ตอนที่ 97
ตอนที่ 97
ณ ภูเขาอัคคี
พื้นที่อันร้อนระอุของภูเขาอัคคีได้มีแสงของอาทิตย์อัสดงย้อมไปทั่วทั้งหุบเขาไฟที่ปะทุออกมาจากภูเขาคล้ายกับโลหิตสีแดงฉาน เหล่ายอดฝีมือของตระกูลไป๋ต่างฝึกซ้อมใช้ค่ายกล อีกส่วนหนึ่งนั้นก็นั่งในท่าดอกบัวฝึกฝนอย่าเงียบๆ ตอนนี้ดวงตาของทั้งสามคนที่ควบคุมค่ายกลอยู่ต่างสะท้อนไฟด้วยแสงแวววาว พวกเขามั่นใจและกระตือรือร้นที่จะใช้ค่ายกลนี้กับศัตรูเป็นอย่างมาก มีเพียงแค่ท่านยายหมื่นเงาที่ไม่ได้ทำอะไรนางเพียงแค่ศึกษาวิชาลมปราณที่ได้มาจากไป๋ซิงนางตั้งใจฝึกฝนเคล็ดวิชาพลังปราณนี้เผื่อกำลังจะเพิ่มขึ้นสักนิดก็ยังดี
“เมื่อถึงเวลาต่อสู้พวกเราต้องทำลายพวกมันให้สิ้น” ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีประกาศออกมาเสียงดังเต็มไปด้วยความมั่นใจ พวกภูเขาหมื่นดาราไม่สังเวยชีวิตตำหนักม่วงครึ่งหนึ่ง ข้าคงไม่มีน่าใช้ค่ายกลนี้อีก
“ผู้นำตระกูลภายในขวดนี้ยังมีของเหลวพลังปราณจากภายในห้องใต้ดินเหลืออยู่ ถ้าคิดว่าในการต่อสู้ที่จะมาถึงนี้มันจะมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับท่าน ขอท่านผู้นำตระกูลโปรดรับมันไว้” ไป๋ฉีลุกขึ้นจากการฝึกฝนและเดินมาหาผู้นำตระกูล หลังจากนั้นเขาก็นำบางสิ่งออกมาให้กับผู้นำตระกูล
“ทุกคนศัตรูมาแล้ว” ท่านยายหมื่นเงาส่งเสียงตะโกนขึ้นมานางเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ด้านนอกให้คนมากที่สุดดังนั้นนางจึงรู้สึกถึงศัตรูได้ก่อนใคร ทุกคนนั้นต่างเพ่งมองไปที่ท้องฟ้า พวกเขาพบกับบ้านที่เป็นสมบัติวิเศษประเภทบินขนาดใหญ่กำลังบินมาอย่างรวดเร็ว ข้างบนนั้นมีผู้คนจำนวนมากกำลังดื่มกินอย่างสนุกสนานสำราญใจโดยมีคนผู้หนึ่งยืนอยู่ด้านหน้าบ้าน
“ต้าวจื่อ มันพายอดฝีมือหมื่นดาราร่วมสำแดงมาด้วยคนนึง และยังมีอีกคนหนึ่งที่มีฝีมือทัดเทียมพวกท่านระวังตัวไว้ให้ดี” ไป๋ซิงลืมตาขึ้นมาหลังจากนั้นเขาก็กล่าวบอกทุกคน ตลอดเวลาเขาได้ปลดปล่อยจิตสัมผัสออกไปเพื่อที่จะระมัดระวังตัวตลอดเวลา
“ไป๋ซิง” ต้าวจื่อผู้ที่ยืนอยู่บนบ้านสมบัติวิเศษ เขาจ้องมองไปยังเบื้องล่างอย่างสงบ
“ผู้เฒ่าหมื่นโลหิต ศิษย์พี่เทพหมื่นนอัสนี ศิษย์พี่เป่ยซิเบื้องหน้านี้คือภูเขาอัคคีแต่ข้ายังไม่เห็นสิ่งผิดปกติอันใดเลย” ชั่วพริบตานั้นเองยอดฝีมือที่สังสรรค์กันอยู่ก็เงียบลงทั้งสามคนต่างเคลื่อนไหวมาที่ชายขอบของบ้านสมบัติวิเศษแล้วมองไปรอบๆหุบเขา เป่ยซิต้องมองไปทั่วบริเวณและหัวเราะออกมา “เพียงแค่คนต่ำต้อยพวกมันไม่สามารถรอดสายตาของข้าไปได้ แต่ถึงอย่างไรพวกเราก็ต้องสำรวจภูเขาอัคคีอย่างละเอียด”
บ้านวิเศษค่อยๆร่อนลงสู่พื้นดินที่ห่างจากหุบเขาอัคคีไม่มากอย่างรวดเร็ว บรรดายอดฝีมือสาวกตำหนักม่วงก้าวลงมาจากบ้านสมบัติวิเศษและเงยหน้ามองภูเขาอัคคีที่มีเปลวไฟปะทุออกมาตลอดเวลา
“สัตว์อสูรที่อยู่บริเวณโดยรอบภูเขาอัคคีทำไมจึงไม่ปรากฏเลย”
“พวกมันคงจะเข้าใกล้สัตว์อสูรที่อยู่บริเวณโดยรอบออกไปหมดแล้วไม่เช่นนั้นคงจะไม่เงียบสงบผิดปกติเช่นนี้” เหล่ายอดฝีมือสาวกตำหนักม่วงต่างพูดคุยกันทุกคนเองก็สัมผัสได้ถึงสิ่งผิดปกติด้วยเช่นเดียวกัน
“พวกเรารอภูเขาหมื่นดารานานแล้ว มาดูสิว่าวันนี้พวกเจ้าจะรอดออกไปได้สักกี่คนคัน” น้ำเสียงอันทรงพลังสะท้อนไปทั่วหุบเขา
“นี่มันยอดฝีมือหมื่นดาราร่วมสำแดง”
“ท่านว่าอย่างไรนะท่านผู้เฒ่าหมื่นโลหิต จริงเช่นนั้นหรือที่อีกฝ่ายมีหมื่นดาราร่วมสำแดงอยู่ด้วย มันจะเป็นไปได้ยังไง”
“ใช่ประสาทสัมผัสของข้านั้นสัมผัสได้และพวกมันอยู่บนยอดเขา แต่ข้าไม่รู้ว่าเสียงที่ได้ยินนั้นเป็นของผู้ใดมันใช่ผู้นำตระกูลของอีกฝ่ายหรือไม่”
“ไม่อยากแน่นอนผู้นำของอีกฝ่ายนั้นเป็นแค่สาวกตำหนักม่วงขั้นสูงสุดเท่านั้น เขายังไม่ทะลวงเข้าสู่หมื่นดาราร่วมสำแดงเพราะพวกเขาไม่มีวิชาที่จะฝึกฝนทะลวงไปสู่ขั้นต่อไป ถึงเขาจะพยายามแทบตายก็ไม่อาจทะลวงเข้าสู่หมื่นดาราร่วมสำแดงได้” ต้าวจื่อปฏิเสธเสียงแข็ง เขารู้จักข้อมูลเกี่ยวกับยอดฝีมือภายในเทือกเขาดอยทะลุฟ้าเป็นอย่างดี
“อย่างนี้พวกเราต้องระมัดระวังมากกว่าเดิม ศิษย์น้องเป่ยซิเจ้าช่วยตรวจสอบค่ายกลรอบๆหน่อย ข้าไม่เชื่อว่ามันจะมีค่ายกลระดับต่ำเท่านั้นมันต้องมีไค่ายกลระดับสูงที่คุกคามพวกเราได้” เทพหมื่นอัสนีพูดขึ้นมา
“ผู้เฒ่าหมื่นโลหิตท่านสัมผัสยอดฝีมือหมื่นดาราร่วมสำแดงได้กี่คน ถ้าคนเดียวนั้นพวกเราสองคนช่วยกันคงจะรับมืออีกฝ่ายเอาไว้ได้ไม่ให้คนที่เหลือนั้นหลบหนีจากการค่ายกลและทำลายสังหารพวกมันให้หมด”
“อยู่บนยอดเขานั้นมีผู้คนทั้งหมดเจ็ดคน แต่ที่ข้าสัมผัสได้ตอนนี้มีแค่หนึ่งคนเท่านั้นข้าไม่รู้ว่ามียอดฝีมือคนอื่นอีกหรือไม่”
“เช่นนั้นพวกเราก็ระมัดระวังไว้ก่อนสำรวจค่ายกลรอบๆและเข้าไปทำลายมันจากภายในเสีย”
ในขณะนั้นเองสาวกตำหนักม่วงของภูเขาหมื่นดาราเริ่มถกเถียงกันว่าจะทำอย่างไรและทดสอบค่ายกลอย่างไรดี แต่ก็มีเสียงหนึ่งนั้นตำหนิพวกเขาขึ้นมา
“พวกเจ้าจะสำรวจค่ายกลข้างในเท่ากับพวกเจ้ารนหาที่ตายแล้ว พวกเราต้องสำรวจบริเวณโดยรอบก่อน หลังจากนั้นก็ค่อยเข้าไปข้างในและหาตำแหน่งที่ควบคุมค่ายกลและทำลายมัน”
เหล่าสาวกตำหนักม่วงคนอื่นนั้นได้แต่นิ่งเงียบก้มหน้าก้มตาไม่พูดอะไร คนที่พูดขึ้นมานั้นอับอายเป็นอย่างมาก
“เท่าที่ข้าดูนั้นมันมีค่ายกลระดับต่ำอยู่ เพียงดูจากคลื่นพลังที่สั่นสะเทือนอยู่รอบๆภูเขาอัคคีข้าก็รู้ความลับของค่ายกลของอีกฝ่ายแล้วว่ามันอยู่ที่ใด ปีกแดงเจ้าจงเข้าไปทำลายค่ายกลนี้ให้กับข้า” มันกล่าวขึ้นมาและส่งกระแสจิตบอกวิธีทำลายค่ายกลต่อปีกแดง ร่างของงูปีกแดงพุ่งทะยานเป็นเงาเลือนลางและสลายหายไปเป็นหญิงสาวที่สวมใส่ในชุดสีแดงอายุราวยี่สิบปีทั้งอ่อนเยาว์และงดงาม “นายท่านโปรดวางใจข้าจะเข้าไปทำลายค่ายกลให้เอง”
ผู้คนบางส่วนที่เห็นหญิงสาวนั้นพวกเขาต่างก็หลงใหลนาง แต่ก็มีบางส่วนนั้นที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายจากหญิงสาว ร่างเงาสีแดงของนางกลายเป็นลำแสงพุ่งไปทางภูเขาอัคคีก่อนที่จะหยุดลงที่เชิงเขาโดยที่ตัวนางไม่ได้ย่างกายเข้าไปในค่ายกลแม้แต่ก้าวเดียว นางสำรวจไปรอบๆ
จากนั้นสะบัดกระบี่ เมื่อกระบี่ของนางฟาดฟันออกไปนางทำลายค่ายกลส่วนหนึ่งและเข้าไปในค่ายกล จากนั้นนางก็ดึงบางสิ่งออกมาเป็นธงประจำค่ายกลนั้นเองนางสามารถดึงธงประจำค่ายกลได้อย่างง่ายดาย
“เยี่ยมมากเพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวก็สามารถทำลายค่ายกลไปได้แล้ว”
“ทำลายมันอีกหลังจากนั้นก็ฆ่ามันให้หมด”
ยอดฝีมือของภูเขาหมื่นดาราส่งเสียงด้วยความยินดี พวกมันเห็นกระบี่พุ่งหายเข้าไปในค่ายกลหลังจากนั้นนางก็เข้าไปในค่ายกลตามกระบี่ของนางไป เมื่อกลับมาอีกครั้งนางกลับมาพร้อมกับธงประจำค่ายกลแล้ว
การสูญเสียธงค่ายกลแม้เพียงผืนเดียวได้ส่งผลให้ค่ายกลทั้งหมดถูกทำลายลง ทันใดนั้นภูเขาอัคคีคล้ายแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย เงาร่างหลายสายที่ยืนอยู่บนยอดเขาถูกเปิดเผยออกมา
“พวกเจ้าบางส่วนแยกย้ายกันไปสำรวจว่ามีสิ่งผิดปกติตรงไหนรอบๆภูเขาอัคคีอีก” เงาบางส่วนของยอดฝีมือเคลื่อนไหวหายไปอย่างรวดเร็ว ส่วนคนที่เหลือนั้นก็จ้องมองไปที่ยอดเขาและเห็นเงาได้อย่างชัดเจน
“ตระกูลไป๋” น้องสี่กัดฟันแน่นเขานั้นจดจำคนทั้งเจ็ดได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเด็กหนุ่มซึ่งอยู่ตรงกลางกลุ่มได้ในทันที “ไป๋ซิงอัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลไป๋ที่สามารถต่อกรกับยอดฝีมือสาวกตำหนักม่วงระดับสูงสุดและสร้างบาดแผลให้กับต้าวจื่อ”
ผู้คนเมื่อได้ยินสิ่งที่น้องสี่กล่าวขึ้นมานั้นพวกเขารู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก พวกเขารู้ดีว่าต้าวจื่อมีวิชาพยุหะอสุราโลหิตเป็นไพ่ตาย แม้แต่ยอดฝีมือสาวกตำหนักม่วงขั้นสูงสุดยังยากที่จะรับมือเขา
พวกเขาต่างคิดไปทำนองเดียวกันว่าพวกเขานั้นจะไม่ยุ่งกับเด็กหนุ่มคนนี้เป็นอันขาด เพราะฝีมือของพวกเขาแต่ละคนนั้นไม่อาจต้านทานต้าวจื่อได้ คนที่สามารถเอาชนะต้าวจื่อได้พวกเขาจะต่อกรได้อย่างไร
“ลงมือได้แล้ว” ซูซิงและไป๋หลิวการเคลื่อนไหวพร้อมเพียงกันและไปในตำแหน่งที่ได้ฝึกซ้อมเอาไว้ ฉับพลันนั้นเองได้มีหมอกหนาออกมาปกคลุมทั่วทั้งหุบเขาจนมองไม่เห็นอะไรอีก
“นายท่าน”หญิงสาวชุดแดงพุ่งตัวกลับมาดุจลำแสงเส้นหนึ่ง “ข้าทำพลาดแล้ว ทันทีที่ดึงธงค่ายกลผืนแรกออกมา ค่ายกลอีกหลังหนึ่งก็เคลื่อนไหวเข้าแทนที่อย่างต่อเนื่องจนไม่มีทางที่ข้าจะดึงธงที่เหลือออกมาได้”
“เพียงผืนเดียวก็เพียงพอจะทำลายค่ายกลปิดบังลงได้แล้ว” เป่ยซิกล่าวอย่างใจเย็น “ดูท่าตระกูลไป๋คงจัดวางค่ายกลไว้ถึงสองสามชั้น ทว่าน่าเสียดายที่ไม่มีชั้นใดเป็นค่ายกลชั้นสูงเลย”
“ส่งสัญญาณเรียกทุกคนกลับมา” พุสีแดงถูกจุดขึ้นมายอดฝีมือที่กระจายออกไปหาความผิดปกติของค่ายกลก็กลับมา
“รอบๆนี้มีอะไรผิดปกติบ้าง” เป่ยซิถามผู้คนที่ออกไปซะ
“พวกข้าเห็นความผิดปกติ 2-3 จุด” หลังจากนั้นทุกคนก็รายงานในลักษณะเดียวกัน
“เป็นอย่างที่ข้าคิดเอาไว้พวกมันได้ซ้อนค่ายกล 2-3 ชั้นไว้ แต่โชคยังดีที่มันไม่มีค่ายกลระดับสูงอยู่เลยเมื่อพวกเราบุกเข้าไปก็สามารถทำลายมันได้”
“แต่สิ่งที่เป็นอุปสงค์ก็คือหมอกที่ปกคลุมโดยรอบ ค่ายกลโดยรอบนั้นบดบังทิศทางและการได้ยิน” บรรดาสาวกตำหนักม่วงต่างหันไปทางเป่ยซิ
แต่ครั้งนี้เป่ยซิกลับส่ายศีรษะ “ค่ายกลปิดบังก่อนหน้านี้ง่ายที่จะรื้อทำลาย แต่ค่ายกลที่เบื้องหน้ากลับซับซ้อนยิ่งกว่า ยิ่งไปกว่านั้นข้าคิดว่าตระกูลไป๋คงวางค่ายกลซ้อนค่ายกลไว้อีกหลายชั้น หากคิดจะทำลายค่ายกลลักษณะนี้โดยใช้เพียงการมองจากภายนอก คงมีเพียงผู้ที่อยู่ในระดับจักรวาลแรกกำเนิดเท่านั้นจึงจะสามารถทำได้”
“เช่นนั้นพวกเราจะทำอย่างไรดี” เทพหมื่นอัสนีกล่าวถามอีกฝ่าย
“บุกฝ่าเข้าไปและทำลายมันจากภายใน” เสียงแหบแห้งดังขึ้นมา
“ถูกอย่างที่ผู้อาวุโสหมื่นโลหิตบอกเพียงแค่เข้าไปทำลายและสำรวจมันทำลายมันจากภายใน พวกเราต้องแบ่งกลุ่มทั้งยี่สิบคนของพวกเราออกเป็นสองกลุ่ม พวกเราจะส่งกลุ่มแรกจำนวน สิบคนเข้าไปในค่ายกล ทั้งสิบคนนี้ห้ามแยกกันเด็ดขาดมิเช่นนั้นแล้วพวกเจ้าจะประสบกับการรุมสังหารถ้าพวกเจ้ารวมกลุ่มกันไว้ด้วยยอดฝีมือจำนวนมากขนาดนี้พวกตระกูลไป๋ไม่กล้าลงมือสุ่มสี่สุ่มห้าอย่างแน่นอน”
เป่ยซิมองไปที่ต้าวจื่อ “ศิษย์น้องต้าวจื่อ ครั้งนี้เป็นสาขาเทือกเขาดอยทะลุฟ้าของเจ้าที่เชื้อเชิญทุกคนมายังที่นี้ เจ้าสมควรเป็นผู้นำสหายร่วมสำนักทั้งเก้าคนเข้าไป”
“ตกลง” ต้าวจื่อรับคำทันที
เป่ยซิเริ่มเอ่ยนามที่คัดเลือกไว้ออกมาทีละชื่อจนครบเก้าคน จากนั้นโบกมือคราหนึ่งเครื่องรางหยกสามชิ้นก็ลอยไปทางต้าวจื่อและยอดฝีมืออีกสองคน
“เครื่องรางหยกทั้งสามนี้เป็นข้าหลอมขึ้นด้วยตนเอง ขอเพียงพวกเราอยู่ไม่ห่างกันเกินไปนัก ข้าจะสามารถรับรู้ตำแหน่งของมันได้ทันที ศิษย์น้องทั้งหลายจงล่วงหน้าเข้าไปในค่ายกลก่อน ข้ากับศิษย์พี่เทพหมื่นอัสนีและผู้อาวุโสหมื่นโลหิตจะติดตามเข้าไปภายหลัง จากนั้นพวกเราจะแยกย้ายกันทดสอบค่ายกลนี้ เมื่อข้าสามารถล่วงรู้ถึงตำแหน่งของทุกคน การจะรวมตัวกันอีกครั้งย่อมง่ายดายยิ่ง”
ตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ยังไม่มีผู้ใดกล่าววาจาคัดค้านไม่เห็นด้วย พวกมันล้วนมาจากค่ายสำนักเดียวกัน ทุกคนต่างเชี่ยวชาญในการประสานพลังเพื่อต่อสู้ร่วมกัน ศิษย์หกคนสามารถรวมตัวกันตั้งขบวนพยุหะหลังหนึ่ง ศิษย์เก้าคน สิบคน หรือสิบสองก็สามารถตั้งขบวนรบขึ้นได้เช่นกันหากสาวกตำหนักม่วงจำนวนนับพันคนในสาขาหลักรวมตัวกัน ขบวนรบที่พวกมันจัดตั้งขึ้นอาจสามารถต่อกรได้แม้แต่กับผู้ฝึกตนระดับจักรวาลแรกกำเนิดได้เลย
เพียงแต่การทำเช่นนั้นยังต้องขึ้นอยู่กับว่าพวกมันทุกคนมีความเข้าใจในความลึกซึ้งของขบวนรบดีพอหรือไม่ ยิ่งขนาดของขบวนรบใหญ่ขึ้นเท่าไรก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นเท่านั้น การที่สาวกตำหนักม่วงนับพันคนจะตั้งขบวนผสานพลังกันได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นต้องผ่านการฝึกฝนและร่วมมือกันมาอย่างยาวนาน
ภายในภูเขาอัคคีทุกคนได้กระจายไปทั่วทุกที่คนของตระกูลไป๋และคนอื่นๆที่มีหน้าที่ต่างแยกย้ายกันมาที่ชายขอบของหมอกพวกเขาจ้องมองไปยังด้านนอก ตอนนี้นั้นเป็นเวลาที่ตัดสินและจะเริ่มการต่อสู้หัวใจของพวกเขาหนักอึ้ง
*********************************************************************
ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามช่องทางyoutube ด้วยนะครับ
ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel