ตอนที่ 101

ตอนที่ 101

“ค่ายกลของพวกมันนั้นทรงพลังยิ่งนักมันสามารถต้านทานพวกเราได้อย่างสูสีเลยถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปนั้นพวกเราต้องลำบากแน่” เป่ยซิพูดด้วยสีหน้าจริงจังเขาไม่คิดเลยว่าตระกูลเล็กๆเช่นนี้นั้นจะมีค่ายกลที่ทรงพลังเช่นนี้ แต่ในขณะนั้นเองจู่ๆก็มีดาบขนาดใหญ่สีขาวบุกทะลวงเข้ามาฟาดฟันเข้าใส่พวกเขา พวกเขานั้นสามารถตั้งรับและป้องกันเอาไว้ได้โดยกำลังหลักที่รับมือกับอีกฝ่ายนั้นก็คือเทพหมื่นอัศนีส่วนที่เหลือนั้นคอยประสานพลังช่วยเหลือ

“พลังของค่ายกลนี้เหนือจินตนาการมาก ข้าอยากศึกษาพวกมันมากกว่าแหล่งผนึกพลังปราณเสียอีก” ดวงตาของเป่ยซิเป็นประกายอย่างแรงกล้าเขานั้นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ค่ายกลนี้มาให้ได้

ส่วนเทพหมื่นอัสนีนั้นตอนนี้รอบกายของเขาเงียบสงบเป็นอย่างมากดูเหมือนว่าภารกิจครั้งนี้นั้นมันยากกว่าที่เขาคิดเอาไว้ เสือหมื่นอัสนีก็อยู่ข้างๆมันรับรู้อารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงของผู้เป็นนายของมันได้ มันทำได้เพียงแค่ติดตามอยู่ข้างกายไม่กล้าพูดอะไร แต่ในระหว่างที่มันมาถึงนั้นลางสังหรณ์ของมันก็แจ้งเตือนตัวของวันว่าที่นี่มีอันตรายไม่ให้เข้ามาเป็นอันขาด แต่เจ้านายของมันได้พูดแล้วทำให้มันไม่อาจกล่าวตักเตือนอะไรได้อีก

ต้าวจื่อและพวกอีกสามคนนั้นระมัดระวังรอบกายเป็นอย่างมาก พวกมันนั้นพยายามรักษาพลังของขบวนรบเอาไว้ตลอดเวลา ทั้งสามคนเรียกของวิเศษประเภทป้องกันออกมามากมายเพื่อเป็นการป้องกันอีกชั้นหนึ่ง

“ศิษย์น้องทั้งหลายระวังตัว นี่เป็นค่ายกลเสาน้ำแข็งปิดสวรรค์” น้ำเสียงตื่นตระหนกของเป่ยซิดังมาแต่ไกล

“ค่ายกลเสาน้ำแข็งปิดสวรรค์” ต้าวจื่อและพวกมองหน้ากันด้วยความงุนงง พวกมันนั้นไม่เคยได้ยินชื่อค่ายกลนี้มาก่อน

“พวกเรานั้นก็ถูกลอบโจมตีด้วยเช่นกัน แต่ยังดีที่ศิษย์พี่เทพหมื่นอัสนีนั้นสามารถรับมือกับมันได้จนมันล่าถอยไป นี่คือค่ายกลโบราณที่ทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง” น้ำเสียงของเป่ยซิตื่นตระหนกแต่ในความตื่นตระหนกนั้นก็มีความยินดีด้วย เมื่อมันจัดการเรื่องนี้ได้สำเร็จมันจะได้ศึกษาค่ายกลโบราณและพลังของมันก็จะเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น

“ข้านั้นเคยศึกษาตำราโบราณและได้ยินมาว่า ข้าหลวงปกครองมณฑลเมฆาเองก็มีค่ายกลเสาน้ำแข็งปิดสวรรค์ที่สูงส่งถึงอันดับสวรรค์ไว้ในการครอบครอง ส่วนค่ายกลที่ตระกูลไป๋ใช้อยู่นี้แม้เป็นค่ายกลแบบรวบรัดในระดับมนุษย์ แต่ก็ยังมีพลังอันน่าตื่นตระหนก ครั้งนี้พวกเราตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง จงระมัดระวังเอาไว้หากไม่ระวังตัวให้ดีอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้”

“ศิษย์พี่เทพหมื่นอัสนีและข้าต้องใช้สมาธิในการวิเคราะห์ค่ายกลนี้ เมื่อทำได้แล้วข้าจะสามารถทำลายค่ายคนนี้ได้ จึงไม่อาจแบ่งกำลังไปช่วยเหลือพวกเจ้าได้ชั่วคราวพวกเจ้าทั้งสี่ต้องดูแลตัวเองให้ดี” เสียงของเป่ยซิดังสะท้อนไปมา

พวกต้าวจื่อเมื่อได้ยินคำพูดสีหน้าของพวกเขาก็ปั้นยาก ค่ายกลนี้ถึงกับทำให้เป่ยซิต้องทุ่มเทกำลังทั้งหมดในการทำลาย นั่นแสดงให้เห็นว่าค่ายกลนี้ร้ายกาจถึงเพียงใด

“ข้าไม่เคยได้ยินชื่อค่ายกลเสาน้ำแข็งปิดสวรรค์มาก่อน คาดว่ามีเพียงคนเช่นศิษย์พี่เป่ยซิที่ศึกษาค่ายกลมากมายมาจากสำนักใหญ่จึงทราบได้ ไม่น่าเชื่อว่าตระกูลไป๋จะมีค่ายกลอันทรงพลังเช่นนี้อยู่”

ใบหน้าของต้าวจื่อบิดเบี้ยวถึงขีดสุด มันกวาดตามองไปยังสหายร่วมรบอีกสามคน “พวกเราเองก็ต้องทุ่มให้สุดตัวเช่นกัน นี่เป็นการต่อสู้ที่เดิมพันด้วยชีวิต ไม่พวกมันตายก็เป็นพวกเราที่ตาย ไม่ว่าสมบัติวิเศษหรือไม้ตายก้นหีบอันใดจงนำออกมาใช้เดี๋ยวนี้ อย่าได้ซุกงำเอาไว้”

มุมมองของทั้งหมดเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เดิมทีทุกคนเพียงถือว่าติดตามมาชมดูความสนุกสนานเท่านั้น แต่การเสียชีวิตอย่างฉับพลันของศิษย์ร่วมสำนักทั้งหกได้ปลุกพวกมันขึ้นจากความฝัน

ถึงแม้หลังจากนั้นพวกมันยังลอบตั้งความหวังไว้ว่าเมื่อสามารถรวมกลุ่มเข้ากับ ผู้เฒ่าหมื่นโลหิต เทพหมื่นอัสนีและเป่ยซิ ภัยอันตรายทั้งหลายก็จะจางหายไปประดุจหมอกควัน ทว่าเป่ยซิกลับเป็นฝ่ายบอกต่อพวกมันด้วยตนเองว่าคราครั้งนี้เป็นการละเล่นที่ถึงชีวิต หากพวกเขาประมาณเป็นพวกเขาเองที่จะต้องจบชีวิต

“หากรู้ล่วงหน้าว่าจะต้องมาเสี่ยงชีวิตเช่นนี้ ข้าคงไม่มาที่เทือกเขาดอยทะลุฟ้า” พวกมันต่างรู้สึกขมขื่นในใจ แต่เมื่อเงาทะมึนแห่งความตายซุ่มคอยอยู่เบื้องหน้า ทุกคนจึงทำได้เพียงปลุกปลอบกำลังขวัญตระเตรียมต่อสู้เสี่ยงชีวิตดูสักครั้ง

ห่างออกไปไม่กี่ร้อยเมตรนั้น ได้มีเงาของมังกรขนาดใหญ่ซุกซ่อนอยู่มังกรตัวนี้นั้นเมื่อได้เผชิญหน้ากับพวกต้าวจื่อ ทำให้มังกรตัวนี้นั้นเหมือนกับยมทูตที่จะมาพรากชีวิตของพวกมันไป

“โจมตี” เสียงของผู้นำตระกูลดังก้องไปทั่วจิตสำนึกของทุกคน

ทันใดนั้นเองทุกคนก็เคลื่อนไหวพร้อมเพียงกันมุ่งหน้าเข้าสู่กลุ่มสาวกตำหนักม่วงที่กำลังเตรียมพร้อมรับมือด้วยความตื่นตระหนก

แต่ในขณะนั้นเองได้มีประกายแสงสามสีพุ่งเข้าโจมตีทั้งสี่คนอย่างรวดเร็วทำให้ทั้งสี่คนนั้นต่างป้องกันการโจมตีอย่างฉุกละหุก

“บัดซบ ออกมาสู้ซึ่งๆหน้าสิวะ” สาวกตำหนักม่วงผู้หนึ่งตะโกนออกมา

**********

อีกด้านหนึ่งของค่ายกลเงาร่างหนึ่งกระเด็นออกมาจากการโจมตีของสายฟ้าอย่างรุนแรง โล่สีเลือดนั้นสามารถป้องกันสายฟ้าเอาไว้ได้ แต่ร่างกายของเขาก็รู้สึกชาเล็กน้อย

ผู้เฒ่าหมื่นโลหิตนั้นค่อยๆรักษาสมดุลของร่างกาย หลังจากนั้นเขาก็กระโดดกลับหลังและยืนตรง สองเงาก็ติดตามเข้ามาอย่างรวดเร็ว

“พวกเจ้าใคร ตระกูลไป๋อันต่ำต้อยนี้กลับมียอดฝีมือหมื่นดาราร่วมสำแดงถึงสองคนเลยเช่นนั้นหรือ”

“เจ้าอย่าคิดว่ามีแค่กำลังขนาดใหญ่เท่านั้นที่จะมียอดฝีมือหมื่นดาราร่วมสำแดง พวกเราอาจจะมียอดฝีมือที่เหนือกว่านี้อยู่อีกก็ได้ วันนี้ที่นี่จะเป็นที่ฝังศพของเจ้า” ผู้เฒ่าหมื่นโลหิตจ้องมองบุรุษและสตรีทั้งสอง ทั้งสองคนนั้นไม่ได้มีอายุมากมายนั้น แต่กลับมาถึงขั้นหมื่นดาราร่วมสำแดงได้แล้ว

“โลหิตกัดกร่อน” หมอกโลหิตพุ่งออกมาจากขวามือของผู้เฒ่าหมื่นโลหิตโจมตีพวกไป๋ฉีทันที เมื่อเห็นหมอกโลหิตที่กัดกร่อนพื้นที่โดยรอบทั้งสองคนนั้นก็ใช้พลังออกมาทันที ไป๋ฉีใช้ของวิเศษควบคุมรอบร่างกายหลังจากนั้นก็ใช้พลังจิตฟาดฟันกระบี่ออกไปมากมาย เหม่ยเฟิ่งนางรวบรวมสายฟ้าเอาไว้บนฝ่ามือหลังจากนั้นก็ยิงมันออกไปกลายเป็นรูปกิเลนขนาดยักษ์

การโจมตีทั้งสามนั้นพุ่งเข้าหากันเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ ในการต่อสู้ที่รุนแรงเช่นนี้นั้นรอบข้างไม่รู้สึกถึงการต่อสู้เลยแม้แต่น้อย นั่นเป็นเพราะค่ายคนของผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีนั้นเอง

ทั้งสามคนนั้นต่างพุ่งทะยานเข้าหากันผลัดกันรุกผลัดกันรับ แต่ฝ่ายของผู้เฒ่าหมื่นโลหิตเริ่มจะเสียเปรียบขึ้นเรื่อยๆ เขาเรียกขวดน้ำเต้าของมาจากแวะมิติ หลังจากนั้นก็เปิดจุกสิ่งที่ออกมาจากขวดน้ำเท่านั้นคือโลหิตสีแดงฉานค่อยๆพุ่งทะลุออกมาจากขวดน้ำเต้า

ไป๋ฉีและเหม่ยเฟิ่งรับรู้ได้ถึงภัยคุกคามจากโลหิตที่พุ่งออกมาจากขวดน้ำเต้าพวกเขาทั้งสองนั้นต่างทุ่มพลังทั้งหมดเพื่อโจมตีอีกฝ่ายทันที

กระบี่น้ำแข็งพุ่งทะลุทะลวงเข้าใส่โลหิตที่ออกมาจากขวดน้ำเต้า ส่วนสายฟ้าขนาดใหญ่ต่างกระหน่ำเข้าใส่ทะเลโลหิต

“หมื่นโลหิตทะเลคลั่ง” ผู้เฒ่าหมื่นโลหิตควบคุมโลหิตมากมายจากขวดน้ำเต้าเป็นโล่ป้องกันการโจมตีทั้งสอง เขาขยับฝ่ามือด้านซ้ายเปลี่ยนทะเลโลหิตบางส่วนกลายเป็นเข็มมากมายและพุ่งเข้าโจมตีฝ่ายศัตรู

“โล่น้ำแข็งทมิฬ” ไป๋ฉีเคลื่อนไหวทันทีบังเกิดโล่สีดำขนาดใหญ่ป้องกันเข็มโลหิตที่พุ่งเข้ามาโจมตี

เหม่ยเฟิ่งเคลื่อนไหวบางอย่างในท้องฟ้าเหนือศีรษะของคนทั้งสามนั้นเสียงฟ้าร้องกระหน่ำมากมายสาดกระจายไปทั่วมีฝนกิเลนสายฟ้ามากมายพุ่งเข้าโจมตีผู้เฒ่าหมื่นโลหิต ผู้เฒ่าหมื่นโลหิตนั้นเรียกสมบัติประเภทป้องกันชีวิตออกมา ป้องกันการโจมตีของฝ่ายศัตรู

ผู้เฒ่าหมื่นโลหิตกระอักเลือดออกมา ตอนนี้นั้นเขารับการโจมตีจากทั้งสองทางพร้อมกันทำให้เขารับภาระหนักเป็นอย่างมาก เขาใช้สมบัติประเภทปกป้องชีวิตและใช้ขวดน้ำเต้าทะเลโลหิตแล้วแต่ก็ไม่สามารถคุกคามอีกฝ่ายได้เลยแม้แต่น้อย เขาตัดสินใจใช้บางสิ่งบางอย่างถ้าเขาไม่ใช้นั้นเขาจะไม่อาจรอดไปจากนี่ได้

“สังเวยโลหิต” โลหิตที่ออกมาจากน้ำเต้านั้นไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างช้าๆการโจมตีที่เข้ามานั้นหยุดนิ่งอย่างกะทันหันเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างนั้นหยุดการโจมตีนั้นเอาไว้ การสังเวยโลหิตนั้นคือการใช้โลหิตที่กักเก็บจากภายนอกเข้าสู่ร่างกายของตนเองเพื่อเพิ่มพลังในการต่อสู้ขึ้นอีกขั้นหนึ่ง

สองสามีภรรยามองหน้ากันทั้งจากนั้นเขาก็พยักหน้าให้กัน

“ร่างเทพอัสนี”

“เทพน้ำแข็ง”

ร่างกายของเหม่ยเฟิ่งดึงดูดสายฟ้าจากบนศีรษะของตนเองไหลเข้าสู่ร่างกายหลังจากนั้นร่างกายของนางก็เปลี่ยนไปเป็นกระแสไฟฟ้ามากมายมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่รอบๆร่างกาย

ไป๋ซิงระเบิดแก่นแท้น้ำแข็งภายในมิติจิตสำนึกของตนเองออกมาความเย็นที่เสียบแทงกระดูกไหนทะลักออกมาจากร่างกายของเขา บนศีรษะของเขานั้นมีมงกุฏน้ำแข็งปรากฏออกมา รอบกายของเขาก็มีเกล็ดน้ำแข็งนั้นหมุนวนอยู่รอบกาย ตอนนี้นั้นเขาเหมือนจักรพรรดิน้ำแข็งเป็นอย่างมาก

“ย้ากกกก” ทั้งสามคนนั้นพุ่งโจมตีใส่ทันที กระบี่น้ำแข็งปรากฏอยู่ในมือของไป๋ฉี เหม่ยเฟิ่งมีแสงสว่างประกายสายฟ้าอยู่บนฝ่ามือของนาง ส่วนผู้เฒ่าเหมือนโลหิตนั้นโลหิตสีแดงฉานรวบรวมอยู่ในมือทั้งสองด้านเป็นกรงเล็บโลหิต

ในที่สุดการโจมตีของทักษะก็เข้าปะทะกัน

ตู้มมมมม

**********

หมอกหนาทึบปกคลุมไปทั่วบริเวณสาวกตำหนักม่วงของภูเขาหมื่นดาราทั้งสี่นั้นยังคงเคลื่อนไหวต่อไปรักษาขบวนเอาไว้อย่างรัดกุม

“ค่ายกลเสาร์น้ำแข็งปิดสวรรค์มันจะแน่สักแค่ไหนกันเชียวเมื่อพวกเราทั้งสี่รวมพลังย่อมสามารถทำลายมันได้อยู่ดี พวกเราเพียงแค่ถูกโจมตีที่เผลอเท่านั้นเมื่อการต่อสู้ตรงๆพวกมันไม่อาจต่อสู้กับพวกเราได้”

“แต่การโจมตีของอีกฝ่ายนั้นก็บั่นทอนพลังของพวกเราเป็นอย่างมาก”

“เจ้าใช้สมองส่วนไหนคิดพวกเราเสียสหายอีกคนหนึ่งในระหว่างที่อยู่ในขบวนรบเจ้ายังบอกว่าพวกเราประมาทอีกอย่างนั้นรึ” ชายคนหนึ่งที่พูดนั้นต่างมีสีหน้าเขียวคล้ำเป็นอย่างมาก เขาเงียบปากของเขาลงซะสนิท

ตอนนี้รอบกายของพวกเขามีกระแสพลังประสานงานกันรวม ทั้งพลังของพยุหะอสุราโลหิตที่เคลื่อนไหวเสริมอยู่ในรอบนอกพวกเขานั้นค่อยๆเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ และสมบัติวิเศษประเภทป้องกันก็ถูกทำลายลงบางส่วนด้วยเช่นเดียวกัน และในมือแต่ละคนนั้นกำผนึกแห่งเต๋าจำนวนมากเอาไว้แน่น เมื่อมีสถานการณ์ที่ไม่ชอบมาพากลพวกเขานั้นพร้อมที่จะใช้ออกทุกเมื่อ

ทันใดนั้นเองอากาศบริเวณรอบนั้นเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ หยาดเหงื่อของพวกเขาเริ่มไหลรินออกมาทั่วใบหน้า พวกต้าวจื่อรู้สึกตื่นตระหนกเป็นอย่างมากพวกเขานั้นโคจรพลังขึ้นมาทันทีเพื่อต้านทานความร้อนนี้ แต่ในเวลาต่อมานั้นเองก็มีหยดน้ำแข็งมากมายกระจายความเย็นออกมาทั่วทิศทางด้านซ้ายคือความร้อน ด้านขวาคือความเย็นตอนนี้นั้นพวกเขาต้องรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสุดขั้ว และทันใดนั้นเองเหนือศีรษะของเขานั้นได้มีฝนประกายแสงตกลงมา ฝนนี้นั้นเมื่อกระทบเข้ากับพยุหะอสุราโลหิต บังเกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดหุ่นอสุราโลหิตงั้น เมื่อสัมผัสกับฝนประกายแสงนี้นั้นส่วนที่สัมผัสนั้นเริ่มสลายหายไปอย่างช้าๆ ต้าวจื่อรีบโคจรพลังปราณเพื่อป้องกันฝนประกายแสงนี้ ตอนนี้นั้นทั้งสามต่างเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องความเย็น ความร้อนและฝนแสงประหลาดนี่อีก

“เหตุใดจึงได้มีสถานการณ์ที่แปลกประหลาดในพื้นที่ค่ายกลแห่งนี้ได้” ต้าวจื่อใช้ความคิดมากมายนับไม่ถ้วนกับสถานการณ์ที่แปลกประหลาดตรงหน้านี้เขาไม่เคยเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน

“บางทีนี่อาจจะเป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์อย่างหนึ่งของค่ายกลที่หลากหลาย ซึ่งอาจจะเป็นค่ายกลน้ำแข็งอันนึง อาจจะเป็นค่ายกลเปลวเพลิงและอีกอันหนึ่งน่าจะเป็นค่ายกลประกายแสง” สาวกตำหนักม่วงคนหนึ่งที่มีความรู้เกี่ยวกับค่ายกลเป็นผู้กล่าวขึ้นมา

คนทั้งสามที่เหลือที่ได้รับฟังนั้นก็ผงกศีรษะยอมรับในข้อสรุปนี้ เมื่อมียอดฝีมือด้านค่ายกลพูดขึ้นมาเช่นนี้พวกเขาจึงไม่อาจหาข้อโต้แย้งใดๆได้ในสถานการณ์ที่แปลกประหลาดนี้ แต่พวกเขาก็เตรียมตัวตลอดเวลาเมื่อมีสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดพวกเขานั้นจะใช้ผนึกแห่งเตาโดยทันที

แต่อย่างไรก็ตามพวกมันย่อมคาดไม่ถึงว่าสถานการณ์ที่แปลกประหลาดทั้งสามนี้เกิดขึ้นจากพลังของเขตแดนแห่งเต๋า อีกครั้งพวกเขาก็ต้องใช้พลังปราณจำนวนมากในการป้องกันการโจมตีทั้งสามเอาไว้นั่นทำให้ภาระของพวกเขาสาหัสเป็นอย่างยิ่ง

“ยังคงระมัดระวังไว้ประเสริฐกว่าอย่างน้อยก็ใช้พลังต้านทาน อย่าปล่อยให้พลังทั้งสามนั้นสัมผัสถึงภายในร่างกายได้” ชายชราชุดเทาออกความเห็นบ้าง

“ศิษย์น้องกล่าวมีเหตุผล เมื่อถูกกักอยู่ภายในค่ายกลทุกเรื่องสมควรต้องระวังให้มากไว้”

เหล่าสาวกตำหนักม่วงในยามนี้ต่างเต็มไปด้วยความหวาดระแวงจนตึงเครียด พวกมันไม่กล้าวางใจในเรื่องราวใดทั้งสิ้น

*********************************************************************

ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามช่องทางyoutube ด้วยนะครับ

ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel

https://www.youtube.com/channel/UCq0jhJfgu3BFHkCtMgcTBcQ

ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 101

ตอนถัดไป