ผู้กล้าอาคมดำ ตอนที่ 49

ผู้กล้าอาคมดำ ตอนที่ 49

แสงจันทร์ส่องทะลุหมู่แมกไม้ เผยให้เห็นเงาร่างของคนสองคนกำลังยืนประจันหน้ากัน ร็อดและนักเวทต่างก็จ้องมองกันและกัน ต่างคนต่างกำลังยืนยันข้อสันนิษฐานภายในใจ

แม้ร็อดจะนำดาบออกมาจากแหวนมิติแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้เคลื่อนไหวลงมือ ไม่ได้ตรงเข้าไปเข่นฆ่านักเวท เขาเพียงยืนนิ่งอยู่กับที่ มองดูนักเวทในชุดคลุมสีน้ำเงินนั้น

ร็อดตระหนักดีว่าอาศัยเขาเพียงคนเดียวยังไม่พอจะเอาชนะนักเวทผู้นี้ หากต้องการสังหารอีกฝ่าย เขาจะต้องรอแวมไพร์

ด้วยการออกคำสั่งผ่านตราประทับวิญญาณ แวมไพร์ที่หลบหลีกศรน้ำแข็งได้จึงกลับไปกินศพม้าอันเดดต่อ

ขณะมองดูนักเวทที่อยู่ตรงข้าม ร็อดเข้าใจดีว่าต่อให้แวมไพร์จะผลาญมานาของนักเวทไปบ้างแล้ว แต่นักเวทก็ยังสามารถใช้เวทได้อีกหลายครั้ง

ขอเพียงยังมีพลังมานาอยู่ นักเวทจะแข็งแกร่งทรงพลัง แต่สำหรับกับอาชีพสายต่อสู้ระยะประชิด หากพวกเขามีอาการบาดเจ็บ มันจะส่งผลกระทบต่อความเคลื่อนไหวและพลังต่อสู้ทันที

เนื่องเพราะมีสกิลพิเศษหลายสกิลที่นักเวทจะต้องเรียนรู้ติดตัวเอาไว้ ควบคู่ไปกับข้อจำกัดด้านมานา ดังนั้นช่วงเริ่มต้นนักเวทจึงค่อนข้างที่จะอ่อนแอ พวกเขาทำได้เพียงโจมตีอย่างฉาบฉวย และสร้างความเสียหายได้ชั่วขณะ แต่ไม่อาจสู้ในศึกยืดเยื้อ

ส่วนอาชีพสายต่อสู้ระยะประชิดในช่วงเริ่มต้น พวกเขาสามารถพึ่งพากำลังกาย สังหารนักเวทที่อยู่ในระดับเดียวกัน

เมื่อมีระดับขั้นสูงขึ้น นักเวทจะได้เรียนรู้เวทมนตร์หลากหลายประเภท บวกกับปริมาณของพลังมานาที่เพิ่มขึ้น และหากยังมีเมจิกไอเท็มคอยสนับสนุน พลังของพวกเขาก็จะทยานขึ้นอีกหลายเท่าตัว

และเมื่อเลื่อนขึ้นไปถึงขั้นที่สี่ได้ พวกเขาก็จะเป็นนักเวทเต็มตัว ศักยภาพของพวกเขาจะถูกแสดงออกมาได้เต็มเปี่ยม ขณะที่อาชีพสายต่อสู้ระยะประชิดที่ขั้นเดียวกันจะยิ่งมายิ่งถูกทิ้งห่างไว้ข้างหลัง

ยิ่งเลื่อนขั้นสูงขึ้น สำหรับอาชีพสายต่อสู้ระยะประชิดที่ไม่มีคำว่าผู้กล้าประดับอยู่บนชื่อแล้ว นอกจากยอดฝีมือหรือผู้ที่มีไอเท็มสุดทรงพลังในครอบครองแล้ว พวกที่เหลือก็ยากจะต่อกรกับนักเวทในขั้นเดียวกันอีก

การเติบโตของนักเวทขึ้นอยู่กับทักษะสกิลอันหลากหลายที่ได้เรียน เนื่องเพราะแต้มสกิลจะมาจากการเลื่อนระดับ หากผู้เล่นคนใดต้องการจะเป็นจอมเวทแถวหน้า พวกเขาจะต้องคำนวณและจัดสรรแต้มสกิลอย่างระมัดระวัง บางทีกระทั่งต้องเพิ่มค่าความชำนาญด้วยตนเองเพื่อเป็นการประหยัดแต้มสกิลไว้

ซึ่งในการฝึกฝนด้วยตนเอง ผู้เล่นจะไม่มีสิทธิพิเศษใดๆ พวกเขาได้แต่เข้าร่วมกับสถานศึกษาเวทมนตร์เพื่อเรียนรู้ด้วยตนเองเหมือนกับมนุษย์ภายในเกม ซึ่งแม้จะเป็นสกิลระดับต่ำก็ยังต้องใช้เวลาเรียนรู้และฝึกฝนกว่าหลายสัปดาห์หรือกระทั่งหลายเดือน

เมื่อเข้าสู่ช่วงหลัง นักเวทจะเป็นอาชีพที่มีต่อสู้สูงจนน่ากลัว ไม่ว่าจะเป็นเวทมนตร์ที่มีพลังทำลายล้างสูง เวทมนตร์ที่มีผลเป็นวงกว้าง หรือเวทมนตร์ที่มีผลพิเศษ พวกเขาจะแสดงพลังออกมาได้เต็มที่ อาจกล่าวได้ว่าสายอาชีพของนักเวทในช่วงหลังนั้นแทบจะไร้ซึ่งจุดอ่อนใด

ในชีวิตที่แล้ว ร็อดเองก็เป็นนักเวทคนหนึ่ง ดังนั้นจึงตระหนักดีว่าจอมเวทสามารถทำสิ่งใดได้บ้าง

ส่วนในชีวิตนี้ ด้วยเพราะสถานการณ์บังคับ ร็อดจึงไม่ได้เก็บสะสมแต้มสกิลเอาไว้ เขาต้องใช้มันเพื่อแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าทุกครั้งไป

แต่แน่นอนว่าแต้มทุกแต้มได้ผ่านการขบคิดมาแล้ว มันสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะหากว่าไม่เรียนรู้สกิลเหล่านั้นในตอนนั้น เขาก็อาจจะไม่มีโอกาสได้มายืนอยู่ตรงนี้เลยด้วยซ้ำ

ร็อดตระหนักดีว่าเมื่อเขาเลื่อนขั้นไประดับที่สูงขึ้น แม้จะยังเรียนรู้เวทมนตร์ได้ แต่มันก็จะขาดความหลากหลาย ไม่มีทางที่จะเก่งกาจเท่ากับอาร์คเมจ แต่เขายังสามารถชดเชยด้วยวิธีการอื่นๆ อย่างน้อยพลังต่อสู้ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่านักเวทระดับเดียวกัน

ร็อดนั้นมีความเข้าใจในสายอาชีพนักเวทอย่างเต็มเปี่ยม นึกถึงเวทมนตร์ที่นักเวทชุดคลุมน้ำเงินใช้ออกมาก่อนหน้านี้ ร็อดก็เดาว่าคนผู้นี้คงเป็นนักเวทขั้นที่สาม ดังนั้นเขาจึงไม่ได้โถมเข้าไปลงมือ เพียงรอแวมไพร์อยู่เงียบๆ

จากการตรวจสอบแวมไพร์ผ่านตราประทับวิญญาณ ร็อดตระหนักได้ว่าแวมไพร์ใช้ค้างคาวแปลงกายออกไปแล้วหลายครั้งตอนที่พยายามพัวพันนักเวทเอาไว้ และมันก็ใช้ค้างคาวแปลงกายได้อีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

จากการเลื่อนเลเวลตัวละครก่อนหน้านี้ ร็อดจึงยังเหลือแต้มคุณสมบัติอีก 2 แต้มที่ยังไม่ได้ใช้ หากในระหว่างการต่อสู้กับนักเวทเกิดถูกเวทมนตร์ของอีกฝ่ายโจมตีใส่ ร็อดจะทำได้เพียงพึ่งพาค่าร่างกายเพื่อฟื้นฟูพลังชีวิตเท่านั้น

นักเวทจ้องมองร็อดเขม็ง ขณะที่กำลังตรวจสอบเนโครแมนเซอร์ผู้นี้ นักเวทก็ค้นพบอะไรบางอย่าง

ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ในขบวนคาราวาน เพราะเขาทั้งสองไม่เคยได้พบหน้ากันมาก่อนเพราะต่างคนต่างก็อยู่แต่ภายในรถม้า จนกระทั่งจนถึงตอนนี้ นักเวทจึงค่อยได้เห็นรูปลักษณ์ของร็อด

ขณะที่มองดูศัตรูที่อยู่เบื้องหน้า นักเวทก็ราวกับตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมปล่อยเขาไป ตราบใดที่แหวนมิติของยูเซอร์ยังอยู่ที่เขา อีกฝ่ายจะไล่ตามไปจนถึงที่สุด

ตอนที่อีกฝ่ายหยิบดาบเหล็กเล่มหนึ่งออกมา สายตาของนักเวทก็ได้มองสำรวจการตั้งท่าของอีกฝ่าย ไม่สำรวจก็แล้วไป แต่เมื่อได้สำรวจดูแล้ว เขาก็ได้แต่ตกตะลึง

โดยทั่วไปแล้ว นอกจากจอมเวทระดับสูงที่มีวิชาดาบยอดเยี่ยมแล้ว อาวุธที่นักเวทใช้มักจะเป็นเมจิกไอเท็มอย่างพวกคทา ลูกแก้ว ฯลฯ เพราะสิ่งที่ทำให้นักเวทน่ากลัวก็คือ เวทมนตร์

นักเวทจ้องมองศัตรูที่เบื้องหน้าด้วยสายตาเคร่งเครียด แม้อีกฝ่ายจะอยู่ในชุดคลุมของเนโครแมนเซอร์ แต่การจับดาบตลอดจนสภาวะของร่างกายล้วนบ่งบอกว่าดาบเหล็กในมือนั้นไม่ใช่เมจิกไอเท็มที่เป็นสื่อกลางในการชักนำพลังเวท แต่เป็นดาบที่เอาไว้ใช้ในการต่อสู้จริงๆ

นักเวทคิดขึ้นในใจ ตามข้อมูลที่ได้รับมาจากหัวหน้ากลุ่ม ผู้โดยสารสองคนนี้สามารถระบุว่าพวกเขากำลังขนถ่ายสิ่งใดอยู่ผ่านการรับรู้อันละเอียดอ่อน เห็นได้ชัดว่ามีความรู้เกี่ยวกับเนโครแมนเซอร์เป็นอย่างดี

นอกจากนี้แล้ว ในระหว่างที่คาราวานกำลังเคลื่อนขบวน เขาก็รับรู้ได้ว่ามีบางคนภายในขบวนกำลังทำสมาธิลึก ตามความคิดของเขาแล้ว นักเวทที่ทำสมาธิลึกโดยไม่กลัวถูกการรบกวนจะต้องมีพลังฝีมือสูงส่งจนน่ากลัว

ดังนั้นเขาและหัวหน้ากลุ่มจึงคิดเห็นตรงกัน ในสองผู้โดยสารผู้ลึกลับ หนึ่งจะต้องเป็นเนโครแมนเซอร์ ขณะที่อีกหนึ่งจะต้องเป็นอันเดดใต้บัญชา และเป้าหมายก็เป็นไปตามที่อีกฝ่ายได้บอกเอาไว้ เข้าร่วมสงคราม

ตอนนี้นักเวทได้เห็นศัตรูที่สมควรจะเป็นเนโครแมนเซอร์ชักดาบออกมา เขาก็กลายเป็นไม่แน่ใจในข้อสันนิษฐานก่อนหน้านี้แล้ว หากว่าคนผู้นี้ไม่ใช่เนโครแมนเซอร์ แต่เป็นนักรบต้องสาปหรือนักดาบเวท.......

คิดมาถึงตรงนี้ นักเวทก็เริ่มรู้สึกสำนึกเสียใจขึ้นมา หากรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่เนโครแมนเซอร์เต็มตัว และไม่ได้น่ากลัวเท่าที่คิด หากเขาร่วมมือกับสมาชิกกลุ่มซิลเวอร์ซีลคนอื่นๆจัดการกับศัตรู บางทีเรื่องราวอาจจะจบลงไปแล้ว

ในใจกะคำนวณพลังมานาที่เหลือ จากนั้นนักเวทก็ยกมือขึ้นเล็ง ตระเตรียมจะใช้เวทออกไป......

ตอนก่อน

จบบทที่ ผู้กล้าอาคมดำ ตอนที่ 49

ตอนถัดไป