สำรวจซากปรักหักพังเป็นครั้งแรก
บทที่ 13: สำรวจซากปรักหักพังเป็นครั้งแรก
หลังจากตรวจสอบชุดเกราะและอาวุธอีกครั้ง ซูโม่ก็กวักมือเรียกโอรีโอและเปิดประตูไม้ที่หลบภัยเดินออกไป
ปัจจุบันคะแนนเอาชีวิตรอดที่เหลืออยู่เพียงพอในการอัพเกรดอาวุธและไอเทมป้องกัน
อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์ของการเดินทางของซูโม่ไม่ใช่การต่อสู้
จากการรวบรวมข้อมูลเมื่อวานนี้ ไม่มีใครพูดถึงว่าสัตว์ประหลาดในซากปรักหักพังเป็นอย่างไร
สิ่งที่ไม่รู้จักนั้นน่ากลัวที่สุดเสมอ
“ถ้าไม่มีอันตรายในซากปรักหักพัง คงมีคนสำรวจลึกลงไปนานแล้ว…”
“อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครพูดถึงว่าภายในมันเป็นอย่างไร สาเหตุที่เป็นไปได้มากที่สุดอาจเป็นเพราะคนที่เข้าไปลึกกว่านั้นตายหมดแล้ว… แม้ว่าฉันจะอัพเกรดอาวุธ ก็คงอะไรได้ไม่มากด้วยีมือที่มีในปัจจุบัน!”
สิ่งสำคัญคือต้องรู้ข้อจำกัดของตัวเอง
แม้ว่าซูโม่จะออกกำลังกายบ่อยๆ แต่เขาไม่คิดว่าความสามารถในการต่อสู้ของเขาในปัจจุบันสามารถเทียบได้กับความสามารถของทหารพิเศษ
โดยพื้นฐานแล้วเขาเป็นเพียงคนธรรมดาที่มีความแข็งแรงเพียงเล็กน้อย
“เราต้องระวังให้มากเพื่อไม่ให้ได้รับบาดเจ็บ โอรีโอมาเร็ว”
หมอกด้านนอกซากปรักหักพังเป็นเหมือนกระเบื้องโมเสค แม้ว่าตอนนี้เขาจะอยู่ห่างออกไปเพียงร้อยเมตร แต่ผลของมันยังบดบังการมองเห็นของคนภายนอก
ซูโม่หมอบต่ำและยิ้มในขณะที่เขากวักมือเรียกโอรีโอที่กำลังวิ่งไปวิ่งมาอยู่รอบๆ
“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!”
เมื่อโอรีโอเห็นท่าทางของซูโม่ มันก็วิ่งเข้ามาใกล้และมุดเข้าไปในอ้อมแขนของซูโม่ ให้หัวถูไถตัวเขาอย่างแรง
ตอนแรกพยายามจะแกล้งทำเป็นดูจริงจัง แต่สีหน้าของมันก็หงอลงทันที มันเลียคางของซูโม่
“เอาล่ะๆ หลังจากที่เราเข้าไปข้างใน ฉันจะมอบหมายงานให้แก”
จริงๆแล้ว ซูโม่ไม่คิดว่าการเกาะติดของโอรีโอเป็นเพราะอิทธิพลจากบุคลิกภาพของเขา
'อืมม...'
'ไม่ใช่แน่นอน!'
หลังจากที่โอรีโอได้ยินสิ่งที่ซูโม่พูด หูของมันก็ดันขึ้นและดูเหมือนกำลังตั้งใจฟังอย่างจริงจัง
“เมื่อเราเข้าไปข้างในแล้ว อย่าอยู่ไกลจากฉันมากเกินไป ให้แน่ใจว่าแกอยู่ห่างจากฉันไม่เกิน 5 เมตร และถ้ารู้สึกถึงอันตรายใดๆ ให้เตือนฉันทันทีเพื่อที่เราจะหนีไปตามทางที่เราเข้ามา เข้าใจไหม?”
โอรีโอเอียงศีรษะและหลังจากนั้นสองวินาที มันก็พยักหน้า แสดงว่าเข้าใจ
“ดีมากเจ้าหมา! พอเข้าไปแล้ว อาจพบเจอสัตว์ประหลาดตัวอื่น เพราะฉะนั้น จำไว้ว่าพวกมันคือศัตรู อย่าทำตัวโง่วิ่งเข้าใส่ล่ะ ไม่งั้นแกตายแน่ๆ”
หลังจากที่ซูโม่พูด เขาก็ลุกขึ้นยืน หยิบหอกไม้โอ๊คญี่ปุ่นออกจากช่องเก็บของและถือไว้ในมือ จากนั้นก็เดินไปที่ซากปรักหักพัง
เขาอยู่ห่างประมาณสิบเมตร
ในที่สุดซูโม่ก็มองเห็นโครงสร้างภายในซากปรักหักพังได้แล้ว
ด้านนอกเป็นกำแพงโคลนต่ำ ความสูงประมาณสองหรือสามเมตร มีจุดไหม้เกรียมสีเทาและสีดำที่ทำให้ดูเหมือนกับโครงสร้างที่เคยประสบกับเปลวเพลิงของสงคราม
สถานการณ์ที่แปลกประหลาดนี้ไม่เพียงแต่ไม่ได้ช่วยขจัดข้อสงสัยของซูโม่ แต่ยังทำให้เขาอยากรู้อยากเห็นมากขึ้นอีกด้วย
พิจารณาจากข้อมูลที่มีอยู่จนถึงตอนนี้...
ดูเหมือนว่าซากปรักหักพังไม่ได้มาจากอารยธรรมสมัยใหม่ อย่างน้อยก็ไม่น่ามีอะไรเกินความเข้าใจของเขา
หลังจากกำหอกแน่นและเรียกโอรีโอไปด้านข้าง ซูโม่รวบรวมความกล้าและพุ่งเข้าไปในหมอก
“กลิ่น… ค่อนข้างแปลก”
ทันทีที่เขาผ่านหมอก ซูโม่ก็ตื่นตัวสูงและเริ่มสังเกตสภาพแวดล้อมด้วยสมาธิอย่างเต็มที่
[บันทึก]: คุณได้เข้าสู่ซากปรักหักพัง
[บันทึก]: ปิดฟังก์ชันการหน้าต่างเกม สมารถใช้งานได้หลังออกจากซากปรักหักพัง
เสียงของระบบเตือนอย่างกะทันหันทำให้ซูโม่ตกใจ ในเวลาเดียวกัน หมอกดูเหมือนจะได้รับสัญญาณหรือสิ่งเร้าบางอย่างและเริ่มสลายไปภายในรัศมีห้าเมตร
ซูโม่ไม่กล้าที่จะเข้าไปลึกลงไปอีกและเริ่มวนรอบซากปรักหักพัง เขาอาจจะเดินประมาณยี่สิบนาทีแต่ก็ยังวนกลับมายังจุดที่เขาเข้ามา
“ซากปรักหักพังนี้ใหญ่โตขนาดนี้เลยเหรอ”
ซูโม่คิดในใจเงียบๆ และเขาเริ่มเดิมตามเส้นทางที่เขามา
การอยู่รอดของโลกหลังวันสิ้นโลกไม่ใช่นิยายที่แแต่งขึ้น การเข้ามาอย่างประมาทโดยไม่ได้คิดไตร่ตรองอะไรคือสิ่งที่ตัวเอกในนวนิยายชอบทำกัน ถ้าเขาถามตัวเอง เขาคงจะเตือนตัวเอง เขาไม่มีความกล้าหาญแบบนั้นที่จะพุ่งตรงไปข้างหน้าสู่สิ่งที่ไม่รู้จัก
หลังจากที่เขากลับไปที่จุดเริ่มต้น ซูโม่ก็เริ่มเดินไปข้างหน้า
ดินสีเหลืองใต้เท้าของเขาเป็นเหมือนถนนในชนบทที่มีเส้นทางไม่เรียบ
ขณะที่เขาเดินไปตามกำแพงโคลน ทัศนวิสัยของเขาก็กว้างขึ้นทันทีเมื่อเขาไปถึงสุดมุม
โครงสร้างคล้ายไป่ฟางตรั้งตรงบนพื้นไม่ไกล
สายตาของซูโม่เริ่มมองจากด้านล่างและค่อยๆ ขยับขึ้น สายตาที่ดีของเขาทำให้เขามองเห็นคำที่อยู่ตรงกลางของ ไป่ฟางที่ซ่อนอยู่ในหมอกได้ทันที มันคือ—
“เมือง… เหลียงฟาง?”
“เมืองงั้นเหรอ?”
เมื่อเขาเห็นชื่อที่คุ้นเคย ซูโม่ไม่รู้สึกอบอุ่นเหมือนเห็นบ้านเกิด แต่กลับรู้สึกหนาวเหน็บไหลลงมาตามกระดูกสันหลัง
โอรีโอที่อยู่ข้างๆ เขาก็ดูราวกับว่าพวกเขาได้พบกับศัตรูที่ยิ่งใหญ่ ตอนแรกมันกระโดดอย่างกระฉับกระเฉงและดมกลิ่นไปรอบ ๆ แต่ทันทีที่เห็นไป่ฟาง มันก็หมอบลงกับพื้นและจ้องมองไปข้างหน้าด้วยความโกรธ!
ขนลุกทั่วร่างกายของซูโม่ในขณะที่เขามองฉากที่น่าตื่นเต้นตรงหน้า!
เมื่อมองลึกเข้าไปในหมอกที่อยู่ด้านหลังไป่ฟางของเมืองเหลียงฟาง ตามสัญชาตญาณ ซูโม่รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติและรีบถอยออกไปอย่างรวดเร็วตามเส้นทาง
เขาอยู่ในโลกหลังวันสิ้นโลก และกำลังมองดูบางสิ่งที่คล้ายกับเมืองผีที่รายล้อมไปด้วยหมอก
มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะกล้าเข้าไปสำรวจต่อ!
เขาไม่รู้ว่าซากปรักหักพังที่คนอื่นพบเจอนั้นดูเหมือนทางเข้าสู่นรกหรือไม่ แต่เขาแน่ใจว่าถ้าตัวเองเข้าไปข้างในเพื่อสำรวจ ด้วยอุปกรณ์ต่างๆและความสามารถในการต่อสู้ในปัจจุบันที่เขามี เขาจะต้องตกอยู่ในอันตรายอย่างแน่นอน
ขณะที่ซูโม่เดินออกไปที่บริเวณใกล้ ๆ หมอกที่อยู่ข้างหลังเขาก็ค่อยๆ เข้ามาใกล้อีกครั้ง ค่อยๆ กลบไป่ฟาง
ขณะที่เขาเดินไปตามกำแพงโคลน ซูโม่เกิดมีความคิดที่โง่เขลา
เนื่องจากเมืองดูอันตรายเกินกว่าจะเข้าไปได้ เขาจึงคิดว่าเขาอาจจะแค่หาวิธีเจาะกำแพงโคลนเพื่อดูว่ามีอะไรอยู่ในรอบๆที่นี่
“โอรีโอ คอยดูฉันไว้”
หลังจากที่ซูโม่เรียก เขาเดินไปยังจุดที่เข้ามาอย่างระมัดระวัง และเริ่มสำรวจการก่อกำแพงโคลน
พวกมันดูเหมือนกำแพงทั่วไปที่ทำจากโคลนในชนบท ซูโม่จิ้มมันด้วยหอกไม้โอ๊คญี่ปุ่น และในทันใด ก็มีชิ้นส่วนเล็กๆ หลุดออกมา
'มันได้ผล!'
เมื่อซูโม่เห็นว่ากำแพงไม่แข็งแรงอย่างที่คิดในตอนแรก เขารู้สึกตื่นเต้นและเริ่มดึงขวานเหล็กออกมาขณะที่เขาฟันที่กำแพง ฟันทีละครั้ง
ทุกครั้งที่ฟันลงกำแพง ซูโม่เต็มไปด้วยพลังในขณะที่เขาฟังเสียงของการสัมผัสอันทรงพลัง มองดูก้อนโคลนตกลงมา
กำแพงหนาประมาณครึ่งเมตรพังทลายลงภายในเวลาไม่ถึงห้านาทีส่งเสียงดัง
ตรงกลางกำแพง เขาสร้างช่องขนาดใหญ่พอที่จะให้สามคนผ่านไปได้พร้อมกัน
เมื่อเขามองเข้าไปข้างในจากช่องที่เปิด เขาก็มองเห็นบ้านอิฐสไตล์ชนบทเก่าๆ ได้อย่างชัดเจน
มีบ้านอิฐสามหลัง ทั้งสามดูเหมือนกันหมด
“โอรีโอ ดมกลิ่นทีและบอกฉันว่ามีอันตรายอยู่ใกล้ ๆ ไหม”
ขณะที่ซูโม่ก้มต่ำอยู่กับกำแพงโคลน เขามองเข้าไปในบ้านด้วยความสงสัย
แต่ละห้องถูกล็อคด้วยกุญแจและดูเหมือนว่าเจ้าของจะออกไปแล้ว ภายในสถานที่นี้นั้นแทบไม่มีร่องรอยชีวิตเลย
ซูโม่สำรวจนอกบ้านเสร็จแล้วและมองไปที่โอรีโอ
หูของโอรีโอเงยขึ้นเพื่อฟังเล็กน้อย จากนั้นมันก็หมอบลงกับพื้นครู่หนึ่งขณะที่มันดม ในที่สุด สุนัขก็ส่ายหัว แสดงว่าไม่มีกลิ่นของสิ่งมีชีวิตอยู่ภายใน
หลังจากที่ซูโม่เก็บหอกไม้โอ๊คญี่ปุ่นของเขาออกไป เขาถือขวานเหล็กไว้ในมือขณะที่ก้าวเท้าข้างหนึ่งเข้าไปในบริเวณบ้านด้วยความระมัดระวังอย่างเต็มที่
แม้จะดูเหมือนว่าเขาไม่จริงจังมาก แต่ที่จริงแล้วเขาพยายามหาทางหนีอยู่
จากลานบ้านถึงด้านนอกซากปรักหักพัง ระยะทางน่าจะประมาณ 30 เมตรตามจำนวนก้าวที่เขาเดิน
ความเร็วในการวิ่งของผู้ใหญ่ในภูมิประเทศแบบนี้อยู่ที่ประมาณ 5 เมตรต่อวินาที ดังนั้นแม้ว่าเขาจะเข้าไปในบ้านเพื่อสำรวจ การหนีจากที่นี่จะใช้เวลาน้อยกว่า 10 วินาทีสำหรับเขา ถ้าหากเขาสัมผัสได้ถึงสิ่งผิดปกติ
ก้าวทีละก้าว ซูโม่ก้าวอย่างระมัดระวังไปยังศูนย์กลางของบ้าน ดวงตาของเขากวาดสุ่มผ่านบ้านสามหลังถัดไป
ปุป!
เงาสีดำแวบผ่านเข้ามาและชนเข้ากับชุดเกราะเซรามิกของซูโม่ ทำให้ซูโม่ล้มลงกับพื้น
ด้วยเสียงคำรามต่ำ ซูโม่เงยหน้าขึ้นและตกใจเมื่อเห็น… วูล์ฟด็อกรูปร่างน่าหวาดกลัว!
…………….
ไป่ฟาง