ตอนที่ 94
ตอนที่ 94
ไป๋ซิงปิดหนังสือหลังจากนั้นเขาก็หลับตา สมบัติที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของเขาตอนนี้ก็คือค่ายกลแต่ว่ามันมีค่ายกลหลากหลายรูปแบบและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ตอนนี้ค่ายกลที่ตระกูลเขาสามารถใช้ได้ก็มีแค่ค่ายกลเสาน้ำแข็งปิดสวรรค์เพียงเท่านั้น
ค่ายกลเสาน้ำแข็งปิดดสวรรค์นั้นประกอบขึ้นจากค่ายกลย่อยจำนวนสามหลังแต่ละหลังสามารถควบคุมด้วยยอดฝีมือระดับสาวกตำหนักม่วงคนนึง แต่หากทั้งสามคนประสานพลังกันและควบคุมค่ายกลนั้นค่ายคนจะมอบพลังมหาศาลให้กับแต่ละคน
ตระกูลไป๋ในปัจจุบันนั้นมียอดฝีมือระดับสาวกตำหนักม่วงห้าคน และยอดฝีมือระดับปรมาจารย์หมื่นแดงอีกสองคน เมื่อใช้สามคนในการควบคุมค่ายกลนั้นจะเหลือคนอีกสี่คนที่สามารถต่อสู้ได้
“เจ้าจะเลือกสมบัติชิ้นไหน” ลิงยักษ์สีขาวขึ้นมา
“ข้าเลือกได้แล้ว ข้าเลือกค่ายกลเสาน้ำแข็งปิดสวรรค์” ขณะที่เขาพูดเขาจ้องมองลิงยักษ์สีขาวด้วย
ลิงยักษ์สีขาวเมื่อได้ยินสิ่งที่เด็กหนุ่มเบื้องหน้าเลือกนั้นเขาก็รู้สึกประหลาดใจ “เจ้าจะเลือกค่ายกลเสาน้ำแข็งปิดสวรรค์อย่างนั้นรึ ถึงนี่จะเป็นตค่ายกลขนาดใหญ่ที่เหมาะสมสำหรับตั้งรับเพื่อปกป้องคุ้มครองผู้คน เมื่อติดตั้งค่ายกลแล้วนั้นจะไม่สามารถเคลื่อนย้ายค่ายกลได้โดยง่าย ที่สำคัญเจ้าจำเป็นต้องเปิดใช้งานใช้งานมันไว้ล่วงหน้า และค่ายกลนี้นั้นจำเป็นต้องใช้สาวกตำหนักม่วงสามคนถึงจะควบคุมได้ เจ้าคนเดียวไม่อาจควบคุมมันได้ข้าขอแนะนำให้เจ้าเรื่องใหม่อีกครั้งเจ้ายังมีโอกาสที่จะเลือกสมบัติที่ดีกว่านี้เมื่อเจ้าเลือกสมบัติชิ้นนี้แล้วเจ้าจะไม่สามารถเปลี่ยนใจได้อีก”
“ข้าตัดสินใจจะเลือกค่ายกลชิ้นนี้ ได้โปรดทำตามความต้องการของข้าด้วย” ไป๋ซิงตอบโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
“ตกลงตามนั้น” ลิงยักษ์สีขาวไม่กล่าวว่าอะไรอีก มันจ้องมองไปยังจุดแสงจุดหนึ่งที่อยู่สูงขึ้นไปเบื้องบน
ท่ามกลางสมบัติมากมายนั้นลิงยักษ์สีขาวยืนขวามือของมันออกไปและจุดแสงจำนวนหนึ่งที่อยู่ความมืดก็พุ่งลงมายังเบื้องหน้าของทั้งสองคนราวกับลูกศรที่พุ่งออกจากแหล่ง
ไป๋ซิงจ้องมองไปยังสมบัติเบื้องหน้าเขาพบว่ามีแท่งสีขาวสามอันอยู่ตรงหน้าของเขา
“เสาปิดสวรรค์” ลิงยักษ์สีขาวโบกมือข้างหนึ่งแท่งสีขาวก็พุ่งฝ่าอากาศร่อนลงบนฝ่ามือของเด็กหนุ่ม แท่งสีขาวถูกปกคลุมไปด้วยอักษรอาคมจำนวนนับไม่ถ้วนภายในแท่งสีขาวนั้นมีประกายอันเย็นยะเยือกหมุนเวียนอยู่และมีอักขระอาคมอันซับซ้อนที่อยู่บนแท่งสวยงามตระการตา อักขระอาคมที่อยู่ในแท่งสีขาวนี้ละเอียดเป็นอย่างมากไม่เหมือนกับสมบัติชิ้นอื่นๆที่เขาเคยเห็นมาที่มีอักขระมนอาคมอย่างง่ายๆหรือทื่อด้าน
“แกนหลักของค่ายกลนี้คือแท่งเสาปิดสวรรค์ เมื่อพวกเจ้าจะเปิดใช้งานเจ้าต้องไปวางตามตำแหน่งต่างๆและส่งพลังเข้าไปค่ายกล เมื่อนั้นมันก็จะเริ่มทำงานเมื่อค่ายกลทำงานพวกเจ้าทั้ง สามคนนั้นต้องประสานพลังกันพลังของมันจะถึงจุดสูงสุด” ลิงยักษ์สีขาวอธิบายเกี่ยวกับการใช้ค่ายกล
ไป๋ซิงพยักหน้าเข้าใจและเก็บเสาปิดสวรรค์ลงไปในแหวนมิติ
“ถึงตอนนี้เจ้าได้ผ่านห้องโถงเทพต่อสู้ ห้องโถงรวบรวมสมบัติ และห้องโถงเทพสำนึกแล้ว คงเหลือเพียงห้องโถงเทพวิชาเท่านั้น” ลิงยักษ์สีขาวกล่าว “จงพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะทะลวงผ่านไปสู่ระดับตำหนักม่วงระดับสูงสุดก่อนอายุสิบปี เมื่อเจ้าทำได้สำเร็จเจ้าจึงมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะขอเข้ารับการทดสอบในห้องโถงเทพวิชา”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
“ตอนนี้ท่านก็ส่งข้าออกไปได้แล้ว” ลิงยักษ์สีขาวโบกมือข้างหนึ่งหลังจากนั้นก็มีหลุมดำดึงดูดร่างของไป๋ซิงหายไปจากโบราณสถาน
ความมืดมิดได้ปกคลุมทั่วหุบเขาหมาป่าทะยานฟ้า
แสงสว่างยังคงมีอยู่ในคฤหาสน์แห่งหนึ่งบนเกาะดวงดาวสีขาวในคฤหาสน์นั้นมีผู้คนจำนวนหนึ่งอยู่ในคฤหาสน์ คนๆนั้นก็คือบิดามารดาของเขาสัตว์อสูรทั้งสองตนและยังมีเสวี่ยฉุนและเสวี่ยฮวาอีก
“นายหญิงนายน้อยไม่ได้บอกหรือว่าจะไปไหน ทั้งห้องของนายน้อยก็ไม่สามารถเปิดได้มันถูกผนึกไว้ด้วยค่ายกล” เสวี่ยฉุนและเสวี่ยฮวาพวกนางเป็นกังวลอย่างมาก
“พวกเจ้าไม่ต้องเป็นกังวลอีกไม่นานเขาก็กลับมา” ทั้งสองคนนั้นจิบชาเพื่อระงับอารมณ์ด้วยเช่นกันพวกเขาทั้งสองก็เป็นห่วงบุตรชาย และการต่อสู้ที่จะใกล้เข้ามานั้นมันยังเป็นตัวตัดสินของตระกูลพวกเขาด้วย
ในทันใดนั้นเองแรงสั่นสะเทือนได้ออกมาจากห้องด้านใน หลังจากนั้นค่ายกลก็สลายหายไป
“นายน้อยจะออกมาแล้ว” เสวี่ยฉุนกล่าวขึ้นมา ส่วนเสวี่ยฮวาหยิบสุราดอกท้อหรอกมาไว้รอนายน้อย
ประตูห้องถูกเปิดออกมาเด็กหนุ่มในชุดขนสัตว์สีฟ้าก้าวเดินออกมา
ไป๋ฉีผุดลุกขึ้นยืน หัวคิ้วขมวดมุ่นลงเล็กน้อยเมื่อมองเห็นบุตรชาย เขาเฝ้ามองไป๋ซิงเติบโตขึ้นมาตั้งแต่ทารกจึงสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของอีกฝ่าย ไป็ซิงในยามนี้ลดทอนความแหลมคมลงกว่าแต่ก่อน สิ่งที่เกิดขึ้นแทนที่คือความสงบนิ่งดุจดั่งขุนเขา
เหม่ยเฟิ่งจ้องมองที่เสื้อผ้าผู้ชายใส่ตอนเข้าห้องไปนั้นนางเห็นบุตรชายใส่ชุดขนสัตว์สีขาว แต่ระหว่างที่ออกมาจากห้องนั้นเขากลับเปลี่ยนชุดใส่ชุดขนสัตว์สีฟ้า
“เจ้าเปลี่ยนชุดตั้งแต่เมื่อไหร่” นางพูดขึ้นมาก่อนที่สามีของนางจะได้กล่าวอะไร
“ชุดมันเก่าแล้วท่านแม่ข้าก็เลยเปลี่ยนมันเฉยๆ” ไป๋ซิงบ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถามของมารดา
“เจ้าฝึกฝนเสร็จแล้วอย่างนั้นรึ”
“ข้าฝึกฝนเสร็จแล้วขอรับ” ไป๋ฉีจ้องมองบุตรชายดวงตาของเขาส่องประกาย เขาเห็นคลื่นพลังของบุตรชายที่แข็งแกร่งกว่าตอนที่เขาเพิ่งกลับมา ในการต่อสู้ที่จะมาถึงนี้พวกเขายิ่งมีความหวังมากขึ้นที่จะผ่านวิกฤตนี้ไปได้ บุตรชายของเขาเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ที่น่าเหลือเชื่อเขาจะเฝ้ามองดูบุตรชายในอนาคตนั้นเขาจะไปได้ไกลสักแค่ไหน
“ดี” ไป๋ฉีกล่าววาจาชื่นชมออกมาเพียงคำเดียว
“ท่านไป๋หูกับท่านเฮยเซ่อจะไปด้วยกันอย่างนั้นรึ” เขาจ้องมองสัตว์อสูรทั้งสองตนที่อยู่ด้านข้าง ทั้งสองคนพยักหน้าให้เขา
“ทั้งสองคนนั้นได้เตรียมใจแล้ว ก่อนหน้านี้นั้นพวกข้าได้ปลดปล่อยทั้งสองคนให้เป็นอิสระแต่พวกเขาทั้งสองคนนั้นก็เลือกที่จะต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับพวกเรา”
ไป๋ซิงรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างมากในมิตรภาพอันแน่นแฟ้นของทั้งสอง
มารดาของเขาเดินมาสำรวจรอบๆกายของเขายิ่งขมวดคิ้วมากขึ้น นางมีบุตรชายคนเดียวทำไมนางจะไม่สังเกตว่าบุตรชายของนางนั้นได้รับบาดเจ็บและพึ่งออกมา แต่บุตรชายของนางจะได้รับบาดเจ็บได้ยังไง
“เจ้าเข้าไปในโบราณสถานมารึ” ไป๋ซิงชะงักไปชั่วครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าให้กับมารดา
“โบราณสถานที่เจ้าครอบครองนั้นอันตรายมากอย่างนั้นหรือถึงทำให้เจ้าได้รับบาดเจ็บได้” ไป๋ซิงเมื่อถูกถามก็ทำอะไรไม่ถูก
“เมื่อผ่านวิกฤตครั้งนี้ได้แล้วข้าจะบอกว่าโบราณสถานแห่งนี้นั้นแข็งแกร่งถึงแค่ไหน” ทั้งหมดเดินออกมาด้านนอก กระบี่ปรากฏและค่อยๆขยายขนาดจนใหญ่โตล่องลอยอยู่ในอากาศ ทั้งหมดนั้นกระโดดขึ้นไปบนกระบี่และบินผ่านยามราตรีไปทิศทางของตระกูลที่อยู่เขตปกครองกลาง
**********
มีเงาทั้งสี่คนได้ปรากฏในจุดจุดหนึ่งนี่เป็นจุดที่พวกเขานัดพบกันในการติดตั้งค่ายกลของผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคี ในที่นี้นั้นมีผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคี ท่านยายหมื่นเงา ซูซิงและไป๋หลิว ทั้งสี่คนนั้นได้เห็นกระบี่ขนาดใหญ่ค่อยๆเคลื่อนเข้ามา การเดินทางของพวกไป๋ซิงรวดเร็วเป็นอย่างมากเพราะว่ามียอดฝีมือระดับปรมาจารย์หมื่นสำแดงเป็นผู้ควบคุมสมบัติวิเศษ กระบี่ขนาดยักษ์ค่อยๆร่อนลงมาสู่พื้นดินอย่างช้าๆ
“เหตุใดเจ้าจึงนำสัตว์อสูรมาด้วย” ท่านยายหมื่นเงากล่าวถามด้วยเสียงแหบแห้งเป็นเอกลักษณ์
“พวกมันเป็นสหายของข้าและจะร่วมเป็นร่วมตายกับพวกข้า พวกเราอยู่ร่วมกันมาชั่วชีวิตข้าสนิทสนมมันเหมือนกับภรรยาและบุตรของข้า”
ทุกคนได้แต่มองดูแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร สัตว์อสูรที่ยินดีติดตามผู้เป็นนายแม้จะตกอยู่ในอันตรายอย่างนี้นั้นหาได้ยากยิ่งนัก
“ในเมื่อทั้งหมดมาพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้วก็ได้เวลาวางแผนรับมือกับภูเขาหมื่นดาราแล้ว”
ทุกคนเปล่งเสียงตอบรับคำหนึ่ง ใบหน้ากลับกลายเป็นเคร่งเครียด
ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีกล่าวต่อไปว่า “ก่อนกลับมาที่นี่ข้าได้เดินทางไปยังนครดอยทะลุฟ้าเพื่อขอเข้าพบผู้บัญชาการหลู่เฟิงซึ่งรับผิดชอบดูแลกองกำลังของจักรวรรดิ์ดาราสวรรค์ในเขตนี้ด้วยตนเอง”
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้นพวกเขาก็ตั้งใจฟังว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร
แต่แล้วดวงตาของผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีกลับลุกโชนไปด้วยประกายโทสะ “พวกเจ้าคงรู้ดีอยู่แล้วว่าผู้บัญชาการหลู่เฟิงผู้นี้มาจากตระกูลหลู่ซึ่งมีเส้นสายอันกว้างขวาง”
ไป๋ซิงพยักหน้า พวกเขาต่างรู้มานานแล้วว่าตำแหน่งแม่ทัพผู้คุมกำลังทหารของจักรวรรดิ์นั้นถูกสงวนไว้ในหมู่ตระกูลขนาดใหญ่ มันไม่ใช่สิ่งที่คนจากชาติตระกูลขนาดเล็กเยี่ยงตระกูลไป๋จะสามารถฝันถึง เพราะนี่เป็นตำแหน่งอันทรงอิทธิพลเปี่ยมล้นอย่างแท้จริงยามเมื่อสวมใส่ ‘หนังพยัคฆ์’ เยี่ยงเครื่องแบบของจักรวรรดิ์ยังมีผู้ใดกล้าลูบคมอีก
“ดังนั้นข้าจึงไม่กล้าเสียมารยาทต่อผู้บัญชาการหลู่เฟิง เพียงแต่หลังจากที่ข้าแจ้งเรื่องขอเข้าพบเพื่อรายงานเรื่องสำคัญ คำตอบที่ได้รับคือผู้บัญชาการหลู่เฟิงเก็บตัวฝึกฝีมือไม่รับแขก และเมื่อข้าขอเข้าพบรองผู้บัญชาการก็ได้รับคำตอบว่ารองผู้บัญชาการไม่อยู่ในนครดอยทะลุฟ้า”
“เหตุผลบัดซบสิ้นดี”
“พวกมันทั้งสองนั้นตั้งใจจะหลบหน้าพวกเราเพื่อถ่วงเวลาออกไปช่วยพวกภูเขาหมื่นดารา” ทุกคนเมื่อได้ยินเหตุผลอันไร้สาระนั้นพวกเขาต่างโกรธแค้นเป็นอย่างมาก
“นี่คงเป็นแผนการของพวกภูเขาหมื่นดารา พวกมันตั้งใจจะถ่วงเวลาและยึดครองป้ายพระราชทานของพวกเรา” ไป๋ซิงรู้สึกโกรธแค้นเป็นอย่างมาก การตั้งค่ายกลท้าสู้นี้ก็เพื่อถ่วงเวลาจนกว่าทูตตัวแทนของจักรวรรดิ์จะมาถึง แต่หากไม่มีการรายงานขึ้นไปทูตตัวแทนจะเดินทางมาได้อย่างไร
ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีกล่าวต่อไปว่า “เมื่อเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชะตากรรมของตระกูลไป๋ ข้าจึงไม่ใส่ใจมากความอีกว่าจะล่วงเกินผู้บัญชาการหรือไม่ ข้าประกาศก้องออกไปให้ได้ยินทั่วทั้งนครดอยทะลุฟ้าว่าตระกูลไป๋เรายินดีจะยกแหล่งผลึกพลังปราณขนาดใหญ่ให้แก่จักรวรรดิ์ ชาวเมืองทุกคน ทหารทุกนายล้วนได้ยินเรื่องนี้อย่างชัดเจน ผู้บัญชาการหลู่เฟิงค่อยไม่กล้าลากถ่วงอีกต่อไป มันออกมารับเรื่องด้วยสีหน้าที่ดำคล้ำราวกับเมฆฝนก่อนที่จะไล่ข้ากลับมา”
“แต่ก่อนที่มันจะได้ไล่ข้ากลับมาแล้ว ข้าได้พูดว่าเมื่อพวกเราผ่านวิกฤตนี้ไปได้พวกท่านระวังตัวไว้ให้ดี”
“เมื่อข้าพูดออกไปเช่นนั้นมันยิ่งโกรธเป็นฟืนเป็นไฟไล่ตะเพิดข้ากลับมา แต่ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ได้ทำเป้าหมายของข้าสำเร็จแล้วทุกคนในนครดอยทะลุฟ้าต่างได้ยินมันต้องมีสักคนที่รับรู้เรื่องนี้”
*********************************************************************
ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามช่องทางyoutube ด้วยนะครับ
ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel