ช่วยเหลือ

"ไดมอร์โฟดอน 2ตัว บินไปสำรวจข้างหน้า และอีก1ตัวไปบินดูพื้นที่รอบๆฐาน"

“ ฐานสังเกตุเห็นได้ชัดเจนเกินไปซึ่งไม่เอื้อต่อการซ่อนฐาน”

"ฐานระดับแรกมีความสามารถป้องกันทางอากาศและการป้องกันทางพื้นดินขั้นพื้นฐานเท่านั้น แม้ว่านักรบไดโนเสาร์เหล่านี้จะทรงพลัง แต่ฉันเคยเห็นฝูงแมลงที่บินไวมากและเสือยักษ์ที่มีเขี้ยวขนาดใหญ่ มันพอๆกับงาช้างเลย สัตว์เหล่านี้ทรงพลังไม่แพ้กัน อ่าา! "

"โลกแห่งการต่อสู้นี้ ไม่มีการขาดแคลนสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งอย่างแน่นอน สัตว์เหล่านี้น่ากลัวมาก และตอนนี้กองทัพไดโนเสาร์ของฉันก็ยังมีน้อยเกินไป"

หลินเฟิงต้องไปช่วยพ่อแม่ของเขา แน่นอนว่าเขาต้องพาไดโนเสาร์ไปด้วย และเมื่อฐานถูกโจมตีมันก็จะไม่มีความสามารถในการตอบโต้เลย หลินเฟิงจึงแบ่งให้ไดโนเสาร์บางตัวคอยคุ้มกันฐานโดยมี แรปเตอร์ ไดโลโฟซอรัส ไดมอร์โฟดอน อย่างละตัวอยู่ที่นี้

"เฮ้ออ! กำลังของฉันตอนนี้ยังน้อยเกินไป"

หลินเฟิงถอนหายใจออกมา

"เฮ้! พวกนายทั้งหมดจงทำลายศัตรูที่กล้าเข้ามาในบริเวณฐานทั้งหมด!!"

"โฮรกกก!!"

หลินเฟืงสั่งไดโนเสาร์ที่ทิ้งไว้ป้องกันฐานเรียบร้อย จากนั้นเขาขึ้นนั่งบนหลังแรปเตอร์ตัวหนึ่งก่อนที่ออกเดินทางไปหมู่บ้านของเขา การเดินทางโดยอาศัยแรปเตอร์นั้นรวดเร็วมาก ขาของพวกมันทรงพลังและรูปร่างที่ผอมทำให้มันเคลื่อนที่ได้เร็ว ไดมอร์โฟดอนเป็นเหมือนกับโดรน หลินเฟิงสามารถเห็นภาพทั้งหมดที่พวกมันเห็น น้ำหนักตัวที่เบาทำให้มันสามารถเคลื่อนที่ได้ไว พวกมันมีดวงตาขนาดใหญ่ทำให้มีมุมมองที่กว้างและมองเห็นได้ในระยะไกล ถึงมันทำให้หลินเฟิงรู้สึกมึนหัวนิดๆ แต่มันก็ทำให้เขาสามารถเลี่ยงที่จะปะทะกับสัตว์ร้ายได้

.....

.....

แต่ถึงจะมีไดมอร์โฟดอนคอยสำรวจจากบนฟ้าแต่มันก็มีสัตว์ร้ายบางตัวที่ไดมอร์โฟดอนไม่สามรถตรวจเจอได้

แมงป่องยักษ์ที่แอบซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน ทันทีที่แรปเตอร์ก้าวเข้าไปในพื้นที่ของมัน แมงป่องยักษ์โผล่ขึ้นมาจากใต้ดินและโจมตีเข้าใส่แรปเตอร์ ปลายหางของมันพุ่งเข้าโจมตีแรปเตอร์ ถ้าสังเกตุให้ดีปลายหางของแมงป่องจะมีหยดพิษสีม่วงน่ากลัว รับรองเลยว่าถ้าโดนพิษเข้าไปแทบจะไม่มีทางรอดเลย แต่แมงป่องก็ยังช้าเกินไปอยู่ดี ด้วยขาอันทรงพลังและสัญชาติญาณของนักล่า แรปเตอร์รู้สึกได้ถึงอันตรายที่เข้ามาใกล้และไม่ลังเลที่จะหลบหลีกทันที

ทันใดนั้น!

เมือกสีเขียวก็ถูกปล่อยออกไป มันพุ่งไปรวดเร็วเหมือนกับลูกศร แมงป่องที่เคลื่อนไหวช้าหมดสิทธิที่จะหลบมัน พิษกัดกร่อนโดนเข้ากลางหลังของมัน

ฟู่! ฟู่!

ในพริบตาที่พิษกัดกร่อนสัมผัสกับผิวหนัง หลังของแมงป่องแตกออกเลือดเริ่มพุ่งออกมา

โฮรกกกก

เห็นได้ชัดว่ามันเจ็บปวดมาก พิษกัดกร่อนค่อยๆเจาะหลังของมันจนเป็นรูขนาดใหญ่ แมงป่องล้มลงและไม่เคลื่อนไหว

พิษมันน่ากลัวมาก!

หลินเฟิงพึ่งเห็นถึงความน่ากลัวของพิษ ไม่ว่าจะเป็นพิษกัดกร่อนของไดโลโฟซอรัสหรือพิษของแมงป่อง เขาสามารถบอกได้เลยว่าถ้าแรปเตอร์โดนพิษนั้นเข้าไป มันคงหนีไม่พ้นความตาย แต่นี้ก็เป็นโชคดีของหลินเฟิง แมงป่องตัวนี้ไม่ใช้สัตว์ร้ายที่แข็งแกร่งมากนัก ดูจากการที่มันต้องซ่อนตัวอยู่ในดินเพื่อรอโจมตีศัตรู หลินเฟิงโล่งอกที่สามารถจัดการมันได้ง่ายๆ

ชั่วพริบตาที่แมงป่องโผล่ออกมา พอเขาสังเกตุเห็นพิษที่หางแมงป่อง หลินเฟิงสั่งให้ไดโลโฟซอรัสพ่นพิษกัดกร่อนโจมตีทันที

และนี้ก็เป็นความสามารถอีกอย่างหนึ่ง

เขาสามารถสื่อสารคำสั่งไปยังจิตใจของไดโนเสาร์ทุกตัวและพวกมันสามารถเข้าใจได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องมีคำอธิบายใด ๆ

เจ้านายส่งความคิดและสามารถแบ่งปันข้อมูลระหว่างนักรบไดโนเสาร์ได้

นี่คือพลังของอาวุธชีวภาพ!

กรรรรจ์!

หลังจากที่แมงป่องยักษ์ตายลง

แร็พเตอร์3ตัว และไดโลโฟซอรัส2ตัว เดินเข้าไปตรงร่างของแมงป่อง หลินเฟิงรู้แล้วว่าพวกมันจะทำอะไร เขาจึงลงจากหลังของแรปเตอร์ก่อน -นักล่าทั้ง5อ้าปากของพวกมันแล้วกัดลงที่ร่างของแมงป่อง พวกมันเริ่มฉีกเนื้อออกมาและกลืนลงไป!

มันเป็นเหมือนอาหารมื้อใหญ่!

ผ่านไป1นาทีพวกมันก็จัดการกับอาหารเสร็จเรียบร้อย

ในฐานะที่เป็นอาวุธต่อสู้ทางชีวภาพ ไดโนเสาร์มีร่างกายที่พิเศษมาก ๆ ในกรณีที่ไม่มีอาหารพวกมันสามารถทนความหิวได้เป็นเวลานานและแม้แต่เข้าสู่ภาวะหลับไหล ลดการใช้พลังงานให้อยู่ในระดับใกล้ศูนย์ จนอยู่รอดมาหลายร้อยปีและยังคงสามารถรักษากำลังรบไว้ได้

มีเพียงเจ้านายของมันเท่านั้นที่ต้องออกคำสั่งให้เหล่านักรบไดโนเสาร์นอนหลับหรือตื่นขึ้นมา พวกเขาเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องจักรสังหารที่น่ากลัว!

เมื่ออาหารเพียงพอพวกเขาสามารถกินได้มาก ระบบย่อยอาหารที่พัฒนาแล้วและเปลี่ยนอาหารให้เป็นไขมันและจัดเก็บพลังงานเป็นรูปแบบอื่น ๆ อย่างรวดเร็ว เมื่อถึงมาตรฐานที่กำหนดมันสามารถพัฒนาความแข็งแกร่งได้

ทั้งหมดนี้ทำให้กองทัพไดโนเสาร์ไม่ต้องกังวลกับความกดดันด้านอาหารเลย และเขาสามารถผลิตไดโนเสาร์ออกมาจำนวนมากได้

นี่คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดเกี่ยวกับอาวุธชีวภาพชนิดนี้!

ตึก

ตึก

ตึก

หลินเฟิงออกเดินทางอีกรอบ เสียงเท้าของไดโนเสาร์ที่ดุร้ายกลุ่มหนึ่งเริ่มเคลื่อนไหว เท้าของพวกมันย่ำลงบนพื้นและมีเสียงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ตั้งแต่ออกจากฐานมาประมาณ 10 นาที หลินเฟิงเดินทางมากว่า10กิโลเมตรแล้ว อีก3กิโลเมตรก็จะถึงหมู่บ้านของเขา ระหว่างนั้นไดมอร์โฟดอนที่บินอยู่บนท้องฟ้าก็เริ่มเห็นบ้านหลังเล็กๆจากระยะไกลแล้ว หลินเฟิงเริ่มร้อนใจเขาเริ่มภาวน่าขอให้พ่อแม่ของเขาปลอดภัย

แต่จากที่สังเกตุ ยิ่งใกล้จะออกจากป่าเท่าไหร่ สัตว์ร้ายพวกนี้ก็ยิ่งลดจำนวนลง ทำให้หลินเฟิงเกิดความหวังเล็กน้อย

พอไม่ต้องคอยระวังสัตว์ร้ายมากนัก พวกไดโนเสาร์ก็เพิ่มความเร็วขึ้นไปอีก เพียงไม่นานเขาก็ออกมาจากป่าได้แล้ว แต่พวกไดโนเสาร์ก็ยังไม่หยุดวิ่ง เขาสั่งให้มันวิ่งผ่านไร่ไปทางหมูบ้าน ภาพที่ไดมอร์โฟดอนเห็นฉายผ่านเข้ามาในหัวของเขา บ้านเรือนไม่ได้รับความเสียหายมากนัก ส่วนใหญ่จะโดนพังเข้าทางประตู แสดงว่าสัตว์ร้ายที่มาโจมตีไม่ใช่สัตว์ขนาดใหญ่มากและบริเวณหมู่บ้านมีเศษเลือดอยู่เต็มไปหมดแต่ไม่มีชิ้นส่วนมนุษย์ให้เห็นเลย

หลินเฟิงเริ่มใจเสีย เพียงไม่นานกลุ่มไดโนเสาร์ได้วิ่งมาถึงหน้าหมู่บ้านเรียบร้อย ทันทีที่เข้าไปในหมู่บ้านหลินเฟิงก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้น

....

ปัง!

ปัง!

ปัง!

เสียงของประตูเหล็กที่โดนกระแทกอย่างแรง เสียงกระแทกยังคงดังขึ้นต่อเนื่องและถี่ขึ้น ดูเหมือนอะไรบางอย่างข้างนอกคงไม่ได้มีแค่ตัวเดียว ประตูเหล็กเริ่มที่จะรับแรงกระแทกไม่ไหวและเริ่มโค้งงอ

"บ้าเอ้ย! พวกมันคือตัวอะไรกันแน่ กำลังของพวกมันเยอะเกินไป ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปประตูต้องพังแน่เลย"

"ฉันก็ไม่รู้ เมื่อวานหลังกลับจากไร่ ฉันกำลังเดินกลับบ้านแล้วพวกมันก็โผล่ออกมาจากใหนไม่รู้และเข้าทำร้ายคนในหมู่บ้าน ภาพของพวกมันที่กำลังใช้เล็บและฟันของมันฉีกเนื้อคนในหมู่บ้านยังติดตาฉันอยู่เลย"

"เฮ้! เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ ถ้าประตูพังพวกเราทุกคนได้ตายแน่ รีบช่วยกันย้ายตู้ไปกันประตูไว้เร็ว"

ภายในบ้านปรากฎร่างของคน13คน มีผู้ชาย6คนและผู้หญิง7คน ฝ่ายชายนั้น 5คนเป็นชายวัยกลางคนและอีกคนเป็นชายวัยรุ่น ฝ่ายผู้หญิงมีหญิงวัยกลางคน6คนและอีกหนึ่งคนดูเป็นหญิงสาววัยรุ่น

ส่วนใหญ่ผู้คนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้ค่อนข้างมีอายุมากแล้ว พวกเขาทำงานเพื่อส่งบุตรหลานของตัวเองไปเรียนมหาลัยในเมือง จึงมีคนหนุ่มสาวน้อยมากในหมู่บ้าน ดูจากการแต่งตัวของชายหนุ่มและหญิงสาววัยรุ่นแล้ว พวกเขาน่าจะกลับมาเยี่ยมญาติในช่วงที่มหาลัยปิดภาคเรียนของทุกปี

"เฮ้! พวกผู้ชายมาช่วยฉันย้ายตู้ตรงนี้ที"

"บ้ารึไง ลุงคิดว่าแค่ตู้ไม้บางๆจะกันมันได้รึไง ขนาดประตูเหล็กพวกมันยังพังได้เลย บัดซบเอ้ย! ถ้ารู้แบบนี้ฉันไม่น่ามาหลบที่นี้เลย"

"ไอเด็กนี่! ถ้าแกไม่พอใจก็ออกจากบ้านข้าไป"

"หึ ถ้าฉันไม่กลับมาที่ชนบทนี้ ฉันก็คงจะไม่มาอยู่ในสภาพนี้หรอก!"

ชายหนุ่มพูดออกมา เขามีชื่อว่าหลิวเล่ยเขาเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยระดับท็อบของเมืองหลวง ตั้งแต่เขาออกจากหมู่บ้านไป ทำให้เขาเห็นสิ่งต่างๆมากมาย เขาเริ่มเรียนรู้ที่จะอยู่กับเพื่อนที่ร่ำรวยและมีอิทธิพล ชีวิตของเขาสุขสบายมากขึ้นต่างจากชนบทที่เขาจากมา เมืองหลวงมีแต่สาวสวยๆ เขาคิดว่านี้เป็นชีวิตที่เขาใฝ่หามาโดยตลอด หลิวเล่ยไม่เคยกลับมาที่หมู่บ้านอีกเลย แม้กระทั้งวันงานศพพ่อของเขา และเขาก็ไม่เคยคิดที่จะกลับไป

จนกระทั่ง เขาได้รู้จักกับหยูชิงเฟย เธอเป็นดาวของมหาลัย หน้าตาของเธอเรียกได้ว่าโดดเด่นที่สุดในชั้นปี มีผู้ชายมากมายที่มาขอเธอเป็นแฟน แต่หยูชิงเฟยกลับไม่เคยคบกับใครเลย ไม่ใช่ว่าผู้ชายพวกนั้นไม่ดี พวกเขาแต่ละคนทั้งหน้าตาดี ร่ำรวยและมีอิทธิพล มีผู้ชายบางคนพยายามจะใช้อิทธิพลทางบ้านเพื่อกดดันเธอ พ่อของผู้ชายคนนั้นมีอิทธิพลสูงมาก แค่สั่งให้ทางมหาลัยไล่เด็กนักเรียนออกนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ผู้คนที่รู้สถานะการณ์นี้ต่างคิดว่าหยูชิงเฟยคงไม่มีทางรอดไปได้แน่นอน แต่วันต่อมาเขากลับต้องมาคุกเข่าขอโทษเธอด้วยหน้าตาซีดจาง พ่อของเขาถูกจับเขาคุกด้วยข้อหาร้ายแรงต่างๆ เหตุการนี้ทำให้ทุกคนสงสัยเกียวกับเบื้องหลังของหยูชิงเฟย และเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในมหาวิทยาลัย

ภายหลังมีคนบอกข่าวมาว่าหยูชิงเฟยนั้นสนิทกับจ้าวหยานหยานมาก ทำให้หลายคนหายสงสัยเรื่องเบื้องหลังของหยูชิงเฟยในทันที ตระกูลของจ้าวหยานหยานเป็นตระกูลที่ทรงอิทธิพล ปู่ของเธอเป็นผู้บังคับบัญชาทหารสูงสุดของจังหวัด และยังมีข่าวอีกว่าตระกูลของเธอเกียวข้องกับชุมชนศิลปะการต่อสู้ด้วย ว่ากันว่าพวกเขาใช้คนเพียงแค่คนเดียวก็สามารถเอาชนะทหารได้ทั้งกองทัพ!

เรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งข้อสงสัย คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อเรื่องที่เหนือจินตนาการเหล่านี้ แต่ทุกตระกูลที่มีอิทธิพลไม่เคยมีใครกล้าสร้างปัญหาให้กับตระกูลจ้าว ตั้งแต่นั้นมาไม่มีใครกล้าไปจีบหยูชิงเฟยอีกเลย หลิวเล่ยเป็นอีกคนที่แอบชอบหยูชิงเฟย เขาไม่แม้แต่จะคิดเรื่องที่จะได้ไปใกล้ชิดกับเธอ จนกระทั่งช่วงใกล้ปิดภาคเรียนของมหาลัย หลิวเล่ยบังเอิญได้ยินว่าหยูชิงเฟยกำลังจะกลับไปเยียมพ่อแม่ที่จังหวัดเจียงซีแถมยังเป็นหมู่บ้านเดียวกันกับเขา

หลิวเล่ยคิดว่าพระเจ้าให้โอกาศแก่เขาแล้ว วันต่อมาเขาเข้าไปคุยกับเธอเรื่องที่กำลังเดินทางไปหมูบ้าน - หยูชิงเฟยนั้นอัธยาสัยดีมาก เขาคุยกลับเธอเกียวกับคนในหมูบ้านและเรื่องต่างๆอย่างเป็นกันเอง

หลิวเล่ยคิดว่าถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆเธอจะต้องมีใจให้เขาแน่ และเมื่อวานเขากับเธอจึงตัดสินใจเดินทางมาหมูบ้าน พอเขากลับมาถึง หยูชิงเฟยก็รีบแยกไปหาพ่อแม่ของเธอ หลิวเล่ยจึงตัดสินใจที่จะเดินไปที่บ้านของเขา แม่ของเขาดีใจที่เขากลับมาจนน้ำตาไหล และถามเขาเกียวกับเรื่องต่างๆ หลิวเล่ยอ้างเรื่องที่เขาไม่ได้กลับมางานศพพ่อ ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีจนกระทั่งพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน

เสียงร้องของชาวบ้านก็ดังขึ้น สัตว์ประหลาดคล้ายหนู แต่ตัวของมันสูงถึงเอวของเขา ชาวบ้านหลายคนพยายามฆ่ามันด้วยอาวุธมีคมแต่ขนของหนูยักษ์หนามากไม่มีมีดเล่มใหนแทงทะลุไปถึงหนังมันได้

เขากับแม่วิ่งหนีจนเข้าไปหลบในบ้านของผู้ใหญ่บ้าน บ้านหลังนี้ดูแข็งแรงที่สุดนับตั้งแต่เข้ามาในหมูบ้านแถมประตูยังเป็นประตูเหล็กอีก จากนั้นก็มีคนที่คิดเหมือนกันกับเขา วิ่งเข้ามาในบ้านรวมถึงครอบครัวของหยูชิงเฟยด้วย หลิวเล่ยร้อนใจมาก เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาเพื่อที่จะแจ้งตำรวจ แต่ทว่าหมู่บ้านนี้ดันไม่มีสัญญาณ ทำให้เขาไม่สามารถโทรออกได้ แม้แต่อินเตอร์เน็ตก็ใช้การได้ไม่ได้

จากนั้นสักพัก เสียงร้องแห่งความเจ็บปวดด้านนอกก็สิ้นสุดลง ภายในบ้านเงียบกริบไม่มีใครกล้าเปิดปากของตัวเองแม้แต่นิดเดียว

.....

.....

"ไอเด็กบ้า! แก.."

"เรื่องทะเลาะกันเอาไว้ก่อนเถอะ ตอนนี้เราต้องทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้สัตว์ประหลาดพวกนั้นพังประตูเข้ามาได้"

"ฉันเห็นด้วยกับหลินเซียว"

"โอเค"

"ได้สิ ก็ดีกว่านั่งรอความตายอยู่เฉยๆ"

ขณะที่เสียงกระแทกประตูยังคงดังขึ้นต่อเนื้อง ผู้ชาย4คนรีบไปช่วยกันดันตู้เพื่อไปกั้นประตูไว้

"แม่ พวกเรากำลังจะตายใช่มั้ย?" หยูชิงเฟยถามขึ้น เธอรู้สึกกลัวมาก บางทีความตายอาจจะเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญอยู่แล้ว แต่เธอก็อยากที่จะตายอย่างสงบ ดีกว่าต้องให้เจ้าสัตว์ร้ายฉีกร่างของเธอขณะที่เธอยังมีสติอยู่

"ไม่หรอกลูก พ่อของลูกเคยฆ่าหมาป่าที่ตัวใหญ่กว่านี้อีก ถ้าแค่นี้พ่อของลูกจัดการได้สบายแน่!" หยูหลินฉินพยายามพูดเพื่อปลอบใจลูกของเธอ แม้แต่ตัวเธอเองก็ไม่อาจเชื่อเรื่องที่เธอพูดออกไปได้ ฆ่าหมาป่าหรอ? เรื่องตลกอะไรกัน หมาป่าไม่สามารถพังประตูเหล็กได้ แต่ตัวที่พวกเธอกำลังเผชิญหน้าอยู่นั้นกำลังพังเหล็กด้วยร่างกายของพวกมัน

พอหยูชิงเฟยได้ยินแบบนั้น เธอก็เข้าไปกอดแม่ของเธอแล้วนิ่งเงียบไป

"เฮ้! หลินเซียวนายไปหยิบมีดในครัวมาให้ฉันหน่อย"

"ได้"

หลินเซียววิ่งเข้าไปในห้องครัวทันที เพียงไม่นานเขาก็กลับออกมาพร้อมกับมีดหกเล่มในมือ แล้วแจกให้กับผู้ชายทั้งหมด

"จะเอามีดมาให้ฉันทำไม แกก็เอาไปสู้กับพวกมันเองสิ"

"ไอเด็กเวร! แกยังเป็นลูกผู้ชายอยู่รึเปล่า? ถ้าแกยังเป็นลูกผู้ชายอยู่ก็หยิบมีดแล้วลุกขึ้นมาชะ"

โจวหลุนเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ เขาดำรงตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้าน เขาเป็นคนที่เถียงกับหลิวเล่ยตั้งแต่ช่วงแรก

"ว่าไงนะไอแก่ ฉันจะทำอะไรมันก็เรื่องของฉัน ไม่ต้องให้แกมาสั่ง"

"ถ้าไม่ใช่เพราะเด็กอย่างแกโวยวายเสียงดัง พวกสัตว์ประหลาดนั้นจะรู้ได้ยังไงว่าเราอยู่ในนี้? "

"เดียวก่อนโจวหลุน มันไม่ใช่เวลาจะมาทะเลาะกันนะ"

"แต่ไอเด็กนี่.."

"เฮ้ ทุกคนดูที่ประตูสิ!"

ปัง!

ปัง!

ปังง!

ตู้ไม้เริ่มสั้นไหวอย่างหนัก แสดงว่าประตูเหล็กพังไปแล้ว หัวใจของทุกคนเต้นแรง ทุกครั้งที่ตู้ไม้สั้นพวกเขารู้สึกหนาวเหน็บเหมือนอยู่กลางหิมะ ความกลัวและความกดดันเข้าบีบหัวใจ ทุกคนรู้ดีว่าถ้าตู้ไม้พังพวกเขาจะต้องตายแน่นอน

"ไม่ ไม่ อย่าพังนะ ฉันยังไม่อยากตาย ใครก็ได้ช่วยฉันด้วย"

"แกเงีบบๆได้ใหม ไม่งั้นฉันคงต้องมัดปากแกแน่ ถ้าแกยังไม่หยุดพูด"

ปังง!

เศษไม้กระเด็นเข้ามาภายในบ้าน รูขนาดใหญ่ปรากฎบนตู้ไม้ ดวงตาสีแดงของมันสะท้อนออกมา เล็บที่แหลมคมใช้ฉีกไม้ที่ขวางหน้ามันเหมือนกับกำลังตัดเค้กชิ้นหนึ่ง

"จบแล้ว พวกเราต้องตายแน่!"

ขณะที่หัวของหนูยักษ์โผล่ออกมา เศษเลือดยังคงติดอยู่ที่ปากของมัน ดวงตาของมันมีแต่ความกระหายเลือด คนที่อยู่ในห้องทุกคนเริ่มรู้สึกถึงพลังที่ไม่อาจเอาชนะได้ ชายคนหนึ่งปล่อยมีดตกลงกับพื้น เขาพึ่งตระหนักได้ว่ากำลังของตัวเองมันเล็กขนาดใหน เมื่อเทียบกับสัตว์ประหลาดข้างหน้าเขา

"โฮรกกก"

แต่ทันใดนั้นเอง หนูยักษ์ที่กำลังจะเข้ามาในบ้านกลับหยุดเคลื่อนไหว -ไม่ มันพยายามจะเดินไปข้างหน้า แต่เหมือนถูกดึงเอาไว้ พริบตานั้นมันก็ถูกลากออกไปอย่างรวดเร็ว

"โฮรกกก"

กรรรจ์

เสียงร้องของสัตว์ประหลาดดังระงมไปทั่ว ผู้คนในห้องยังคนหยุดนิ่ง ไม่มีใครเคลื่อนไหวคล้ายกับว่าพวกเขาโดนแช่แข็งอยู่

ผ่านไปประมาณ 5 นาที เสียงร้องของสัตว์ร้ายก็หยุดลง

ตึก!

ตึก!

ตึก

เสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้ประตูอีกครั้ง รูที่ถูกพวกหนูยักษ์ทำลายอยู่ในตำแหน่งค่อนข้างต่ำ ทำให้เห็นเพียงแค่ส่วนล่างของมัน เสียงฝีเท้ามาหยุดที่หน้าประตู

ตูมม!

คราวนี้ไม่ใช้แค่แรกกระแทกเพื่อให้ประตูปัง แต่ทั้งประตูเหล็กและตู้ไม้ที่ขวางกันเอาไว้พังกระเด็นอย่างรุนแรง -คงพอจะเดาได้ว่าสัตว์ร้ายตัวนี้แข็งแกร่งกว่าหนูยักษ์ตัวเมื่อกี้อย่างมหาศาล

ตอนแรกหยูชิงเฟยเห็นว่าหลังจากที่หนูยักษ์ถูกลากออกจากห้องไปและตามมาด้วยเสียงโหยหวนอย่างเจ็บปวด เธอเริ่มเกิดความหวังในการที่จะมีชีวิตรอดออกไปจากที่นี้ แต่หลังจากประตูพังด้วยพลังมหาศาล เห็นได้ชัดว่าอะไรก็ตามที่อยู่ด้านนอกนั้นไม่ใช่คนอย่างแน่นอน หยูชิงเฟยต้องสิ้นหวังอีกครั้ง เธอเงยหน้าขึ้นมองที่ประตู

ความหวาดกลัวปรากฎอยู่ในสายตาของเธอ สัตว์ประหลาดที่ไม่เคยเห็นกำลังเดินมาร่วมตัวกันที่หน้าประตู ดูจากสายตาที่ดุร้ายของมันแล้ว พวกมันหน้ากลัวยิ่งกว่าหนูยักษ์ที่เธอเคยเห็น

ทันใดนั้นสายตาของหยูชิงเฟยก็เบิกหว้างและปากของเธอก็อ้าค้าง -เธอพบว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนหลังของสัตว์ประหลาด

เรื่องจริงเหรอ?

มันเป็นชายหนุ่มจริงๆ แสงอาทิตย์ที่ส่องแสงอยู่ข้างหลังเขาทำให้มองไม่ค่อยเห็นใบหน้าของเขา มันดูเหมือนฉากในตำนาน! พวกสัตว์ประหลาดที่ทรงพลังเหล่านี้เป็นแค่สัตว์เลี้ยงของเขา!!

ชายหนุ่มมองเขามาในบ้าน จากนั้นเขาพูดขึ้นเบาๆแต่สำหรับคนในบ้านเสียงนี้เป็นเสียงที่ดังที่สุดที่พวกเขาเคยได้ยินในชีวิตแน่นอน มันดังไปถึงหัวใจ!

"พ่อ แม่ ฉันกลับมาแล้ว..."

___________________________________



ตอนก่อน

จบบทที่ ช่วยเหลือ

ตอนถัดไป