขาได้แต่กัดฟันต้านทานพวกมันได้ไม่ถึง ยี่สิบวินาทีก็ต้องยอมรับความพ่ายแพ้และใช้กุญแจของโบราณสถานหลบหนีออกมาอย่างน่าสังเวช

“ระดับความยากของห้องโถงเทพต่อสู้แต่ละชั้นจะเพิ่มขึ้นทบเท่าทวีคูณ นี่เป็นกฎที่ประมุขรุ่นแรกตั้งไว้ เจ้าอย่าได้ดูถูกห้องโถงเทพต่อสู้เป็นอันขาดไม่เช่นนั้นแล้วเจ้าจะจบชีวิตอย่างไม่รู้ตัว”

“เช่นนั้นระหว่างการผ่านด่านที่หนึ่งและด่านที่สองต่างกันอย่างไร”

“ย่อมแตกต่างกัน เมื่อเจ้าผ่านด่านที่หนึ่งข้าจะมอบรายการสมบัติวิเศษให้เจ้าเลือก ซึ่งบางชิ้นสามารถนับเป็นสมบัติอันดับมนุษย์ขั้นสูงสุด ของวิเศษในห้องโถงรวบรวมสมบัตินั้นต่างก็ทรงพลังกว่าของวิเศษที่อยู่ภายนอกมากมาย”

“แต่หากเจ้าผ่านด่านที่สองไปได้ รายการที่เจ้าได้รับจะรวมไปถึงของวิเศษหายากบางประเภทที่มีมูลค่าเทียบเท่ากับสมบัติวิเศษอันดับมนุษย์ขั้นสูงสุดหรือแม้กระทั่งสมบัติวิเศษอันดับพิภพ”

ไป๋ซิงทำได้แค่ถอนหายใจ เขาผ่านได้แค่เพียงชั้นแรกเท่านั้นถึงเขาอยากได้สมบัติวิเศษที่ทรงพลังมากกว่านี้แต่เขาก็ไม่อาจทำได้

“การทดสอบของห้องโถงเทพต่อสู้นั้นยากลำบากจริงๆ”

“ยิ่งเจ้าผ่านชั้นที่สูงได้เท่าไหร่ เจ้ายิ่งได้รับสมบัติวิเศษที่ทรงพลังมากขึ้น ตอนนี้พวกเราก็ไปห้องโถงรวบรวมสมบัติได้แล้ว” ลิงยักษ์สีขาวใช้พลังงานบางอย่างเคลื่อนย้ายพวกเขาไปปรากฏตัวที่ห้องโถงรวบรวมสมบัติทันที

ห้องโถงรวบรวมสมบัตินั้นกว้างใหญ่ไพศาลและมีสมบัติวิเศษจำนวนนับไม่ถ้วนล่องลอยอยู่ในอากาศเหนือพื้นดินของห้อง ถ้าหากสมบัติวิเศษเหล่านี้ไม่ได้ตั้งเงื่อนไขของประมุขรุ่นแรกเอาไว้มันคงถูกประมุขรุ่นอื่นๆนำออกไปหมดแล้ว

ลิงยักษ์สีขาวพลิกฝ่ามือของมันขึ้นมาหลังจากนั้นก็ปรากฏหนังสือเล่มหนึ่งที่มีสีทองปรากฏขึ้นมา “นี่คือรายการสมบัติวิเศษระดับมนุษย์ที่เจ้าสามารถเลือกได้”

ไป๋ซิงรับหนังสือมาหลังจากนั้นเขาก็ค่อยๆกวาดสายตาดูของทุกอย่าง ขนาดบนหนังสือนั้นยังมีพลังบางอย่างป้องกันเอาไว้เขาค่อยๆพลิกดูหนังสือทีละหน้าและดูข้อมูลสมบัติแต่ละชิ้นอย่างละเอียด

“เมื่อเปรียบกับสมบัติวิเศษในหนังสือเล่มนี้ สิ่งที่สาวกตำหนักม่วงแห่งเทือกเขาดอยทะลุฟ้าที่ถือครองอยู่ล้วนไร้ค่าทันที” ยิ่งพลิกอ่านไป๋ซิงก็ยิ่งแตกตื่น เขารู้สึกเหมือนกับว่าได้เข้ามาสู่ในเมืองใหย๋หลังจากที่อยู่บ้านนอกมานาน ระดับของอาวุธยุทธภัณฑ์ทุกประเภทล้วนอยู่สูงเกินกว่าที่เขาจะฝันถึง สมบัติวิเศษทุกรายการที่ปรากฎในบันทึกล้วนเป็นสมบัติระดับสูงจนถึงระดับสูงสุด

“หอกตัดนภา” อาวุธชิ้นนี้นั้นหากสาวกตำหนักม่วงผู้ใดได้ครอบครองและใช้มันต่อสู้พวกเขาจะมีฝีมือจะต่อสู้กับปรมาจารย์หมื่นสำแดงระดับแรกได้อย่างสูสี

“สมบัติชิ้นนี้ร้ายกาจยิ่งนัก” ยิ่งผู้ที่ใช้พลังธาตุวายุยิ่งแสดงประสิทธิภาพของมันได้อย่างดียิ่งขึ้น

“ กระบี่พลังสุริยัน กระบี่นี้ล้ำค่ายิ่งนัก” เปลวไฟแห่งความต้องการแทบพวยพุ่งออกมาจากดวงตาของไป๋ซิง เมื่อเขาใช้สมบัติวิเศษที่มีระดับรวมเข้ากับกฎเกณฑ์สุริยันพลังทำลายล้างของมันจะมหาศาลยิ่งกว่าเดิม

สมบัติวิเศษชิ้นนี้นั้นถูกสร้างขึ้นมาโดยการใช้พลังสุริยันเป็นแกนกลาง หากเขาใช้ออกด้วยวิชาหัตถ์ศาสตราเทพขบวนรบของเขานั้นจะกลายเป็นใช้พลังสุริยันออกมาได้

“กระบี่นี้เหมาะสมกับเจ้าที่สามารถใช้กฎเกณฑ์แห่งสุริยันได้ ถึงแม้ว่ากระบี่เล่มนี้นั้นจะเป็นเพียงสมบัติระดับมนุษย์ขั้นสูงเท่านั้น แต่ตัวกระบี่นั้นถูกสร้างขึ้นมาโดยแกนกลางสุริยันทั้งเล่มเมื่อใช้กับกฎเกณฑ์สุริยันหรือหัตถ์ศาสตราเทพพลังของมันอย่างน้อยต้องเพิ่มขึ้นห้าเท่า”

ไป๋ซิงระงับความแตกตื่นแล้วไล่อ่านหนังสือสีทองต่อไป

“เปลวเพลิงสีคราม” ไป๋ซิงเบิ่งตากว้าง “เปลวเพลิงนี้ช่างรุนแรงยิ่งนัก” ยิ่งเขาดูของวิเศษพวกนี้มากเท่าไหร่หัวใจของเขายิ่งเต้นถี่เร็วขึ้นเท่านั้น รายการสมบัติวิเศษมากมายต่างผ่านตาของเขาไปชิ้นแล้วชิ้นเล่าไม่มีแม้แต่ชิ้นเดียวที่ถูกใจเขา

สมบัติวิเศษที่เขาได้รับจากการสังหารผู้คนของภูเขาหมื่นดารานั้นไม่สามารถเปรียบเทียบกับสมบัติวิเศษที่นี่ได้เลย ต่อให้นำสมบัติของพวกมันทั้งหมดมารวมกันก็ไม่อาจเปรียบเทียบได้กับสมบัติวิเศษได้แม้แต่รายการเดียว

ไป๋ซิงรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวในหัวใจอย่างรุนแรง เขาเริ่มเข้าใจความเจ็บปวดของผู้อมตะเทียนหลงที่มองเห็นแต่ไม่อาจครอบครองสมบัติวิเศษเหล่านี้ได้ นี่ยังไม่นับว่าความจริงที่เขายังไม่ล่วงรู้ว่าการจัดลำดับ ‘สูง’ และ ‘สูงสุด’ ของประมุขรุ่นแรกนั้นใช้เกณฑ์ของยุคเทพอสูรซึ่งเหนือล้ำกว่าเกณฑ์ในยุคปัจจุบันมากมายนัก

“มีแม้กระทั่งหุ่นกลไกร่างกายของมันทนทานและมีพลังเทียบเท่ากับปรมาจารย์เหมือนสำแดงแต่มันจำเป็นต้องใช้พลังเป็นจำนวนมากในการขับเคลื่อน” ไป๋ซิงเห็นสิ่งที่ต้องตาต้องใจของเขาแล้ว แต่เขาก็ต้องเลื่อนผ่านไปเพราะมันไม่อาจใช้ประโยชน์ในสงครามที่จะมาถึงได้

แต่ละรายการในหนังสือนี้นั้นล้วนทำให้เขาเจ็บปวดหัวใจยิ่งนักเขาเลือกได้เพียงแค่ชิ้นเดียว

“อย่าได้ละโมบไปแล้ว” ลิงยักษ์สีขาวกล่าวเตือนขึ้น “กระบี่พลังสุริยันนับเป็นสมบัติที่เหมาะสมกับเจ้าในยามนี้ที่สุด เจ้าจะค้นหากระบี่ชั้นยอดเช่นนี้จากที่ไหนได้อีก วิชาหัตถ์ศาสตราเทพจำเป็นต้องใช้อาวุธวิเศษจึงจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดถึงเจ้าจะใช้กระบี่กฎเกณฑ์แห่งธาตุทดแทนได้แต่มันก็ยังไม่ได้เป็นประสิทธิภาพสูงสุดเพราะพลังกฎเกณฑ์แห่งธาตุนั้นก็มีอยู่จำกัด” ลิงยักษ์สีขาวไม่รู้เลยว่าพลังกฎเกณฑ์แห่งธาตุที่ไป๋ซิงเขากักเก็บเอาไว้ในร่างกายนั้นมีมากมายแค่ไหนอาวุธวิเศษประเภทกระบี่ก็เลยไม่จำเป็นกับเขาสักเท่าไหร่

ไป๋ซิงยังคงไม่อาจหักห้ามใจ เขาพลิกเปิดหนังสือหน้าถัดไปและพบตัวอักษรที่ทำให้ดวงตาของเขาลุกวาว

‘ค่ายกล’

เมื่อเขาเห็นค่ายกลนั้นหัวใจของเขาเต้นระรัวสิ่งที่ตระกูลของเขาต้องการที่สุดในตอนนี้ก็คือสิ่งที่สามารถยืดระยะเวลาของศัตรูเอาไว้ได้ และไม่มีสิ่งใดที่เหมาะสมไปกว่าค่ายกลอีกแล้วถึงเขาจะศึกษาค่ายกลแต่มันก็ไม่มีเวลาที่เขาจะพัฒนามัน นั่นจึงทำให้หัวใจเขาเต้นระรัวเมื่อเห็นค่ายกลที่มีพลังมหาศาลเพียงพอที่จะถ่วงเวลาของภูเขาหมื่นดารา

“เสาน้ำแข็งปิดสวรรค์” ค่ายกลขนาดใหญ่นี้เพียงแค่ใช้พลังปราณในการรักษาค่ายกลเอาไว้เพียงเท่านั้นยิ่งเขาอ่านมากเท่าไรสิ่งนี้คือสิ่งที่เขาต้องการที่สุดในเวลานี้

“สิ่งนี้เอง สิ่งนี้เอง” ไป๋ซิงตะโกนก้องอยู่ในใจ “ด้วยสิ่งนี้พลังของตระกูลไป๋ทุกคนจะพุ่งทะยานสูงขึ้นอีกหลายเท่า”

เมื่อเขาอ่านไปเรื่อยๆมีค่ายกลมากมายที่อยู่ในรายชื่อสมบัติวิเศษ เขาเปิดหนังสือต่อไปเรื่อยๆสมบัติวิเศษชิ้นแล้วชิ้นเล่าที่ผ่านตาของเขาทำให้หัวใจของเขาสั่นระรัวไม่หยุดน่าเสียดายที่เขาไม่อาจครอบครองพวกมันทั้งหมดได้และทำได้เพียงแค่เลืิอกสมบัติวิเศษออกมาเพียงแค่ชิ้นเดียวเท่านั้น

“ค่ายกลเก้าสวรรค์” เมื่อมาถึงค่ายกลเก้าสวรรค์ดวงตาของเขาส่องประกายในขณะที่เขาอ่านรายละเอียดของค่ายคนนี้

“ค่ายกลนี้ยังลึกซึ้งและทรงพลังยิ่งกว่าค่ายกลเสาน้ำแข็งปิดสวรรค์เสียอีก ทว่าเงื่อนไขขั้นต่ำคือต้องใช้ยอดฝีมือระดับตำหนักม่วงถึงเก้าคนในการขับเคลื่อน”

ไป๋ซิงถอนหายใจเขาตัดสินใจได้แล้วว่าเขาจะเลือกสมบัติชิ้นไหน

*********************************************************************

ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามช่องทางyoutube ด้วยนะครับ

ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel

https://www.youtube.com/channel/UCq0jhJfgu3BFHkCtMgcTBcQ

ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 93

ตอนถัดไป