ตอนที่ 102

ตอนที่ 102

ท่ามกลางเขตแดนของกฎเกณฑ์แห่งธาตุที่ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง พลังของกฎเกณฑ์ทั้งสามนั้นตอนนี้ได้หลอมรวมกันแล้ว เมื่อมันปลดปล่อยออกมานั้นย่อมมีพลังทำลายมหาศาล

พลังของกฎเกณฑ์ทั้งสามนั้นเป็นประกายแสงวงกลมหมุนวนรอบร่างกายของเขาร่างกายของเขาค่อยๆก้าวเดินเข้าไปหาศัตรูอย่างช้าๆ

พลังปราณที่สูงสุด พลังกายาเทพอสูรที่ลึกลับและพลังกฎเกณฑ์ที่เก่าแก่โบราณถูกถ่ายทอดเข้าไปในกระบี่กฎเกณฑ์ที่อยู่โดยรอบ กระบี่โดยรอบนั้นหมุนวนรอบร่างกายของเขาตอนนี้มีกระบี่มากกว่าสิบเล่มแล้ว กระบี่ทุกเล่มนั้นต่างอัดแน่นไปด้วยพลังกฎเกณฑ์ทั้งสาม เมื่อใครถูกโจมตีนั้นจะถูกพลังกระบี่ทั้งสามเล่มเล่นงานในทีเดียว

ไป๋ซิงลืมตาขึ้นมาหลังจากนั้นเขาก็ค่อยๆพลักฝ่ามือไปข้างหน้า กระบี่กฎเกณฑ์นับหมื่นปรากฏขึ้น ค่อยๆพุ่งผ่านท้องนภาหลอมรวมเข้ากับเขตแดนแห่งกฎเกณฑ์ การจู่โจมนี้ทั้งเกรี้ยวกรากและรุนแรงที่สุดของไป๋ซิงเขาใช้ออกด้วยพลังทั้งหมดที่มีไม่ออมแรงยังมือแม้แต่น้อย

กระบี่มากมายค่อยๆพุ่งผ่านอากาศ แต่ฝั่งตรงข้ามนั้นกลับไม่รู้เรื่องรู้ราวเลยแม้แต่น้อยพวกเขานั้นยังคงมุ่งหน้าเข้าไปในค่ายกลเรื่อยๆ

“มุ่งหน้าต่อไปเป็นเส้นตรงเลย” กลุ่มสาวกตำหนักม่วงที่นำโดยต้าวจื่อยังคงพยายามเดินฝ่าค่ายกลอย่างช้าๆ ภายใต้การคุ้มครองของขบวนรบและพยุหะอสุราโลหิต

แต่ในทันใดนั้นเองได้มีเสียงบ้างอยากดังขึ้นมาจากเบื้องหน้าของพวกเขา

สีหน้าของชายคนหนึ่งเปลี่ยนไปทันทีจิตใต้สำนึกของเขาที่ฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงมันส่งสัญญาณแจ้งเตือนว่าอันตรายร้ายแรงกำลังย่างกายเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ถึงแม้ว่าลางสังหรณ์เช่นนี้มักจะเกิดขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่มันก็เป็นตัวช่วยให้เอาชีวิตรอดมาหลายครั้งหลายคราวแล้วสำหรับเขา

“ป้องกันเร็วเข้า” ชายคนนั้นไม่รั้งรออีกต่อไปหยิบสมบัติวิเศษประเภทป้องกันที่ทรงพลังที่สุดซึ่งเป็นอาวุธคู่มือออกมาป้องกันร่างกายเอาไว้ทันที

ในขณะเดียวกันนั้นเองละอองน้ำแข็งที่อยู่บริเวณโดยรอบนั้นก็สาดเข้าใส่ชายคนนั้นที่จ้องมองชายชุดเทาอย่างมึงงงว่าป้องกันอะไรก่อน ที่เขาจะได้รู้ตัวพริบตาต่อมาเขาก็สัมผัสได้ถึงตาย

ละอองน้ำแข็งนั้นพัดผ่านเข้ามาใกล้เรื่อยๆพร้อมกับคลื่นพลังอันเย็นยะเยือกที่เสียบแทงเข้ากระดูกพุ่งเข้าใส่ร่างกายของชายตาเดียว ชายตาเดียวเรียกหอกยาวออกมาป้องกันคลื่นพลังงาน การดิ้นรนของมันนั้นช่างไร้ค่าไม่เพียงแต่พลังของหอกนั้นจะไม่สามารถป้องกันความเย็นได้เลย

เขายังถูกคลื่นความเย็นซัดสาดเข้าใส่และตรงเข้าศีรษะของเขาจนหลุดกระเด็นออกมาจากบ่าคลื่นพลังความเย็นนี้คือใบมีดเล็กๆที่ไม่อาจมองเห็นได้ เมื่อมันซัดเข้าใส่นั้นส่งผลให้ลำคอของชายตาเดียวนั้นหลุดลอยออกจากลำคอทันที

“พวกเราถูกลอบโจมตีป้องกันเร็วเข้า” ต้าวจื่อใช้พยุหะอสุราโลหิตป้องกันคลื่นความร้อนและความเย็น แม้แต่ฝนประกายแสงนั้นเขาก็ต้านทานมันด้วยพลังทั้งหมดที่มี ด้วยการใช้พลังอย่างเต็มที่พลังฟาร์มเขาจึงถูกเผาผลาญอย่างรวดเร็วเขาดื่มน้ำยาฟื้นฟูพลังตามเข้าไปติดๆ แต่พรรคพวกของเขานั้นกับตกตายโดยไม่ทันรู้ตัวเมื่อรู้ตัวอีกที เขาก็เห็นพรรคพวกของเขาตายแล้ว

“เป็นไปไม่ได้” สาวกตำหนักม่วงที่หลงเหลือล้วนแตกตื่นจนขวัญฝ่อ ฝ่ายตรงข้ามกลับปลิดชีพพวกของมันที่อยู่ท่ามกลางพยุหะผสานพลังได้อย่างง่ายดาย

“ผสานขบวนพยุหะ ผสานขบวนพยุหะขึ้นมาใหม่” เสียงร่ำร้องตะโกนด้วยความหวาดกลัวดังขึ้นเซ็งแซ่ ตอนนี้นั้นพลังของขบวนพยุหะลดลงเป็นอย่างมากเมื่อหลงเหลือยอดฝีมือเพียงแค่สามคนเท่านั้น

“บัดซบ บัดซบ นำสมบัติวิเศษประเภทป้องกันทุกอย่างออกมาเดี๋ยวนี้” ต้าวจื่อร้องคำรามออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด แม้ในยามที่ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากพยุหะอสุราโลหิตมันไม่หวาดกลัวผู้คนที่อยู่ในระดับสาวกตำหนักม่วงเลยแม้แต่น้อย แต่ด้วยพยุหะอสุราโลหิตและพยุหะผสานพลังพวกเขายังถูกลอบโจมตีอีกนี่ และทำให้พวกเขาเสียสหายไปอีกหนึ่งคนมันทำให้เขานั้นเกรี้ยวกราดเป็นอย่างมาก

หากไม่มีการป้องกันนี้พวกเขาจะสามารถรอดจากการโจมตีของฝ่ายตรงข้ามได้เช่นไรกันทุกคนนั้นต่างคิดขึ้นมาพร้อมเพียงกัน การมาต่อสู้ในครั้งนี้ถือเป็นความผิดพลาดที่สุดในชีวิตแล้วแต่พวกเขานั้นก็ไม่อาจจะนึกเสียใจได้แล้วในตอนนี้

ประกายแสงที่ตกลงเหมือนกับฝนนั้นได้พุ่งเข้าหาร่างของสาวกตำหนักม่วงผมสีม่วงที่มิได้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของการผสานพลังอีกต่อไป

เสียงร้องอุทานด้วยความตื่นตระหนกและเสียงสมบัติวิเศษมากมายที่มันเรียกออกมานั้นต่างแตกสลายหายไปเป็นฝุ่นผง ท่ามกลางความเงียบสงัดนั้นศีรษะของชายผมม่วงนั้นก็ถูกทะลุทะลวงด้วยฝนประกายแสงจนร่างของมันนั้นเป็นรูมากมาย

ถึงตอนนี้แม้ว่าพยุหผสานพลังจะยังคงอยู่ แต่ตอนนี้มีเพียงแค่ยอดฝีมือสาวกตำหนักม่วงเพียงแค่สองคนเท่านั้นที่ผสานพลังกันอยู่ แต่แล้วก็มีกระบี่มากมายนับหมื่นก็ทะลวงเข้าหาพวกมันอีกครั้งเช่นกัน

ผู้เหลือรอดทั้งสองล้วนถูกบีบคั้นจนแทบเสียสติ โลหิต สายฟ้า เปลวเพลิง สายลมและ หินผาและการจู่โจมทั้งหมดเท่าที่มีถูกระดมเข้าใส่กระบี่กฎเกณฑ์นับหมื่นที่พุ่งเข้าหาอย่างบ้าคลั่งจนแม้แต่ไป๋ซิงก็ยังต้องตกตะลึง

ไป๋ซิงมองดูผนึกแห่งเต่ามากมายเกือบสี่สิบอันถูกปลดปล่อยออกมาในเวลาเดียวกัน

“เพียงแค่สองคนเท่านั้นกลับมีผนึกแห่งเต่ามากมายเช่นนี้” ประกายสายฟ้าแลบผ่านทั่วร่างกายของเขา ไป๋ซิงถอยหลังออกจากพื้นที่สังหารด้วยความเร็วสูงสุดเขาควบคุมกระบี่นับหมื่นพุ่งทะลวงเข้าใสผนึกแห่งเต๋าทั้งสี่สิบอัน หลังจากที่เขาถอยมาอย่างรวดเร็วแต่ก็ไม่อาจหลบพ้นถูกสายฟ้าและอัคคีจู่โจมเข้าใส่ แต่ไป๋ซิงเรียกโล่กฎเกณฑ์ออกมาป้องกันการโจมตีทั้งหมดเอาไว้ได้หลังจากนั้นเขาก็กระเด็นลอยถอยหลังเอาไป

ต้าวจื่อเมื่อเห็นบุคคลที่โจมตีพวกเขานั้นเขาก็จดจำได้ในทันที แต่ในขณะเดียวกันนั้นเองพวกเขาทั้งสองคนก็ส่งเสียงตะโกนใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาปกป้องชีวิตเท่าที่พวกเขามีมากมายของพวกเขานั้นต่างรายล้อมไปด้วยเคล็ดวิชาต่างๆ ต้าวจื่อใช้ผนึกปกป้องชีวิตและพยุหะอสุราโลหิต ในขณะที่ชายตาเหยี่ยวนั้นโยนธงออกไปห้าผืนและโล่อยู่รอบขบวนประสานพลัง ทุ่งค่ายกลทั้งห้านั้นและเกิดเป็นรูปห้าเหลี่ยมเรืองแสงรอบล้อมพวกเขาทั้งหมดเอาไว้ แล้วโล่ก็ปลดปล่อยพลังมารายล้อมอีกชั้นนึง

ทั้งสองคนนั้นหันมาสบตากันและสนทนากัน

“พวกเราไม่อาจหลบหนีออกไปได้ พวกเรานั้นก็ต้องป้องกันที่นี่เอาไว้ให้ได้นานที่สุดจนกว่ากลุ่มที่สองจะมาถึง หากพวกเราไม่อาจต้านทานจนพวกเขามาได้ชีวิตนี้ก็คงจะจบลงเพียงเท่านี้”

“ใช่เราต้องใช้พลังทั้งหมดที่มี ต้องปกป้องที่นี่เอาไว้ให้ดี” พวกเขาทั้งสองคนนั้นใช้วิชาป้องกันของตนเองออกมาอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้นั้นพวกเขาไม่ได้เก็บงำสมบัติหรือเคล็ดวิชาใดๆเลย

“ศัตรูที่ลงมือเป็นผู้ใดกันแน่ดูไปมันยังเป็นเพียงแค่เด็กหนุ่มอายุน้อยผู้หนึ่งเท่านั้น” ชายตาเหยี่ยวพูดขึ้นมาเขานั้นอยากรู้ว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นใคร

ต้าวจื่อลำบากใจมากที่จะพูดแต่เขาก็ต้องพูดออกมา “ตระกูลไป๋มียอดฝีมือระดับสูงทั้งสิ้นเพียงแค่เจ็ดคนเท่านั้นได้แก่ ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคี ท่านยายหมื่นเงา ซูซิง ไป๋หลิว ไป๋ฉีและภรรยาคนสุดท้ายนั้นคือบุตรของมันที่เป็นอัจฉริยะของตระกูลไป๋ มันคือผู้ที่ลงมือสังหารยอดฝีมือของพวกเราฟงอี้เฟยได้ตั้งแต่อายุประมาณ 10-11 ปีเพียงเท่านั้น และผู้ที่ลงมือเมื่อสักครู่นี้ก็เป็นมันเองเช่นกัน”

“แต่การโจมตีครั้งก่อนนั้นพลังของมันแข็งแกร่งกว่าข้าเล็กน้อยเท่านั้น แต่นึกไม่ถึงเลยว่าเพียงเวลาสั้นๆนั้นพลังของมันนั้นกับเพิ่มขึ้นอย่างมากมายมหาศาลจนสามารถฆ่าพวกเราได้อย่างง่ายดาย”

“นั่นไม่สมเหตุสมผลยิ่ง ระดับพลังของมันไม่สมควรแข็งแกร่งขึ้นได้ถึงเพียงนี้ มันต้องมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นแน่นอน”

“หลักเหตุผลทั่วไปไหนเลยใช้กับปิศาจที่ปลิดชีพศิษย์น้องฟงอี้เฟยได้ตั้งแต่ตอนอายุเพียงสิบเอ็ดปี ระดับพลังของมันสมควรทะลวงข้ามขึ้นไปอีกขั้นแล้ว” ชายตาเหยี่ยวกล่าวด้วยเสียงอันแหบแห้ง “เมื่อเผชิญหน้ากับอสูรร้ายเยี่ยงนี้ พวกเราคงได้แต่จัดตั้งปราการป้องกันและพยายามยื้อเวลาเอาไว้ให้นานที่สุด”

**********

ไป๋ซิงค่อยๆถอยห่างออกไปจากป้อมปราการป้องกันของฝ่ายตรงข้าม

“ทำไมพวกมันถึงได้มีผนึกแห่งเต๋ามากมายเช่นนี้” ไป๋ซิงปลดปล่อยจิตสัมผัสออกมาเพื่อดูการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย แต่เขากลับไม่คิดเลยว่าฝ่ายตรงข้ามนั้นจะเสียสติเช่นนี้ใช้สมบัติล้ำค่าจำนวนมากมายเพียงแค่ป้องกันการโจมตีของข้าเพียงคนเดียว พลังทำลายล้างของผลึกแห่งเตานั้นมันมากมายจนเขาได้รับบาดเจ็บภายในเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นไม่นานแผลของเขาก็หายสนิท

วาจาแม้กล่าวเช่นนั้น ทว่าใบหน้าของเขากลับเผยรอยยิ้มแห่งความเชื่อมั่น “แต่สุดท้ายข้ายังกำจัดพวกมันไปได้ถึงสองคน ขอเพียงลงมือเข่นฆ่าต่อไป อีกสองคนที่หลงเหลือสมควรถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นในที่สุด”

“ไป๋ซิง” เสียงเรียกดังก้องในศีรษะของเขา

“ท่านผู้นำตระกูล” ไป๋ซิงรีบขานรับ

“เด็กน้อยเจ้ายังร้ายกาจยิ่งกว่าที่ข้าคาดคิดไว้ ฮ่าฮ่า ช่างร้ายกาจจนยอดเยี่ยมยิ่งนัก กลับปลิดชีพศัตรูสองคนด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว ทว่าอย่าเพิ่งรีบผลีผลามลงมือครั้งต่อไป จงฟังสิ่งที่ข้าจะกล่าวนี้ให้ดีก่อน” ผู้เฒ่าหมื่นกระบี่อัคคีรีบกล่าวต่อ

“ต้าวจื่อกับตาเหยี่ยวมันล้วนถูกการประหัตประหารอันน่าพรั่นพรึงของเจ้าข่มขู่จนขวัญกระเจิง พวกมันจึงหยุดการเคลื่อนไหวและหันไปจัดขบวนตั้งรับอย่างแน่นหนา ตอนนี้ข้าจะอธิบายวิชาที่พวกมันใช้ออกให้ฟังโดยละเอียด เจ้าจะได้ตัดสินใจเลือกจู่โจมให้เหมาะสม” ไป๋ซิงแม้จะรับรู้สถานการณ์ของฝ่ายตรงข้ามแต่เขานั้นก็รับฟังสิ่งที่ผู้นำตระกูลพูดแต่โดยดี การรู้ข้อมูลของฝ่ายศัตรูก็เป็นข้อดีอย่างหนึ่งด้วยเช่นเดียวกัน

**********

ตูมมมมม

เงาทั้งสามนั้นต่างกระเด็นถอยออกจากกัน ผู้เฒ่าหมื่นโลหิตนั้นตอนนี้สภาพของเขาสะบักสะบอมเป็นอย่างมาก เขาไม่นึกเลยว่าทั้งสองนั้นจะใช้วิธีการโจมตีเช่นนี้ คนหนึ่งโจมตีอีกคนหนึ่งนั้นป้องกัน

สายฟ้าอันมากมายมหาศาลได้ทะลุทะลวงเข้าใส่ผู้เฒ่าหมื่นโลหิต ส่วนไป๋ซิงก็ป้องกันการโจมตีของผู้เฒ่าหมื่นโลหิต สภาพของทั้งสองนั้นดีกว่าผู้เฒ่าหมื่นโลหิตเป็นอย่างมากมีแค่โลหิตที่ไหลออกมาจากริมฝีปากเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“ไม่นึกเลยว่าตระกูลที่อยู่ในพื้นที่รกร้างกับมีเคล็ดวิชาที่ร้ายกาจถึงเพียงนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าสำนักใหญ่ๆเลยแม้แต่น้อย” ผู้เฒ่าหมื่นโลหิตกระอักโลหิตออกมา

“แต่ไม่ว่าอย่างไรพวกเจ้าก็ต้องตายอยู่ที่นี่ให้กับข้า” ผู้เฒ่าโลหิตนั้นเปิดขวดน้ำเต้าออกมาและดื่มโลหิตไปโดยตรงร่างกายของเขานั้นแดงขึ้นเรื่อยๆเหมือนกับโลหิตทั่วทั้งตัวของเขาปกคลุมร่างกายภายนอกเขาไว้

“กระบี่น้ำแข็งโปรยปราย”

“หมื่นสายฟ้าถล่มทลาย” สายฟ้าของเหม่ยเฟิ่งหลอมรวมเข้ากับกระบี่น้ำแข็งของสามี ผู้เฒ่าหมื่นโลหิตนั้นปล่อยลำแสงโลหิตออกมา หลังจากนั้นร่างกายของเขาก็ค่อยๆผอมแห้งลงอย่างช้าๆแต่เขานั้นก็ยังไม่ตาย

“ข้าจะดูซิว่าเจ้าจะป้องกันการโจมตีของข้าได้หรือไม่” กระบี่น้ำแข็งที่มีพลังสายฟ้ามากมายมหาศาลต่างโปรยปรายเข้าใส่ลำแสงโลหิต สายฟ้าทำลายลำแสงโลหิตหลังจากนั้นกระบี่น้ำแข็งโปรยปรายก็พุ่งเข้าใส่ผู้เฒ่าหมื่นโลหิตทันที

“ยังไม่หมดเท่านี้หรอก”

ผู้เฒ่าหมื่นโลหิตโยนสมบัติปกป้องชีวิตออกไปหลังจากนั้นการโจมตีของกระบี่น้ำแข็งโปรยปรายก็ปะทะเข้ากับสมบัติปกป้องชีวิตและทำลายมันไปพลังทำลายล้างของกระบี่ยังเหลืออีกมากมายและพุ่งเข้าใส่ผู้เฒ่าหมื่นโลหิต กระบี่น้ำแข็งโปรยปรายพุ่งทะลวงเข้าใส่ร่างของเขาหลังจากนั้นร่างกายของเขาก็แน่นิ่งไป และแตกสลายกลายเป็นก้อนน้ำแข็งร่วงหล่นสู่พื้น สองสามีภรรยาเมื่อสามารถจัดการโค่นคู่ต่อสู้ได้แล้วพวกเขาก็นั่งพักเพื่อที่จะฟื้นพลัง การโจมตีครั้งนี้นั้นพวกเขาใช้พลังเกือบทั้งหมดถึงจะไม่ได้เป็นการต่อสู้ที่พลังงานอะไรมากมาย แต่การโจมตีแต่ละครั้งนั้นก็กินพลังพวกเขาทั้งสองเป็นอย่างมากมายมหาศาล

*********************************************************************

ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามช่องทางyoutube ด้วยนะครับ

ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel

https://www.youtube.com/channel/UCq0jhJfgu3BFHkCtMgcTBcQ

ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 102

ตอนถัดไป