ตอนที่ 98

ตอนที่ 98

“ท่านพี่ทำไมเราถึงปล่อยให้มันทำร้ายค่ายกลได้ง่ายๆ” เมื่อสักครู่นี้นั้นมีสัตว์อสูรระดับตำหนักม่วงได้เข้ามาทำลายค่ายกลตัวหนึ่ง แต่ว่าผู้นำตระกูลก็ได้เปิดใช้ให้ค่ายกลอื่นอีกเลยบีบให้สัตว์อสูรตนนั้นถอยออกไป

“ข้าตั้งใจจะหลอกล่อพวกมันว่าพวกเรานั้นมีค่ายกลเพียงแค่ 2-3 ชั้น แต่ค่ายกลของพวกเรานั้นมีทั้งหมดเจ็ดชั้น แต่ข้าก็กลัวอยู่เหมือนกันว่าสัตว์อสูรตนนั้นจะสามารถทำลายค่ายกลทั้งหมดไปได้ แต่ไม่เป็นไรสิ่งที่น่าห่วงนั้นมันไม่เกิดขึ้นพวกนั้นกำลังจะแยกกันและมุ่งหน้ามาทางนี้และกำลังจะฝ่าเข้ามา” ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีกล่าวขึ้นมา

“แต่ถึงอย่างไรมันก็อันตรายอยู่ดี” ท่านยายหมื่นเงาพูดขึ้น

“แต่ผู้นำตระกูลพวกเข้ามากลุ่มแรกนั้นต่างก็มีฝีมือระดับสาวกตำหนักม่วงทุกคนเลย”

“พวกมันนั้นจะสำรวจค่ายกลด้านใดเลยให้กลุ่มแรกเข้ามาก่อนและตามมาด้วยกลุ่มหลัง ข้าคิดว่ากลุ่มที่สองนั้นคงจะแข็งแกร่งกว่า ดูจากท่าทางการสนทนาของพวกมันผู้นำขบวนสมควรเป็นชายชรากับชายหนุ่มผู้หล่อเหลาสองคนในกลุ่มที่ยังไม่ได้เข้ามาในค่ายกล” ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีสะบัดมือคราวหนึ่ง หลังจากนั้นป้ายที่มีสัญลักษณ์เรียบง่ายหนึ่งชิ้นก็ปรากฏขึ้นมา

“ป้ายพระราชทาน” ไป๋ซิงจ้องมองป้ายที่มีสัญลักษณ์เรียบง่ายเขาก็มีป้ายชิ้นนึงเหมือนกันหลังจากสังหารสองพี่น้องจากภูเขาหมื่นนดารา

“ตอนนี้เรามีป้ายพระราชทานสองชิ้น ชิ้นแรกอยู่กับข้าซึ่งเป็นป้ายพระราชทานของนครหมื่นมายาของตระกูลของเรา ส่วนอีกชิ้นนึงนั้นอยู่กับไป๋ซิงซึ่งยังไม่ได้สร้างพันธะครอบครอง” ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีจ้องมองไปที่ไป๋ซิง

“ข้าขอฝากป้ายพระราชทานของนครหมื่นมายาไว้กับเจ้า” ไป๋ซิงรับป้ายพระราชทานมาเก็บไว้ในแหวนมิติ

“เราไม่รู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นเยี่ยงไร ถ้าหากพวกเรานั้นโชคดีรอดไปได้ค่อยคืนป้ายพระราชทานให้ข้า ถ้าหากข้าหรือคนใดคนหนึ่งหรือทั้งหมดตายไปก็ให้เจ้าเก็บมันไว้ เมื่อสถานการณ์คับขันจนพวกเราไม่สามารถกอบกู้สถานการณ์ได้ เจ้าจงใช้หยกเคลื่อนย้ายจากไปพร้อมกับป้ายพระราชทาน เมื่อพวกมันไม่อาจได้ป้ายพระราชทานพวกมันก็ไม่สามารถครอบครองแหล่งผนึกพลังปราณได้ ถ้าหากท่านทูตได้มาถึงก็ให้เจ้านั้นไปลงนามสัญญากับจักรวรรดิซะ”

ไป๋ซิงพยักหน้าเข้าใจพร้อมกับสร้างพันธะครอบครองป้ายพระราชทานอีกหนึ่งชิ้นอย่างรวดเร็ว ทันทีที่สร้างพันธะครอบครองเสร็จสิ้นเขาก็รู้สึกได้ถึงสถานที่สองตำแหน่งที่เลือนลางตำแหน่งหนึ่งอยู่ใกล้อีกตำแหน่งหนึ่งนั้นอยู่ไกล

“ตอนนี้พวกเราก็ไม่ได้กังวลอะไรแล้ว” ทุกคนนั้นต่างสบายใจสีหน้าปลอดโปร่งเป็นอย่างมากตอนนี้เรื่องราวทุกอย่างนั้นถูกเตรียมเอาไว้เสร็จสมบูรณ์แล้ว เพียงเท่านี้พวกเขาก็สามารถต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลัง

“เอาล่ะเตรียมใช้ค่ายกลให้ดี พวกมันกำลังเข้ามาแล้ว”

“ทราบแล้ว”

“ไป๋หยินเจ้าคอยขัดขวางศัตรูเมื่อคนอื่นต่อสู้และเจ้าพยายามลอบโจมตีเมื่อมีโอกาส”

“ตกลง” ดวงตาของนางนั้นเต็มไปด้วยความมุ่งหวัง

“ไป๋ซิงแม้ว่าพลังของเจ้านั้นจะเทียบเท่ากับปรมาจารย์หมื่นแดง แต่ก็อย่าได้ประมาทพวกข้าทั้งสามคนนั้นจะคอยควบคุมค่ายกลส่วนพวกเจ้าทั้งสี่คนนั้นสกัดกั้นยอดฝีมือของพวกมันและเมื่อมีโอกาสก็สังหารพวกมันให้สิ้นทั้งหมด”

ไป๋ซิงพยักหน้า

ค่ายกลเสาร์น้ำแข็งปิดสวรรค์ถูกจัดตั้งขึ้นเรียบร้อยแล้วความเคลื่อนไหวบางอย่างเริ่มปรากฏออกมาอุณหภูมิรอบๆนั้นเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว แสงสว่างสีขาวค่อยๆส่องประกายกวาดผ่านพื้นที่ทุกแห่ง

“พวกข้าทั้งสามคนนั้นจะคอยสนับสนุนพวกเจ้าทุกคน” ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ไป๋ฉี เหม่ยเฟิ่งพวกเจ้าทั้งสองคนนั้นเป็นความหวังของพวกเรา พวกเจ้าทั้งสองคนนั้นคอยสกัดกั้นยอดฝีมือของพวกมัน” ตอนนี้ทุกคนรู้ว่าทั้งสองคนนั้นได้ก้าวเข้าสู่ระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงแล้ว นี่มันยิ่งทำให้พวกเขามั่นใจในการต่อสู้ครั้งนี้มากยิ่งขึ้น

“ทุกคนฟังข้า” ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีกวาดสายตาผ่านใบหน้าของแต่ละคน “ทุกสิ่งที่เราทำ ล้วนเพื่อตระกูลไป๋ หากพวกเราผ่านวิกฤตนี้ไปได้ถ้ากลัวของพวกเราจะเจริญต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด”

“เพื่อตระกูลไป๋” ท่านยายหมื่นเงา ซูซิง ไป๋หลิว ไป๋ฉี เหม่ยเฟิ่งและไป๋ซิงต่างตะโกนขานรับอย่างแน่วแน่จริงจัง

“เตรียมต่อสู้” ทุกคนนั้นต่างรับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง ชั่วพริบตาเดียวหมอกรอบๆนั้นก็บดบังตำแหน่งของพวกเขาทั้งหมด ทุกคนต่างก็เคลื่อนไหวไปประจำตำแหน่งของตนเอง ส่วนคนที่ควบคุมให้คนนั้นก็ได้ใช้หมอกบดบังทัศนวิสัยการได้ยินการมองเห็น

ในขณะเดียวกัน

กลุ่มคนของภูเขาหมื่นดาราทั้งสิบคนที่นำโดยต้าวจื่อค่อยๆก้าวสู่ค่ายกลอย่างช้าแต่ในทันใดนั้นเองมีหมอกปกคลุมไปทั่วภูเขาอัคคีแน่นกว่าเดิมและพวกเขายังรู้สึกได้ถึงความเย็นที่เพิ่มขึ้น

“ทุกคนระวังการลอบทำร้ายของตระกูลไป๋ให้ดี ดูเหมือนว่าพวกมันจะเริ่มลงมือแล้ว” ต้าวจื่อส่งเสียงร้องเตือน ในฐานะที่เป็นผู้เชื้อเชิญทุกคนมาที่นี่ มันย่อมต้องรับผิดชอบจัดตั้งพยุหะอสุราโลหิตเพื่อคุ้มครองบุคคลอื่น

พยุหะอสุราโลหิตขนาดใหญ่โอบล้อมสาวกตำหนักม่วงทุกคนดั่งปราการป้องกันชั้นนอก ทั้งยังช่วยให้มั่นใจว่าทั้งหมดจะไม่ถูกแยกออกจากกันโดยง่าย อีกทั้งยอดฝีมืออีกเก้าคนก็เรียกสมบัติวิเศษประเภทป้องกันออกมาคนละชิ้นเพื่อเสริมการป้องกันอีก

บรรยากาศเริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนต่างระมัดระวังเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ด้วยเกรงว่าการโจมตีอันรุนแรงจะปรากฏขึ้นจากภายในหมอก พวกมันล้วนเข้าใจดีว่าถึงแม้จะเผชิญกับคู่มือที่ต่ำชั้นกว่า แต่ในการต่อสู้เสี่ยงชีวิตของเหล่าผู้ฝึกตนความประมาทศัตรูเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาด

ท่ามกลางหมอกหนาทึบที่แผ่ปกคลุมไปทั่วกลุ่มของภูเขาหมื่นดาราสำรวจบริเวณโดยรอบอย่างระมัดระวัง

พวกมันไม่รู้เลยว่าห่างออกไปไม่ไกลนักได้มีหมอกสีขาวอันเย็นยะเยือกคอยพวกมันอยู่ และนี่คือเหตุผลที่ผู้นำตระกูลนั้นอาศัยค่ายกลปกปิดสายตาของพวกมันเอาไว้อีกชั้นหนึ่งไม่ให้พวกมันรู้ตัว

“เข้ามา” ไป๋หลิวที่ควบคุมค่ายกลอยู่นั้นจ้องมองเงาทั้งสิบที่ใกล้เข้ามา ถึงตัวมันจะอยู่ในค่ายกลแต่มันนั้นก็ไม่อาจเห็นฝ่ายตรงข้ามได้อย่างชัดเจนเท่าไหร่นัก มันต้องอาศัยการแจ้งเตือนจากผู้นำตระกูลซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งค่ายกลนี้เป็นหลักถึงจะรู้ตำแหน่งคร่าวๆได้

เมื่อค่ายกลเสาน้ำแข็งปิดสวรรค์ถูกจัดตั้งขึ้นพลังปราณของทั้งสามคนนั้นก็รวมตัวกันเป็นลักษณะหมอกสีขาวที่มีพลังลึกลับอยู่ ไป๋หลิวได้รับการสนับสนุนจากพลังมหาศาลที่รวมกันและพลังจากค่ายกลอันเย็นยะเยือกที่พุ่งเข้าใส่ร่างของมันจนมันเกือบจะไม่สามารถควบคุมพลังอันมหาศาลนี้ได้ โชคดีที่มันนั้นได้มีเวลาในการทดลองควบคุมค่ายกลเป็นเวลานานจึงทำให้มันนั้นสามารถควบคุมได้

“ไป๋หลิวเจ้าอย่าใจร้อน รอให้พวกมันเข้ามาถึงในรัศมีก่อนค่อยลงมือจัดการ” น้ำเสียงของผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีนั้นดังในหัวของไป๋หลิว ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีก็แฝงกายอยู่ไม่ไกลนักหมอกที่ปกคลุมโดยรอบมิอาจเป็นอุปสงค์ต่อเขาแต่มันยังเป็นดวงตาแทนเขาด้วย

ท่ามกลางค่ายกลมากมายหลายชั้นที่ถูกจัดตั้งขึ้น มีเพียงผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีที่ล่วงรู้ความเคลื่อนไหวทั้งมวลภายในนั้นและสามารถสื่อสารทางจิตบอกต่อคนทั้งหมด

ไป๋ซิงปล่อยสัมผัสพลังจิตออกไปทั่วภูเขาอัคคีเช่นกันเขาค่อยๆเห็นทั้งสิบคนเดินเข้ามาในรัศมีของค่ายกลเสาน้ำแข็งปิดสวรรค์

“พวกมันทั้งสิบคนล้วนเป็นยอดฝีมือระดับตำหนักม่วงจากสำนักเดียวกัน ย่อมต้องฝึกปรือวิชาลับที่ช่วยให้สามารถผนึกกำลังกันได้ ยิ่งตอนนี้พวกมันเคลื่อนไหวด้วยความระมัดระวัง หากซุ่มโจมตีจะมีโอกาสล้มเหลวสูงมาก” ไป๋ซิงสังเกตและวิเคราะห์อย่างเยือกเย็น “ในทางกลับกัน อีกไม่นานพวกมันจะพบว่าค่ายกลหมอกนี้มิได้สูงล้ำแต่อย่างใดและเริ่มประมาทพวกเราอีกครั้ง นั่นจะเป็นเวลาที่พวกมันได้ลิ้มรสความร้ายกาจที่แท้จริงของค่ายกลเสาน้ำแข็งปิดสวรรค์”

“อย่างที่ไป๋ซิงว่านั่นแหละตอนนี้พวกเราต้องใจเย็นๆ”

“พวกท่านไม่ต้องกังวลข้านั้นได้ปล่อยจิตสัมผัสออกไปโดยรอบทำให้สามารถรับรู้การเคลื่อนไหวของทุกคนที่เข้ามาในค่ายกลได้อย่างแจ่มชัดเมื่อมีอะไรที่อันตรายข้านั้นจะช่วยทันที”

“ลูกซิงเจ้า” บิดาและมารดาของเขานั้นรู้สึกตกใจเป็นอย่างมากพวกเขากำลังจะกล่าวอะไรออกมา แต่พวกเขานั้นก็หยุดลงเสียก่อนเพราะว่า

ต้าวจื่อและพรรคพวกเคลื่อนที่ด้วยความตื่นตัว ต่างโคจรพลังพร้อมป้องกันการโจมตีที่ไม่คาดฝันและพวกมันนั้นใกล้จะเข้ามาในรัศมีเต็มทีแล้ว

“ข้าว่าค่ายกลปิดบังนี้ไม่ได้มีอันตรายใดๆเลย มันแค่ปิดบังสายตาของพวกเราเท่านั้น” สาวกตำหนักม่วงคนหนึ่งกล่าวขึ้นมา

“ข้าเองก็ไม่รับรู้อันตรายจากหมอกนี้เลยแม้แต่น้อยอย่างที่ศิษย์พี่พูด ท่านนั้นมีความรู้ในด้านค่ายกลมากกว่าพวกข้า ท่านย่อมสามารถดูออกว่าค่ายกลนี้นั้นไม่ได้มีอะไรเลย” ชายคนหนึ่งนั้นกล่าวและหัวเราะออกมา

สำหรับเหล่าผู้ฝึกตนในวิถีแห่งความเป็นอมตะ โดยเฉพาะบรรดาสาวกตำหนักม่วงที่ผ่านช่วงชีวิตอันยาวนานสามถึงสี่ร้อยปีแต่กลับไม่อาจพัฒนาระดับพลังให้รุดหน้าต่อไป ย่อมเป็นเรื่องปกติที่พวกมันจะหันมาสนใจในศาสตร์ประเภทอื่นไม่ว่าจะเป็น ค่ายกล ยาพิษ หรือว่าเครื่องกลไก เพราะวิชาเหล่านี้สามารถหนุนเสริมให้พลังของพวกมันกล้าแกร่งขึ้นได้อีกทาง

เหล่าสาวกตำหนักม่วงที่ถูกขับทิ้งออกจากสาขาหลักพวกนี้ก็เช่นกัน เมื่อพวกมันไม่มีพรสวรรค์เพียงพอที่จะก้าวขึ้นสู่ระดับพลังขั้นถัดไป พวกมันก็ได้แต่ใช้เวลาที่มีไปกับการศึกษาศาสตร์สาขาเหล่านี้แทน บางคนกระทั่งยังเชี่ยวชาญมากกว่าหนึ่งเรื่องและมีบางคนที่ระดับความเข้าใจในวิชาค่ายกลสูงส่งกว่าผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีด้วยซ้ำ แต่คนเหล่านี้มีเพียงแค่ความรู้ในด้านทฤษฎีเท่านั้น ในทางปฏิบัติเขายังไม่ค่อยมีความรู้สักเท่าไหร่จึงไม่อาจทำลายค่ายกลได้โดยง่ายเช่นนั้นเขาจึงจำเป็นต้องใช้เวลามากกว่าเป่ยชิ

เพียงแต่ว่าการจัดตั้งค่ายกลแม้ไม่ง่ายดาย การทำลายค่ายกลยังยากเย็นยิ่งกว่า นอกจากอัจฉริยะเยี่ยงเป่ยซิที่เป็นข้อยกเว้น พวกมันต้องใช้เวลาอยู่บ้างในการหาวิธีทำลายค่ายกลที่ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีจัดตั้งไว้

“ข้าต้องการเวลาอีกเล็กน้อยในการทำลายมัน” ชายชรากล่าวขึ้นมาด้วยความมั่นใจ เขานั้นสำรวจบริเวณโดยรอบอย่างระมัดระวังถึงเขาจะพูดว่ามันไม่มีอันตรายใดๆแต่เขานั้นระมัดระวังมากกว่าคนอื่นเสียอีก

“เช่นนั้นพวกเราต้องรบกวนศิษย์พี่แล้ว”

“เพียงแค่พวกเราก็สามารถทำลายค่ายกลหมอกนี้ได้แล้ว ค่ายกลอันต่ำต้อยเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องให้ถึงมือศิษย์พี่เป่ยซิ”

ตอนที่พวกเขาเข้ามาค่ายกลตอนแรกๆนั้นพวกเขาระมัดระวังตัวเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเห็นว่าหมอกนี้ไม่ได้ทำอันตรายใดๆเลยพวกเขาก็ผ่อนคลายลง เหล่าสาวกตำหนักม่วงกลุ่มนี้เริ่มกลับคืนสู่ความมั่นใจและคลายความระมัดระวังลง มีเพียงแค่ชายชราและต้าวจื่อที่ยังระวังตัวเต็มที่พวกเขาทั้งสองนั้นไม่ได้กล่าวอะไรกับคนอื่นๆ

ชายชราผงกศีรษะคราหนึ่ง “ข้าจะรวบรวมสมาธิเพื่อหาทางทำลายค่ายกล พวกเจ้าช่วยคุ้มกันให้ข้าด้วย” ต้าวจื่อมองดูอีกฝ่าย เขาคิดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายนั้นจะเจ้าเล่ห์ถึงเพียงนี้คนผู้นี้นั้นมีความรู้ในด้านค่ายกลเป็นอย่างมาก เมื่อเขากำลังศึกษาค่ายกลเพื่อที่จะทำลายมันนั่นเขากลับขอให้คนอื่นปกป้อง เมื่อมีการโจมตีเข้ามาหาเขาคนอื่นนั้นจะเป็นคนรับการโจมตีแทนเพราะเขานั้นเป็นคนทำลายค่ายกลเขาจะมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

“เจ้าค่อยๆทำลายค่ายกลไป พยุหะอสุราโลหิตสามารถปกป้องทุกคนได้ให้คนที่เหลือนั้นระมัดระวังตัวอย่างเต็มที่” คนอื่นๆนั้นพยักหน้ารับคำแต่พวกเขานั้นก็เข้าไปปกป้องชายชราอยู่ดี และอาวุธวิเศษประเภทป้องกันก็รายล้อมพวกเขาอีกชั้นหนึ่ง

เพียงชั่วครู่ให้หลัง ดวงตาของชายชราผมดำก็ทอประกาย มันกล่าววาจาด้วยความเชื่อมั่น “ตรงหน้านี้เองข้ามองเห็นหนทางในการทำลายค่ายกลนี้แล้ว”

“ประเสริฐ” ทุกคนต่างอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น ต้าวจื่อยังคงสภาพของพยุหะอสุราโลหิตไว้ในขณะที่พวกมันทั้งหมดเคลื่อนขบวนไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็ว หมอกที่ขวางทางดูเหมือนจะเริ่มเบาบางลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุดพวกมันก็เห็นผืนธงสีเทาที่ขีดวาดด้วยอักขระสีดำปักตั้งอยู่ไม่ไกลออกไป

“ธงค่ายกล” แววแห่งความปลาบปลื้มยินดีฉาบทอบนใบหน้าของคนทั้งหมด


*********************************************************************

ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามช่องทางyoutube ด้วยนะครับ

ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel

https://www.youtube.com/channel/UCq0jhJfgu3BFHkCtMgcTBcQ

ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 98

ตอนถัดไป