ผู้กล้าอาคมดำ ตอนที่ 50

ผู้กล้าอาคมดำ ตอนที่ 50

พลังเวทควบแน่นกลายเป็นศรน้ำแข็งก่อนจะพุ่งตรงดิ่งไปยังแวมไพร์ที่กำลังกัดกินศพม้าอันเดดอยู่ไม่ไกล

นักเวททราบดีว่าการสังหารแวมไพร์ย่อมง่ายกว่าสังหารศัตรูที่อยู่ตรงหน้า นั่นก็เพราะว่าแวมไพร์กำลังบาดเจ็บหนัก มันต้องใช้เวลาอีกสักระยะจึงจะฟื้นฟูกลับมา ศรน้ำแข็งก่อนหน้าของเขาเกือบจะสังหารแวมไพร์ได้อยู่แล้ว แต่ศัตรูอีกคนกลับตามาและขว้างโล่สกัดเอาไว้เสียก่อน

ครั้งนี้นักเวทเล็งโจมตีไปที่แวมไพร์อีกครั้ง แต่เพราะระยะที่ห่างไกล แวมไพร์ที่เฝ้าระวังอยู่ก่อนจึงหลบได้ทันควัน

เมื่อตระหนักได้ว่านักเวทจะไม่ยอมปล่อยให้แวมไพร์ฟื้นฟูพลังกลับมาง่ายๆ ร็อดก็โถมเข้าหานักเวททันที

นักเวทยกมือขึ้นร่าย [สโลว์] ทำให้ความเร็วของร็อดพลันลดลงจากนั้นนักเวทก็ฉีกม้วนคัมภีร์เวทม้วนหนึ่ง กำแพงไฟพลันลุกโชนขึ้นกั้นขวางระหว่างร็อดกับนักเวทเอาไว้

เพราะกลัวว่าการใช้เวทจากระยะนี้จะพลาดเป้า และเพื่อที่จะประหยัดมานาเอาไว้ นักเวทจึงไม่ได้ใช้เวทมนตร์ประเภทโจมตี

กำแพงไฟที่โผล่ขึ้นมาส่งผลต่อทัศนวิสัยของร็อดไม่น้อย แน่นอนว่าร็อดคงไม่พุ่งฝ่ากำแพงไฟไป เขาได้แต่ต้องอ้อมมัน

ขณะที่ร็อดกำลังจะวิ่งอ้อมกำแพงไฟ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง เขาชะงักเท้าก่อนจะวิ่งหลบไปอีกด้านหนึ่ง ตรงตำแหน่งที่ร็อดกำลังจะวิ่งไปเมื่อครู่พลันมีศรน้ำแข็งดอกหนึ่งพุ่งผ่านไป

หากร็อดยังมุ่งหน้าไปต่อ ตอนนี้ศรน้ำแข้งดอกนั้นคงทะลุร่างของเขาไปแล้ว

ตอนนี้ร็อดและนักเวทอยู่ห่างกันช่วงใหญ่ แต่สายตาของนักเวทจับจ้องมาทางเขาเขม็ง ดังนั้นร็อดจึงไม่ได้วิ่งตรงเข้าหานักเวท แต่เลือกซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงไฟ ใช้ประโยชน์จากกำแพงไฟที่บดบังทัศนวิสัยของทั้งสองฝ่าย ซื้อเวลาให้แวมไพร์ได้ใช้ฟื้นฟูพลัง

เมื่อสัมผัสผ่านทางตราประทับวิญญาณ ร็อดก็รู้ว่าแวมไพร์ในตอนนี้ยังไม่อาจทนรับศรน้ำแข็งจากนักเวทได้แม้แต่ดอกเดียว ต้องให้มันกินเลือดเนื้อเพื่อฟื้นฟูไปก่อน

นักเวทกำลังอับจนหนทาง จากระยะที่ห่างไกลออกมา เวทมนตร์ที่เขาถนัด นอกจากศรน้ำแข็งและศรเวทแล้วที่สามารถยิงไปถึงตรงตำแหน่งที่แวมไพร์อยู่ได้แล้ว เวทมนตร์ที่เหลือก็ส่งผลอะไรไม่มากนัก และด้วยระยะขนาดนี้ ต่อให้ยิงออกไปแวมไพร์ก็สามารถหลบหลีกได้อยู่ดี

นักเวทไม่มีทางเลือกนอกจากต้องหันมาโจมตีร็อด มือของเขาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อก่อนจะนำม้วนคัมภีร์เวทอีกม้วนออกมาฉีก

จู่ๆร็อดที่อยู่หลังกำแพงไฟก็รู้สึกว่าพื้นดินใต้เท้าของเขาพลันอ่อนยวบลงราวกับเขากำลังเหยียบอยู่บนบางสิ่ง ร็อดก้มหน้าลงมอง อาศัยแสงสว่างจากกำแพงไฟมองดูสิ่งที่เกิดขึ้น เขาพลันพบว่าพื้นดินที่เคยเหยียบอยู่นั้น ตอนนี้กลายเป็นทรายร่วนซุยไปแล้ว

ร็อดตระหนักได้ทันทีว่านี่เป็นผลของเวทระดับสอง [กับดักทรายดูด] เวทบทนี้จะเปลี่ยนพื้นดินปกติให้กลายเป็นพื้นทรายที่ดูดเป้าหมายลงไป

ใช้โอกาสตอนที่ทรายเพิ่งปรากฏขึ้น ร็อดก็บิดตัวและกลิ้งออกไปด้านข้างจนพื้นระยะทรายดูด แม้เสื้อคลุมจะเปรอะเปื้อนไปด้วยทราย แต่เขาก็ไม่ได้กังวลแต่อย่างใด

เมื่อเห็นว่านักเวทกำลังจะฉีกม้วนคัมภีร์เวทอีกม้วน ร็อดก็รีบออกคำสั่งต่อแวมไพร์ที่อยู่ไม่ไกล แวมไพร์ที่ได้รับคำสั่งพลันละจากศพม้าและพุ่งเข้าหานักเวท

เห็นแวมไพร์กำลังพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง นักเวทก็ทำได้เพียงละความสนใจจากร็อดชั่วคราวแล้วหันมารับมือกับมันก่อน

ตอนนี้เอง ผลของกำแพงไฟก็สิ้นสุดลง เนื่องเพราะพื้นดินถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นทรายดูดไปแล้ว ไฟจึงมอดดับลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทิ้งเชื้อไฟเอาไว้

ร็อดเดาว่าม้วนคัมภีร์เวทที่นักเวทใช้คงเป็นของที่กลุ่มการค้าจัดเตรียมไว้ใช้ป้องกันตนเอง เนื่องเพราะการจัดสร้างม้วนคัมภีร์แต่ละม้วนต้องใช้เงินไม่ใช่น้อยๆ ดังนั้นม้วนคัมภีร์ส่วนใหญ่จึงเน้นไปที่เวทที่ส่งผลกับการต่อสู้เป็นกลุ่มมากกว่า

เวทที่ถูกจารึกลงม้วนคัมภีร์อย่างกำแพงไฟและกับดักทรายดูดล้วนแต่มีบทบาทในการต่อสู้เป็นกลุ่มมากกว่าเป้าหมายเดี่ยว

ด้วยเหตุนี้เอง ในตอนที่เริ่มการต่อสู้ เมื่อศัตรูมีเพียงแวมไพร์ตนเดียว นักเวทชุดคลุมน้ำเงินจึงไม่ได้ใช้ม้วนคัมภีร์เวท เพราะหากใช้ออกไปคงส่งผลเสียต่อฝ่ายเดียวกันมากกว่า

เป็นเพราะตอนนี้เหลือมานาอยู่ไม่มาก นักเวทจึงไม่คิดจะประหยัดม้วนคัมภีร์เวทแต่อย่างใด ดังนั้นจึงใช้ออกอย่างต่อเนื่อง

เห็นแวมไพร์กำลังพุ่งเข้ามา นักเวทก็ยกมือขึ้นเล็งเตรียมจะใช้เวท แต่จู่ๆแวมไพร์ก็หยุดร่างลงและทำท่าจะพุ่งออกไปด้านข้าง

เมื่อแวมไพร์ไม่มีข้อจำกัดเหมือนกับอาชีพสายต่อสู้ระยะประชิด หากนักเวทต้องการจะยิงให้ถูกตัวมันในเวทบทเดียว ชัดเจนว่าเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง

นักเวทรู้สึกหนักใจ ด้วยระยะนี้แล้ว หากแวมไพร์หลบเวทของเขาสำเร็จก็มีแต่จะเป็นการสิ้นเปลืองพลังมานา

เมื่อตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายคิดจะให้เขาผลาญพลังมานาให้มากที่สุด การใช้เวทเช่นนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่ เพราหากว่ามานาของเขาหมดลงเมื่อไหร่ ถึงตอนนั้นคงเป็นเวลาตายของเขาแล้ว

คิดได้ดังนั้น นักเวทก็หยุดการร่ายเวท และหยิบมีดสั้นออกมา เขาต้องการจะใช้มีดสั้นเล่มนี้ต่อสู้กับแวมไพร์ในระยะประชิดพลางหาโอกาสใช้เวทโจมตีทีเผลอ

นักเวทถือมีดสั้นไว้ในมือขวาก่อนจะเฉือนกลางฝ่ามือซ้ายของตนบางๆ พลังลึกลับขุมหนึ่งผลักให้มีดฝังเข้าไปฝ่ามือของนักเวท เมื่อหยดเลือดสัมผัสกับใบมีด มันก็ถูกมีดสั้นดูดซับเข้าไป

หลังจากดูดซับเลือดเข้าไปแล้ว มีดสั้นก็เปล่งแสงสีแดงออกมา และไม่รู้ว่าเพราะเจ็บปวดหรือเพราะเหตุผลข้ออื่น ภายใต้แสงสีแดงที่ส่องกระทบ ใบหน้าของนักเวทจึงดูน่าขนลุกขึ้นมา

เมื่อเห็นว่านักเวทหยุดการร่ายเวท แวมไพร์ก็ใช้จังหวะพุ่งตัวเข้าใกล้ กรงเล็บอันแหลมคมกรีดฝ่าอากาศเข้าหานักเวท

นักเวทดึงมีดสั้นออกจากฝ่ามือซ้าย มีดสั้นดูคมยิ่งขึ้นหลังจากดูดซับเลือดเข้าไป นักเวทฟันมีดสั้นออกไป

กรงเล็บของแวมไพร์ปะทะกับมีดสั้นและถูกตัดเฉือนออกไปทันที ขณะที่ฟันมีดสั้นออกไป นักเวทก็หนีบมีดสั้นไว้ด้วยนิ้วโป้งและยกฝ่ามือขึ้นเล็ง

พริบตาถัดมาศรน้ำแข็งก็ปรากฏขึ้นใจกลางฝ่ามือของนักเวทและพุ่งเข้าหาแวมไพร์

แวมไพร์ย่อมทราบว่าการถูกเวทยิงใส่ระยะประชิดจะสร้างความเสียหายมากมายเพียงไร เมื่อเห็นศรเวทพุ่งตรงเข้ามา แวมไพร์ก็ไม่กล้าต้านทานรับไว้ มันพลันแปลงกายเป็นค้างคาวทันที

เมื่อเห็นดังนั้นนักเวทก็ยกมืออีกข้างขึ้นตระเตรียมจะใช้วงแหวนน้ำแข็ง

ทันใดนั้นมีดสั้นในมือซ้ายของนักเวทก็ราวกับมีชีวิต มันสั่นไหวคราหนึ่งก่อนจะพุ่งเข้าทะลวงดาบเหล็กของร็อดที่ลอบโจมตีเข้ามา

วินาทีที่ใบดาบถูกแทงหัก ร็อดก็ได้เห็นโฉมหน้าใต้หมวกคลุมสีน้ำเงินของนักเวท ความเจ็บปวดและโทสะจากก่อนหน้านี้ไม่คงอยู่อีกแล้ว ที่หลงเหลือมีเพียงรอยยิ้มอันวิปลาส.....

ตอนก่อน

จบบทที่ ผู้กล้าอาคมดำ ตอนที่ 50

ตอนถัดไป