เมฆแห่งความสับสนเกี่ยวกับซากโบราณ และการกักตุนที่ยังคงดำเนินต่อไป!

บทที่ 17: เมฆแห่งความสับสนเกี่ยวกับซากโบราณ และการกักตุนที่ยังคงดำเนินต่อไป!

[เฟิงเหมิงเยว่: เนื่องจากไม่มีเครื่องมือเฉพาะสำหรับวัดเวลา ฉันเดาว่าฉันเข้าไปในซากโบราณเวลาประมาณแปดโมงเช้าจากมุมของดวงอาทิตย์]

[เฟิงเหมิงเยว่: ด้านนอกซากโบราณถูกปกคลุมไปด้วยชั้นหมอก แต่เมื่อเข้าไปใกล้ๆ ฉันก็เห็นว่าข้างในมีอะไร]

เมื่อซูโม่มองไปที่ข้อความส่วนตัวสองข้อความแรกของเฟิงเหมิงเยว่ เขาพยักหน้า

ในแง่ของเวลาที่ปรากฏของซากโบราณและรูปลักษณ์ของซากโบราณ ฟังดูเหมือนกับทุกคน ซูโม่ผลักความคิดที่หลงไหลของเขาออกไปและอ่านสิ่งที่เฟิ่งเหมิงเยว่บอกก

[เฟิงเหมิงเยว่: หลังจากเข้าไปในซากโบราณ ฉันพบว่าตัวเองยืนอยู่ในอาคาร และฉันก็ได้เจอแบริ่ง* มันถูกล้อมรอบด้วยกระจกกันระเบิดแบบเดียวกับที่ฉันขายให้คุณ ฉันพยายามมองผ่านหน้าต่างออกไปด้านนอก แต่ก็มีหมอกบดบังไว้ หลังจากนั้นฉันเลยไม่กล้าออกไปข้างนอก ฉันได้หยิบกระจกกันระเบิดมาสองสามชิ้น และสองชั่วโมงต่อมา ฉันออกจากซากโบราณ]

ตลับลูกปืน รองลื่น หรือ แบริ่ง

[เฟิงเหมิงเยว่: ตอนที่ฉันออกจากซากโบราณ เวลาดูเหมือนจะผ่านไปประมาณสองชั่วโมงหลังจากที่เข้าไป เวลาผ่านไปในช่วงเวลาเดียวกับที่ฉันอยู่ข้างใน]

[เฟิงเหมิงเยว่: แม้ว่าจะไม่มีทางไปถึงด้านนอกของซากโบราณได้ แต่ฉันมั่นใจว่าซากโบราณนั้นไม่ใช่โลก(Earth)แน่นอน]

หลังจากที่ซูโม่เห็นข้อความส่วนตัวของเฟิงเหมิงเยว่ ใบหน้าของเขาก็ดูซึมลงและรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ

สองข้อความแรกเกี่ยวกับเวลาที่ซากโบราณปรากฏขึ้น และลักษณะของซากโบราณยังคงตรงกับคำอธิบายของเขา

อย่างไรก็ตาม สามข้อความสุดท้ายฟังดูแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เฟิงเหมิงเยว่ไม่ใช่คนเดียวที่พูดแบบนั้น แต่ทุกคนในบันทึกการสนทนาที่อ้างว่าเข้าไปในซากโบราณ เล่าว่าตัวเองปรากฏตัวอยู่ในอาคาร

ซูโม่เป็นคนเดียวที่โผล่มากลางพื้นที่รกร้างและต้องเจาะกำแพงเพื่อเข้าไปในลานบ้าน

นอกจากนั้น ซูโม่มั่นใจ 99% ว่าสถานที่ที่เขาเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับโลกอย่างแน่นอน

[ซูโม่ : อะไรที่ทำให้เธอมั่นใจ?]

เขารู้สึกอยากถามและหลังจากส่งข้อความนั้นไปแล้ว ความคิดของซูโม่ไหลเข้ามาในหัวขณะที่เขาถือถ้วยน้ำชากระเบื้องสีขาวไว้ในมือ พลางครุ่นคิดอย่างเงียบ

อีกด้านหนึ่ง ในฐานใต้ดินที่ชื้นเล็กน้อย ผู้หญิงคนหนึ่งพิงกำแพงยิ้มขณะอ่านข้อความบนหน้าจอ

ใต้แสงไฟ ผู้หญิงคนนั้นมีฟันขาว เธอมีรอยยิ้มที่ฉลาดและมีเสน่ห์ และดูไม่เหมือนผู้เล่นที่น่าสงสาร

ถ้าซูโม่เห็นเธอ เขาคงจำผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าเขาได้ ว่าเป็นเฟิงเหมิงเยว่

เฟิงเหมิงเยว่ไม่ตอบในตอนแรก แต่ส่งข้อความถึงคนอื่นในอินเทอร์เฟซข้อความส่วนตัวแทน

ไม่นานนัก คนสี่คนก็เดินเข้าไปในฐานใต้ดิน

ผู้ชายสามคนและผู้หญิงหนึ่งคน แต่ละคนมีรูปร่างตรงและใบหน้าที่แน่วแน่ พวกเขาดูไม่เหมือนคนทั่วไป

“เป็นยังไงบ้าง เยว่เยว่? ซูโม่พูดว่าอะไร?”

ผู้หญิงที่เข้ามาถามทันทีด้วยความกระวนกระวายใจ และชายอีกสามคนก็มองอย่างมีความหวังหลังจากที่ได้ยินชื่อซูโม่

“ฉันก็บอกไม่ได้มาก… ซูโม่ดูเหมือนเป็นคนที่ระมัดระวังตัวมากๆ ฉันบอกได้เลยว่าเขาแข็งแกร่งมากและได้ออกจากเซฟเฮาส์เพื่อไปสำรวจแล้ว” เฟิงเหมิงเยว่ส่ายหัวเล็กน้อย

ทุกคนเงียบ

เฟิงเหมิงเยว่พูดต่อ “เขาซื้อกระจกจากฉันครั้งล่าสุดเพื่อเสริมความแข็งแรงให้กับที่หลบภัย และเขามีแหล่งน้ำคงที่ นั่นก็สมเหตุสมผลแล้ว คนทั่วไปคงปล่อยให้เหมืองทองคำของพวกเขาเติบโตอย่างช้าๆ แต่ซูโม่ไม่ได้ทำอย่างนั้น แต่ยังออกไปเสี่ยงชีวิตเข้าไปที่ซากโบราณ นั่นพิสูจน์ว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา”

“นี่คือสิ่งที่คุณคิดเหรอ? งั้นเราชวนเขาเข้าทีมดีไหม?” ชายที่มีแผลเป็นที่ด้านซ้ายของใบหน้าไม่สามารถรักษาเยือกเย็นไว้ได้และพูดด้วยความเร่งรีบ

“เรามาดูกันก่อนว่าจะเป็นยังไง เรายังไม่มีระบบขนส่ง ดังนั้นการย้ายไปรอบๆ ไม่น่าจะเป็นไปได้ เหตุผลเดียวที่เรารวมตัวกันได้ก็เพราะเราอยู่ใกล้กัน…”

[เฟิงเหมิงเยว่: ทำไมล่ะ? คุณเห็นคุณสมบัติของกระจกแล้วนิ เราไม่มีเทคโนโลยีแบบนี้บนโลกมาก่อน นี่คือสิ่งที่ใกล้เคียงกับเวทมนตร์เลยนะ และในทีมของฉัน มีพวกเราคนหนึ่งบอกว่าจะออกไปนอกฐานเพื่อดูว่ามีอะไรอยู่ข้างนอกบ้าง บางทีถ้าคุณพิจารณาเข้าร่วมทีมของเรา เราสามารถแบ่งปันข้อมูลของเราได้นะ]

เมื่อซูโม่ดูคำตอบของเฟิงเหมิงเยว่ เขาส่ายหัวและหัวเราะ

ไม่ใช่เพราะเขาไม่ต้องการมีเพื่อน และไม่คิดว่าคนเหล่านั้นจะทำร้ายเขาด้วย แต่ตอนนี้ การสร้างทีม อย่างน้อยก็ต้องให้เพื่อนร่วมทีมอยู่ใกล้กัน หากไม่เป็นเช่นนั้นก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

นอกจากนั้น ถ้าเขาเข้าร่วมทีม สิ่งเดียวที่มีค่าที่เขามอบให้ได้ มีแค่น้ำจิตวิญญาณ

มันจะคุ้มค่ากว่ามาก ถ้าเขาใช้มันแลกเปลี่ยน

หลังจากส่งน้ำจิตวิญญาณให้เฟิงเหมิงเยว่ 100 มล. เพื่อเป็นค่าข้อมูล ซูโม่ก็ปิดข้อความส่วนตัว

“หากซากโบราณครั้งต่อไปที่ฉันสำรวจยังคงดูแตกต่างจากที่ทุกคนพูดกัน ฉันจะพยายามซื้อข้อมูลจากคนอื่นๆ แต่สำหรับตอนนี้ยังไม่ต้องรีบ”

ในปัจจุบัน ภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดคือการไม่รู้ช่วงเวลาของภัยพิบัติ ก่อนสำรวจซากโบราณ เขาต้องรับประกันความปลอดภัยของที่หลบภัยก่อน

หากใครมัวใส่ใจเรื่องไร้สาระและละเลยปัจจัยพื้นฐาน การประมาทอาจทำให้ที่หลบภัยพังพินาศจากภัยพิบัติ จากนั้นพวกเขาจะสูญเสียทุกอย่าง

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ซูโม่ก็รวบรวมความคิดและเสริมที่หลบภัยของเขาต่อ

ปัจจุบันเขาได้แลกเปลี่ยนแร่เหล็กเพียงพอสำหรับความต้องการแล้ว แต่เขาไม่สามารถสร้างที่หลบภัยที่ทำจากเหล็กได้อย่างเต็มที่

นั่นเป็นเพราะความแข็งแกร่งของที่หลบภัยเหล็กนั้นไม่สูง และถึงแม้ว่าจะสร้างกรงฟาราเดย์*เพื่อป้องกันจากสายฟ้า แต่การใช้งานจริงของมันนั้นต่ำมาก ทางออกที่ดี ยังคงเป็นการก่อสร้างที่ทำจากเหล็กและคอนกรีต เนื่องจากเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

หลังจากที่ซูโม่เปิดแผงวัสดุ เขาเริ่มจัดระเบียบทรัพยากรที่ซื้อมา

รายการแรกคือเหล็ก ก่อนหน้านี้เขารวบรวมได้ 130 หน่วย จากนั้นใช้สร้างเตาเหล็กไป 6 หน่วย เหลือ 124 หน่วย

ถัดมาเป็นไม้ ตั้งแต่เขาเข้าไปในซากโบราณ ก็ไม่ได้ตัดไม้อีกเลย และตอนนี้เหลือเพียงหน่วยเดียว

ส่วนเส้นใยพืชและหิน เขาใช้ไปหมดแล้ว

เขามีดินเหลืออยู่ 6 หน่วย

สำหรับน้ำจิตวิญญาณ หลังจากใช้ทำความสะอาดกระทะ ใช้ซื้อเนื้อ ทำอาหาร และจ่ายเฟิงเหมิงเยว่ เขาเหลือ 1.8 ลิตร

ซูโม่ไม่ได้ตั้งใจจะเก็บเงินจำนวนนี้เอาไว้

เนื่องจากน้ำจิตวิญญาณมีปริมาณคงที่ทุกวัน จึงจำเป็นต้องใช้วัสดุอื่นๆ และจำเป็นต้องรวบรวมและขายด้วยตนเอง

ซูโม่จดจำไว้และตั้งข้อสังเกตว่า สถานะปัจจุบันของระบบการซื้อขายนั้นพิเศษมาก ไม่เพียงแต่ไม่มีข้อจำกัดเท่านั้น แต่สิ่งต่างๆ ยังสามารถส่งผ่านมิติได้อีกด้วย

กลไกนี้ดูเหมือนจะไม่มีนัยยะสำคัญในระยะสั้น แต่ในอนาคตข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินจะหาวิธีใช้ประโยชน์จากมันอย่างแน่นอน

ในการแลกเปลี่ยนแต่ละครั้ง ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินจะได้เปรียบคนธรรมดามาก เพราะพวกเขามีต้นทุนที่แตกต่างกัน

โดยปกติแล้ว เกมเอาตัวรอด(Survival Game) ไม่ได้ให้ผู้คนคำตามกฏหรืออะไรมากนัก

แต่ว่าหลังจากจบช่วงมือใหม่ไป ข้อจำกัดน่าจะถูกเพิ่มเข้าไปในระบบการซื้อขายอย่างแน่นอน หรืออาจถึงขั้นถูกแบน

นอกจากนั้นแล้ว อัตราส่วนการแลกเปลี่ยนของรายการซื้อขายที่จำเป็น เช่น น้ำและอาหาร จะกลับมาเป็นปกติเมื่อเวลาผ่านไป

เมื่อถึงเวลานั้น มันจะเป็นเรื่องยากสำหรับทุกคนที่พยายามใช้ประโยชน์จากความไม่เท่าเทียมกันของทรัพยากรเพื่อดำเนินการพัฒนาสิ่งต่างๆ

หลังจากที่ซูโม่คิดออกแล้ว เขาก็เปิดแผงซื้อขายและเริ่มมองหาของดีๆ

ในตอนนี้ ไอเทมหายากยังไม่มีลงขาย

จากนั้นเขาก็มองหาอุปกรณ์ทั่วไป เรียงตามราคาต่อหน่วย

ยกเว้น ไม้ ดิน และใยอาหาร ปัจจุบันหินเป็นทรัพยากรที่ถูกที่สุดในตลาด

ต้องใช้เวลาประมาณ 15-20 นาทีในการขุดบล็อกหินหนึ่งหน่วยบนที่ราบกว้างใหญ่

แต่กลับกันแล้ว คนขุดแร่ที่อาศัยอยู่ใกล้กับเหมืองสามารถหาบล็อกหินได้ในเวลาประมาณ 5 นาที

เนื่องจากมูลค่าของทรัพยากรคำนวณจากปริมาณงานที่ขุดมาได้ บล็อกหินหนึ่งหน่วยจึงมีราคาประมาณ น้ำ 5 มิลลิลิตร

เมื่อซูโม่คิดเกี่ยวกับเรื่องนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาอย่างโกรธเคือง

“นี่มันเหมือนกับการขุดผิดกฎหมายเลย! แม้แต่นายทุนก็ไม่ทำอย่างนี้่!”

การขุดหินอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงสามารถใช้หาน้ำได้แค่ 60 มล.

นั่นเท่ากับน้ำสองคำ!

นั่นคือเหตุผลที่คนงานเหมืองจำนวนมากพักช่วงกลางวันและออกไปเหมืองในเวลากลางคืน

ความร้อนที่แผดเผาของดวงอาทิตย์ในกลางวันทำให้ร่างกายต้องการน้ำมากเกินไป และน้ำ 60 มล. ก็ไม่สามารถชดเชยการทำงานหนึ่งชั่วโมงได้

เฉพาะการทำงานในเวลากลางคืนเท่านั้นที่ปริมาณน้ำจะสามารถรักษาความต้องการขั้นพื้นฐานของคนงานเหมืองได้

ยิ่งเขาวิเคราะห์มากเท่าไหร่ ซูโม่ก็ยิ่งเข้าใจสถานการณ์ของคนอื่นๆ ที่อยู่ในโลกวันสิ้นโลกมากขึ้นเท่านั้น

ซูโม่ระงับความโมโหและหายใจเข้าลึก ๆ ขณะที่เขาพูดออกมาเสียงดัง

“เกมนี่มันเล่นกับชีวิตคน!”

ถึงแม้ว่าโดยพื้นฐานแล้วมันดูเหมือนว่ามันเป็นเพียงโลกแห่งการเอาชีวิตรอด แต่เบื้องหลังคนขุดเหมือง คือดวงตาคู่หนึ่งที่กระหายจะมีชีวิตอยู่

หากพวกเขาทำเหมืองต่อไป พวกเขาจะมีชีวิตที่น่าสังเวช!

หากไม่มีเหมือง พวกเขาก็ตาย!

แน่นอนว่าคนงานเหมืองเหล่านั้นยังมีสภาพที่ดีกว่าคนอื่นๆ หรือคนที่อาศัยอยู่ในที่ราบกว้างใหญ่อย่างซูโม่(???) ที่ไม่มีเหมืองให้เก็บเกี่ยว

พวกเขาสามารถตัดไม้และแลกเปลี่ยนทรัพยากรด้วยราคาที่ต่ำลงเท่านั้น มันคงไม่เพียงพอต่อความต้องการในการเอาตัวรอดในแต่ละวัน

ขณะที่เขาส่ายหัวด้วยความรู้สึกเสียความรู้สึกเล็กน้อย เขาแสร้งทำเป็นลืมภาพมากมายที่แวบเข้ามาในความคิด ขณะกระซิบกับตัวเอง

“คนจนทำได้แค่ดูแลตัวเอง ในขณะที่คนรวยควรทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยโลก แม้ว่าฉันจะทำเพียงเล็กน้อย แต่มันยังไม่พอช่วยอะไรได้มากนักเลย”

ตามราคาตลาด อัตราส่วนการแลกเปลี่ยนน้ำจิตวิญญาณของเขาต่อน้ำธรรมดาคือ 1 ต่อ 1.3

อย่างไรก็ตาม ซูโม่ไม่ได้ทำการแลกเปลี่ยนดังกล่าว แต่ใช้น้ำจิตวิญญาณเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้า

สถานะของการผูกขาดที่เขามีอยู่นั้นร่ำรวยเกินไป น้ำจิตวิญญาณ 1 ลิตร ได้หิน 200 หน่วย

สำหรับน้ำที่เหลือ 800 มล. ซูโม่นำออกมา 500 มล. และใช้ทั้งหมดเพื่อแลกกับอาหารที่เขาจะเก็บไว้

สำหรับการเลือกอาหารของซูโม่ เขาใช้หลักการ คือ อาหารที่เก็บง่าย ทำให้เขาอิ่ม รสเค็ม และไม่บูดง่าย ในที่สุดเขาก็ได้ขนมปังมา

เมื่อรวมกับขนมปัง ต้าเลี่ยปา จำนวน 8 ชิ้นที่เขามีอยู่ในคลังแล้ว ปัจจุบันเขามีทั้งหมด 7 กิโล

เมื่อเขาดูรายการสิ่งของที่เสบียงไว้ ซูโม่ซึ่งเคยอยู่ในอารมณ์หดหู่เพราะสถานการณ์ของมนุษย์ ค่อยๆ ฟื้นความมั่นใจและพูดอย่างใจเย็นมากขึ้น

“แม้ว่าการพึ่งพาระบบ จะหมายความว่านี่ไม่ใช่ความสามารถที่แท้จริงของฉัน แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ตราบใดที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ มนุษยชาติจะไม่มีวันสูญพันธุ์

“สักวันฉันจะแข็งแกร่งขึ้นและอายุยืนยาวขึ้น!

“บางที… ฉันจะสร้างที่หลบภัยแบบพิเศษที่ไม่มีภัยธรรมชาติแตะต้องได้!”

เสียงของซู่โม่ดังขึ้นเรื่อยๆ

อีกด้านหนึ่ง โอรีโอที่นอนอยู่บนพื้นกำลังเฝ้าประตูก็หันกลับมาและส่งเสียงร้อง แสดงออกว่ายินดีจะแบ่งเบาภาระของเจ้านาย!

…………………………

https://th.wikipedia.org/wiki/กรงฟาราเดย์

ตอนก่อน

จบบทที่ เมฆแห่งความสับสนเกี่ยวกับซากโบราณ และการกักตุนที่ยังคงดำเนินต่อไป!

ตอนถัดไป