นักล่า

หลังจากนำขาหมูมาทำบาร์บีคิวกินไปแล้ว หลินเฟยก็นำขาหมูออกมาทำอาหารเมนูอื่นๆกินอีกเป็นเวลาหลายวัน แน่นอนว่าเขาไม่ลืมที่จะตัดเนื้อบางส่วนแล้วส่งไปให้โจวเยว่กับหวางเสี่ยวลู่ได้ลองชิม



ซึ่งหลังจากที่ทั้งสองได้กินเนื้อหมูที่หลินเฟยส่งมาให้ โจวเยว่ก็ได้โทรมาถามในวันรุ่งขึ้นทันทีว่าเขาซื้อเนื้อหมูแบบนี้มาจากที่ไหน โดยหลินเฟยก็ได้ตอบส่งๆกลับไปว่า “ฉันซื้อมันทางออนไลน์ พอดีฉันบังเอิญเห็นว่ามันน่ากินดี ฉันก็เลยกดสั่งมา”



“ตอนนี้ยังมีขายอยู่อีกหรือเปล่า”



“ไม่มั้ง ฉันคิดว่าของน่าจะหมดแล้ว”



"โอเค งั้นถ้านายพบว่าคนขายนำของมาเติมเมื่อไหร่ นายช่วยกดสั่งซื้อให้ฉันหน่อยได้มั้ย เหมือนว่าเนื้อนั่นจะมีพลังไซโอนิกส์ปนอยู่ และฉันก็รู้สึกดีมากเลยหลังจากที่ได้กินมันเข้าไป"



"อ่าๆ เข้าใจแล้ว."



หลังจากการโทรสิ้นสุดลง หลินเฟยก็ลองค้นหาทางอินเทอร์เน็ตดู และเขาก็พบว่ามีคนที่ขายเนื้อแบบนี้อยู่จริงๆ



“ฉันบังเอิญไปพบกับไก่ฟ้าที่สามารถพ่นไฟได้ขณะกำลังทำการล่าสัตว์อยู่บนภูเขา ตอนแรกฉันตกใจมาก แต่หลังจากที่ตั้งสติได้ ฉันก็ค่อยๆย่องไปหลังและเอามีดแทงเข้าไปที่หัวของมัน จากนั้นฉันก็เอามันกลับมาที่บ้านและลองนำมาประกอบอาหารดู ซึ่งหลังจากที่ได้กินเข้าไป ฉันก็พบว่ารสชาติของมันอร่อยลึกล้ำอย่างมาก ฉันวางขายในราคา 20,000 หยวนต่อปอนด์ หากใครสนใจซื้อสามารถติดต่อฉันมาได้เลย”



มีคนแสดงความคิดเห็นด้านล่าง



คนที่หนึ่ง “ราคาของมันสูงขนาดนี้เลยอย่างงั้นหรอ? เมื่อไม่กี่วันก่อน ฉันพบเจอพวกมันหลายตัวบนภูเขาในบ้านเกิดของตัวเอง ด้วยความตกใจ ฉันจึงรีบรายงานเรื่องนี้ไปยังสำนักงานดูแลพลังเหนือธรรมชาติทันที และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานดูแลพลังเหนือธรรมชาติก็ได้ขึ้นมาบนภูเขาเพื่อตรวจสอบ จากนั้นพวกเขาก็ได้บอกกับพวกเราว่าสัตว์พวกนั้นเป็นสัตว์กลายพันธุ์ และบอกให้คนในหมู่บ้านทุกคนรวมถึงตัวฉันรีบออกไปจากภูเขาแห่งนี้โดยเร็ว…ถ้าฉันรู้ว่มันมีราคาสูงขนาดนี้ล่ะก็ ฉันคงจะจับพวกมันมาสักสองสามตัว"



คนที่สอง : “คนข้างบนบอกว่าจะจับมาสักสองสามตัวอย่างงั้นหรอ? คุณไม่ได้ดูข่าวหรือไงว่าพวกมันแข็งแกร่งแค่ไหน ถ้ามันจัดการได้ง่ายๆล่ะก็ เจ้าหน้าที่เขาก็คงจะจัดการให้ไปแล้ว พวกเขาคงจะไม่บอกให้คุณกับคนในหมู่บ้านหนีออกมากันหรอก"



คนที่สาม “คนที่สองพูดถูก สัตว์กลายพันธ์พวกนี้แข็งแกร่งอย่างมาก ดังนั้นคุณอย่าได้คิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกมันเลย”



คนที่สี่ : "ฉันคิดเหมือนคนที่สาม"



…………



“สรุปว่าสัตว์ที่มีพลังพิเศษตื่นขึ้นได้ถูกทางรัฐบาลบัญญัติชื่ออย่างเป็นทางการว่าเป็นสัตว์กลายพันธ์แล้วสินะ” หลินเฟยนำมือมาแตะคางของตัวเอง



“แต่ไม่คาดคิดเลยว่าเนื้อสัตว์กลายพันธุ์จะขายได้ 20,000 หยวนต่อหนึ่งปอนด์! หมายความว่าถ้าหากฉันนำขาหมูที่มีน้ำหนักราว 100 ปอนด์ไปขายก็จะได้เงินหลายล้านหยวน!”



หลินเฟยตกใจเล็กน้อยหลังจากคำนวณ จากนั้นเขาก็ครุ่นคิดในใจ: "เนื้อสัตว์กลายพันธุ์มีราคาสูงมาก ฉันควรจะผันตัวไปเป็นนักล่าดีหรือเปล่านะ หากออกล่าและขายมันทุกวัน เกรงว่าฉันคงจะรวยภายในหนึ่งสัปดาห์ และคงจะกลายเป็นเศรษฐีในเวลาหนึ่งเดือน แต่ถ้าฉันจะเดินทางสายนี้ก็คงต้องกลับไปใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังเหมือนเดิม เพราะอาจจะไปเตะตาเจ้าหน้าที่สำนักงานดูแลพลังเหนือธรรมชาติได้"



หลินเฟยหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกครั้ง และเขาก็พบว่ามีคนขายเนื้อสัตว์กลายพันธุ์ไม่กี่ชนิด โดยหลักๆคือไก่ฟ้าและกระต่าย นอกจากนี้เขาก็พบว่ามีคนขึ้นไปบนภูเขาเพื่อจะล่าสัตว์กลายพันธ์มาขาย แต่ชายคนนั้นถูกโจมตีและได้รับบาดเจ็บสาหัสกลับมา



หลินเฟยติดในใจ "นี่สินะจับงูข้างหางดังที่คนโบราณเคยกล่าวเอาไว้!" (จับงูข้างหาง : ทำอะไรลงไปทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าเสี่ยงอันตราย)



วันเวลาผ่านไป….



25 กันยายน ในตอนเช้าของวัน ทางรัฐบาลได้ออกมาประกาศสิ่งที่ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อคนทั้งประเทส



รัฐบาลได้ประกาศว่าจะจัดตั้งมหาวิทยาลัยฝึกฝนพลังไซโอนิกส์ขึ้นอย่างเป็นทางการในวันนี้ โดยเปิดรับสมัครนักศึกษาที่มีอายุต่ำกว่า 23 ปีในจำนวน 3,000 คน เงื่อนไขคือต้องมีพลังพิเศษตื่นขึ้นแล้วหนึ่งพลัง สามารถสมัครเรียนได้ในวันที่ 27 กันยายน สัมภาษณ์ในวันที่ 28 กันยายน สิ่งที่จะได้รับหลังจากสำเร็จการศึกษาคือได้เข้าร่วมสำนักงานดูแลพลังเหนือธรรมชาติทันที



การประกาศในครั้งนี้ของรัฐบาลทำให้สังคมต้องสั่นสะท้าน ผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนได้เข้าสู่ระบบเว็บไซต์ทางมหาวิทยาลัยฝึกฝนพลังไซโอนิกส์เพื่อสอบถามข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ผู้ปกครองจำนวนนับไม่ถ้วนผลักดันให้บุตรหลานของตนลงสมัครเข้าเรียน และมีเยาวชนนับไม่ถ้วนพากันลงสมัครอย่างล้นหลาม



ตราบใดที่คุณไม่ใช่คนโง่ คุณเองก็จะต้องลงสมัครอย่างแน่นอน เพราะเหตุการณ์ในปัจจุบันทำให้รู้ว่าโลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และในอนาคตจะมีเพียงแต่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะสามารถมีชีวิตอยู่รอดต่อไปได้ ที่สำคัญคือหลังเรียนจบพวกเขาสามารถเข้าทำงานในสำนักงานดูแลพลังเหนือธรรมชาติได้ทันที



ต้องรู้ว่าทุกคนต่างก็ใฝ่ฝันที่จะเข้าไปทำงานในสำนักงานดูแลพลังเหนือธรรมชาติเป็นทุนเดิม ดังนั้นการที่ทางรัฐบาลเปิดโอกาสให้แบบนี้ พวกเขาจะไม่รับเอาไว้ได้ยังไง?



"นี่คงเป็นการเตรียมกำลังเสริมสำหรับอนาคต และการที่รัฐบาลตัดสินใจทำแบบนี้เกรงว่าคงเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากจนบุคลากรของแผนกต่างๆมีไม่เพียงพอที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลง" หลินเฟยวิเคราะห์ จากนั้นก็เปิดโทรศัพท์ดูข่าว



ในปัจจุบัน พลังได้ตื่นขึ้นมาในตัวของสัตว์หลายชนิด เราได้เรียกมันว่าสัตว์กลายพันธ์ุ พวกมันมีร่างกายที่แข็งแกร่งและมีพลังพิเศษที่น่าสะพรึงกลัว ขอให้ทุกคนงดเข้าป่าหากไม่จำเป็น และหากพบเห็นสัตว์กลายพันธ์ให้รายงานสำนักงานดูแลพลังเหนือธรรมชาติทันที



ถ้าหากมีใครสามารถจัดการสัตว์กลายพันธุ์ได้ สามารถสอบถามราคาและนำมาขายให้ได้ที่สำนักงานดูแลพลังเหนือธรรมชาติ



“ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะสนับสนุนให้คนที่แข็งแกร่งออกล่าสัตว์กลายพันธ์เพื่อลดจำนวนพวกมัน!” หลินเฟยพูดอย่างมีความสุข: "หมายความว่าฉันสามารถเป็นนักล่าได้โดยไม่ต้องคอยระวังแล้วสินะ"



ใบหน้าของหลินเฟยเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ราวกับว่ามองเห็นเงินกองเท่าภูเขาวางตั้งอยู่ข้างหน้า



ในเวลาเพียงหนึ่งเดือน ป่าอันเขียวชอุ่มของภูเขาโมจิซึกิได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง



เนื่องจากในยุคปัจจุบันมีพลังงานไซโอนิกส์ลอยอยู่ในอากาศมากเกินไป ทำให้ต้นไม้ในป่าได้รับพลังงานและมีขนาดที่ใหญ่โต ไม่แตกต่างจากวัชพืชในป่าที่เติบโตจนมีขนาดสูงเท่ากับเอวของผู้ชาย



สถานที่แห่งหนึ่งในภูเขาโมจิซึกิ ต้นไม้หนาทึบบดบังท้องฟ้า ส่งผลให้บนพื้นดินมีแสงแดดเล็ดลอดมาได้เพียงน้อยนิดเท่านั้น และทำให้โดยรอบป่าที่เงียบสงัดไร้ซึ่งแสงสว่างโดยสมบูรณ์



“โอ๊ย!”



"เกิดอะไรขึ้น!"



“โทษทีพี่ใหญ่ เมื่อกี้ผมเดินสะดุดหญ้า”



“นายระวังๆหน่อยสิ พวกนายเองก็ระวังตัวด้วยล่ะ น้องสอง น้องสาม”



“ครับพี่ใหญ่” สองคนพูดพร้อมกัน



บทสนทนานี้เป็นของคน 4 คน พวกเขาสวมชุดลายพรางสีเขียวที่ทำมาจากโลหะ สวมหมวกสีน้ำตาล และถือดาบเหล็กยาว 70 เซนติเมตรอยู่ในมือ



โดยชายที่เดินอยู่หน้าสุดคือพี่ใหญ่ เขาสูงประมาณ 180 เซนติเมตร มีแขนขาที่ยาว ไหล่กว้าง และร่างกายที่ใหญ่โต



เขาเดินไปข้างหน้าพร้อมกับใช้ดาบเหล็กฟัมพุ่มไม้รอบๆเป็นครั้งคราวเพื่อเคลียร์ทางให้กับน้องๆที่อยู่ด้านหลังของตัวเอง



“พี่ใหญ่ ทำไมเราถึงไม่นำปืนลูกซองเข้ามาในป่าด้วยล่ะ! ตอนนี้ทางรัฐบาลเปิดขายปืนลูกซองและอนุญาติให้ผู้ที่มีใบอนุญาตนักล่าใช้แล้วไม่ใช่หรอครับ” น้องสี่ที่สะดุดล้มเมื่อกี้ถาม



“ก็จริงอยู่ที่นักล่าสามารถเป็นเจ้าของปืนได้อย่างถูกกฎหมาย แต่ก็ไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่ที่จะนำปืนมาใช้ในป่าซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายแบบนี้ มันเป็นหมือนมีดสองคม เสียงดังของปืนจะดึงดูดความสนใจของสัตว์กลายพันธุ์ตัวอื่นๆที่อยู่รอบๆ และพวกมันก็จะตรงเข้ามาขย้ำเราในทันที"



พี่ใหญ่พูดต่อ: "นอกจากนี้ปืนยังสามารถสร้างความเสียหายให้ได้แค่สัตว์กลายพันธ์ุระดับ 1 เท่านั้น ส่วนพวกสัตว์กลายพันธุ์ตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไปแทบจะไม่ได้รับความเสียหายอะไรจากกระสุนปืนธรรมดาเลย"

ตอนก่อน

จบบทที่ นักล่า

ตอนถัดไป