ชีวิตใหม่ในโลกคู่ขนาน
“กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง”
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นในห้องนอน
หลินเฟยค่อยๆลืมตาขึ้น และเอื้อมมือไปปิดนาฬิกาปลุกที่อยู่ด้านข้างของตนเองอย่างช้าๆ
จากนั้นเขาก็บิดขี้เกียจ ดึงผ้าห่มออก และลุกขึ้นจากเตียง เดินตรงไปที่หน้าต่าง เปิดผ้าม่านออก และแสงแดดยามเช้าสีทองก็ส่องเข้ามา
ถึงแม้ว่าตอนนี้จะเป็นเวลา 7:30 ก็ตาม แต่ข้างนอกหน้าต่างก็มีผู้คนเดินอยู่บนทางเท้ามากมาย
“19 ปีแล้วสินะที่ฉันอยู่บนโลกใบนี้” หลินเฟยพูดเบาๆ
ซึ่งถ้าหากคนที่รู้จักหลินเฟยได้ยินในสิ่งที่เขาพูดออกมาเมื่อกี้ล่ะก็ คนคนนั้นจะต้องแปลกใจและพูดกับเขาว่า "บ้าหรือเปล่า! นายมีอายุ 22 ปีแล้วนะ จะอยู่บนโลกมาแค่ 19 ปีได้ยังไง"อย่างแน่นอน
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตัวของหลินเฟยนั้นไม่ได้สับสนหรือสติไม่ดีแต่อย่างใดเลย เขามีความลับที่เก็บซ่อนเอาไว้มาโดยตลอด และมันก็เป็นความลับที่เขาไม่คิดจะบอกให้ใครในโลกใบนี้รู้เป็นอันขาด
ใช่แล้ว หลินเฟยไม่ใช่คนของที่นี่ ดาวเคราะห์ที่เขาเคยอยู่ในอดีตมีชื่อเรียกว่าโลก แต่ดาวเคราะห์ในปัจจุบันที่เขาอยู่ถูกเรียกว่าดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่คล้ายๆกันก็ตาม แต่ประวัติศาสตร์ของดาวเคราะห์ทั้งสองดวงนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มันคือโลกคู่ขนาน!
โดยการเดินทางมาสู่โลกใบนี้ของหลินเฟยนั้นก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางพลังแต่อย่างใด แต่มันเป็นเพียงแค่การที่เขานอนหลับและจู่ๆก็ตื่นขึ้นมาในอีกโลกที่ไม่รู้จักแบบงงๆ
ครอบครัวของหลินเฟยตอนที่อยู่ในดาวโลกเต็มไปด้วยความสุข หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย ตัวของเขาก็ได้งานที่มั่นคงทำในทันที และหลังจากทำงานได้ไม่กี่ปี เขาก็ไปนัดบอดและได้แต่งงานกับคนที่ตนรัก เขาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในทุกๆวัน โดยไม่นึกไม่ฝันมาก่อนเลยว่าเขาที่เข้านอนบนเตียงนุ่มๆจะต้องตื่นมาอยู่ในโลกใบใหม่บนเตียงแปลกๆ
ในตอนที่หลินเฟยลืมตาขึ้น เขาพบว่าตนเองอยู่ในสภาพเด็กทารกอายุ 3 ขวบ ซึ่งตอนนั้นเขาก็คิดว่ามันคงเป็นเพียงแค่ความฝัน แต่ในเวลาต่อมา หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นมันได้ตอกย้ำเขาว่าทั้งหมดนี้เป็นความจริง
ซึ่งชีวิตของหลินเฟยในโลกคู่ขนานนั้นก็เรียกได้ว่าโชคร้ายสุดๆไปเลย พ่อแม่ของเขาเป็นผู้บริหารบริษัท วันหนึ่งทั้งสองคนได้เดินทางไปทำธุรกิจที่สหรัฐอเมริกาด้วยกัน แต่ในตอนที่พวกเขากำลังเดินทางกลับมายังประเทศจีน เครื่องบินที่พวกเขาโดยสารมาก็เกิดอุบัติเหตและดิ่งชนเข้ากับพสุธา ดังนั้น หลินเฟยจึงได้มาอาศัยอยู่กับปู่ตั้งแต่ยังเด็ก
“กริ๊ง” เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นผลให้สติของหลินเฟยที่กำลังนึกถึงอดีตอยู่ถูกดึงกลับมายังปัจจุบัน
หลินเฟยหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วพูดว่า "สวัสดีครับ!"
“สวัสดีหลินเฟย นี่ฉันเองนะ หวางเสี่ยวลู่” เสียงที่นุ่มนวลดังขึ้นมาจากโทรศัพท์
“อ้าว เสี่ยวลู่เองหรอ เธอมีอะไรหรือเปล่าถึงได้โทรมาหาฉันแต่เช้าเลย”
“คือแบบนี้นะหลินเฟย อีกสองวันข้างหน้าฉันจะต้องจ่ายค่าเช่าห้อง และฉันก็มีเหตุจำเป็นที่จะต้องใช้เงินนิดหน่อย ฉันเกรงว่าฉันคงจะยังจ่ายเงินให้นายในเดือนนี้ไม่ได้ ฉันขอเลื่อนไปจ่ายเดือนหน้าแทนได้มั้ย"
“ได้สิ! ไว้มีเมื่อไหร่เธอค่อยเอามาจ่ายฉันก็ได้ ฉันไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว เอ่อ….เธอมีอะไรจะคุยกับฉันอีกหรือเปล่า?”
"อ้อ…ไม่มีแล้วล่ะ ขอบคุณมากนะ!"
“ไม่เป็นไรๆ! งั้นแค่นี้ก่อนนะ พอดีว่าฉันมีธุระที่ต้องออกไปข้างนอกน่ะ”
"โอเคๆ"
“เสี่ยวลู่ เราเองก็รู้จักเขามานานแล้วไม่ใช่หรือไง ทำไมเธอถึงไม่ทักไปบอกเขาในวีแชทเอาล่ะ ไม่เห็นมีความจำเป็นที่จะต้องโทรไปหาเขาแบบนี้เลย ” โจวเยว่ที่นอนอยู่บนโซฟาพูดออกมาอย่างเกียจคร้าน
เธอเป็นผู้หญิงที่มีใบหน้ากลมสวย ขายาว และมีรูปร่างเพรียวบาง โดยในเวลานี้เธอสวมเสื้อชั้นในและกางเกงขาสั้นนอนอยู่บนโซฟา หน้าอกที่ใหญ่ระดับหนึ่งของเธอทำให้เสื้อชั้นในนูนขึ้นอย่างอัศจรรย์ และสะโพกที่ดันกางเกงขาสั้นออกมาจนเป็นเนินก็สะดุดตาอย่างมาก ซึ่งถ้าหากว่ามีชายใดอยู่ที่นี่ล่ะก็ เขาจะต้องจ้องมองเธอโดยไม่กระพริบตาอย่างแน่นอน
หวางเสี่ยวลู่มองดูโจวเยว่และพูดอย่างโกรธเคืองว่า “ถ้าฉันไม่จ่ายค่าของที่เธอสั่งมา ฉันจะต้องโทรไปหาหลินเฟยเขามั้ยล่ะ” หวางเสี่ยวลู่เป็นผู้หญิงที่มีใบหน้ารูปไข่ และรูปร่างของเธอค่อนข้างจะสูงกว่าผู้หญิงปกติทั่วไป ถึงแม้ว่าหุ่นเธอจะไม่เหมือนกับเมื่อก่อนก็ตาม แต่สัดส่วนในปัจจุบันก็ยังถือว่าสมบูรณ์แบบ ที่ที่ควรใหญ่ก็ใหญ่ และที่ที่ควรผอมก็ผอม
ซึ่งเมื่อโจว่เยว่เห็นว่าหวางเสี่ยวลี่โกรธ เธอก็รีบลุกขึ้นจากโซฟาและตรงเข้าไปกอดเธอทันที "เสี่ยวลู่ ฉันผิดไปแล้ว! ฉันสัญญาเลยว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก ถ้ารอบนี้ฉันผิดสัญญาอีกล่ะก็ฉันจะยอมให้เธอตัดมือของฉันทิ้งเลย "
“จริงนะ ถ้าทำอีกฉันจะตัดมือของเธอจริงๆนะ” หวางเสี่ยวลู่พูดด้วยน้ำเสียงดุๆ
“อะไรกัน นี่เธอคิดจะตัดมือของฉันจริงๆอย่างงั้นหรอ ฉันคือเพื่อนที่แสนดีของเธอเลยไม่ใช่หรือไง เราอยู่ด้วยกันตั้งแต่อนุบาล, ประถม, มัธยมต้น, มัธยมปลาย และมหาวิทยาลัยเลยนะ!”
“และนี่เธอคิดว่าฉันจะกล้าตัดจริงๆงั้นหรอ เลิกคิดมากแล้วไปอาบน้ำได้แล้ว เราจะได้ออกไปกินข้าวกันสักที” หวางเสี่ยวลู่พูด
หลังจากหลินเฟยวางสาย เขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆและตบหน้าตัวเองเบาๆ "วันใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้วนะหลินเฟย เลิกยึดติดกับความทรงจำในอดีตได้แล้ว"
สิ้นสุดคำพูด เขาก็เดินเข้าไปในห้องน้ำและทำการล้างหน้าแปรงฟัน เปิดตู้เย็นและหยิบนมขึ้นมาดื่ม จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องครัวแล้วทอดไข่สองฟอง ระหว่างทานอาหารเช้า เขาก็เช็คเวย์ปั๋วและอ่านข่าวต่างๆ
เนื่องจากวันนี้หลินเฟยมีข้อตกลงทางธุรกิจบางอย่างที่ต้องจัดการ ดังนั้นหลังจากที่ทานอาหารเช้าเสร็จ เขาจึงเดินออกมาจากบ้านและรีบตรงไปตลาดขายส่งผลไม้ในหรงเฉิงทันที
หนึ่งชั่วโมงต่อมา หลินเฟยได้มาถึงบริเวณคลังสินค้าที่อยู่ไม่ไกลจากตลาดขายส่งผลไม้ ซึ่งมันก็คือโกดังขนาด 500 ตารางเมตรที่หลินฟานได้ทำการซื้อมานั่นเอง
ในตอนหลินเฟยอายุ 16 ปี ปู่ที่เป็นญาติเพียงคนเดียวของเขาได้เสียชีวิตลง
ตอนนั้นเขาเสียใจกับการจากไปของปู่เป็นอย่างมาก เพราะเขาไม่สามารถกลับไปยังโลกเดิมที่เคยอยู่อาศัยในอดีตได้ เขาจึงตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตตามปกติอยู่ที่นี่ ซึ่งปู่ก็เป็นคนที่ห่วงใยและมอบความรักให้เขามาโดยตลอด ปู่เป็นคนเดียวที่ทำให้เขามีความสุขได้ในโลกแปลกประหลาดแห่งนี้
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าในโลกแห่งนี้จะมีพลังเหนือธรรมชาติแฝงอยู่ในตัวของทุกคน แต่ก็ไม่มีใครที่จะสามารถหลุดพ้นจากวงจรการเกิด การแก่ การเจ็บ และการตายได้เลย
หลังจากหดหู่กับการจากไปของปู่อยู่พักหนึ่ง หลินเฟยก็ค่อยๆตั้งสติและเริ่มวางแผนชีวิตในอนาคตของตนเอง
โดยตลอดการใช้ชีวิตของหลินเฟย เขาไม่เคยคิดที่จะทำตัวโดดเด่นให้คนอื่นค้นพบว่าเขามีพลังมากกว่าหนึ่งชนิดเลย เพราะตามหลักของโลกใบนี้ มนุษย์หนึ่งคนจะมีพลังได้เพียงแค่หนึ่งอย่างเท่านั้น
แต่หลินเฟยค้นพบว่าตนเองมีพลังหลายอย่างตั้งแต่ตอนที่เขาอายุ 3 ขวบ และทุกปีก็จะมีพลังใหม่ปรากฏขึ้นเรื่อยๆ
โดยความสามารถเริ่มแรกที่ปรากฏขึ้นในตัวของหลินเฟยนั้นทำให้เขารู้สึกว่ามันเป็นโชคดีที่สุดในชีวิตตั้งแต่ที่ได้มายังโลกใบนี้ เพราะมันเป็นพลังที่ทำให้คนอื่นไม่สามารถตรวจพบความผิดปกติในร่างกายของเขา
โดยถ้าหากถูกรู้ว่ามีพลังมากกว่าหนึ่งอย่าง เขาจะต้องถูกรัฐบาลจับตัวและนำไปทดลองในศูนย์วิจัยลึกลับ ด้วยเหตุนี้เอง หลินเฟยจึงตัดสินใจว่าจะใช้ชีวิตอย่างธรรมดาเพื่อจะปกปิดความลับนี้เอาไว้
พลังแรกของเขาก็คือซ่อนเร้น: มีความสามารถในการซ่อนลมหายใจและพลังไซโอนิกส์
โดยทั่วไป คนธรรดาจะสามารถปลุกพลังไซโอนิกส์ได้เมื่ออายุครบ 16 ปี
แต่หลินเฟยนั้นปลุกพลังไซโอนิกส์ได้ตั้งแต่ตอนอายุ 3 ขวบ และยังปลุกพลังได้ทุกๆปีอีกด้วย
ซึ่งเรื่องแบบนี้ก็ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนในโลกมาก่อน ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้รัฐบาลจับตัวเขาไปทำการวิจัย หลินเฟยจึงเลือกที่จะปกปิดความจริงที่ว่าเขามีพลังหลายอย่างไหลเวียนอยู่ในตัว
และจากประสบการณ์ชีวิตในโลกก่อนหน้านี้ มันได้บอกกับเขาไว้ว่ามีเพียงผู้ที่ใจเย็นและแข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นที่จะอยู่รอดในโลกที่โหดร้ายได้
ดังนั้น เพื่อประโยชน์ของตนเอง เขาจึงได้วางแผนการฝึกใช้พลังต่างๆให้ชำนาญ
ชีวิตแบบนี้ดำเนินไปเรื่อยๆจนหลินเฟยมีอายุได้ 16 ปี โดยตอนนั้นก็เป็นตอนที่เขาเชี่ยวชาญความสามารถทั้งหมดที่ครอบครองเอาไว้แล้ว และจากการตรวจสอบความแข็งแกร่งของตนเองด้วยความสามารถของพลังบางอย่าง มันก็ทำให้เขารู้ว่าตนเองมีระดับความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะเอาชีวิตรอดจากภัยอันตรายในปัจจุบันไปได้
และตราบใดที่เขาไม่ไปมีเรื่องขัดแย้งกับรัฐบาล เขาก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงเลิกฝึกฝนพลังและคิดแผนหาเงินโดยใช้ความสามารถที่สองของเขา
ความสามารถที่สองของหลินเฟยก็คือมิติว่างเปล่า: มันเป็นพื้นที่ที่ตัดขาดจากโลกแห่งความเป็นจริง เวลาในมิตินี้คงที่ และสารมารถเก็บของเข้ามาไว้ได้ทุกอย่างยกเว้นสิ่งมีชีวิตที่ยังมีลมหายใจ พื้นที่เริ่มแรกคือ 1,000 ลูกบาศก์เมตร แต่ทุกๆ 365 วันจะขยายความจุอัตโนมัติครั้งละ 1,000 ลูกบาศก์เมตร
จากความสามารถของมัน พลังนี้จึงเปรียบได้กับโกดังเก็บของสดถาวร หลินเฟยจึงได้ตัดสินใจว่าจะทำการขายผลไม้ โดยมีแผนการคือซื้อเก็บผลไม้มาเก็บเอาไว้ภายใน และขายออกไปในฤดูที่ไม่สามารถหาซื้อได้ในราคาที่สูงกว่าปกติ
หลังจากตัดสินใจทำธุรกิจค้าส่งผลไม้แล้ว หลินเฟยก็ได้จำนองบ้านสามหลังที่เขามีให้กับธนาคารและทำเรื่องกู้ยืมเงินจำนวนหนึ่งเพื่อนำมาเป็นทุนเริ่มต้น
ซึ่งในตอนที่โทรศัพท์มือถือของเขามีข้อความเข้ามาว่าเงินกู้ได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว หลินเฟยก็มีความรู้สึกชื่นชมต่อรัฐบาลของโลกนี้ในทันที เพราะโลกนี้จัดให้คนบรรลุนิติภาวะอยู่ในช่วงอายุ 16 ปี แตกต่างจากในโลกเดิมของเขาที่ต้องมีอายุ 18 ปีถึงจะสามารถทำเรื่องกู้ยืมได้
ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หลินเฟยทำเงินได้มากมายจากการพึ่งพาความสามารถนี้ แต่เขาก็ยังคงใช้ชีวิตสบายๆเดิมๆเหมือนกับทุกวัน
ปีนี้เป็นปีที่หกของการขายส่งผลไม้ของหลินเฟย และเขาก็ตัดสินใจจะยุติอาชีพค้าส่งของเขาในวันนี้หลังจากเสร็จสิ้นข้อตกลงที่เซ็นสัญญาเอาไว้เพื่อความปลอดภัยของเขาเอง
เนื่องจากปีนี้ได้มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการคนใหม่ของสำนักงานดูแลพลังเหนือธรรมชาติแห่งที่เก้าในหรงฉาง กฏหมายและการตรวจจับผู้ที่ทำเรื่องผิดแปลกในสังคมจึงเคร่งครัดมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว
หลินเฟยพูดในใจว่า: "ใจเย็นๆเข้าไว้! ถ้าเราไม่ทำตัวผิดปกติก็คงไม่ถูกจับได้หรอก"
หลังจากนั้น หลินฟานก็เข้าไปในหน่วยงานเพื่อคุยเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายรอบสุดท้าย
จนถึงเวลา 13.00 น. หลินเฟยก็ถูกเลิกจ้างอย่างเป็นทางการและกลายเป็นคนว่างงานอย่างสมบูรณ์